สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 083


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๘๓

    วันจันทร์ที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ เราจะอยู่ในโลกของความทรงจำ สิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แต่โลกทางตาจะต่อกับโลกทางหูทันทีไม่ได้ เมื่อโลกทางตา คือวิถีจิตที่เกิดขึ้น เห็นดับไปแล้ว จิตที่อาศัยใจคือภวัคจิตที่เป็นทวารจะเกิดขึ้น รับรู้สีนั้นต่อ ขณะที่ได้ยินเสียง เสียงดับ ภวังคจิตซึ่งเกิดต่อก็จะเป็นทวาร สำหรับให้จิตทางใจให้เกิดขึ้นรับรู้เสียงนั้นต่อ

    เพราะฉะนั้นเราจะอยู่ในโลกของความทรงจำ สิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย อย่างรวดเร็ว รวมทั้งความคิดนึกถึง สีสันวัณณะ เสียงต่างๆ กลิ่นต่างๆ รสต่างๆ ชื่อเรื่องราวต่างๆ มากมาย ในขณะที่จิตเกิดขึ้นทางใจ แล้วก็เกิดดับสืบต่อ จนกว่าจะเห็นอีก ได้ยินอีก นี้ก็เป็นชีวิตประจำวัน

    แต่ก็ให้ทราบว่าขณะที่คิดนึก เป็นสิ่งซึ่งจะต้องสืบต่อจากทางตา หรือทางหู เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องราว เป็นบัญญัติ ไม่ใช่เป็นความเห็นผิด ความเห็นผิดคือเห็นไม่ตรงตามความเป็นจริงของสภาพธรรม เช่น เห็นว่าสีแดงอย่างที่กล่าวถึงจะนำโชคลาภมาให้ ทั้งๆ ที่สีป็นสี สีไม่สามารถจะดลบันดาลอะไรได้เลย ขณะนั้นที่มีความคิดอย่างนั้น จิตที่เกิดขึ้นเป็นวิถีจิต แล้วแต่ว่าจะเป็นทางไหน

    แล้วก็มีความเห็นอย่างนั้น เกิดขึ้นเป็นอนันตรปัจจัยสืบต่อไป เป็นอนุสัยซึ่งไม่สามารถที่จะดับได้ เพราะว่าวันนี้อาจจะไม่เห็นผิด วันต่อไปเห็นได้ไหม ก็เห็นผิดได้ แต่ถ้าอบรมเจริญปัญญาเพิ่มขึ้น ก็จะคลายความเห็นผิดให้น้อยลง แต่ยังดับไม่ได้จนกว่าจะถึงโสตาปัตติมัคคจิตจึงจะดับได้

    ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้นที่ผมเห็นเป็นพันบาทนี้ก็ไม่ผิด

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมดา หลังจากที่เห็นแล้ว ก็มีทางใจ จิตรู้สิ่งนั้นต่อแล้วก็สามารถที่จะรู้รูปร่างสัณฐาน เป็นความคิดนึก

    ผู้ฟัง กราบท่านอาจารย์ที่เคารพ ฟังท่านอาจารย์อธิบายก็รู้ว่ามีแต่รูปกับนาม ไม่มีเรา มันกลัว กลัวที่จะไม่มีเรา

    ท่านอาจารย์ ขณะที่กลัวเป็นอะไร

    ผู้ฟัง โทสะ ก็เลยไม่รู้จะศึกษาทำไมเพราะกลัว

    ท่านอาจารย์ กลัวความจริง เพราะฉะนั้นในพระไตรปิฎก ถ้าอ่านพระสูตรจะมีข้อความว่า อาจหาญร่าเริง ต้องมีความกล้า ความจริงเป็นอย่างไร รู้ความจริงดีกว่าหลอกตัวเอง ด้วยความไม่รู้

    ผู้ฟัง ขอเรียนถามเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาจิต ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าจิตเกิดโดยรวดเร็วแล้วก็รู้ยาก เห็นยาก ทีนี้การศึกษา เราควรจะศึกษาขณะที่จิตกำลังเกิดขึ้น หรือว่าดับไป หรือว่าจิตยังไม่ดับไป

