สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 117


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๑๑๗

    วันจันทร์ที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๖


    อ.สุภีร์ แต่ขณะใดที่มีการฟังธรรมแล้วก็เข้าใจธรรมขึ้น ขณะที่เข้าใจเป็นปัญญาเจตสิกที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่เข้าใจตามความเป็นจริง ก็คือเข้าใจขั้นการฟัง ฉะนั้นขณะที่เข้าใจขั้นการฟังก็เป็นกุศลที่เป็นญาณสัมปยุตต์ด้วย ฉะนั้นปัญญาก็มีหลายขั้น

    ท่านอาจารย์ โมหเจตสิกไม่ทราบว่ายังมีข้อสงสัยอะไรอยู่บ้างหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ถ้าเรามีโมหเจตสิกแล้วก็คือทำให้บดบังสภาพธรรมเท่านั้น ถึงแม้โมหเจตสิกไม่เกิด เราก็ไม่สามารถจะรู้สภาพธรรมได้ ถ้าไม่มีปัญญาเจตสิกเกิดใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ แต่ว่าขณะนั้นเป็นโสภณเจตสิกเกิดทำหน้าที่ ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของอกุศลเจตสิก

    ผู้ฟัง ถึงแม้เป็นกุศลคือเป็นโสภณธรรมแล้ว ถ้าไม่มีปัญญาเจตสิกก็ยังถือว่ายังไม่เข้าใจสภาพธรรม

    ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่าไม่มีตัวเราที่จะเข้าใจ ถ้าปัญญาเจตสิกไม่เกิด ก็ไม่มีใครสามารถที่จะทำหน้าที่ของปัญญาเจตสิกได้

    ผู้ฟัง ขอเรียนถามต่อเรื่องโมหเจตสิก แล้วก็คาบเกี่ยวกับปัญญาเจตสิก อย่างเช่นในขณะที่มีความสงสัยในเนื้อเรื่องว่าโมหะ อันนี้เป็นโมหเจตสิก ในเมื่อเป็นความสงสัยลังเลที่ว่าสงสัยว่า อะไรเช่นนี้เป็นปัญญาเจตสิกหรือไม่ เพราะว่าในขณะที่ฟังอย่างที่ท่านเมื่อสักครู่นี้บอก คือสภาพธรรมจริงๆ ไม่ปรากฏเด่นชัดออกมา แต่ว่าถามว่าเข้าใจไหม ก็เข้าใจในระดับฟัง อันนี้ยังเรียกว่ายังมีโมหะอยู่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ จิตเกิดดับสลับกันเร็วมากเลย เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องรู้จิตแต่ละขณะ ขณะใดที่เป็นกุศล เกิดเป็นกุศลแล้วก็ดับ ขณะนั้นจะไม่เป็นอกุศลจะไม่เป็นวิบาก เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่ว่าขณะนั้นจิตเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ถ้าจิตเป็นกุศลก็คือจิตนั้นเป็นไปในทาน การให้ เป็นไปในศีล เป็นไปในภาวนา การอบรมจิตใจให้สงบ หรือว่าอบรมเจริญปัญญาที่เป็นสติปัฏฐานที่จะรู้แจ้งสภาพธรรม นอกจากนี้แล้วก็ต้องเป็นวิบากจิต หรือกิริยาจิต หรืออกุศลจิต ถ้าเราตัดวิบากจิตกับกิริยาจิตออก แล้วเราก็พูดแต่เฉพาะกุศลจิตกับอกุศลจิต เพราะว่าบางคนก็อาจจะสงสัยว่าเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล

    แต่ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้องว่าขณะที่เป็นกุศลก็เป็นไปในทาน ซึ่งทานก็มีมากถ้าศึกษาต่อไป มีทั้งการให้วัตถุเพื่อประโยชน์สุขแก่บุคคลอื่น มีธรรมทาน มีอภัยทาน มีปัตติทานการอุทิศส่วนกุศลที่ได้กระทำแล้วให้คนอื่นอนุโมทนา และก็การอนุโมทนาในกุศลของบุคคลอื่น พวกนี้ก็เป็นไปในเรื่องของทาน

