สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 111


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๑๑๑

    วันจันทร์ที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ ท่านผู้ฟังที่เคารพวันนี้จะเป็นการทบทวน และสรุปเรื่องของจิตตามที่เราได้ฟังมาแล้วซึ่งปรากฏในชีวิตประจำวัน แต่ก็จะละเอียดขึ้นโดยการทบทวนพร้อมกับเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย

    เรื่องของจิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุคือไม่ใช่กุศลและอกุศล เป็นวิบากจิตทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว ๑๕ ดวง ถ้าจะนับดูแล้วก็เป็นกิริยาจิต ๒ ดวง เพราะว่าการศึกษาเรื่องของจิตต้องทราบด้วยว่าจิตนั้นเป็นชาติอะไร เพราะว่าจิตที่เป็นกุศลจะเป็นชาติวิบากไม่ได้ จะเป็นอกุศลไม่ได้ จะเป็นกิริยาไม่ได้ เพราะฉะนั้นจิตแต่ละดวงต้องรู้ว่าจิตนั้นเป็นชาติอะไร แล้วก็มีเวทนาอะไรเกิดร่วมด้วย เพราะว่าจิตทุกดวงต้องมีเวทนาเจตสิกเกิดร่วมด้วย และจิตนั้นเป็นจิตที่มีเหตุ ๖ เกิดร่วมด้วย หรือว่าไม่มีเจตสิกที่เป็นเหตุเกิดร่วมด้วย แต่ที่เรากล่าวมาแล้วก็เป็นจิตประเภทวิบาก ซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยที่ไม่มีเหตุเจตสิกเลย เพราะฉะนั้นก็เป็นชีวิตประจำวันก่อนที่อกุศลจิตจะเกิด และกุศลจิตจะเกิด ไม่ทราบมีข้อสงสัยในเรื่องของเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตต่างๆ เหล่านี้บ้างไหม

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์กล่าวว่าสัตว์เดรัจฉานภวังคจิตเขาจะมีเจตสิกประกอบแค่ ๑๐ ดวงใช่ไหม ถ้าเป็นคนก็มีมากกว่า แล้วในชีวิตประจำวันทั่วๆ ไป สัตว์กับคนจะมีเจตสิกที่ประกอบเหมือนกันทุกอย่างเลยหรือ

    ท่านอาจารย์ ถ้าเอารูปออก ก็จะรู้ได้ว่าเรากล่าวถึงจิต หรือกล่าวถึงเจตสิก หรือกล่าวถึงรูป เมื่อเอารูปออกก็คือกล่าวถึงจิตและเจตสิก ไม่มีคนไม่มีสัตว์เลย เป็นสภาพปรมัตธรรม แต่สมมติเรียกตามประเภทของจิตนั้นๆ ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรม กรรมใดๆ ที่ทำแล้วต้องให้ผล ให้วิบากจิตเกิดขึ้น ผลของกรรมก็คือจิตประเภทวิบาก ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิจิตซึ่งเป็นผลของกรรม เพราะฉะนั้นเมื่ออกุศลกรรมที่ได้กระทำแล้วให้ผลทำให้เกิด ก็จะทำให้มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๑๐ ดวง

    เพราะว่าอกุศลกรรมไม่ว่าจะเป็นกรรมที่ร้ายแรงสักเท่าไรก็ตาม หนักมากสักเท่าไรก็ตาม แต่เวลาที่ให้ผลก็ทำให้อกุศลวิบากจิต ๗ ประเภทเกิด จะไม่มากกว่านั้นเลย ๗ ประเภทก็คือ ๕ ประเภทจักขุวิญญาณอกุศลวิบาก ๑ โสตะวิญญาณอกุศลวิบาก ๑ ฆานวิญญาณอกุศลวิบาก ๑ ชิวหาวิญญาณอกุศลวิบาก ๑ กายวิญญาณอกุศลวิบาก ๑