    ท่านอาจารย์ การศึกษาต้องตามลำดับ คือขณะนี้เอง ทั้งๆ ที่จิตกำลังเกิดดับแต่เป็นเรา เพราะฉะนั้นก็ต้องมีความเข้าใจถูกในสภาพของจิต ซึ่งเป็นนามธรรม ทุกขณะที่เห็นที่ได้ยิน โลกปรากฏเพราะจิต ถ้าไม่มีจิตซึ่งเป็นสภาพรู้ โลกไม่ปรากฏเลย วันนี้ทั้งวันจะไม่มีอะไรปรากฏ แต่เมื่อจิตเกิด จิตเป็นสภาพรู้ และมีทางของจิตด้วย ที่จะเห็น ที่จะได้ยิน เพราะฉะนั้นโลกจึงปรากฏได้

    ทั้งวันนี้คือจิต ถ้าระลึกอย่างนี้ และสามารถที่จะรู้ลักษณะที่ต่างกันของนามธรรมและรูปธรรม ขณะนี้การเกิดดับของจิตและเจตสิกและรูปไม่ปรากฏเลย เพราะว่าต้องปรากฏกับปัญญาที่อบรมถึงระดับขั้นที่เป็นวิปัสสนาญาณ เป็นการประจักษ์แจ้งสภาพธรรม หยั่งถึงลักษณะของสภาพธรรมแต่ละลักษณะซึ่งเกิดและดับ

    ในขณะนี้มีสภาพธรรมหลายอย่าง เห็นก็มี ได้ยินก็มี คิดนึกก็มี เกิดดับทั้งนั้นเลย สืบต่อกันอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นก่อนที่จะประจักษ์การเกิดดับ ก็ต้องรู้ลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่าง ด้วยสติสัมปชัญญะที่เข้าใจความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เช่น ในขณะนี้ จำได้ว่าใคร คนที่นั่งอยู่ตรงนี้คือคุณสุภีร์ จำได้ แต่จำได้หรือยังว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น

    เพราะฉะนั้นการฟัง ก็คือฟังจนกว่าเมื่อเห็นก็สามารถที่จะมีปัจจัยที่สะสม เพราะว่าจิตเกิดดับสะสม เป็นอุปนิสัย เป็นอัธยาศัย ถ้าสะสมปัญญา สะสมการฟังจนกว่ามีความจำที่มั่นคง ว่าขณะนี้เป็นธรรมทั้งหมด สิ่งที่ปรากฏทางตาจริง เป็นธรรม กำลังปรากฏ ใครจะบอกว่าไม่เห็น ใครจะบอกว่าไม่มีสิ่งที่ปรากฏทางตา ไม่ถูกต้อง แต่ว่าเมื่อมีสิ่งที่ปรากฏทางตาความถูกต้องก็คือ เข้าใจถูกต้องในสิ่งที่ปรากฏ

    เมื่อกระทบจักขุปสาท แล้วดับอย่างรวดเร็ว แต่ว่าเกิดดับสืบต่อเหมือนนายมายากล ที่จะทำให้มีความทรงจำในรูปร่างสัณฐานแล้วก็เป็นคนตลอดเวลา ทั้งวัน จนกว่าวันหนึ่งวันใด ค่อยๆ เข้าใจถูกว่า ไม่ว่าอะไรจะปรากฏ แล้วจำไว้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

    แต่ก่อนอื่นต้องมีสิ่งที่ปรากฏก่อน และสิ่งที่ปรากฏก็ดับด้วย เพราะฉะนั้นในขณะใดที่รู้ว่า ขณะนี้จริงๆ แล้วเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา พิสูจน์ได้หลับตาแล้วไม่มี ไม่ปรากฎ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ปรากฏเมื่อกระทบจักขุปสาท ถ้ามีความเข้าใจโดยการฟังบ่อยๆ ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา รวบรวมไว้เป็น ๓ ปิฏก ก็ไม่พ้นจากเรื่องของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เท่านั้นเอง

