สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 089


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๘๙

    วันจันทร์ที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๕


    อ.กฤษณา การฟังพระธรรมนั้นก็มีอานิสงส์อยู่ คือผู้ฟังก็ย่อมจะได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง เพราะว่าเมื่อก่อนนี้ก็ฟังอะไรต่างๆ มาเยอะแยะมากมายที่เป็นเดรัจฉานกถา แต่ว่าการที่จะมีโอกาสได้ฟังพระธรรมนั้นยาก แล้วก็ได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังอย่างเรื่องของปรมัตถธรรม จิต เจตสิก รูป นิพพาน เมื่อก่อนก็ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ก็ได้มีโอกาสได้ยินได้ฟัง และเมื่อได้ฟังแล้วก็ย่อมเข้าใจชัดสิ่งที่ได้ฟังแล้ว เมื่อพิจารณาไตร่ตรองใคร่ครวญทำความเข้าใจไปทีละเล็กทีละน้อย ก็ย่อมจะเข้าใจในสิ่งที่ได้ฟังนั้นแล้ว

    เมื่อเข้าใจแล้วก็ย่อมที่จะบรรเทาความสงสัยเสียได้ นี่ก็เป็นอานิสงส์อีกประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งเมื่อบรรเทาความสงสัยได้ คือเป็นการทำความเห็นให้ตรง หมายถึงปัญญาเริ่มเจริญขึ้นนั่นเอง อานิสงส์อีกอย่างหนึ่ง ก็คือจิตของผู้ฟังย่อมเลื่อมใส เพราะว่าเมื่อเข้าใจบรรเทาความสงสัยแล้วก็ความเห็นตรงแล้วก็ย่อมจะมีจิตที่จะเลื่อมใสด้วย ซึ่งการฟังพระธรรม ก็เป็นเรื่องของการสะสมด้วยอย่างหนึ่ง

    วันนี้ก็พูดถึงเรื่องของการสะสม ก็จะขอยกตัวอย่างที่เป็นข้อความในขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เป็นตัวอย่างของการสะสมมาของผู้ฟังธรรมและการฟังธรรม เรื่องก็มีอยู่ว่ามีอุบาสกอยู่ ๕ คน ใคร่ที่จะฟังธรรมก็ไปที่พระวิหารเชตวัน ในขณะที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรมอยู่นั้น ในอุบาสก ๕ คนนั้น คนหนึ่งนั่งหลับ อีกคนหนึ่ง นั่งเขียนแผ่นดินด้วยนิ้วมือ คนที่ ๓ นั่งเขย่าต้นไม้ คนที่ ๔ นั่งแหงนหน้ามองดูอากาศ คนที่ ๕ ได้ฟังโดยความเคารพ ให้เห็นถึงความต่างกันของการสะสมมาของแต่ละคน ซึ่งในที่นี้ก็คงจะไม่มีท่านใดที่นั่งเขียนแผ่นดินด้วยนิ้วมือ หรือว่าเขย่าต้นไม้

    พระอานนท์ท่านถวายอยู่งานพัดพระศาสดาอยู่ ณ ที่นั้น ก็ได้กราบทูลพระศาสดาว่าพระองค์ทรงบันลือลั่นดุจมหาเมฆคำรณ ทรงแสดงธรรมแก่อุบาสกเหล่านี้ แต่อุบาสกเหล่านี้เมื่อพระองค์กำลังตรัสพระธรรมอยู่นั้น นั่งทำอาการอย่างนี้อย่างนี้ พระศาสดาก็ได้ถามท่านพระอานนท์ว่าเธอไม่รู้จักอุบาสกเหล่านั้นหรือ ท่านพระอานนท์ก็กราบทูลว่าข้าพระองค์ไม่รู้จักพระเจ้าข้า พระศาสดาก็ได้ตรัสถึงประวัติของอุบาสกทั้ง ๕ คนนั้นว่า อุบาสก ๕ คนนั้น