    ห้าดวงดับไปแล้ว สัมปฏิจฉันนจิตเกิดสืบต่อ เป็นวิบากคือกรรม ก็ทำให้วิบากจิตเกิดต่อจากจิตเห็น จิตได้ยิน ซึ่งก็ต้องมีเจตสิกเกิดเพิ่มขึ้น เพราะเหตุว่าไม่ได้ทำกิจเห็น กิจได้ยิน เจตสิกที่เพิ่มขึ้นก็คือวิตกเจตสิก วิจารเจตสิก สองเจตสิกนี้ต้องเกิดคู่กันไป ส่วนใหญ่นอกจากในภูมิที่สูงกว่านี้ แต่ธรรมดาแล้วก็วิตกวิจารเจตสิกเกิดร่วมกัน และก็มีอธิโมกขเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะเหตุว่าเมื่อไม่ได้ทำกิจเหล่านี้ คือกิจเห็น กิจได้ยิน จำเป็นต้องมีวิตกเจตสิกวิจารเจตสิก และอธิโมกขเจตสิกเกิดร่วมด้วย นี่คือสัมปฏิจฉันนะ

    เมื่อดับไปแล้วสันตีรณะซึ่งเป็นอกุศลวิบากอีก ๑ ดวงเกิดสืบต่อจากสัมปฏิจฉันนะ ตามปกติธรรมดาหลังเห็นหลังได้ยิน จิตนี้จะทำกิจพิจารณาอารมณ์ที่ปรากฏก่อนที่จิตอื่นต่อไปจะเกิด และก็เป็นกุศล อกุศล ขณะนี้ยังไม่เป็นกุศล อกุศลใดๆ เลย เป็นสภาพของจิตที่เสมอกันหมด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลไหน ที่ไหนก็ตาม จิตเห็นก็คือเห็นมีเจตสิกประกอบเท่าเดิม จิตได้ยินก็คือจิตได้ยิน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์มนุษย์ได้ยิน ที่ไหนก็ตาม เจตสิกก็จะประกอบกันเท่าเดิม เพราะฉะนั้นสำหรับจิตพวกนี้ไม่มีใครไปเปลี่ยนแปลงเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย

    สำหรับสันตีรณะเป็นจิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวงเมื่อเป็นอุเบกขา เพราะว่าจะต้องมีเวทนากำกับด้วย สำหรับจักขุวิญญาณเวทนาที่เกิดร่วมด้วยคืออุเบกขาเวทนา เพียงเห็น ไม่สุขไม่ทุกข์ ขณะที่ได้ยินเวทนาที่เกิดร่วมด้วยก็เป็นอุเบกขาเวทนา ชั่วขณะที่ได้ยิน ขณะที่ได้กลิ่น บางคนก็อาจจะบอกว่ากลิ่นหอม แล้วก็กลิ่นไม่หอม แต่ขณะที่เพียงกลิ่นปรากฏกับจิตที่ได้กลิ่น จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวง เวทนาเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยก็เป็นอุเบกขาเวทนา

    ขณะที่ลิ้มรสก็เช่นเดียวกัน ที่เราลิ้มรสทุกวันๆ ก็มีรสหลากหลาย เราชอบรสนั้นบ้าง รสนี้บ้าง แต่ขณะนี้เป็นก่อน ที่จะชอบหรือไม่ชอบ เป็นเพียงวิบากจิตในชีวิตประจำวันที่เสมอกันหมด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์บุคคลใดก็ตาม เวลาที่ชิวหาวิญญาณเกิดขึ้นลิ้มรส ขณะนั้นเวทนาที่เกิดร่วมด้วยเป็นอุเบกขาเวทนา แต่ทางกายจะไม่เป็นอุเบกขา ทางกายที่ทุกคนรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ในวันหนึ่งๆ ขณะสุขไม่ใช่อุเบกขา ไม่ใช่อทุกขมสุข ขณะทุกข์ก็ไม่ใช่อทุกขมสุข แต่เป็นขณะที่กระทบสัมผัสเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ซึ่งขณะนั้นกายวิญญาณจะต้องเกิดร่วมด้วย สุขเวทนาหรือทุกขเวทนา จะเป็นอุเบกขาเวทนาไม่ได้