    แต่ทรงแสดง ๔๕ พรรษาเรื่องของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นสิ่งซึ่งไม่ว่าโลกไหน ก็จะมีเกินกว่านี้ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นถ้าสามารถที่จะเข้าใจความจริงวันหนึ่งก็จะรู้ได้ แล้วก็จะเข้าใจถูกต้องว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา เมื่อนั้นจะรู้ได้ เริ่มคลาย การคลายจะน้อยมาก อุปมาเหมือนกับการจับด้ามมีด จับครั้งแรกๆ ด้ามมีดไม่สึกแน่ แต่จับไปๆ ต้องถึงวันหนึ่ง ซึ่งด้ามมีดสึก

    เพราะฉะนั้นขณะนี้เพียงแต่มีความเข้าใจสักนิดหนึ่ง ที่เกิดขึ้นว่าขณะนี้เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาจริงๆ ขณะนั้นก็จะทำให้มีการระลึกแล้วก็เข้าใจถูกต้อง แล้วก็จะรู้ได้ว่า การที่ทรงแสดงเรื่อง การไม่ยึดถือในนิมิตอนุพยัญชนะ

    นิมิตคือรูปร่าง ส่วนอนุพยัญชนะคือส่วนละเอียด ซึ่งสามารถที่จะปรากฏกับจิต และก็มีการคิดนึกถึงสัณฐานต่างๆ ที่จะละคลายการยึดถือในนิมิตอนุพยัญชนะได้ เมื่อมีความเข้าใจว่า ขณะนี้เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ก็เพียงสักแต่ว่าเห็น แต่ไม่ใช่ด้วยความเป็นเรา ไปทำสักแต่ว่าเห็นไม่ได้ แต่ต้องเป็นปัญญาที่เข้าใจถูกต้องจริงๆ ว่าสภาพธรรมที่มีในขณะนี้ ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย

    ถ้าเห็นดอกกุหลาบในกระจก ๖ ด้าน ทั้งๆ ที่มีดอกกุหลาบจริงๆ เพียงดอกเดียว แต่ทำไมเห็นเป็นอย่างนั้นได้ฉันใด การที่มีการเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วก็คิดนึกไปยาวไกลเรื่องคนหลายๆ คนที่นี่ ก็เช่นเดียวกัน จริงๆ แล้วก็คือสิ่งที่ปรากฏทางตา เวลาที่ดูโทรทัศน์ ทำไมเวลาดูแล้วเป็นคน แล้วก็เป็นเรื่อง แล้วก็สนุกสนาน เดี๋ยวก็ร้องไห้เดี๋ยวก็หัวเราะ แล้วก็เรียกชื่อต่างๆ เหมือนมีคนจริงๆ

    แต่ความจริงไม่มีเลยฉันใด เวลาอ่านหนังสือพิมพ์เพียงสิ่งที่ดำๆ ขาวๆ ก็เป็นประธานาธิบดี เป็นประเทศต่างๆ เป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ต่างๆ จากสีขาวๆ ดำๆ ฉันใด ขณะนี้ก็สีเยอะ เหมือนหนังสือพิมพ์ ในหนังสือพิมพ์จะมีรูปอย่างนี้ก็ได้ เหมือนกันเลย ถ้าถ่ายรูปไว้แล้วลงหนังสือพิมพ์ แล้วก็บอกว่าคนนี้นั่งที่นี่ คนนั้นนั่งที่นั้น แต่ความจริงก็คือเหมือนเดี๋ยวนี้ จากความคิดนึก

    เพราะฉะนั้นถ้ามีการเข้าใจจริงๆ วันหนึ่งวันใดอาจจะไม่บ่อย แต่ก็อาจจะเกิดขึ้นบ้างว่า ขณะนี้เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏแห่งตา ก็จะละการยึดถือในนิมิตอนุพยัญชนะ เพราะขณะนั้นเป็นสติปัฏฐาน แม้ว่าไม่เรียกชื่อหรือไม่ใช้คำว่าสติปัฏฐาน แต่ไม่ใช่โลภะ ไม่ใช่โทสะ ไม่ใช่อกุศล แต่เป็นการระลึกที่ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังมีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ

    เพราะเหตุว่าถ้าใช้คำว่าระลึก เราก็มักจะนึกถึงเรื่องยาวๆ แต่นี่ไม่ใช่ ถ้าเป็นสติสัมปชัญญะระลึกที่ลักษณะ มีลักษณะของสภาพธรรมหนึ่ง สติระลึกอยู่ที่นั่น คือที่ลักษณะนั้น และก็มีความเข้าใจในสิ่งนั้น จากการที่ได้ยินได้ฟังพอสมควรที่จะเข้าใจถูกต้องว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา ทุกทวาร ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

    นี่คือการอบรมเจริญปัญญาที่จะรู้ว่าธรรมทุกธรรมมีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่าง เพราะว่าวันนี้เป็นธรรมทั้งหมด ไม่พอใจ เป็นเวทนา เป็นธรรม มีลักษณะเฉพาะอย่างๆ จริงๆ แต่สติมีการระลึกลักษณะของสภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใด จะรู้ได้ว่าจะมีลักษณะของสภาพธรรมนั้น ปรากฏให้ระลึก ให้รู้ได้

    ผู้ฟัง คำว่าจิตที่วิจิตร เรียนถาม อ.สุภีร์ จิตที่วิจิตรอันที่จริงจิตมันประภัสสร ที่วิจิตรมันเป็นเจตสิกกระทำมากกว่าใช่ไหม เพราะว่ามันเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน เพราะฉะนั้นที่ปรุงแต่งก็คือเจตสิกกระทำ อันนี้วิจิตรมากกว่า จิตมันประภัสสรอยู่แล้วใช่ไหม เพราะว่าต้นชั่วโมงได้ยินคำว่าวิจิตร

    อ.สุภีร์ คำว่าวิจิต ก็เป็นภาษาบาลี วิจิตตะ แปลว่าต่างๆ นั่นเอง ถ้าภาษาไทยเรา ก็คือแปลกกันหลายๆ อย่างนั่นเอง หลายๆ ประเภท แต่ภาษาไทยเราเอามาใช้ว่า วิจิตรหมายถึงว่าเป็นลวดลายอะไรมากมาย ใช่ไหม แต่จริงๆ แล้ววิจิตรในภาษาบาลี ก็คือการต่างๆ กัน หรือว่าแตกต่างกัน มีหลายๆ ประเภทนั่นเอง

    ที่บอกว่า จิตวิจิตรนี้ เพราะว่าจิตมีหลายประเภท จริงอยู่สภาวะลักษณะของจิตมีสภาวะลักษณะเดียวก็คือ เป็นสภาพธรรมที่รู้แจ้งอารมณ์ เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้อารมณ์เท่านั้น แต่ว่าวิจิตรคือ มีหลายๆ ประเภท ถึงจะมีสภาวะเดียว แต่มีหลายประเภท เพราะอะไร เพราะว่ารู้อารมณ์ต่างกัน เกิดในภพภูมิที่ต่างกัน ทำกิจหน้าที่ต่างๆ กัน

    เจตสิกที่เกิดร่วมด้วยกับจิตนั้น ก็ต่างๆ กันออกไป จึงเป็นเหตุทำให้จิต มีความแตกต่างกันไปด้วย อย่างเช่น จิตที่กระทำสัมปฏิจฉันนกิจ รับอารมณ์ต่อมาจากทางปัญจทวารที่ทำทัสนกิจเป็นต้น สัมปฏิจฉันนกิจเป็นจิตชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นทำกิจนี้ ก็เรียกชื่อจิตนี้ว่าสัมปฏิจฉันนจิต นี้ก็แตกต่างไปแล้ว ใช่ไหม เพราะว่ากิจหน้าที่ต่างกัน

    รู้อารมณ์ต่างกันก็เช่นเดียวกัน ก็จิตที่รู้อารมณ์ที่เป็นอิฏฐารมณ์ก็ประเภทหนึ่ง รู้อารมณ์ที่เป็นอนิฏฐารมณ์ก็ประเภทหนึ่ง ถ้าเป็นวิบากจิต วิบากจิตก็จะมีประเภทที่เป็นกุศลวิบากนี้รู้อิฏฐารมณ์ อกุศลวิบากนี้รู้อนิฏฐารมณ์ คำว่าจิตวิจิตรนี้ ก็คือจิตมีหลายๆ ประเภทแตกต่างกันไป เพราะว่าเกิดทำกิจหน้าที่ต่างๆ กัน รู้อารมณ์ต่างๆ กัน มีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยต่างๆ กัน เกิดในภพภูมิที่ต่างๆ กัน เรียกว่าจิตวิจิตรคือมีประเภทต่างๆ กัน

