สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 088
สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๘๘
วันจันทร์ที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๕
อ.สุภีร์ ถ้าเป็นผัสสเจตสิกที่เกิดขึ้นพร้อมกับโสตวิญญาณก็เรียกว่าโสตสัมผัสสะ ถ้าเป็นผัสสเจตสิกที่เกิดขึ้นร่วมกับฆานวิญญาณก็เรียกว่าฆานสัมผัสสะ คำเหล่านี้ที่ผู้ฟังได้ถามเมื่อสักครู่นี้ว่ามีคำว่าผัสสะอยู่ด้วยอย่างนี้ ก็คือเป็นคำเรียกผัสสเจตสิกที่เกิดร่วมกับทวิปัญจวิญญาณนั่นเอง ถ้าเป็นผัสสเจตสิกที่เกิดขึ้นร่วมกับจักขุวิญญาณก็เรียกว่าจักขุสัมผัสะ เป็นต้น
ผู้ฟัง อยากจะสอบถามท่านอาจารย์เกี่ยวกับการเลือกที่จะเกิดวิบาก เช่น ในวันนี้รู้สึกว่ามีความตั้งใจที่จะมาฟังพระธรรม ซึ่งวิบากทางหู ตามการศึกษาก็เกิดจากการได้ทำกรรมเอาไว้ในคราวก่อน คำถามก็คือว่ามีความรู้สึกเหมือนเลือกได้ มีความรู้สึกเหมือนเลือกที่จะมาฟังธรรมได้ในวันนี้ อยากจะทราบว่าเป็นเจตนาในขณะที่วิบากได้ยินอยู่หรือเปล่า
ท่านอาจารย์ ได้ยินเสียงอะไรบ้างไหม
ผู้ฟัง กำลังได้ยินในขณะนี้
ท่านอาจารย์ เลือกได้ยินเสียงนั้นหรือเปล่า
ผู้ฟัง ตอนเมื่อสักครู่นี้ไม่ได้เลือก
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็เป็นตัวอย่างที่เราควรจะพิจารณาว่า เรื่องของวิบากไม่สามารถที่จะเลือกได้ แม้ว่ามีโสตปสาท มีความตั้งใจก็จริง แต่ว่าขณะที่เมื่อสักครู่นี้ถามว่าได้ยินเสียงอะไรหรือเปล่า
ผู้ฟัง มีเสียงลำโพง แม้แต่เสียงท่านอาจารย์ที่จะถาม ก็ไม่ได้เลือกเหมือนกันรู้สึกอย่างนั้น
ท่านอาจารย์ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้เลือก แล้วแต่เหตุปัจจัย ตั้งใจว่าจะมาฟัง ตั้งใจแล้วดับ
ผู้ฟัง ถูกต้อง
ท่านอาจารย์ ขณะที่ตั้งใจยังไม่ได้ยิน แต่เวลาได้ยินจะได้ยินอะไร เลือกหรือเปล่า
ผู้ฟัง เมื่อสักครู่ไม่ได้เลือก
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็เป็นคำตอบ ถ้าเราจะพิจารณาจริงๆ ก็จะรู้ได้ แม้แต่ผัสสะซึ่งเป็นเจตสิกที่ทำกิจกระทบ จิตไม่ได้ทำกิจกระทบเลย จิตเป็นสภาพธรรมที่เป็นมนินทรีย์ เป็นใหญ่ในการรู้แจ้ง สามารถที่จะรู้ลักษณะ รู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ เป็นกิจของจิต เป็นลักษณะของจิต ผัสสะไม่ได้ทำกิจนี้ แต่ผัสสะทำกิจกระทบ เพราะฉะนั้นขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา แล้วก็มีเสียง แล้วก็มีกายปสาท แล้วแต่ว่าผัสสะจะกระทบอะไร เลือกได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้ เพราะว่าผัสสะเกิดร่วมกับจิตที่ได้ยินด้วย ถูกไหม