    ถ้าขณะนั้นไม่ใช่ทาน ไม่ใช่ศีล หรือว่าการเป็นไปทางกาย ทางวาจาซึ่งเนื่องด้วยศีล ไม่เป็นไปในการอบรมจิตให้สงบปราศจากอกุศล ไม่เป็นสติปัฏฐานที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรม เป็นอกุศล ถ้าขณะที่ไม่ใช่จิตที่เป็นกุศลต่างๆ เหล่านี้ จิตทั้งหมดนั้นเป็นอกุศล ถ้าไม่กล่าวถึงวิบากกับกิริยา เพราะฉะนั้นก็รู้ได้ด้วยตัวเองใช่ไหม ถ้าเป็นกุศลเป็นกุศลประเภทใด ถ้าไม่ใช่กุศลเหล่านั้นก็ต้องเป็นอกุศลประเภทหนึ่งประเภทใด

    ผู้ฟัง สรุปได้ว่าก็คือเป็นกุศล แต่ว่าจะประกอบด้วยปัญญาหรือไม่ประกอบด้วยปัญญา เราย่อมรู้เองใช่ไหม คือแยกอย่างหยาบๆ เป็นกุศลกับเป็นอกุศลจิตใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ถ้าฟังขณะนี้ แล้วถามว่าเข้าใจไหม ถ้าตอบว่าเข้าใจ เป็นเราหรือว่าเป็นกุศลจิตที่ประกอบด้วยปัญญา

    ผู้ฟัง เป็นกุศลจิตที่ประกอบด้วยปัญญาระดับต้นๆ

    ผู้ฟัง ผมเริ่มงงเข้าไปอีกนิดหนึ่ง ช่วยอธิบาย เพราะฉะนั้นพอเป็นพระอรหันต์ที่บอกว่าไม่มีกุศล ไม่มีอกุศล มีแต่กิริยาจิต ทีนี้กิริยาจิตไม่มีปัญญาเจตสิก

    ท่านอาจารย์ ก็ต้องทราบว่าพระอรหันต์มีจิตประเภทใดบ้าง กิริยาจิตที่ประกอบด้วยปัญญาก็มี กิริยาจิตที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาก็มี

    ผู้ฟัง ศึกษาธรรมแล้วถึงรู้ว่าความคิดของเราที่ว่าคนอื่นไม่ดี แล้วคำพูดของเราที่ว่าคนอื่นไม่ดี ขณะนั้นเป็นอวิชชาทั้งนั้นเลย เพราะว่าถ้าเป็นกุศล หรือเป็นเมตตา เราคงจะไม่พูดเช่นนั้น แล้วจะไม่คิดเช่นนั้นด้วย แล้วก็ยังคิดว่า ต่อไปก็จะต้องมีว่าอีกทั้งๆ ที่รู้แล้ว

    ท่านอาจารย์ ต่อไปก็จะทราบได้เลย แม้จิตเรา และจิตเขา ถ้าขณะใดที่กายไม่ดี ขณะนั้นเพราะจิตอะไร ขณะใดที่วาจาไม่ดี ขณะนั้นเพราะจิตอะไร

    ผู้ฟัง ก็ยังคงละไม่ได้ ทั้งๆ ที่รู้

    ท่านอาจารย์ เพียงรู้ขั้นฟังไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้ ต้องอบรมเจริญปัญญาจนถึงระดับที่เป็นพระอริยบุคคล แล้วก็จะดับกิเลสได้ตามลำดับขั้น

