สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 076
สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๗๖
วันจันทร์ที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด เพราะฉะนั้นการฟังธรรมต้องฟังแล้วก็พิจารณาโดยละเอียด โดยที่ไม่ต้องรีบร้อนเลย เพราะเหตุว่ามีธรรมทุกขณะ พร้อมที่จะให้ได้ฟังสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ คราวก่อนๆ เราก็ได้พูดถึงเรื่องของปรมัตถธรรม เพราะเหตุว่าถ้าพูดถึงธรรมก็จะต้องเข้าใจว่า ธรรมเป็นสภาพที่มีจริง และสภาพที่มีจริงไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้ สภาพธรรมในขณะนี้ที่ปรากฏเพราะเกิดขึ้นโดยที่มีเหตุปัจจัย ซึ่งขณะนี้ก็เป็นสภาพธรรมแต่ละอย่างซึ่งปรากฏได้แต่ละทาง สำหรับในวันนี้ทุกท่านก็คงจะได้ผ่านเหตุการณ์ของแต่ละท่าน ก็ได้ทราบว่าเป็นจิต เป็นเจตสิก เป็นรูป
ปรมัตถธรรมคือธรรมที่มีจริงๆ แม้ไม่เรียกชื่ออะไรเลย ก็เป็นสภาพธรรมซึ่งเป็นสภาพรู้ ได้แก่ จิตและเจตสิก ส่วนสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลย สภาพธรรมนั้นก็เป็นรูปธรรม ซึ่งขณะนี้ก็สามารถที่จะพิสูจน์ได้ รูปธรรมกำลังปรากฏ แล้วก็มีสภาพรู้คือเห็นในขณะนี้ เสียงแม้ว่าไม่มีรูปร่างสัณฐานที่จะมองเห็นได้ด้วยตาแต่ก็ปรากฏและเมื่อไม่ใช่สภาพรู้ก็เป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นก็มีลักษณะของสภาพธรรมที่ต่างกันเป็น ๒ อย่าง คือนามธรรมกับรูปธรรม สัตว์บุคคลในโลกนี้ที่เกิดมาในภูมิที่มีขันธ์ ๕ คือในภูมิที่มีทั้งนามธรรม และรูปธรรม ก็จะไม่ปราศจากนามธรรม และรูปธรรมเลยสักขณะเดียว แต่ว่าทั้งนามธรรม และรูปธรรมเกิดดับเร็วมาก
เราก็ได้พูดถึงเรื่องของจิต เจตสิก รูป มาเป็นเวลาพอสมควร แต่ก็ไม่ใช่การรู้ลักษณะของจิต และเจตสิก รูป ในขณะนี้ทีละลักษณะ เพราะเหตุว่าสภาพธรรมเกิดดับเร็วมาก รูปๆ หนึ่งจะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ ขณะที่กำลังเห็นกับขณะที่กำลังได้ยินเป็นจิตที่ห่างกัน เกิดดับสืบต่อกันก็จริง แต่ว่ามีจิตอื่นที่เกิดคั่นเกินกว่า ๑๗ ขณะ เพราะฉะนั้นในขณะนี้รูปใดที่ไม่ปรากฏ รูปนั้นเกิดแล้วดับแล้ว ฟังเป็นอย่างนี้ คือสภาพธรรมทั้งจิต เจตสิก รูป เราก็เพียงฟังแล้วก็เข้าใจว่ามีจริง แล้วก็เกิดดับเร็วมาก แล้วเมื่อใดจะประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมที่จะเข้าใจได้ว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร แต่มีปัจจัยก็เกิดแล้วก็ดับ ในขณะนี้ กำลังเป็นอย่างนั้น นี่คือสัจธรรม
เพราะฉะนั้นการฟังธรรม ก็ฟังเพื่อที่จะให้เข้าใจ จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ว่า จิตแต่ละชนิดเกิดแล้วก็ดับสืบต่อกันอย่างรวดเร็วเหมือนในมายากล ทุกคนที่แม้กำลังนั่งฟัง จิตก็กำลังเกิดดับอย่างเร็วมาก ก็ยังไม่ประจักษ์ฉันใด ก็เหมือนกับว่ามีคน มีสัตว์ ซึ่งไม่ใช่เป็นจิต ไม่ใช่เป็นเจตสิก ไม่ใช่เป็นรูป แต่ว่าตามความจริง จิต เจตสิก เกิดแล้วดับ แล้วก็เกิดแล้วดับสืบต่อ ถอยไปจนกระทั่งถึงจากขณะนี้สู่ขณะแรก เพื่อที่จะได้รู้ว่าวันนี้ต้องมาจากวันก่อนๆ จนกระทั่งถึงขณะแรกที่จิต เจตสิก รูปเกิด เป็นขณะแรกในชาติหนึ่ง และการศึกษาธรรมก็เพื่อที่จะได้เข้าใจละเอียดขึ้นว่า ในขณะที่ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นขณะแรก ไม่มีใครรู้สึกตัวเลย โลกนี้ไม่ปรากฏ แต่ทั้งจิตและเจตสิกเกิดแล้ว และจิต เจตสิกซึ่งเกิด ในขณะปฏิสนธิคือขณะแรกเป็นจิตที่เป็นชาติวิบาก เพราะว่าจิตมี ๔ ชาติ จิตที่เป็นกุศล ๑ อกุศล ๑ เป็นเหตุให้เกิดจิตที่เป็นวิบาก ๑