    คนที่นั่งหลับนั้นเคยเกิดในกำเนิดของงู เคยเกิดเป็นงู ๕๐๐ ชาติ ชาติที่เกิดเป็นงูก็หลับพาดศีรษะไว้บนขนดแล้วก็หลับ แม้ในบัดนี้ความอิ่มในการหลับของเขาก็ไม่มี เสียงของพระองค์ก็ไม่เข้าไปสู่หูของเขา

    ส่วนคนที่นั่งเขียนแผ่นดินด้วยนิ้วมือ พระองค์ก็แสดงว่าเขาเคยเกิดเป็นไส้เดือน ๕๐๐ ชาติ ก็เป็นไส้เดือนก็ขุดแผ่นดิน ถึงบัดนี้เขาก็มานั่งขีดเขียนแผ่นดินอยู่ด้วยอำนาจความประพฤติที่เคยสั่งสมอบรมมาในการที่จะขุดดิน ตอนที่เป็นไส้เดือนก็เคยประพฤติมาอย่างนั้น ในเวลานี้เขามาฟังธรรม แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงของพระองค์ มัวแต่นั่งขีดเขียนแผ่นดินอยู่

    สำหรับคนที่นั่งเขย่าต้นไม้ พระองค์ได้ตรัสถึงว่าเขาเคยเกิดเป็นลิง ๕๐๐ ชาติ แล้วมาชาตินี้ก็มานั่งเขย่าต้นไม้แทนที่จะมานั่งฟังธรรมโดยเคารพ อันนี้ก็เป็นความประพฤติที่เขาได้เคยประพฤติมาอย่างนั้นในอดีตมานานแล้ว เกิดเป็นลิงตั้ง ๕๐๐ ชาติ พระองค์ก็ตรัสว่าเสียงของเราย่อมไม่เข้าหูของเขา

    คนที่เกิดเป็นพราหมณ์ที่นั่งแหงนดูอากาศในขณะที่พระผู้มีพระภาคแสดงพระธรรมอยู่ เขาเคยเกิดเป็นหมอ แต่ว่าไม่ใช่หมอที่รักษาไข้ เป็นหมอดู เพราะว่าเป็นผู้ที่บอกฤกษ์เป็นคนที่คอยบอกฤกษ์ เขาเป็นอย่างนั้นมา ๕๐๐ ชาติเหมือนกัน มาถึงในบัดนี้คือในขณะที่เขามาฟังพระผู้มีพระภาคแสดงธรรมแต่ก็ไม่ได้ฟัง มัวแต่มองดูอากาศอยู่ เขาก็ยังแหงนหน้าดูอากาศอยู่ ด้วยความสามารถที่เขาเคยประพฤติปฏิบัติมาอย่างนั้นมานานตั้ง ๕๐๐ ชาติ เพราะฉะนั้นเสียงของพระองค์ก็ไม่เข้าหูของเขา

    ส่วนคนที่ ๕ ที่ฟังธรรมโดยความเคารพนั้น เขาเกิดเป็นพราหมณ์ที่เคยท่องมนต์ ท่านใช้ศัพท์ว่าถึงฝั่งแห่งเวทย์ ก็เคยเกิดเป็นพราหมณ์มา ๕๐๐ ชาติ แล้วก็มาบัดนี้ก็มาฟังธรรมโดยความเคารพ

    ท่านพระอานนท์ก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระธรรมเทศนาของพระองค์ย่อมแทรกอวัยวะทั้งหลาย มีผิว เป็นต้น เข้าไปจรดเยื่อกระดูกตั้งอยู่ เพราะเหตุใดอุบาสกเหล่านี้แม้เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมอยู่จึงไม่ฟังโดยเคารพ พระผู้มีพระภาคตรัสว่าอานนท์เธอเห็นจะทำความสำคัญว่า ธรรมของเราอันบุคคลพึงฟังได้โดยง่ายกระมัง ท่านพระอานนท์ก็กราบทูลว่าก็ธรรมของพระองค์ อันบุคคลพึงฟังได้โดยยากหรือ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสว่าถูกแล้ว พระอานนท์กราบทูลถามว่าเพราะเหตุใด พระศาสดาก็ตรัสว่า อานนท์คำว่าพุทโธก็ดี ธัมโมก็ดี สังโฆก็ดี อันสัตว์เหล่านั้นไม่เคยสดับแล้วในแสนกัป เพราะฉะนั้นสัตว์เหล่านั้นจึงไม่สามารถฟังธรรมนี้ได้