    ผู้ฟัง กายไม่ดีจิตอะไร วาจาไม่ดีจิตอะไร

    ท่านอาจารย์ อกุศลกรรมบถ

    อ.อรรณพ ในเรื่องของลักษณะของโมหะ ซึ่งท่านก็มีอธิบายถึงลักษณะของโมหะ กิจหน้าที่ของโมหะ แล้วก็อาการที่แสดงออกมา หรืออาการที่ปรากฏของโมหะในขณะที่โมหะเกิดขึ้นทำกิจ เขาย่อมมีทั้งลักษณะมีกิจ แล้วก็มีอาการที่แสดงออกมา แล้วก็เหตุที่ใกล้ชิดที่สุดที่จะเกิดโมหะ ซึ่งท่านแสดงไว้ว่าโมหะมีความไม่รู้เป็นลักษณะ ลักษณะของโมหะคือไม่รู้ ไม่รู้ไม่ใช่ว่าไม่รู้เรื่องศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง หรือไม่รู้ทางไปไหน แต่ไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ไม่เป็นกุศลในขณะนั้น แล้วก็มีความปกปิดสภาวะแห่งอารมณ์เป็นกิจเป็นหน้าที่ คือในขณะที่โมหะเกิด เขาต้องมีกิจมีหน้าที่ ซึ่งโดยนัยหนึ่งท่านแสดงไว้ว่าเมื่อโมหะเกิดขึ้น มีความปกปิดสภาวะแห่งอารมณ์ ซึ่งโมหะก็เกิดพร้อมกับจิต เพราะโมหะเป็นเจตสิกซึ่งเกิดก็ต้องมีอารมณ์เดียวกับจิต

    เมื่อโมหะเกิดขึ้นประกอบกับจิตใด ปกปิดไม่ให้รู้อารมณ์นั้นตามความเป็นจริง แต่ในขณะที่ปัญญาที่เป็นสติปัฏฐานเกิด ขณะนั้นไม่ปกปิด ละคลายความปกปิดชั่วขณะ ปัญญาเกิดรู้ลักษณะสภาพธรรมตามความเป็นจริง ซึ่งสภาพธรรมในขณะนั้นกำลังเป็นอารมณ์ของจิต และเจตสิกที่ประกอบด้วยปัญญาที่รู้ในอารมณ์นั้นที่ปรากฏ แต่ถ้าโมหะเกิดก็คือมีกิจของเขาคือ ปกปิดไม่ให้รู้สภาพธรรมที่กำลังเป็นอารมณ์นั้น รู้สภาพธรรมนั้นโดยเป็นอารมณ์ แต่ไม่ให้รู้ตามความเป็นจริง รู้ด้วยความเป็นอกุศลเป็นอกุศลที่ประกอบด้วยทั้งความไม่รู้บ้าง หรือประกอบด้วยโทสะ หรือโลภะ แต่ความไม่รู้ยืนพื้นที่ต้องมี

    โมหะมีความโง่เขลา คืออันธการเป็นอาการปรากฏ ฉะนั้นลักษณะของโมหะมีอาการแสดงออกมาก็คือ ความเขลา คือความไม่รู้ลักษณะสภาพธรรมตามความเป็นจริง แล้วเหตุที่จะเกิดโมหะที่ใกล้ที่สุด หรือใกล้ชิดที่สุดก็คืออโยนิโสมนสิการ ก็คือการที่ไม่ได้มีการพิจารณาโดยแยบคายที่จะเป็นกุศล ขณะนั้นเมื่อเกิดอโยนิโสมนสิการขณะนั้นโมหะเกิดแล้ว เมื่อโมหะเกิดโมหะก็จะเป็นอกุศลเหตุที่จะกระทำให้จิต และเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยเป็นอกุศล ถ้าจะมีโทสะเกิดร่วมด้วยก็ให้เป็นอกุศลความไม่รู้ประเภทโทสะ ไม่รู้ในลักษณะที่จะขุ่นข้อง เกิดความกระด้างของจิตใจ เกิดความเดือดร้อนใจ แต่ถ้าเป็นโลภะเกิดร่วมกับโมหะก็เป็นความไม่รู้ที่เป็นไปด้วยความติดข้อง