เพราะฉะนั้นเหตุคือ กุศลกรรมและอกุศลกรรม ก็ทำให้เกิดกุศลวิบาก และอกุศลวิบาก ส่วนอีกชาติหนึ่งนั้นก็คือ กิริยาจิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของพระอรหันต์ แต่ให้ทราบว่าทุกคนขณะที่ปฏิสนธิเป็นผลของกรรม ถ้าเกิดในภูมิที่เป็นสุคติภูมิ เช่น ในมนุษย์สวรรค์ หรือว่าโลกนี้ก็เป็นโลกของสุคติภูมิที่เป็นไปในเรื่องของรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ไม่ใช่สุคติภูมิระดับของผู้ที่ละความติดข้องในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ จนกระทั่งจิตสงบถึงขั้นระดับฌานก็เกิดในรูปพรหมภูมิ ก็เป็นเรื่องของการเกิดในที่ต่างๆ แต่ไม่ว่าจะเกิดในที่ใดก็ตาม พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า ผู้ที่เกิดต้องเป็นผู้ที่ยังมีกิเลส ถ้าเป็นผู้ที่ดับกิเลสหมด จะไม่มีการเกิดอีกเลยเป็นพระอรหันต์ แล้วก็จะไม่มีการเกิดอีก พระโสดาบันยังต้องเกิด ผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจธรรมดับกิเลสได้เป็นบางส่วน ก็ยังต้องเกิดอีก แล้วก็พระสกทาคามีผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจธรรมสูงขึ้นไปอีก ก็ยังต้องเกิดอีก พระอนาคามีก็ยังต้องเกิดอีก บุคคลเดียวที่ไม่เกิดคือพระอรหันต์
เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าในขณะที่ปฏิสนธิจิตเกิด ไม่ว่าในภพภูมิใดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเกิดเป็นมนุษย์เกิดเป็นเทวดาเกิดเป็นพรหมก็ต้องมีกิเลส ถ้าไม่มีกิเลสจะไม่เกิดเลย เพราะฉะนั้นกิเลสมี ๓ ขั้น ๓ ระดับ คือกิเลสซึ่งบุคคลอื่นไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่ามี คือกิเลสที่ติดอยู่ในจิต จะใช้คำว่านอนเนื่อง หรือว่าจะใช้คำอะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าไม่ว่าจะเป็นจิตขณะใดก็ตาม ที่ไม่ใช่จิตของพระอรหันต์แล้ว จิตนั้นต้องมีอนุสัยกิเลสซึ่งเป็นพืชเชื้อที่จะทำให้ชีวิตดำเนินไป แล้วแต่ว่าจะเป็นกุศลบ้างหรืออกุศลบ้าง
เพราะฉะนั้นในขณะนี้เองทุกคนมีอนุสัยกิเลสที่ยังไม่ได้ดับ และจะดับก็ต่อเมื่อรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระอริยบุคคล ทั้งๆ ที่กิเลสมีก็ไม่รู้ เพราะเหตุว่าเป็นสภาพธรรมที่ละเอียดมาก ขณะที่ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้น กิเลสที่มีอยู่ในจิตขณะนั้น ซึ่งยังไม่ได้เกิดขึ้นทำกิจการงานใดๆ เลย ชื่อว่า"อนุสัยกิเลส" เป็นกิเลสระดับที่ละเอียดที่สุด เพราะเหตุว่าในขณะที่ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้น ยังไม่มีการเห็น ยังไม่มีการได้ยิน ยังไม่มีการได้กลิ่น ยังไม่มีการลิ้มรส ยังไม่มีการคิดนึกใดๆ เลย แต่ว่ามีกิเลสพร้อมที่จะเกิดเมื่อเห็น พร้อมที่จะเกิดเมื่อได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส และคิดนึกต่างๆ เพราะฉะนั้นในขณะนี้ที่กำลังฟังพระธรรมเป็นกุศลจิตที่ประกอบด้วยปัญญาในขณะที่เข้าใจ แต่ก็มีอนุสัยกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไม่มีการที่สัตว์โลกสามารถที่จะดับอนุสัยกิเลส ซึ่งเป็นพืชเชื้อที่จะให้กิเลสอื่นๆ เกิดได้เลย