    แต่ในสังสาระที่มีที่สุดอันใครๆ ตามรู้ไม่ได้ สัตว์เหล่านั้นฟังเดรัจฉานกถาต่างๆ มามากมายแล้ว เพราะฉะนั้นสัตว์เหล่านี้จึงเที่ยวขับร้องฟ้อนรำอยู่ในที่ทั้งหลาย มีโรงดื่มสุรา และสนามที่เป็นที่เล่นกีฬา เป็นต้น จึงไม่สามารถจะฟังธรรมได้ ท่านพระอานนท์ก็กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า อุบาสกทั้งหลายนั้นอาศัยอะไรจึงไม่สามารถจะฟังธรรมได้ พระศาสดาก็ตรัสว่าอุบาสกเหล่านั้นอาศัยราคะ อาศัยโทสะ อาศัยโมหะ อาศัยตัณหา จึงไม่สามารถที่จะฟังธรรมได้ แล้วก็ตรัสพระคาถาว่า "นัตถิ ราคสโม อัคคิ" ไฟเสมอด้วยราคะ ไม่มี "นัตถิ โทสสโม คโห" ผู้จักเสมอด้วยโทสะ ไม่มี "นัตถิ โมหสมัง ชาลัง" ข่ายเสมอด้วยโมหะ ไม่มี "นัตถิ ตัณหาสมา นที" แม่น้ำเสมอด้วยตัณหา ไม่มี อันนี้ก็เป็นพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถึงเรื่องของพราหมณ์อุบาสก ๕ คนที่มาฟังพระธรรม แต่ละคนก็สะสมอัธยาศัยมาไม่เหมือนกัน

    ท่านอาจารย์ กาลเวลาก็ล่วงเลยมา ๒,๕๐๐ กว่าปี อุบาสก ๕ ท่านนั้นจะอยู่ที่ไหน ก็ไม่มีใครสามารถที่จะทราบได้

    วันจันทร์ที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๕

    พระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เป็นสัจธรรมเป็นธรรมที่เป็นจริง มีจริงทุกขณะซึ่งสามารถที่จะพิสูจน์ได้ แต่ว่าการเกิดดับสืบต่อของสภาพธรรมที่มีจริงๆ คือจิต เจตสิก รูป รวดเร็วเกินกว่าที่ใครสามารถที่จะประจักษ์ได้ ถ้าไม่ได้อบรมเจริญปัญญาที่ถึงความสมบูรณ์ที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับ ก็ต้องฟังพระธรรมต่อไป ด้วยความละเอียดรอบคอบ ด้วยการที่เห็นคุณประโยชน์ของการฟังว่าทำให้สามารถเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้

    สำหรับปรมัตถธรรม คือ จิต เจตสิก รูป จิตเป็นใหญ่เป็นประธาน เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีจิต สภาพธรรมใดๆ ก็ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นทุกอย่างย่อมเป็นไปตามอำนาจของจิต ซึ่งขณะนี้ทุกคนก็มีจิต ก็ควรที่จะได้เข้าใจลักษณะของจิตยิ่งขึ้น จิตเป็นสภาพธรรมที่รู้แจ้งอารมณ์ อารมณ์คือสิ่งที่กำลังปรากฏ ซึ่งถ้าจิตไม่ใช่สภาพรู้อารมณ์ก็ปรากฏไม่ได้ เพราะฉะนั้นในขณะนี้เอง ก็สามารถที่จะเข้าใจลักษณะของจิตได้ว่าที่ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังปรากฏ ไม่ว่าจะทางตาหรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็เพราะจิตเกิดขึ้น และก็เป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์นั้น

    นอกจากจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์ เวลาที่จิตเห็นได้ยินได้กลิ่นลิ้มรสรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ก็มีการที่จะเป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิต ซึ่งเพียงขณะที่จิตเป็นกุศลหรืออกุศลแต่ละครั้ง ก็จะสะสมสืบต่ออยู่ในจิตนั่นเอง ทำให้แต่ละคนมีอัธยาศัยที่ต่างกัน สำหรับในขณะนี้เองจิตทุกจิตของทุกคนก็ต่างกันตามการสะสม นี่ก็เป็นลักษณะของจิตประการที่สอง

    เมื่อจิตมีการสั่งสมกุศล และอกุศล แล้วก็เป็นเหตุที่จะให้กระทำกุศลกรรม และอกุศลกรรม ซึ่งเมื่อกรรมคือการกระทำสำเร็จลงไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทางกุศลหรืออกุศล ก็สะสมสืบต่อ เป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดวิบากจิต คือจิตที่เป็นผลของกรรม เพราะฉะนั้นเหตุก็คือนามธรรม และผลก็คือนามธรรม เมื่อมีกุศลและอกุศลสะสมสืบต่อ ทำให้กระทำกรรมแล้ว ผลก็คือว่าขณะนี้ทุกคนกำลังรับผลของกรรม คือต้องเห็น ต้องได้ยิน ทางตา ทางหู เป็นต้น สำหรับลักษณะของจิตประการต่อไปก็ขอเชิญคุณประเชิญ

    อ.ประเชิญ ลักษณะของจิต ซึ่งจิตเมื่อเกิดขึ้นก็จะมีลักษณะและมีหน้าที่การงาน โดยลักษณะที่เป็นลักษณะโดยรวมของจิต ถึงแม้จะมีทั้ง ๘๙ และ ๑๒๑ ประเภท ก็ตาม แต่ลักษณะที่เป็นอย่างเดียวที่เหมือนกัน คือเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะมีประเภทต่างๆ กัน มีทั้งเป็นชาติที่เป็นกุศล วิบาก กิริยา และพร้อมทั้งอกุศลด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็จะมีกิจหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป รวมทั้งมีการสั่งสมสันดานของตนด้วย

    ซึ่งในลำดับที่เคยสนทนากันมาแล้วว่า จิตนั้นจะมีชื่อมากมาย คำที่ท่านใช้แทนจิตก็จะมีมากมาย เช่น มโน มานัส ปัณฑระ มน มนายตนะ วิญญาณขันธ์ก็ดี มโนวิญญาณธาตุก็ดี สิ่งเหล่านี้ก็เป็นชื่อของจิตทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อพบข้อความเหล่านี้ในพระไตรปิฏกก็ให้ทราบว่า นั่นคือหมายถึงจิตนั่นเอง เป็นสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะมีอำนาจในการที่จะรู้แจ้งอารมณ์ และยังสั่งสมสันดานของตัวเองด้วยอำนาจของชวนวิถี พร้อมทั้งรักษาสภาพธรรมที่เกิดขึ้น ที่มีแล้วที่เป็นกรรมก็ดี กิเลสก็ดี วิบากก็ดี ที่เกิดขึ้นแล้ว จิตที่เกิดขึ้นสืบต่อก็จะรักษาสิ่งเหล่านั้นไว้ในจิตทุกประเภทที่เกิดขึ้น