    แต่ว่าโดยสภาวะลักษณะแล้วมีลักษณะเดียว ก็คือเป็นสภาพธรรมที่รู้แจ้งอารมณ์เท่านั้น ส่วนคำว่าประภัสสรนี้ มาจากภาษาบาลีว่า ประภัสสะระ ปภัสสะระ ก็แยกออกมาเป็นประภา เป็นชื่อของรัศมีที่ใสสว่าง ประภา แล้วก็สะระก็คือซ่านออกไป หมายถึงรัศมีซ่านออก

    ถ้าแปลเป็นภาษาไทยทั้งสองคำรวมกัน ที่ว่าประภัสสะระก็แปลได้ว่าผ่องใส เป็นชื่อของจิตที่เป็นภวังคจิตและกุศลจิต อันนี้ก็เป็นความต่างกันของคำว่าวิจิตรกับประภัสสร วิจิตรก็แปลว่าต่างๆ หมายถึงมีหลายประเภท ประภัสสรก็คือเป็นจิตที่ผ่องใส เพราะว่าไม่ประกอบด้วยอกุศลเจตสิกประการต่างๆ ก็คือเป็นชื่อของภวังคจิตและกุศลจิต

    ผู้ฟัง เรียนถามต่อเลยว่าจริงๆ ที่ยุ่งอยู่ ยุ่งมากๆ ก็คือเจตสิกกระทำนี้ โลภะมูล โทสะมูล โมหะมูล เป็นตัวที่ยุ่งมากๆ ใช่ไหม

    อ.สุภีร์ ถ้าเป็นเรื่องของธรรม แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจไปก็คงจะค่อยๆ ทำความเข้าใจได้ ก็คงไม่ยุ่งเท่าใด แต่ว่าที่ยุ่งก็คืออาจจะศึกษาน้อย หรือว่าอยากจะรู้เร็วเกินไปอะไรอย่างนี้ ก็ทำให้ยุ่งไปได้ ฉะนั้นแล้วก็ค่อยๆ ศึกษาไป

    เพราะเหตุว่าในเรื่องของเจตสิก ก็มี ๕๒ ประเภท เมื่อแยกประเภทใหญ่ๆ ก็จะได้เป็น ๓ ประเภทใหญ่ๆ ก็คืออัญญสมานาเจตสิกนี้มี ๑๓ ประเภท อกุศลเจตสิกนี้มี ๑๔ ประเภท แล้วก็โสภณเจตสิกอีก ๒๕ ประเภท อันนี้เวลาเราศึกษา ก็ศึกษาเริ่มตั้งแต่ กลุ่มของเจตสิกที่ใหญ่ๆ ลงไป แล้วก็ค่อยๆ ทยอยๆ ลงไป ก็คงจะไม่ทำให้สับสนมาก

    ผู้ฟัง เรียนถามต่ออีกนิดหนึ่งว่า คิด ที่อาจารย์สุจินต์พูดอยู่บ่อยๆ นึกคิด นึกคิดก็คือบัญญัติใช่ไหม เรียนถามอาจารย์สุภีร์

    อ.สุภีร์ นึกคิดก็เป็นจิตที่เกิดขึ้นทางมโนทวาร คิดนึกเรื่อง สิ่งต่างๆ ตามปกติแล้ว ในชีวิตประจำวันในภูมิที่มีขันธ์ ๕ แล้วก็ภูมิที่ติดในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อย่างเราการคิดนึก ก็คิดนึกเรื่องสิ่งที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส นั่นเอง อันนี้ก็เป็นไปตามปกตินั่นเอง เพราะเหตุว่าเมื่อวิถีจิตทางปัญจทวารดับไปแล้ว ตามจิตตนิยามหรือว่าความแน่นอนของจิตก็คือว่า ต้องมีมโนทวารเกิดขึ้นรู้อารมณ์เดียวกับที่ปรากฏทางปัญจทวารนั่นแหละต่อ ฉะนั้นก็เป็นการคิด เรื่องสิ่งที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส มานั่นเอง