ในคราวก่อนก็ได้กล่าวถึงอนุสัยกิเลส ๗ ซึ่งที่สำคัญก็คือ "อวิชชานุสัย" อวิชชาเป็นอกุศลเจตสิก ที่ไม่สามารถจะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงได้ แม้ว่าสภาพธรรมกำลังเผชิญหน้า เช่น ในขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏทางตา แล้วก็มีจิตเห็น ก็ไม่สามารถจะเข้าใจได้ถูกต้องว่า ในขณะนี้เป็นเพียงชั่วขณะที่ธาตุรู้เกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป เร็วเหมือนในมายากล ทั้งวันจิต เจตสิก รูปเกิดดับทำกิจการงานต่างๆ แต่ก็ไม่สามารถที่จะรู้ลักษณะที่แท้จริงของจิต เจตสิก แต่ละขณะได้ จึงจำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงจิตโดยละเอียด เพื่อที่จะได้ทราบว่าแท้ที่จริงแล้วจิตมีกี่ประเภท แล้วก็เป็นกุศลอกุศลซึ่งเป็นเหตุ แล้วก็เป็นวิบากซึ่งเป็นผล
สำหรับปฏิสนธิจิตขณะแรก เป็นวิบากชั่วขณะสั้นๆ ขณะเดียว ใครจะรู้ว่าขณะนั้นมีอนุสัยกิเลส ๗ ประเภท สำหรับผู้ที่เป็นปุถุชนยังไม่ได้ดับอนุสัยกิเลสประเภทใดเลย ซึ่งสำหรับอวิชชานุสัยก็พอจะเห็นได้ว่า เมื่อมีอวิชชาความไม่รู้ในลักษณะของสภาพธรรมตั้งแต่เกิดสืบต่อมา จนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏว่า แท้ที่จริงแล้วก็คือ จิต เจตสิก รูปนั่นเอง จนกระทั่งได้มีโอกาสฟังพระธรรม แต่เพียงการฟังพระธรรม ฟังว่ามีจิต เจตสิก รูป แต่ก็ยังไม่ได้ประจักษ์ลักษณะของ จิต เจตสิกรูป จนกว่าการฟังจะเพิ่มความเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย อวิชชาลดลง ปัญญาเพิ่มขึ้น สามารถที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมเพิ่มขึ้นเมื่อใด ก็จะเป็นปัจจัยที่ทำให้รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏได้
เพราะฉะนั้นพระพุทธศาสนามี ๓ ขั้น คือ ขั้นปริยัติ ขั้นฟังเรื่องของสภาพธรรม แต่ไม่ใช่การที่กำลังอบรมปัญญาระดับที่เกิดพร้อมสติสัมปชัญญะที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้จริงๆ แต่ว่าอาศัยการฟังเข้าใจ ก็จะทำให้ถึงขณะที่สติสัมปชัญญะเกิดระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมเข้าใจขึ้น จนประจักษ์การเกิดขึ้น และดับไป เพราะฉะนั้นสำหรับการฟังธรรมก็ทำให้ได้เข้าใจถูกต้อง ให้รู้ความจริงว่าทุกคนมีกิเลสทุกระดับตั้งแต่อย่างละเอียด จนกระทั่งถึงขณะที่อกุศลจิตเกิดขึ้นทำกิจการงาน แต่ถ้าอกุศลนั้นมีกำลัง ก็จะทำให้ล่วงทุจริตกรรม ทางกาย ทางวาจา ซึ่งเป็นการเบียดเบียนบุคคลอื่นให้เดือดร้อน ขณะนั้นก็เป็นอกุศลกรรมบถได้ ที่จะทำให้เกิดวิบาก ซึ่งทำให้มีผลตั้งแต่เกิดในทุคติภูมิ เกิดในนรก เกิดเป็นเปรต เกิดเป็นอสุรกาย เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่ทราบยังมีท่านผู้ใดยังสงสัยเรื่องของอนุสัยกิเลสไหม มีแต่ไม่เห็น เวลาที่โกรธเป็นอนุสัยกิเลสหรือเปล่า