    เพราะฉะนั้นประเภทต่อมา จิตจึงเป็นธรรมชาติอันกรรมกิเลสทั้งหลายสั่งสมวิบาก ก็เป็นการสั่งสมวิบากไปเรื่อยๆ ลักษณะต่อมาก็คือ จิต เป็นธรรมชาติวิจิตรตามสมควรด้วยอำนาจแห่งสัมปยุตตธรรม ซึ่งอันนี้ก็เป็นอำนาจของจิตอย่างหนึ่ง คือลักษณะของจิตที่จะเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็จะมีการวิจิตรคือต่างๆ กันด้วยอำนาจของสัมปยุตตธรรมที่เกิดขึ้น ในวันนี้เราก็จะได้สนทนาในประเด็นปัญหาตรงนี้ว่า จิตนั้นเป็นธรรมชาติวิจิตรด้วยอำนาจของสัมปยุตตธรรมว่า วิจิตรอย่างไร และสัมปยุตตธรรมมีอะไรบ้าง ซึ่งก็จะได้สนทนาเป็นลำดับต่อไป

    ท่านอาจารย์ ก็คงไม่ลืมว่า สัมปยุตตธรรมก็คือสภาพธรรมที่เกิดร่วมกัน เพราะฉะนั้นเวลาที่จิตเกิดก็จะต้องมีสภาพธรรมที่เป็นปัจจัยปรุงแต่งเกิดร่วมด้วย สภาพนั้นชื่อว่าเจตสิก ใช้คำว่าเจตสิก เป็นนามธรรมอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต รู้อารมณ์เดียวกับจิต เพราะฉะนั้นสัมปยุตตธรรมก็จะหมายความเฉพาะจิตกับเจตสิกเท่านั้น ซึ่งต้องเกิดพร้อมกัน การที่สภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใดต้องเกิดพร้อมกัน โดยอาศัยกันและกัน ก็ชื่อว่าต้องเป็นปัจจัย คือถ้าปราศจากปัจจัยแล้ว แม้จิตซึ่งเป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้ก็เกิดไม่ได้เลย

    ทุกอย่างที่เกิดขึ้นปรากฏต้องไม่ลืมว่าต้องมีสภาพธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่งเกิดร่วมด้วย ซึ่งปัจจัยก็มีทั้งที่เป็นอดีตและที่เป็นปัจจุบัน เช่น กัมมปัจจัย กระทำสำเร็จแล้วก็จริง แต่ก็สะสมสืบต่ออยู่ในจิตพร้อมที่จะให้ผลคือวิบากจิตที่เป็นผลของกรรมนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด จิตประเภทที่เป็นวิบากก็เกิดขึ้นพร้อมเจตสิก เพราะฉะนั้นจิตและเจตสิกเมื่อเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน ก็ต้องเป็นชนิดเดียวกันด้วย เช่น ขณะใดที่วิบากจิตเกิดขึ้นก็จะเกิดพร้อมกับวิบากเจตสิก เป็นสัมปยุตต์จริงๆ แยกกันไม่ได้เลย แล้วก็ต่างกันไม่ได้ด้วย

    โสภณเจตสิกจะไปเกิดกับอกุศลจิตก็ไม่ได้ ไม่ใช่สัมปยุตต์ หมายความว่าธรรมชาติที่เป็นอกุศลจะไปเกิดกับกุศลไม่ได้ เพราะฉะนั้นสำหรับสัมปยุตตธรรม ก็คงจะได้ทราบตั้งแต่ตอนนี้ว่า ได้แก่ จิต และเจตสิกซึ่งเกิดร่วมกัน โดยต่างก็เป็นสัมปยุตตปัจจัย เป็นนามธรรมซึ่งไม่มีรูปร่างเลย เพราะฉะนั้นจะเข้ากันได้สนิทแค่ไหน