    เพราะฉะนั้นเหมือนกันหมดอีกเหมือนกัน ไม่ว่าสัตว์กระทบเย็นร้อนอ่อนแข็ง มนุษย์กระทบเย็นร้อนอ่อนแข็ง เวทนาจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ขณะนั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับขณะนั้นเป็นผลของกุศลกรรม หรือเป็นผลของอกุศลกรรม ถ้าขณะใดเป็นผลของกุศลกรรม จิตเหล่านี้ก็มีอารมณ์ คือสิ่งที่ปรากฏให้รู้เป็นสิ่งที่น่าพอใจ ถ้าขณะใดเป็นผลของอกุศลกรรม เราก็เลือกไม่ได้เลย ทุกคนอยากจะมีแต่อารมณ์ที่ดีที่น่าพอใจ แต่เมื่อถึงกาลที่อกุศลกรรมให้ผล จิตต่างๆ เหล่านี้ก็จะต้องมีอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ ทางกายก็เป็นทุกขเวทนา

    แต่สำหรับสัมปฏิจฉันนะที่เป็นอกุศลวิบากเกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา กับเจตสิกอีก ๓ ดวงเพิ่มขึ้น เพราะว่าไม่ได้ทำกิจของพวกทวิปัญจวิญญาณเหล่านั้น และเมื่อสัมปฏิจฉันนจิตดับไปแล้ว เมื่อกรรมทำให้อกุศลวิบากสันตีรณะเกิด จะเกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา เพราะฉะนั้นก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง ทุกคนทุกวันเป็นอย่างนี้ ก่อนที่กุศลจิต หรืออกุศลจิตจะเกิด จิตต่างๆ เหล่านี้ก็จะเป็นจิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ เพราะว่าถ้าประกอบด้วยเหตุเมื่อไรก็จะเป็นกุศลบ้างเป็นอกุศลบ้าง หรือเป็นผลของกุศล ซึ่งถ้าเป็นผลของกุศลจะมีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยมากกว่า เพราะเหตุว่ากว่าจิตจะเป็นกุศลเกิดขึ้น ก็ต้องอาศัยเจตสิกที่เป็นโสภณธรรมปรุงแต่งให้เกิด

    เพราะฉะนั้นเวลาที่กุศลกรรมให้ผลจะมีวิบากคือผลของกุศล ๒ ประเภท คือผลของกุศลที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ ๖ ที่ได้กล่าวถึงในขณะนี้ กับผลของกุศลที่ประกอบด้วยเหตุ ๖ กุศลวิบากที่ประกอบด้วยเหตุก็มี แต่ว่าอกุศลวิบากที่ประกอบด้วยเหตุไม่มีเลย นี่ก็เป็นเรื่องของกรรม เพราะฉะนั้นก็เป็นที่น่าสนใจที่เราจะได้ทราบว่าเรื่องของเหตุก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่จะรู้ว่าจิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุทั้งหมดมี ๑๘ ขอเชิญคุณสุภีร์ลำดับอเหตุกะเพราะว่าเรากล่าวมาแล้ว ๑๗

    อ.สุภีร์ สำหรับอเหตุกจิตก็คือจิตที่ไม่ประกอบด้วยเจตสิกที่เป็นเหตุ มีอยู่ ๑๘ ประเภทด้วยกัน ซึ่งเราก็ได้สนทนามาแล้วอเหตุกจิต ๑๗ ประเภท แล้วก็กล่าวถึงเจตสิกที่เกิดร่วมกับอเหตุกจิตเหล่านั้นด้วย ซึ่งอเหตุกจิตทั้ง ๑๗ ประเภทจะขอนับเรียงลำดับไปตามวิถีจิต อเหตุกจิตประเภทที่ ๑ ก็คือปัญจทวาราวัชชนะจิตนี้ดวงที่ ๑ ในวิถีจิตที่ ๒ จะมีอเหตุกจิต ๑๐ ประเภทด้วยกันก็คือทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ รวมเป็น ๑๑ ดวง วิถีต่อมาเป็นสัมปฏิฉันนจิต ๒ ดวงรวมเป็น ๑๓ วิถีต่อมาเป็นสันตีรณจิตอีก ๓ ดวงเป็น ๑๖ ดวง แล้วก็ในวิถีต่อมาก่อนที่ชวนจิตที่เป็นกุศล หรืออกุศลจะเกิดสำหรับคนทั่วไป ก็จะมีโวฏฐัพพนจิตเกิดขึ้นทำกิจหน้าที่การงาน ซึ่งโวฏฐัพพนจิตก็เป็นจิตอีกดวงหนึ่งที่เป็นอเหตุกจิตประเภทที่ ๑๗