อ.สุภีร์ ขณะที่โกรธก็เป็นกิเลสที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่การงานแล้ว ก็ไม่ใช่อนุสัยกิเลส แต่ว่าก็เป็นผลมาจากอนุสัยกิเลสที่ยังมีอยู่นั่นเอง ก็เป็นอนุสัยกิเลสประเภทหนึ่ง ที่เรียกว่า"ปฏิฆานุสัย"เมื่อความโกรธเกิดขึ้น ก็เพราะว่ามีปฏิฆานุสัยยังเหลืออยู่ ยังไม่ได้ ละด้วยมรรค เพราะเหตุว่าปฏิฆานุสัยนี้จะละด้วยอนาคามีมรรค ก็คือผู้ที่จะไม่มีความโกรธอีกเลยก็คือเป็นพระอนาคามีนั่นเอง ฉะนั้นเมื่อความโกรธเกิดขึ้น ก็เป็นกิเลสขั้นที่เป็นปริยุฏฐานกิเลสนั่นเอง ที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่การงาน แต่ถ้าความโกรธนั้นมีกำลังทำให้ล่วงทุจริตทางกายทางวาจา ก็เป็นกิเลสอีกระดับหนึ่ง ที่เรียกว่า"วีติกกมกิเลส"
ท่านอาจารย์ คุณสุภีร์ช่วยให้ความหมายของคำว่า"ปฏิฆะ"ด้วย
อ.สุภีร์ คำว่า"ปฏิฆะ" ก็แปลว่ากระทบกระทั่ง ถ้าเป็นชื่อของโทสเจตสิก ก็ชื่อว่าปฏิฆะเหมือนกัน ก็คือกระทบกระทั่งด้วยความรู้สึกที่เป็นโทมนัสเวทนา แต่ว่าถ้าใช้ในชื่ออื่นๆ ก็เป็นการกระทบกันธรรมดาก็ได้ แต่ว่าเวลาใช้ในชื่อของโทสเจตสิกก็เป็นการกระทบกระทั่งด้วยเวทนาที่เป็นโทมนัสเวทนา
ท่านอาจารย์ เมื่อจิตปฏิสนธิดับ ปฏิฆะหรือว่าความโกรธจะเกิดขึ้นทันทีไม่ได้เลย นี่เป็นการที่เราจะต้องค่อยๆ เข้าใจสภาพของจิต ซึ่งเกิดดับสืบต่อตามลำดับ จะเปลี่ยนลักษณะการเกิดดับสืบต่อตามลำดับไม่ได้ เช่น เมื่อปฏิสนธิจิตดับไป จะให้จิตที่เป็นโทสมูลจิต หรือว่ามีโทสเจตสิกความขุ่นเคืองใจเกิดขึ้นทันทีไม่ได้เลย เพราะว่าจิตทุกขณะเป็นอนันตรปัจจัยคือ เมื่อจิตนั้นดับไปแล้วก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น และเป็นสมนันตรปัจจัยด้วยคือตามลำดับ ไม่ใช่ตามใจชอบ อย่างเมื่อปฏิสนธิจิตดับแล้ว ก็เป็นปัจจัยให้ภวังคจิตเกิด ภวังคจิตก็คือจิตที่เกิดสืบต่อจากปฏิสนธิดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนั้นไว้จนกว่าจะถึงจุติ ยังเปลี่ยนเป็นบุคคลอื่นไม่ได้เลย ใครทำกุศลกรรมวันนี้ แล้วก็จะเปลี่ยนให้เป็นอีกบุคคลหนึ่ง ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นต่างๆ ก็ไม่ได้ หรือว่าใครทำอกุศลกรรมวันนี้ แล้วก็จะเปลี่ยนทันทีให้เป็นบุคคลที่เกิดในนรก หรือเป็นเปรต เป็นอสุรกายไม่ได้ แต่ต้องหลังจากที่จุติจิตดับแล้ว กรรมหนึ่งจึงจะทำให้ปฏิสนธิตามควรแก่กรรมนั้นๆ
เพราะฉะนั้นเมื่อปฏิสนธิจิตดับแล้ว จิตขณะต่อไปต้องเป็นภวังค์ ยังเป็นโทสมูลจิตหรือปฏิฆะไม่ได้ ก็ต้องเป็นภวังค์สืบต่อไป พอเริ่มรู้สึกตัว อกุศลเกิดก่อน แต่ว่าเป็นประเภทโลภะคือ ความติดข้องในความมีความเป็นในขณะนั้น ไม่ว่าจะเกิดในภูมิไหนก็ตาม แม้ว่ายังไม่รู้เลยว่าเป็นอะไร ยังไม่สามารถที่จะรู้ว่าขณะนั้นเป็นคน หรือเป็นเทวดา หรือเป็นอะไรก็ตามแต่ แต่ว่าเพียงขณะแรกของการที่มีการรู้สึกตัวเกิดขึ้นขณะนั้นก็เป็นโลภชวนหมายความว่า มีความติดข้องในภพในชาติที่เป็นทันที ก่อนที่จะเป็นอกุศลจิตประเภทอื่นๆ อกุศลจิตประเภทแรกของทุกบุคคลในทุกชาติต้องเป็นความติดข้องในภพในชาติ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะถึงอกุศลจิตประเภทอื่นๆ ทันทีที่รู้สึกตัวก็มีความติดข้องในความมีความเป็นในขณะนั้น วันนี้เป็นอย่างนี้หรือเปล่า