ท่านอาจารย์ ต่อจากนี้ก็จะได้ทราบว่าธรรมเป็นธรรมที่เป็นอนัตตาทั้งหมดจริงๆ แม้แต่จะเห็น หรือว่าจะได้ยินหรือว่าจะรู้สิ่งที่กำลังกระทบสัมผัสกายก็แล้วแต่ผัสสะ ไม่ใช่ว่ามีใครไปบังคับให้ผัสสะกระทบสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ขณะที่เห็นก็แสดงว่าผัสสะกระทบสิ่งที่ปรากฏทางตา จิตเห็นจึงเกิดขึ้นได้ ถ้าผัสสะกระทบแข็งหรือเย็น ขณะนั้นกายวิญญาณ จิตที่รู้สิ่งที่กระทบกายก็เกิดขึ้น ใครเลือกให้ผัสสะกระทบอะไร เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม ก็คือให้เข้าใจจริงๆ ว่าเป็นธรรม ทุกอย่างเป็นธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง จนกว่าเราจะเข้าใจจริงๆ และไม่ใช่เพียงขั้นฟัง ต้องขั้นประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมที่ขณะนั้นเป็นลักษณะนั้น ไม่ใช่เรา เป็นแต่เพียงนามธรรมหรือรูปธรรมจริงๆ ด้วย
ผู้ฟัง ถ้าตามการศึกษาสิ่งที่ได้ยินเกิดจากกรรม เป็นต้น ที่กล่าวว่ากัมมปัจจัย ขณะนี้ได้ยินได้ฟังพระธรรมแล้ว ก็ยังรู้สึกเหมือนกับว่าถ้าขณะที่เข้าใจแล้วนำไปประพฤติปฏิบัติเกิดประโยชน์ก็ยังอยากจะได้ยินด้วย แล้วปรารถนาด้วยเหมือนกับว่าขอให้ได้ยินอีก ไม่ทราบว่าตรงนี้จะทำให้วิบากตรงจุดประสงค์หรือเปล่า
ท่านอาจารย์ ก็เป็นปกตูปนิสสยปัจจัยเพิ่มมาอีกคำ หรือว่าอุปนิสสยปัจจัยก็ได้ หมายความถึงความคิดใดๆ ก็ตาม จิตใดๆ ก็ตามที่เป็นอกุศลหรือกุศลที่เกิด ดับไปแล้วก็จริง แต่ก็สะสมสืบต่อตามกำลัง ก็คงจะมีผู้ที่อยากฟังพระธรรม แล้วก็อยากอย่างอื่นด้วยใช่ไหม คงจะไม่ใช่อยากฟังพระธรรมอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเวลาที่ฟังพระธรรมก็ชั่วขณะที่ฟัง แต่ต่อจากนั้นก็แล้วแต่ว่าจะอยากอะไร ก็เป็นเรื่องของการสะสมซึ่งจะเห็นได้ในขณะที่สภาพธรรมนั้นๆ ปรากฏ
ผู้ฟัง ธรรมดาวันนี้ก็อยากค้าขาย แต่รู้สึกว่า ตอนค้าขายไม่ดีแล้วทุกข์ใจ ก็เลยคิดว่าถ้าได้พระธรรมแล้วก็จะสงบขึ้น ที่บอกว่ารู้สึกดูเหมือนตั้งใจแล้วมาได้