    ท่านอาจารย์ ตัวอย่างของโมหะเมื่อสักครู่นี้ก็คือความไม่รู้ว่ากายไม่ดีเป็นอย่างไร วาจาไม่ดีเป็นอย่างไรใช่ไหม

    อ.สุภีร์ โมหะเกิดร่วมกับอกุศลทุกๆ ประการ ซึ่งการแสดงออกทางกาย ทางวาจา ก็ด้วยอำนาจของกุศลบ้าง หรืออกุศลบ้าง อันนี้สำหรับปุถุชนทั่วไป ถ้ากิริยาอาการทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ที่ออกมาจากอกุศล อกุศลจิตทุกๆ ประเภทก็จะมีโมหเจตสิก หรือว่าอวิชชาเกิดประกอบร่วมด้วย ฉะนั้นก็กล่าวได้ว่ากายที่ไม่ดี วาจาที่ไม่ดี ก็ออกมาจากความไม่รู้ หรือว่าอวิชชานั่นเอง กายที่ไม่ดีก็มีมากมายที่เกิดด้วยอำนาจของอกุศล ไม่ว่าจะเป็นโลภะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ต้องการสิ่งนั้นสิ่งนี้ แล้วก็ยื่นมือออกไปหยิบอย่างนี้ การยื่นมือด้วยความไม่รู้ ด้วยอำนาจของโลภะก็จะมีโมหเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ก็ไปด้วยความไม่รู้ การพูดก็เช่นเดียวกัน ถ้าพูดด้วยอกุศล คำพูดที่ออกมาไม่ว่าจะพูดด้วยโลภะ พูดด้วยโทสะ หรือว่าพูดด้วยโมหะ ก็มีอวิชชา หรือว่าโมหเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย เป็นปัจจัยหนึ่งด้วยเสมอ

    ท่านอาจารย์ ไปตลาดไปซื้อของไปห้างสรรพสินค้า มาทำงาน เป็นกายที่ไม่ดีหรือเปล่า

    อ.สุภีร์ อันนี้ก็ถ้ากล่าวถึงกายที่ดี กายที่ไม่ดี เรากล่าวถึงละเอียดลงไปก็คือเป็นส่วนที่เป็นอกุศลกรรมบถ ที่เป็นกายทุจริตและวจีทุจริต ถ้ากล่าวโดยทั่วไปก็คือถ้าเป็นกายหรือว่าวาจาที่ออกมาจากอกุศลจิตก็เป็นส่วนที่ไม่ดี แต่ว่าอันนี้ก็เป็นพื้นๆ ทั่วๆ ไป อย่างเช่นว่าไปรับประทานอาหาร หรือว่าไปซื้อหาสิ่งของตามห้างสรรพสินค้า หรือว่าไปดูหนังฟังเพลงเหล่านี้ ก็เป็นอกุศลธรรมดาๆ แต่ว่าอกุศลที่เป็นกรรมบถ ที่เป็นกายทุจริต วจีทุจริต เหล่านี้ก็เป็นอกุศลที่รุนแรงมากขึ้น เป็นเหตุให้ที่จะได้รับวิบากต่อไปในอนาคตได้ ถ้าล่วงกรรมบถก็สามารถให้ปฏิสนธิได้ ถ้าไม่ล่วงความเป็นกรรมบถ เพียงทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็สามารถให้ผลในปวัตติกาลได้ ซึ่งอกุศลกรรมที่ได้กระทำไปแล้วไม่ว่าจะเป็นกายทุจริตก็ดี วจีทุจริตก็ดี หรือว่ามโนทุจริตก็ดี ก็จะให้ผลเป็นวิบากจิตที่เป็นอกุศลวิบาก ๗ ประเภท ก็คือที่เป็นฝ่ายของปัญจวิญญาณ ๕ แล้วก็สัมปฏิจฉันนะที่เป็นอกุศลวิบาก ๑ แล้วก็สันตีรณะที่เป็นอกุศลวิบาก ๑ มีผลอยู่ ๗ ประเภทด้วยกัน ก็คือที่เป็นฝ่ายของอกุศลวิบาก ๗ ประเภท