อ.ประเชิญ การที่จะกล่าวถึงนามธรรมก็ดีรูปธรรมก็ดี หรือแม้แต่ในเรื่องของกิเลส ทั้ง ๓ ระดับ ก็ไม่พ้นตัวเรา ถ้าจะว่าโดยสมมติก็คือไม่พ้นในตัวของทุกท่านแต่ละท่าน ก็ยังมีทั้งนามธรรม และรูปธรรม ทั้งอกุศลทั้งกุศล ส่วนกริยาจิตก็จะโดยมากเป็นสภาพธรรมที่จะเกิดกับพระอรหันต์ แต่ว่าสำหรับปุถุชนก็ยังมี แต่ว่าเป็นส่วนน้อย เพราะฉะนั้นความยินดีพอใจ ซึ่งก็ยินดีพอใจในทั้งรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ที่เป็นกามราคานุสัย แล้วก็ความยินดีในความมีความเป็นในของแต่ละชีวิต แต่ละอัตภาพ ก็เหมือนกับว่าจะไม่ยินดี เพราะบางครั้งขณะที่ตื่นขึ้นมา เหมือนกับว่าจะมีเพียงยินดีพอใจในที่อยู่ ในข้าวของเครื่องใช้ เช่น เข้าห้องน้ำ ก็ยินดีสุขภัณฑ์สวยดี แล้วก็น้ำก็มีน้ำอุ่น ข้าวของเครื่องใช้ก็ดี อย่างเช่น สบู่ก็หอม ก็เหมือนกับว่าจะไม่มียินดีในตัวตน ในอัตภาพที่ความมีความเป็นเลย
ท่านอาจารย์ นี่เป็นขณะหลังๆ แต่ว่าขณะแรกหลังจากที่ปฏิสนธิจิตดับ ภวังคจิตเกิดสืบต่อ ขณะที่เป็นภวังคจิตยังไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น ยังไม่รู้สึกตัวเลยใช้คำนั้นก็ได้ ยังไม่รู้สึกตัวเลยเหมือนขณะที่นอนหลับสนิท แต่พอเริ่มรู้สึกตัวมีความเป็น ลองคิดดูว่า"ภวราคานุสัย" ความติดในความเป็น เช่นในขณะนี้ทุกคนพอใจในชีวิต ในการเห็น ในการได้ยิน ในการที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่มีใครที่อยากจะสิ้นชีวิต ถ้าเป็นเด็กก็คงกลัวมากเลย ตอนเป็นเด็กทุกคนก็กลัวที่จะจากโลกนี้ไป แต่ถ้าศึกษาพระธรรมแล้วก็รู้ว่าหนีไม่พ้น เพราะว่าอย่างไรๆ จะมีชีวิตอยู่ก็ในชั่วขณะที่จุติจิต จิตขณะสุดท้ายยังไม่เกิด แต่วันหนึ่งก็จะถึงขณะสุดท้ายของจิต แต่การที่จะพูดถึงเรื่องของปฏิสนธิจิต ก็เพื่อที่จะให้รู้ว่า เวลาที่จุติจิตคือจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้เกิดแล้วดับไป ปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่อทันที ไม่มีวันพ้นไปจากสังสารวัฏคือ การเกิดแล้วก็ตาย แล้วก็เกิดแล้วก็ตาย
เพราะฉะนั้นจึงควรที่จะได้รู้ว่า ทุกๆ ขณะจิตมีอะไร มีอนุสัยกิเลสเป็นพืชเชื้อที่จะทำให้เกิดอกุศลคือ โลภะ ทันทีที่รู้สึกตัวก็มีความติดข้องในสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนั้น เท่านั้นก็ยังไม่พอ เพราะเหตุว่าปฏิสนธินำมาซึ่งอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทุกคนมีในชาตินี้ ต้องมาจากปฏิสนธิทั้งนั้น ถ้าไม่มีการเกิดเลย อะไรๆ ก็ไม่มี แต่ที่ทุกอย่างมีในขณะนี้ ย้อนถอยไปก็คือว่าเพราะมีปฏิสนธิจิต คือมีจิตขณะที่เกิด และขณะที่เกิดถ้าเป็นผู้ที่เกิดเป็นมนุษย์ ก็อยู่ในครรภ์ ตายังไม่มี หูยังไม่มี อวัยวะส่วนต่างๆ ยังไม่ครบสมบูรณ์ แต่ถ้ากล่าวถึงขณะที่แม้ยังไม่มีอวัยวะส่วนอื่นเลย เพียงแต่มีการรู้สึกตัว ไม่มีการกระทบของกาย ของตา ของหู เพียงรู้สึกตัวก็ติด พอใจในความเป็น