    มีอเหตุกจิตอีกดวงหนึ่งที่ยังไม่ได้กล่าวถึงก็คือ หสิตุปปาทจิต ก็แปลว่าจิตที่ทำให้เกิดอาการยิ้มแย้มของพระอรหันต์ เป็นกิริยาจิตของพระอรหันต์ เป็นหสิตุปปาทเป็นอเหตุกจิตประเภทที่ ๑๘ ซึ่งในอเหตุกจิตทั้ง ๑๘ ประเภทนี้มีวิบากจิต ๑๕ ประเภท และกิริยาจิต ๓ ประเภท กิริยาจิตของปุถุชนเราทั่วไปจะมีอยู่ ๒ ประเภท ก็คือปัญจทวาราวัชชนะกับมโนทวาราวัชชนะ ที่กระทำกิจโวฏฐัพพนกิจทางปัญจทวาร และกระทำอาวัชนกิจทางมโนทวาร

    ส่วนพระอรหันต์จะมีกิริยาจิตที่เป็นอเหตุกกิริยาทั้งหมด ๓ ประเภทเลย ฉะนั้นในอเหตุกจิตทั้ง ๑๘ ประเภทก็เป็นอเหตุกวิบาก ๑๕ ประเภท และอเหตุกกิริยา ๓ ประเภท หสิตุปปาทจิตจะมีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๑๒ ประเภท เพราะเหตุว่าหสิตุปปาทจิตเป็นจิตที่ทำให้เกิดอาการแย้มยิ้มของพระอรหันต์ จะมีเวทนาเป็นโสมนัสเวทนา จึงมีปีติเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ก็คือในหสิตุปปาทจิตจะมีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๑๒ ประเภท ได้แก่ สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ วิตก เป็น ๘ วิจาร ๙ อธิโมกข์ ๑๐ วิริยะ ๑๑ และปีติเจตสิกเป็น ๑๒ ประเภท ที่มีปีติเกิดร่วมด้วยก็เพราะเหตุว่าเป็นจิตที่ประกอบด้วยโสมนัสเวทนา เพราะเหตุว่าถ้าเป็นจิตที่เป็นกามาวจรจิต ขณะใดที่เป็นโสมนัสเวทนาขณะนั้นต้องมีปีติเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วยเสมอ อันนี้ก็เป็นอเหตุกจิตประเภทที่ ๑๘

    อเหตุกจิตทั้ง ๑๘ ประเภทมีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วยมากที่สุดก็คือ ๑๒ ประเภท ได้แก่ หสิตุปปาทะจิต ฉะนั้นถ้าแยกจำนวนของอเหตุกจิตทั้ง ๑๘ ประเภท แยกตามที่มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วยเท่าใด ก็จะแยกได้ดังนี้ ตามลำดับเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยน้อยที่สุดจนกระทั่งถึงมากที่สุดในกลุ่มอเหตุกจิต ๑๘ ก็คือกลุ่มที่มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๗ ดวง ก็คือทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ดวง อเหตุกจิตที่มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๗ ดวงมีอยู่ ๑๐ ประเภทด้วยกัน ก็คือที่เป็นทวิปัญจวิญญาณ อเหตุกจิตที่มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๑๐ ประเภท มีจิตอยู่ ๕ ดวงด้วยกัน ก็คือ ๑. ปัญจทวาราวัชชนะ ๒. สัมปฏิฉันนะที่เป็นกุศลวิบาก ๓. สัมปฏิจฉันนะที่เป็นอกุศลวิบาก ๔. ก็คืออุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบาก และประเภทที่ ๕. ก็คืออุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก จะมีจิตอยู่ ๕ ประเภทที่มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๑๐ ดวง