    แม้จะไม่ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส ก็คิดนึกเรื่องสิ่งที่จำไว้ก็ได้ ที่คิดนึกเรื่องสิ่งที่จำไว้แน่นอนก็คือ ตอนที่นอนฝันใช่ไหม ตอนนั้นไม่เห็น ไม่ได้ยินอะไร แต่ว่าก็จำไว้แล้ว ก็คิดนึกเรื่องสิ่งที่จำนั่นเอง แม้แต่ตอนนี้ก็ สามารถได้เช่นเดียวกัน แต่ว่าในขณะนี้ไม่ใช่เป็นการฝัน เพราะเหตุว่ามีทางปัญจทวาร คือตา หู จมูก ลิ้น กาย เกิดแทรกคั่น

    ผู้ฟัง ถ้าเช่นนั้นก็คือ นึกคิด หรือคิดนึกนี่ก็คือเป็นปรมัตถ์ ไม่ใช่เป็นบัญญัติเพราะทางใจนี้อันที่จริงก็รู้ ทั้งรู้ได้ทั้งปรมัตถ์ รู้ได้ทั้งบัญญัติ เพราะฉะนั้นจึงจะแยกคำนี้ไม่ได้ใช่ไหมว่าเป็นปรมัตถ์หรือบัญญัติ

    อ.สุภีร์ แล้วก็เป็นการรู้อารมณ์ทางใจนั่นเอง การคิดนึก ปกติเวลาเราใช้กันก็คือ เป็นการคิดนึกเรื่องนั้นเรื่องนี้ ก็คือเป็นการคิดนึกเรื่องราวของบัญญัติต่างๆ นั่นเอง จากสิ่งที่ปรากฎทางตา ก็คิดนึกเรื่อง เป็นคน เป็นอะไรไป อย่างนี้ฉะนั้นในการใช้ในที่ต่างๆ ก็เป็นที่เข้าใจกัน อันนี้ก็เป็นเรื่องของคำเท่านั้นเอง แต่ว่าการคิดนึกนี้ก็เป็นการรู้อารมณ์ทางใจนั่นเอง

    แต่ถ้าพูดว่าเวลาเห็นแล้ว ก็คิดนึกว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล อย่างนี้ก็เป็นที่เข้าใจว่า จริงอยู่ว่าทางปัญจทวาร ที่เห็นนั้นเป็นปรมัตถธรรม ก็คือเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น มโนทวารวาระแรกๆ ที่ท่านแสดงไว้ ก็บอกว่าเป็นปรมัตถธรรมเช่นเดียวกัน อันนี้ก็พูดถึงมโนทวารระยะหลังๆ มา ที่คิดนึกเรื่องสัตว์ เรื่องบุคคลตามความทรงจำที่มีมาก่อนนั่นเอง อันนี้ใช้คำก็เป็นที่เข้าใจกัน

    ผู้ฟัง ขอโทษอีกที อันที่จริงมันจะเป็นธัมมธาตุหรือธัมมารมณ์ คำว่าคิดนึกนี้หรือเป็นได้ทั้งสองอย่าง

    อ.สุภีร์ ท่านอาจารย์ใช้คำว่าคิดนึก ท่านจารย์จะหมายความว่าอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ทุกคำต้องชัดเจน ถ้าใช่คำว่าคิดนึก ทางตาคิดได้ไหม ไม่ได้ ทางหูที่ได้ยินเสียงกำลังมีเสียงเป็นอารมณ์คิดได้ไหม ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมี ๖ ทวาร คิดนึกนี้ ต้องเป็นทางใจเท่านั้น เป็นจิตที่คิดแล้วแต่ว่าจะคิดถึงรูปร่างสัณฐานของสิ่งที่ปรากฏ หรือว่าคิดเป็นคำ เป็นเรื่องราวต่างๆ ถ้าถามว่าในขณะนี้คิดอะไร มีใครจะตอบไหม