    สำหรับนามธรรมกับรูปธรรม แม้ว่าเกิดพร้อมกันแต่ก็ต่างชนิดกัน เพราะฉะนั้นจะเป็นสัมปยุตต์ไม่ได้ ธรรมชาติคนละอย่าง อย่างหนึ่งเป็นสภาพรู้ อีกอย่างหนึ่งไม่ใช่สภาพรู้ เวลาที่จิตเกิดขึ้นก็ต้องเป็นนามธรรม ส่วนรูปแม้ว่าจะเกิดพร้อมจิตแต่ไม่ใช่นามธรรม เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นปัจจัยอีกประเภทหนึ่ง โดยเป็นวิปปยุตตปัจจัย คือขณะใดก็ตามที่นามธรรมเกิดร่วมกับนามธรรมเป็นสัมปยุตตปัจจัย แต่ถ้านามธรรมเกิดเพราะรูปธรรมก็ตามคือไม่ใช่นามธรรมแล้ว ขณะนั้นเป็นวิปปยุตตปัจจัย

    ที่จริงการที่พูดถึงเรื่องปัจจัยในขณะนี้ก็เพียงแต่เหมือนเกริ่นๆ ให้ฟังว่ามีสภาพธรรมที่เป็นปัจจัย และก็เมื่อกล่าวว่าเป็นปัจจัยต้องแสดงด้วยว่า เป็นปัจจัยโดยสถานใด เพราะว่าสภาพธรรมทั้งจิตและเจตสิกละเอียดมาก ถ้าเราเข้าใจถูกต้องตั้งแต่เบื้องต้น ก็จะไม่มีความสับสน เพราะเหตุว่านามธรรมก็คือนามธรรม จะเป็นรูปธรรมไม่ได้เลย และนามธรรมที่เกิดร่วมกันเท่านั้นที่เป็นสัมปยุตตปัจจัย

    จิตที่เกิดไม่มีสัมปยุตตปัจจัยได้ไหม ถ้าถามย้อนใช่ไหมว่าจิตกับเจตสิกต้องเกิดพร้อมกันดับพร้อมกัน และเฉพาะจิตกับเจตสิกเท่านั้นที่เป็นสัมปยุตตปัจจัย เข้ากันได้สนิท ก็อาจจะเปลี่ยนคำถามว่า จิตเกิดโดยไม่มีสัมปยุตตปัจจัยได้ไหม ก็ต้องตอบว่าไม่ได้ เจตสิกจะเกิดโดยไม่มีสัมปยุตตปัจจัยได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นขณะใดที่จิต และเจตสิกเกิดพร้อมกัน ต่างก็เป็นสัมปยุตตปัจจัยซึ่งกันและกัน ที่จะเข้าใจคำว่าสัมปยุตตธรรม

    ไม่ว่าจะในพระสูตรใดหรือพระอภิธรรมก็ไม่เปลี่ยนความหมาย สัมปยุตตปัจจัยเป็นปัจจัย ๑ ใน ๒๔ ปัจจัย แต่ถ้ารูปเป็นปัจจัยแก่นาม หรือนามเป็นปัจจัยแก่รูป ไม่ใช่สัมปยุตตธรรม ไม่ใช่สัมปยุตตปัจจัย แต่ต้องเป็นวิปปยุตตปัจจัย ขอเชิญคุณสุภีร์ให้ความหมายของวิปปยุตต์ด้วย

    อ.สุภีร์ วิปปยุตต์ มีความหมายที่ตรงกันข้ามกับสัมปยุตต์นั่นเอง ให้ทราบคำแปลของคำว่าสัมปยุตต์ก่อน คำว่าสัมปยุตต์ ก็มาจากคำว่า "สัง"แปลว่าพร้อม "ปะ"แปลว่าทั่ว "ยุตตะ"แปลว่าประกอบ ก็คือประกอบทั่วพร้อม หมายถึงประกอบเข้ากันได้อย่างสนิทเลย เพราะเหตุว่าเป็นนามธรรมด้วยกัน ก็คือเป็นจิตและเจตสิกนั่นเอง