    ต่อไปเป็นอเหตุกจิตประเภทที่มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๑๑ ดวง จะมีอยู่ ๒ ประเภทด้วยกัน ก็คือโสมนัสสันตีรณกุศลวิบาก มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๑๑ ประเภท และมโนทวาราวัชชนจิตอีก ๑ มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๑๑ ประเภทเช่นเดียวกัน และอเหตุกจิตประเภทสุดท้ายที่มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วยมากที่สุด ก็คือหสิตุปปาทจิต มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๑๒ ประเภท

    ท่านอาจารย์ ฟังดูก็รู้สึกว่าบางท่านอาจจะลืม แล้วก็บางท่านก็อาจจะคิดว่าทำไมเป็นเรื่องที่ละเอียด ที่เราจะต้องพูดถึงเรื่องจิต และเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยต่างๆ กัน ก็แสดงให้เห็นความเป็นอนัตตา ความหลากหลายของจิต ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย แล้วก็เป็นชีวิตประจำวัน ชื่อทั้งหมดที่ยากที่สุดก็อยู่ตรงนี้ เพราะเหตุว่าเราไม่คุ้นเคยกับชื่อต่างๆ เหล่านี้ แต่ต่อจากนี้ไปพอพูดถึงเรื่องกุศลจิต อกุศลจิตจะไม่ยากเลย เพราะเหตุว่าทุกคนชิน แต่ว่าจิตก่อนที่กุศลจิตและอกุศลจิตจะเกิด เราไม่เคยชิน แต่ถ้าจะศึกษาเรื่องจิต เราก็จะศึกษาได้หลายนัย คือศึกษาโดยจิตที่ประกอบด้วยเหตุ และจิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ เพราะเหตุว่าแสดงโดยนัยนี้ก็ได้ ในบรรดาจิตทั้งหมด ๘๙ ประเภท หรือ ๑๒๑ ประเภทก็ตาม สามารถที่จะจำแนกได้ว่าจิตใดเกิดร่วมกับเหตุ คือเจตสิกที่เป็นเหตุ ๖ แล้วก็จิตใดไม่เกิดร่วมกับเจตสิกที่เป็นเหตุ และเหตุผลก็มี คือว่าจิตที่ไม่เกิดร่วมด้วยกับเจตสิกที่เป็นเหตุ จะไม่ใช่กุศลและอกุศล

    ผู้ฟัง หสิตุปปาทเป็นจิตที่ไม่มีเหตุเกิดร่วมด้วย น่าจะมีเหตุที่เป็นโสมนัสอะไรหรือไม่

    ท่านอาจารย์ หสิตุปปาทจิตเป็นจิตที่แย้มหรือยิ้มของพระอรหันต์ ซึ่งไม่ใช่หัวเราะอย่างปุถุชนมีลักษณะของโสมนัสหลายอย่าง ตั้งแต่ยิ้มพอในตาบานคือว่าไม่ปรากฏอาการที่จะแสดงลักษณะอาการของยิ้ม แต่ตาก็เบิกบาน แสดงให้เห็นถึงความปิตี หรือว่าความดีใจได้ ขณะนั้นก็เป็นลักษณะของยิ้มประเภทหนึ่ง แล้วก็มียิ้มซึ่งไม่เห็นฟันก็ได้ใช่ไหม คือธรรมเป็นเรื่องที่จริง ความจริงเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น แล้วก็ยิ้มที่เห็นฟันเล็กน้อยก็มี จนกระทั่งถึงหัวเราะเสียงดัง หรือว่าล้มกลิ้งไปได้ก็มี ก็เป็นจิตที่ประกอบด้วยโสมนัสสเวทนา ซึ่งต้องประกอบด้วยปีติเจตสิกแน่นอน แต่สำหรับพระอรหันต์ท่านมีการยิ้มด้วย เพราะเหตุว่าท่านก็มีโสมนัสเวทนาด้วย ไม่ใช่ว่าเมื่อเป็นพระอรหันต์แล้วก็ไม่มีโสมนัสเวทนาอีกต่อไป แต่ว่าลักษณะการยิ้มของพระอรหันต์ก็จะต่างกับการยิ้มของบุคคลอื่น