    ผู้ฟัง ก็คิดเรื่องราว ที่ได้ฟังได้ยินจากท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ แต่ความจริงคิดเร็วกว่านั้นมากเลย เพราะว่าทันทีที่เห็น ทางใจคิดได้เลย แต่ว่าเวลาที่มีคนถามว่าคิดอะไร บ้างทีเราจะตอบไม่ถูก ใช่ไหม เพราะว่าความรวดเร็วของจิต แต่ต้องทราบว่าขณะที่คิดต้องเป็นทางมโนทวาร เพราะฉะนั้นคำว่าธัมมารมณ์ หมายความถึงอารมณ์ที่รู้ได้เฉพาะทางใจเท่านั้น

    บัญญัติเรื่องราวต่างๆ นี้ ถ้าไม่มีจิตคิด ทางตากำลังมีสิ่งที่ปรากฏทางตา ที่ยังไม่ดับเป็นอารมณ์ตลอดของวิถีจิตทุกวิถีจิต ที่อาศัยจักขุทวาร ทางหูก็ดูเหมือนว่าเสียงดับเร็วใช่ไหม แต่ความจริงเร็วเท่าเร็วอย่างไรก็จะต้องมีจิตที่เป็นวิถีจิตเกิดสืบต่อกันรวมทั้งชวนจิตด้วยคือกุศลและกุศล ในขณะที่เสียงปรากฏแล้วก็ดับไป

    เพราะฉะนั้นสำหรับทางตา หู จมูก ลิ้น กาย คิดไม่ได้เลย จิตทางตาจะเห็นเฉพาะสิ่งที่ปรากฏ หรือว่าวิถีจิตอื่นๆ ซึ่งเกิดต่อ เช่น ชวนะคือโลภะ หรือโทสะ หรือกุศลจิต อกุศลจิตนั่นเอง ก็มีสีเป็นอารมณ์ เช่นเดียวกับจักขุวิญญาณ ทางหูหลังจากที่ได้ยินแล้ว ชวนะก็มีเสียงเช่นเดียวกับโสตวิญญาณนั่นเอง เพราะฉะนั้น ๕ ทาง นี้เป็นชื่อเฉพาะอารมณ์ของแต่ละทาง เช่น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ชื่อว่ารูปารมณ์ เป็นคำรวมของคำว่ารูปกับอารมณ์ เพราะเหตุว่ารูปคือสีสันวัณณะต่างๆ ที่ไม่ปรากฏ เกิดแล้วดับแล้วไม่ใช่อารมณ์ เป็นแต่เพียงวัณณะวัณโณ หรือว่าสีเท่านั้นเอง

    แต่ถ้ามีคำว่าอารมณ์ หมายความว่าจิตต้องรู้สิ่งนั้น คือเห็น เพราะฉะนั้นขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาที่ถูกจิตเห็น เป็นรูปารมณ์ หนึ่งอารมณ์แล้ว รูปารมณ์ เสียงเป็นสัททารมณ์ ได้ยินทางหูกลิ่นเป็นคันธารมณ์ขณะที่กลิ่นปรากฏ และจิตกำลังรู้กลิ่น ขณะที่รสปรากฏ รสนั้นก็เป็นรสารมณ์ ถ้าสิ่งที่กระทบกายมี ๓ อย่าง คือเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหวนี้ รวมเรียกว่าโผฏฐัพพารมณ์

    เพราะฉะนั้น ๕ อารมณ์แล้ว ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย คือ รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ส่วนอารมณ์อื่นๆ ทั้งหมด ที่ไม่สามารถจะรู้ได้ทางทวารทั้ง ๕ เป็นธัมมารมณ์ เพราะเหตุว่าธัมมารมณ์คืออารมณ์ที่รู้ได้เฉพาะทางใจทางเดียว บัญญัติก็เป็นธัมมารมณ์ด้วย เพราะเหตุว่าต้องเป็นอารมณ์ของจิตคิดนึกทางใจ



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    7 ม.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