    ส่วนคำว่าวิปปยุตตะก็คือไม่ประกอบกัน หรือว่าปราศจากการประกอบกันได้นั่นเอง เพราะเหตุว่าสภาพธรรมที่จะเป็นสัปยุตต์กันได้ จะต้องมีลักษณะ ๔ ประการด้วยกัน ก็คือเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน และในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ก็เกิดที่วัตถุที่เกิดของจิต และเจตสิกที่ที่เดียวกันนั่นเอง อันนี้เป็นลักษณะ ๔ ประการของสัมปยุตตธรรม ถ้าสภาพธรรมใดที่ไม่มีลักษณะ ๔ ประการของสัมปยุตตธรรม ก็เป็นวิปปยุตตธรรมก็คือธรรมที่ปราศจากการประกอบกันนั่นเอง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถ้าจะกล่าวถึงจิตที่วิจิตรต่างๆ ทั้งๆ ที่จิตก็เป็นธาตุรู้ หรือเป็นสภาพรู้ จิตไม่ใช่เจตสิกเลย ส่วนเจตสิกมี ๕๒ ประเภท และก็มีลักษณะเฉพาะของเจตสิกนั้นๆ แต่เจตสิกทั้งหมดก็ไม่ใช่จิต เวลาที่จิตเกิดขึ้นก็จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย แล้วแต่ว่าเป็นจิตประเภทไหน นี่ก็คือการต่างของจิตในวันหนึ่งๆ ซึ่งต่างกันไปตามสัมปยุตตธรรมคือเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย

    ตอนนี้ไม่ทราบมีท่านผู้ใดสงสัยไหม วันนี้ทั้งจิต และเจตสิกเกิดขึ้นหลากหลายมาก เช่น จิตเห็น มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ตามจำนวนซึ่งตายตัว หมายความว่าแน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง เพราะเหตุว่าการที่จิตแต่ละขณะจะเกิดขึ้น จะต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ตั้งแต่น้อยที่สุดจนกระทั่งมากขึ้นตามลำดับ ที่จะทำให้จิตเป็นประเภทต่างๆ กัน

    สำหรับจิตซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยน้อยที่สุด ก็เป็นจิตประเภทที่เป็นผลของกรรมที่เกิดขึ้นโดยการกระทบกันของปสาทกับรูป เช่น เห็น จิตเห็นในขณะนี้ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ประเภท น้อยที่สุด ไม่มีน้อยกว่านี้ ไม่มีจิตซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ หรือ ๔ หรือ ๕ หรือ ๖ แต่จะมีเจตสิกซึ่งเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท สำหรับจิตได้ยินก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ประเภทเช่นเดียวกัน เหมือนกันเลย แต่ต่างกันโดยอารมณ์ นี่คือความหลากหลายของจิต แม้ว่าเป็นจิตประเภทเดียวกันมีเจตสิกเกิดเท่ากัน แต่ก็ทำกิจต่างกัน และรู้อารมณ์ต่างกันด้วย

    สำหรับจิตเห็น จักขุวิญญาณ ๒ ดวง ๒ ชนิด หรือ ๒ ประเภทก็ได้ คือกุศลวิบากเป็นผลของกุศลหนึ่ง อกุศลวิบากเป็นผลของอกุศลหนึ่ง ถ้าเป็นผลของกุศลวิบากก็ทำให้เห็นสิ่งที่ดีน่าพอใจ ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรม ก็เป็นอกุศลวิบากทำให้เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ทั้งสองนี้มีเจตสิกเกิดเท่ากันแต่อารมณ์ต่างกัน เพราะฉะนั้นนอกจากจะมีเจตสิกเกิดเท่ากันแล้ว อารมณ์ก็ยังต่างกันด้วย ทางจมูก ฆานวิญญาณซึ่งเป็นสภาพที่ได้กลิ่น หรือว่ารู้กลิ่น กลิ่นก็มีทั้งกลิ่นที่น่าพอใจ และกลิ่นที่ไม่น่าพอใจ สองอย่าง ลักษณะของรูปคือ"อิฏฐารมณ์" อารมณ์ที่น่าพอใจ และอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ ทางธรรมใช้คำว่า"อนิฏฐารมณ์"



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    4 ก.พ. 2569

    ซีดีแนะนำ