    อ. กฤษณา ขออนุญาตเพิ่มเติม ที่เกี่ยวกับเรื่องของการยิ้มที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงไปเมื่อสักครู่นี้ การยิ้มของพระอรหันต์ก็จะมีการยิ้มที่เป็นการยิ้มหรือว่าหัวเราะ ๖ อย่าง แต่ว่าของพระอรหันต์ไม่ใช่ทั้งหมด ๖ อย่างเป็น ๑ ใน ๖ อย่างนี้ จะมีตั้งแต่ คือ "สิตะ" ในตาเบิกบานก็ยังไม่ถึงกับยิ้ม โดยอาการที่ในตาเบิกบาน แล้วก็อีกอย่างหนึ่งก็คือ "หสิตะ" ก็คือยิ้มอย่างเห็นฟันเล็กน้อย คือเรียกว่าเห็นไรฟัน ก็เป็นการยิ้มของคนทั้งหมดรวมทั้งพระอรหันต์ด้วย อันที่ ๓ ก็คือ "วิหสิตะ" ไม่ใช่ยิ้มเฉยๆ หัวเราะ แต่ว่าหัวเราะเป็นเสียงเบาๆ ยังไม่เสียงดัง อีกประการหนึ่งก็คือ "อุปหสิตะ" หัวเราะดังขึ้นจนกระทั่งศีรษะไหวไปพร้อมกับไหล่ ศีรษะพร้อมไหล่ไหวไป อันที่ ๕ ก็คือ "อปหสิตะ" หัวเราะจนน้ำตาไหล หลายท่านก็คงเคยหัวเราะจนกระทั่งน้ำตาไหล อันนี้เรียกว่าอปหสิตะ ก็เป็นการหัวเราะของปุถุชน เพราะว่าพระอริยะบุคคลท่านคงไม่หัวเราะถึงขนาดอย่างนี้ แล้วก็อันที่ ๖ ก็คือ "อติหสิตะ" หัวเราะจนกระทั่งอวัยวะต่างๆ แกว่งออกไป คือไม่ใช่เพียงแค่ศรีษะกับไหล่ไหว แต่ว่าจะแกว่งมือแกว่งเท้า หรือว่าไปทั้งตัวเลย คืออันนี้เป็นการที่หัวเราะที่ทำให้อวัยวะแกว่งไหวไปทั้งตัว

    อันนี้ก็เป็นที่มาจากคัมภีร์สุโพธาลังการะที่แสดงถึงการแย้มยิ้มหัวเราะ ๖ อย่าง สำหรับของพระอรหันต์ หสิตะเป็นการแย้มที่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ยิ้มเล็กน้อย และสำหรับหสิตุปปาทจิต ซึ่งเป็นจิตที่ทำให้เกิดการแย้มยิ้มของพระอรหันต์ ก็มีเจตสิกประกอบร่วมด้วย ๑๒ ดวง ซึ่งก็เว้นฉันทเจตสิก ๑๒ ดวงนี้ก็ไม่พ้นจากอัญญสมานาเจตสิก ๑๓ แต่สำหรับหสิตุปปาทจิตซึ่งเป็นจิตที่ทำให้เกิด การแย้มยิ้มของพระอรหันต์นั้นก็เว้นฉันทเจตสิก ซึ่งก็เท่าที่ได้สนทนากันมาถึงเรื่องของอเหตุกจิต จิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ จะสังเกตได้ว่า อัญญาสมาเจตสิกดวงหนึ่งที่ไม่ประกอบกับอเหตุกจิตเลยนั้นก็คือฉันทเจตสิก เพราะว่าฉันทเจตสิกนี้เป็นเจตสิกที่พอใจกระทำ จะไม่ประกอบกับจิตที่ไม่มีเจตสิกที่เป็นเหตุเกิดร่วมด้วย ๑๘ ดวง และไม่ประกอบกับโมหมูลจิตอีก ๒ ดวงแม้ว่าโมหมูลจิตมีโมหะเหตุประกอบร่วมด้วยก็จริง แต่ว่าก็ไม่มีฉันทเจตสิกประกอบร่วมด้วย เพราะฉะนั้นในเรื่องของอเหตุกจิตที่เราสนทนากันมา ก็จับความได้ว่าสำหรับฉันทเจตสิกซึ่งเป็นหนึ่งในอัญญสมานาเจตสิกนั้นจะไม่ประกอบกับอเหตุกจิตเลย อันนี้ก็เป็นเรื่องของหสิตุปปาทจิต