ท่านอาจารย์ ถ้ารู้ลักษณะของจิตซึ่งเกิดดับเร็วมาก และแต่ละขณะก็เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง เป็นวิบากบ้าง เป็นกิริยาบ้าง ก็จะหมดสงสัยว่า ความตั้งใจมี ขณะนั้นเกิดแล้วดับ แล้วก็ความตั้งใจอย่างอื่นอาจจะเกิดก็ได้ หรืออาจจะไม่เกิดก็ได้ หรืออาจจะเกิดเหมือนเดิมก็ได้ ทำให้ตั้งใจแล้ว สมมติว่าเป็นตอนเช้า ก็ไม่เปลี่ยนแปลง ก็ยังเป็นปัจจัยที่จะให้เกิดความตั้งใจที่จะได้ฟังธรรมตอนเย็นอีกก็ได้ แต่ว่าบางคนอาจจะตั้งใจตอนเช้า แต่ตอนเย็นก็อาจจะเปลี่ยนความตั้งใจก็ได้ เพราะฉะนั้นแต่ละขณะที่เกิดขึ้น ก็แสดงให้เห็นถึงมีปัจจัยปรุงแต่งแล้วเกิด ทุกอย่างที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เกิดเพราะปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ถ้ายังไม่ปรุงแต่งเสร็จ ก็เกิดไม่ได้ แต่ในขณะใดก็ตามที่เกิด ก็หมายความว่ามีปัจจัยปรุงแต่งพร้อมในขณะนั้นเกิดแล้วทุกๆ ขณะ
ผู้ฟัง ที่มาฟังพระธรรมกันอยู่ ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการศึกษาพระอภิธรรม ซึ่งได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน แต่ว่าอาจจะคิดว่าเป็นการฟังอย่างเดียว จะไม่มีการปฏิบัติเพื่อจะให้รู้ความเป็นจริงของสภาพธรรม เช่น ไปทำสมาธิจะเป็นการช่วยได้ไหม ที่จะให้รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง
ท่านอาจารย์ รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงคือขณะนี้ ทำอย่างไรถึงจะรู้สภาพธรรมในขณะนี้ตามความเป็นจริง วิธีใด
ผู้ฟัง ปกติแล้วที่ผมยังไม่ได้ฟังพระธรรมตั้งแต่ก่อน อาจจะคิดว่ามีการทำจิตให้ตั้งมั่นจะได้มีความสงบของจิตแล้วจะได้รู้สภาพธรรมที่ท่านแสดงไว้
ท่านอาจารย์ เมื่อศึกษาแล้ว จะทำจิตใด ลองทำจิตสักขณะ
ผู้ฟัง ก็ทำไม่ได้เหมือนกัน เมื่อสักครู่นี้ก็เกิดไอขึ้นมา ก็ไม่ได้คิดว่าจะไอมาก่อน
ท่านอาจารย์ ถ้าเข้าใจแล้วก็คือทำไม่ได้ ใช่ไหม แต่เข้าใจได้ อบรมปัญญาคือรู้ถูกต้องตามความเป็นจริงของสภาพธรรม เพราะเหตุว่าขณะที่คิดว่าจะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมก็ไม่ได้รู้ว่า แท้ที่จริงขณะนี้เป็นสภาพธรรมที่จะต้องเข้าใจ กลับไปทำอย่างอื่น แล้วเมื่อใดจะเข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงๆ ในขณะนี้ได้
ผู้ฟัง เช่นนั้นหมายความว่าการฟังเป็นสิ่งสำคัญใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีการฟังก็ไม่เป็นสาวก เพราะว่าต้องเป็นผู้ที่ฟังพระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงจากการตรัสรู้
ผู้ฟัง ขอเรียนถามที่อาจารย์กฤษณาพูดศัพท์ที่ว่าความพอใจ เคยไปฟังที่มูลนิธิฯ จำความได้ว่าอาจารย์ตอบว่า ฉันทะไม่ติดข้อง แต่โลภะติดข้อง มีความต่างตรงนั้น