เพราะฉะนั้นสภาพธรรมละเอียดมาก ในขณะปฏิสนธิเราไม่สามารถจะรู้ได้ว่าเป็นอย่างนั้น แต่ว่า"ภวราคานุสัย"จะมีอยู่ตลอดไป จะดับได้ด้วย"อรหัตตมรรค" เพราะเหตุว่าพระอนาคามีก็ยังมีความติดในภพ ที่ว่าภพของท่านพระอนาคามีก็คือไม่เป็นไปในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ไม่เป็นความติดข้อง แต่ยังมีกุศลจิตเกิด มีความสงบ เพราะฉะนั้นความติดข้องของพระอนาคามี ก็เป็นไปในสิ่งที่ไม่ใช่อย่างของปุถุชนคือ ในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ แต่สำหรับปุถุชน ลองคิดดู หลังจากติดข้องในภพแล้ว ต่อจากนั้นมา มีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย ปฏิสนธินำมาให้ทั้งหมด พร้อมกับปฏิสนธิก็มีกลุ่มรูปเล็กๆ ซึ่งมี"กายทสกกลาป" กลุ่มเล็กที่สุดเป็นกลุ่มของกาย มีรูปอย่างที่เราได้เคยกล่าวถึงแล้ว ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชา และก็มีกายปสาท แล้วในรูปที่เกิดจากกรรมทั้งหมด จะต้องมีชีวิตรูป
นี่เป็นความละเอียดของธรรมที่ว่ารูปใดๆ ก็ตามที่เกิดเพราะกรรม ต้องมีชีวิตรูปเกิดร่วมด้วยดำรงรักษารูปนั้น แม้แต่อายุของรูปมีเท่าใดก็ตาม แต่การที่จะดำรงรักษาความเป็นรูปที่เกิดจากกรรม ต้องมีรูปอีกรูปหนึ่ง คือกัมมชรูปที่ทำให้รูปนั้นเป็นรูปที่มีชีวิตต่างกับรูปอื่น ก็เป็นเรื่องที่เห็นได้ว่าทุกอย่างมาจากปฏิสนธิ แล้วก็เวลาที่ปฏิสนธิแล้วมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เห็นมีใครบ้างที่ไม่พอใจในสิ่งที่เห็นขณะนี้ ได้ยินก็พอใจอีก ได้กลิ่นพอใจอีก ลิ้มรสพอใจอีก รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสพอใจอีกก่อน แล้วภายหลังเมื่อไม่ได้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็โทมนัสเสียใจเป็นธรรมดา เป็นโทสะ
เพราะฉะนั้นก่อนอื่นให้ทราบว่าภวราคานุสัย ความพอใจในภพ ซึ่งจะดับได้เมื่อถึงความเป็นพระอรหันต์มีอยู่ในทุกบุคคลตั้งแต่เกิด ตั้งแต่ปฏิสนธิขณะ แล้วก็เมื่อได้เหตุปัจจัยสำหรับกิเลสชนิดใดจะเกิด กิเลสนั้นๆ ก็เกิดขึ้น
ผู้ฟัง คือสำหรับภวราคานุสัยซึ่งเป็นความยินดีพอใจในภพ ถ้าเป็นบุคคลที่เขาอยากจะฆ่าตัวตาย ทั้งๆ ที่ยังมีภวราคานุสัย เขาอยากจะฆ่าตัวตายแล้วก็ฆ่าตัวตาย ขอท่านอาจารย์ได้กรุณาช่วยให้ความเข้าใจว่า คนที่คิดฆ่าตัวตายแล้วก็กระทำอัตวินิบาตกรรม ทั้งๆ ที่ยังมีภวราคานุสัย กรุณาอธิบาย
ท่านอาจารย์ มีความพอใจในภพ แต่ไม่ใช่ภพนี้
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 061
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 062
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 063
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 064
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 065
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 066
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 067
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 068
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 069
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 070
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 071
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 072
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 073
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 074
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 075
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 076
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 077
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 078
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 079
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 080
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 081
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 082
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 083
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 084
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 085
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 086
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 087
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 088
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 089
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 090
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 091
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 092
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 093
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 094
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 095
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 096
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 097
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 098
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 099
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 100
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 101
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 102
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 103
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 104
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 105***
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 106
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 107
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 108
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 109
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 110
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 111
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 112
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 113
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 114
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 115
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 116
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 117
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 118
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 119
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 120