    ผู้ฟัง อยากขอให้คุณสุภีร์ให้ตัวอย่างกายทุจริต ให้ชัดเจนอีกสักนิดหนึ่ง อย่างไรเรียกว่ากายทุจริต

    อ.สุภีร์ กายทุจริต เป็นความประพฤติที่ไม่ดีทางกายที่ออกมา เป็นส่วนที่จะทำให้คนอื่นเดือดร้อน หรือว่าเสียประโยชน์

    ผู้ฟัง คือหมายความว่าต้องทำให้คนอื่นเดือดร้อนเท่านั้นใช่ไหม แต่ผิดสังคมหรือเปล่า อะไรหรือเปล่าอย่างนี้ อยากจะให้ชัดเจนว่าคือ วจีทุจริตเราเข้าใจ แต่พอมากายทุจริต เกิดสังคมก็ไม่ชอบอย่างนี้ แล้วไปทำอย่างนั้น ทุจริตหรือเปล่า แต่เขาก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ถือว่าไม่ล่วงอกุศลกรรมบถเหมือนกันหรือไม่

    อ.สุภีร์ อันนี้ก็แล้วแต่ว่าผิดที่เป็นหัวข้อของกรรมบถหรือเปล่า เพราะว่ากรรมบถก็จะมีองค์ของกรรมบถด้วย ถ้าเป็นฝ่ายของกายกรรม ที่ท่านแสดงไว้ก็จะมีอยู่ ๓ อย่างก็คือ ๑. ปาณาติบาต ๒. อทินนาทาน ๓. กาเมสุมิจฉาจาร

    ผู้ฟัง ยกตัวอย่างอย่างนี้ได้ไหม ถ้าสมมติว่าผมยิงนกแล้วยิงผิด อย่างนี้ก็ไม่เป็นกรรมบถ

    อ.สุภีร์ ยังไม่ล่วงความเป็นกรรมบถ

    ผู้ฟัง แต่ว่ากายนั้นไม่ดีแล้ว

    อ.สุภีร์ ทำให้คนอื่นเดือดร้อน อันนี้ก็สามารถให้ผลได้ แต่ว่าให้ผลได้ในปวัตติกาล แต่เมื่อใดก็ตามที่ต้องการฆ่านก แล้วก็นกตายด้วยความพยายามของเราด้วย อันนั้นก็สามารถให้ผลในปฏิสนธิกาลได้ เพราะว่าล่วงองค์กรรมบถครบแล้วเป็นปาณาติบาต แต่ว่าถ้าเป็นการล่าเฉยๆ หรือว่าทำให้เขาเดือดร้อน ทำให้เขาบาดเจ็บอย่างนี้ ยังไม่ครบองค์ใช่ไหม ก็สามารถให้ผลในปวัตติกาลได้ ให้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรสกระทบสัมผัสที่ไม่ดี

    ผู้ฟัง ก็หมายถึงว่าถ้าเป็นกรรมบถจะให้ผลในปฏิสนธิกาลได้ แล้วก็ปวัตติกาลก็ได้ แต่ถ้าไม่ครบองค์ก็ให้เฉพาะปวัตติกาล

    อ.สุภีร์ เพราะเหตุว่ากรรมบถทุกๆ กรรมบถ ก็จะมีองค์ของกรรมบถด้วย ถ้าล่วงความเป็นกรรมบถ ก็สามารถเป็นกรรมที่ให้ผลในปฏิสนธิกาล และในปวิตติกาลได้ แต่ว่าถ้าล่วงไม่ครบองค์ ก็สามารถให้ผลได้เฉพาะในปวัตติกาลเท่านั้น