ท่านอาจารย์ คุณกฤษณารู้ได้ไหม ฉันทะกับโลภะ
อ.กฤษณา พอจะสังเกตว่าถ้าเป็นโลภะแล้วก็จะยินดี พอใจ ติดข้อง ต้องการ สำหรับฉันทะก็ถึงแม้ว่าจะเป็นสภาพธรรมที่ใคร่ที่จะทำ ก็สามารถที่จะเกิดได้ ไม่ใช่เพียงแต่กับอกุศลจิต ฉันทะยังเกิดได้กับกุศลจิต เป็นต้นด้วย ก็หลายท่านมีความพอใจใคร่ที่จะกระทำกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง ในขณะนั้นก็ไม่มีความติดข้องต้องการ หรือยินดีพอใจของโลภะเกิดร่วมด้วย เพราะว่าเป็นขณะที่เป็นกุศลจิต แต่ขณะนั้นมีความพอใจที่จะกระทำกุศล ในขณะที่เป็นกุศลจิตก็มีฉันทะเกิดร่วมด้วยได้ แต่ไม่มีความติดข้องต้องการพอใจในขณะที่เป็นกุศลจิต
ซึ่งก็ต่างกับในขณะที่เป็นอกุศลจิต เช่น โลภะก็มีทั้งความยินดี พอใจ ติดข้อง ต้องการในอารมณ์ด้วย แล้วก็มีความใคร่ความพอใจที่จะกระทำอกุศล อย่างเช่น การที่จะไปลักของของใครมา ก็มีความยินดีพอใจในสิ่งของอันนั้น แล้วก็ลงมือกระทำอกุศลกรรม อทินนาทาน ก็มีทั้งโลภะด้วย มีทั้งฉันทะที่ติดข้อง พอใจ ยินดี ต้องการด้วย ก็พอจะสังเกตความต่างกันระหว่างฉันทะที่เป็นความยินดีในการกระทำกุศลกรรมกับในการกระทำอกุศลกรรม ก็พอจะสังเกตได้
ผู้ฟัง พูดถึงเมื่อสักครู่ที่อาจารย์กฤษณาเล่าถึง อ่านให้ฟัง บอกว่าม้ายังสละอาหารได้ ตรงนี้ก็น่าอายม้าเหมือนกัน เพราะบางครั้งเราก็ติดมาก แล้วก็ไม่นึกว่าสัตว์อย่างนั้นยังมีจิตใจดีถึงขนาดนั้น อีกเรื่องหนึ่งคือบอกว่าการกระทำให้นึกถึงประโยชน์ของคนอื่นก่อน ตรงนี้ยาก
อ.สุภีร์ เพราะไม่เข้าใจตามความเป็นจริง ก็ยาก เพราะเหตุว่ายังมีเราอยู่ ใช่ไหม ถ้าเข้าใจตามความเป็นจริงว่า เป็นเรื่องของสภาพธรรม ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล เมื่อมีความเข้าใจอย่างนี้มากขึ้น ในเมื่อไม่มีเรา ใช่ไหม ก็พร้อมที่จะคิดถึงคนอื่นได้มากขึ้น อันนี้ก็เป็นธรรมดา เพราะเหตุว่ามีเราก็คิดถึงเรามากนั่นเอง อันนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเข้าใจในความไม่มีเรามากขึ้น ก็พร้อมที่จะคิดถึงคนอื่นได้มากขึ้น อันนี้ก็เป็นเหตุเป็นผลที่ธรรมดา ถ้าค่อยๆ พิจารณาไป ที่เราคิดถึงตัวเองมากทุกวันนี้ แล้วก็อยากได้มาเพื่อตัวเองอยากได้มาบ้านตัวเอง หรือว่าให้มีสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่บ้าน เพราะอะไรก็เพราะว่าเพื่อเรานั่นเอง ใช่ไหม แต่ว่าถ้าเกิดเข้าใจตามความเป็นจริงแล้วว่า ไม่มีเรา การคิดถึงคนอื่น ก็จะเป็นไปได้ง่ายมากขึ้น