    สำหรับอเหตุกจิตที่มีเจตสิกประกอบได้ ๑๑ ชนิด มีอยู่ ๒ ดวง ก็คือโสมนัสสันตีรณจิต ๑ จิตกับมโนทวาราวัชชนจิต ๑ มีจำนวนเจตสิกประกอบเท่ากัน ๑๑ ดวงก็จริงแต่ต่างกันอยู่นิดเดียว คือเหมือนกัน ๑๐ ดวงต่างกัน ๑ ดวง ๑๐ ดวงที่เหมือนกันนั้นก็เป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ แล้วก็วิตกก็ประกอบเหมือนกัน วิจารก็ประกอบเหมือนกันอธิโมกข์ก็ประกอบเหมือนกัน แต่สำหรับโสมนัสสันตีรณะก็จะมี ปีติเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ถ้าเป็นมโนทวาราวัชชนจิตจะไม่มีปีติเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะว่ามโนทวาราวัชชนจิตนั้นประกอบกับอุเบกขาเวทนาจิตใดที่ประกอบกับอุเบกขาเวทนาจิตนั้นก็ไม่มีปีติเกิดร่วมด้วย แต่สำหรับโสมนัสสันตีรณจิตนี้ประกอบด้วยโสมนัสเวทนา ก็มีปีติเจตสิกเกิดร่วมด้วยได้ แล้วก็สำหรับมโนทวาราวัชชนจิต ซึ่งมีเจตสิกประกอบ ๑๑ ดวง จำนวนเท่าๆ กับโสมนัสสันตีรณจิต ก็มีสัพพจิตตสาธารณเจตสิกเหมือนกัน มีวิตกเจตสิกเหมือนกันมีวิจารเจตสิกเหมือนกัน มีอธิโมกข์เจตสิกเหมือนกัน แต่ไม่มีปีติเจตสิกมี วิริยเจตสิกก็รวมเป็นอัญญสมานาเจตสิก ๑๑ ดวง จำนวนเท่ากับโสมนัสสันตีรณจิต

    ผู้ฟัง ขออนุญาตอาจารย์กฤษณา อย่างผมนี่ยิ้มอย่างพรอรหันต์ได้ไหม หสิตุปปาทจิตสามารถที่จะเกิดกับคนธรรมดาได้ไหม

    อ.กฤษณา ชื่อหสิตุปปาทจิตอันนี้หมายถึงจิตที่ทำให้เกิดการแย้มยิ้มของพระอรหันต์ สำหรับปุถุชนธรรมดาจะมีการยิ้มแบบเห็นไรฟันก็ยิ้มได้ แต่ว่าคงไม่ใช่หสิตุปปาทจิตเพราะหสิตุปปาทจิตเป็นกิริยาจิตของพระอรหันต์ ท่านอาจารย์จะมีอะไรเพิ่มเติมตรงนี้ไหมเกี่ยวกับการยิ้มของปุถุชน

    ท่านอาจารย์ ปุถุชนยิ้มด้วยโลภะก็ได้ ยิ้มด้วยกุศลจิตก็ได้อกุศลจิตก็ได้ แต่สำหรับพระอรหันต์จิตที่เป็นกุศลอกุศลไม่มีอีกเลย เหลือแต่จิตซึ่งเป็นวิบากซึ่งเป็นผลของอดีตกรรมที่ได้กระทำแล้วกับกิริยาจิต



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    11 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