    ท่านอาจารย์ ช่วยบอกด้วยว่า ปวัตติกาลคืออะไร

    อ.สุภีร์ ปวัตติกาล ก็คือที่ไม่ใช่ปฏิสนธิกาล เป็นการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรสกระทบสัมผัส ถ้าเป็นปฏิสนธิกาล ก็คือการที่ให้ปฏิสนธิในภพภูมิใดภพภูมิหนึ่ง เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นมนุษย์ หรือว่าเป็นเทวดา เหล่านี้เรียกว่าปฏิสนธิกาล ก็คือให้ปฏิสนธิจิตเกิดนั่นเอง ส่วนปวัตติกาลก็คือกาลที่เป็นไปนอกเหนือจากปฏิสนธิกาลแล้ว

    ผู้ฟัง ถ้าเช่นนั้นก็หมายถึงขณะปฏิสนธิดับไปแล้ว ตั้งแต่ปฐมภวังค์ไปจนกระทั่งจุตินั่นคือปวัตติกาล

    อ.สุภีร์ ถูกต้อง

    ผู้ฟัง กรรมเดียวนี้ให้ผลทั้งปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล ขอยกตัวอย่างด้วย

    อ.สุภีร์ จริงๆ แล้วที่เราเห็นขณะนี้ก็ไม่ทราบว่าเป็นกรรมอะไร ก็คือกรรมๆ หนึ่งที่กระทำแล้ว อย่างเช่น ปาณาติบาต มีเจตนาที่จะฆ่าสัตว์แล้วก็สัตว์ตาย กรรมนั้นสามารถให้ผลในปฏิสนธิกาล ก็คือให้ปฏิสนธิในอบายภูมิได้ ก็คือให้ปฏิสนธิจิตที่เป็นอุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบากนั่นเอง ทำให้ปฏิสนธิในอบายภูมิ หรือว่าให้ผลในปวัตติกาลได้ด้วย ก็คือนอกจากที่ให้ปฏิสนธิแล้ว ก็ยังให้ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรสกระทบสัมผัสที่ไม่ดีได้ด้วย

    ผู้ฟัง กรรมเดียวกันหรือที่ให้ผลได้ทั้งสองอย่าง

    ท่านอาจารย์ ถ้ากรรมให้ผลโดยเพียงทำให้เกิดขณะหนึ่ง ดับไปแล้ว ไม่มีอะไรต่อไป อันนั้นจะเป็นอย่างไร ไม่รู้ตัวเลยในขณะที่เกิด ไม่ว่าจะเกิดที่ไหนก็ตาม จะเกิดเป็นมนุษย์ เกิดบนสวรรค์ ในนรก หรือว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน ขณะที่ปฏิสนธิจิตเกิด ขณะนั้นเป็นวิบากจิต เป็นผลของกรรม ซึ่งไม่ได้ทำกิจเห็น กิจได้ยิน กิจได้กลิ่น กิจลิ้มรส กิจรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส กิจคิดนึก เพราะฉะนั้นโลกใดๆ ไม่ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นในสวรรค์ หรือว่าพรหมโลก หรือแม้ในมนุษย์โลก ขณะที่ปฏิสนธิจิตเกิดหนึ่งขณะ โลกนี้ไม่ปรากฏ ไม่รู้เลยว่าเป็นอย่างไร เพราะว่าไม่มีการเห็นการได้ยิน จะรู้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นกรรมจะให้ผลเพียงทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดหนึ่งขณะไม่พอ กรรมนั้นก็ยังทำให้บุคคลนั้นดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนั้นจนกว่าจะสิ้นกรรม คือจุติจิตเกิด ทำให้พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ ซึ่งชีวิตก็เป็นอย่างนี้ นานมาแล้วก็เป็นอย่างนี้ คือเกิดแล้วก็ตาย แล้วก็เกิดแล้วก็ตาย เกิดแล้วก็ต้องตาย แล้วก็เกิดอีกก็ต้องตายอีก ก็เป็นเรื่องที่ว่าเป็นไปตามกรรม

    เพราะฉะนั้นก่อนที่จะถึงจุติ คือขณะสุดท้าย กรรมก็ยังทำให้วิบากจิตคือผลของกรรมเกิดขึ้นตามควรว่าอยู่ในภพภูมิใด คือมีการเห็นเป็นผลของกรรม ถ้าเป็นผลของกรรมดี เราจะเห็นได้ว่าคนที่เกิดมาก็แวดล้อมด้วยสิ่งที่ดีทั้งนั้นเลย ทางตาก็น่าเพลิดเพลิน มีทั้งสวนดอกไม้ มีน้ำพุ มีสระน้ำ มีอะไรก็แล้วแต่ที่จะคิด ก็เป็นเรื่องของการที่ผลของกรรมดีให้ผล เมื่อทำให้เกิดเป็นมนุษย์ กำลังของกรรมที่ทำให้ปฏิสนธิต่างกัน ประณีตต่างกัน เหมือนกับคนที่มีนามากบ้างน้อยบ้าง ถ้าคนมีนากว้างขวางเยอะแยะ ก็เหมือนกับมีวิบากจิตที่ดี แล้วก็มีมากด้วย เพราะฉะนั้นชีวิตของเขาตั้งแต่เกิดก็เห็นดี ได้ยินดี ได้กลิ่นดี ลิ้มรสดี รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสดี เป็นผลของกรรมเดียวกันที่ทำให้เขาเกิดอย่างนั้น หรือว่าจะมีวงศาคณาญาติ มีเพื่อนฝูงมิตรสหายที่ดี มีลาภ มียศ มีสรรเสริญก็แล้วแต่

    เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าใครสามารถที่จะไปทำอะไรได้กับใคร ไม่ต้องริษยา ไม่ต้องอิจฉาใคร เพราะว่าเป็นกรรมที่ทำให้แต่ละคนต่างกันไป และคนที่เกิดมาดีพร้อมทุกอย่างก็ยังมีโอกาสที่อกุศลกรรมจะให้ผล ต้องมีกาลที่เห็นสิ่งที่ไม่ดีบ้าง ได้ยินเสียงที่ไม่ดีบ้าง ได้กลิ่นไม่ดีบ้าง ลิ้มรสไม่ดีบ้าง เกิดป่วยไข้ได้เจ็บบ้าง อันนี้ไม่ใช่เป็นผลของกุศลกรรมที่ทำให้กุศลวิบากปฏิสนธิ แต่ว่าเป็นกรรมอื่นอย่างที่กล่าวถึงแล้ว คือกรรมที่ไม่ครบองค์ ก็มีโอกาสที่จะให้ผลหลังปฏิสนธิซึ่งเป็นปวัตติกาล ความเป็นไปหลังปฏิสนธิ กรรมอื่นๆ ก็มีโอกาสที่จะให้ผล เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจธรรม ก็จะรู้ตามความเป็นจริงว่าจิตทุกขณะเกิด เลือกไม่ได้ จะให้วิบากจิตชนิดนี้ไม่เกิดก็ไม่ได้ แต่เวลาที่เห็นผลของกรรมที่ร้ายแรงที่เกิดกับคนอื่น ก็เป็นข้อเตือนใจ กับเขายังเกิดได้ กับเราจะเกิดไม่ได้หรือ ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรม

    เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ถ้าศึกษาแล้วเราก็จะทำกรรมดีเพิ่มขึ้น แล้วก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่า ขณะใดเห็นดีเพราะกรรมดีที่ได้ทำแล้ว ขณะใดป่วยไข้ได้เจ็บก็เพราะอกุศลกรรมที่ได้ทำแล้ว ไม่มีใครทำให้เลย ไม่ต้องโกรธใคร ไม่ว่าจะถูกทุบตีฆ่าฟันอย่างไร ตามพระสูตรที่ทรงแสดงไว้ว่าแม้ว่าโจรใช้เลื่อยเลื่อยอวัยวะน้อยใหญ่ ถ้าใครโกรธไม่พอใจในโจรนั้น ผู้นั้นไม่ใช่สาวก ไม่ใช่ผู้ฟังพระธรรม ไม่ใช่ผู้เข้าใจพระธรรม ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติธรรม โกรธเขาได้อย่างไร ในเมื่อถ้าเราไม่มีกรรมที่ได้ทำแล้ว สิ่งนั้นก็จะเกิดไม่ได้ ถึงเขาไม่ทำให้ เราทำเองได้ไหม วันก่อนก็มีคนที่เอานิ้วเข้าไปในพัดลม เขาก็ไม่มีใครทำให้เลย ใช่ไหม แต่ก็เมื่อมีกายปสาท มีร่างกายแล้วก็เป็นโอกาสของอกุศลกรรมที่จะให้ผลก็วิจิตรมาก ไม่ใช่แค่นิ้วในพัดลม ยังมีอกุศลวิบากที่เราได้ยินได้ฟังแทบจะกล่าวได้ว่าเหลือเชื่อ แต่ก็เป็นไปตามกำลังของกรรม

    เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่จะวิจิตรเท่ากับจิตที่ได้กระทำกรรมต่างๆ เพราะฉะนั้นผลของกรรมก็ต่างๆ รู้สึกว่ายังไม่ได้ตอบคุณณรงค์เรื่องกายที่ไม่ดี วาจาที่ไม่ดี อย่างละเอียดใช่ไหม ถ้าเป็นคนตรงต่อธรรมก็ต้องรู้ว่ากายวาจาทั้งหมดต้องมาจากใจหรือจิต ต้องยอมรับตามความเป็นจริง ไปตลาดไปซื้อของห้างสรรพสินค้า ดูนั่นหยิบนี่มองแล้วมองอีก กายเคลื่อนไหวไป ตาเคลื่อนไหวไป ขณะนั้นเป็นกายที่ดีหรือว่าไม่ดี เพราะว่าจิตขณะนั้นเป็นอะไร ไม่ใช่การกระทำกุศล

    เพราะฉะนั้นกายทั้งหมดในวันหนึ่งๆ ที่เคลื่อนไหวไปด้วยกำลังของอกุศลจิต ก็ต้องยอมรับว่าขณะนั้นก็คือเป็นกายทวารของอกุศลจิต แต่ว่าไม่ถึงกับทุจริต เพราะเหตุว่าไม่ได้มุ่งที่จะเบียดเบียนทำร้ายใคร ถ้าเป็นของเราเอง เราก็มีสิทธิ์ที่จะใช้ได้ทุกอย่าง แต่ถ้าเป็นของคนอื่น แม้แต่ผ้าเช็ดตัวในห้องน้ำของคนอื่น กายของเราทุจริตหรือเปล่า ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดที่จะรู้ได้จริงๆ ถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจเรื่องของสภาพธรรมแล้วก็จะเป็นผู้ที่ละเอียดขึ้น เพราะเหตุว่ากิเลสละเอียดมาก ถ้าใจของเราไม่ได้ละเอียดตาม ไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้ แม้ว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่ขณะนั้นเป็นอกุศลประมาทได้อย่างไร เวลาที่อกุศลจิตเกิดครั้งหนึ่งๆ วาระหนึ่งๆ หลังเห็นแล้วอกุศลจิตเกิด เกิดซ้ำกันถึง ๗ ขณะ ซึ่งในขณะนี้จักขุวิญญาณเกิดหนึ่งขณะ สัมปฏิจฉันนะเกิดหนึ่งขณะ สันตีรณะเกิดหนึ่งขณะ โวฏฐัพพนะเกิดหนึ่งขณะ ถ้าเป็นอกุศล ๗ ขณะ มากกว่าเห็น ๗ เท่า ที่การเห็นเหมือนกับว่าไม่ได้ดับเลย



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    17 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