ผู้ฟัง ทราบว่าการให้ทาน พระพุทธองค์ละเอียดมากถึงกับแบ่งเป็นอย่างที่ว่า ทาสทาน สหายทาน ทานบดี ช่วยขยายตรงนี้ด้วย ต่างกันอย่างไร
อ.สุภีร์ อันนี้เป็นลักษณะของการให้ทานของแต่ละบุคคล มีทั้งทาสทาน สหายทาน และทานบดี ทาสทานคือเวลาที่เราจะให้อะไรใคร ให้สิ่งที่ไม่ดีเท่าที่ตัวเองใช้ ก็คือให้สิ่งที่เก่าแล้วหรือว่าตัวเองไม่ใช้แล้ว อันนี้เรียกว่าทาสทาน ส่วนสหายทาน ก็เป็นการให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแก่บุคคลอื่นโดยเสมอกับสิ่งที่ตัวเองมี หรือว่าตัวเองใช้อยู่
ส่วนอีกประเภทหนึ่งที่เป็นทานบดี เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในทาน เป็นทานที่ยิ่ง ก็คือการให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดแก่บุคคลอื่น จะเป็นผู้ที่มีคุณหรือว่าผู้ที่ต้องการสิ่งนั้นมากกว่าเราก็ตาม ให้สิ่งที่ดีกว่าที่เราใช้อยู่ หรือว่ามีอยู่ สำหรับบุคคลที่เหมาะสม เพราะเหตุว่าในบางอย่างไม่ว่าจะเป็นเครื่องนุ่งห่ม หรือว่าสิ่งของเครื่องใช้ก็ตาม เป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าไม่เหมาะกับเราใช่ไหม มีคนที่ต้องการมากกว่า มีความจำเป็นต้องใช้มากกว่า ก็สามารถที่จะสละให้สิ่งที่ดีกว่าที่เราใช้อยู่ไปได้ อันนี้ก็เป็นทานบดี
อันนี้ก็เป็นการเปรียบเทียบการให้สิ่งของต่างๆ เทียบกับสิ่งที่เราใช้อยู่ หรือว่ามีอยู่ ถ้าให้สิ่งที่ไม่ดีเท่ากับที่เราใช้ เป็นสิ่งที่เลวกว่าหรือว่าไม่ใช้แล้วก็เป็นทาสทาน ถ้าเสมอกันก็เป็นสหายทาน ถ้ายิ่งกว่าก็เป็นทานบดี
ท่านอาจารย์ วันนี้มีทานแบบใด คนในบ้านมี ใช่ไหม เพื่อนบ้านก็มี มิตรสหายก็มี ผู้ที่คุ้นเคยก็มี ผู้ที่เคารพก็มี เพราะฉะนั้นเราพอจะทราบไหมว่า วันนี้เป็นทานแบบใด ทราบหรือว่าไม่บอก
ผู้ฟัง คิดไม่ออก เพราะว่าวันนี้จะขึ้นรถสองแถว มีเหรียญห้า เห็นขอทานอยู่ ควักเหรียญบาทไม่เจอ ให้เหรียญห้า รู้สึกว่าดีแต่ตระหนี่ ไม่ทราบว่าจะถือว่าเป็นสิ่งที่ดีในขณะนั้นหรือเปล่า
ท่านอาจารย์ คุณกฤษณาเคยไหม
อ.กฤษณา เคย เพราะว่าเวลาที่ในกระเป๋าที่ใส่เหรียญเศษสตางค์ จะมีอยู่หลายๆ เหรียญทั้งเหรียญสลึง เหรียญห้าสิบ เหรียญบาท เหรียญห้า เหรียญสิบ ก็เวลาขึ้นสะพานลอย เจอขอทานแล้วก็เปิดกระเป๋าเศษสตางค์ รู้สึกเหรียญห้ากับเหรียญสิบ จะหยิบยาก แต่เหรียญบาทสะดวกหน่อย
ท่านอาจารย์ แต่ว่าบางทีตั้งใจจะให้สัก ๒๐ บาท แต่ไม่มี มีแต่ ๑๐ ใช่ไหม กับ ๕ ก็ได้ใช่ไหม ก็แล้วแต่อัธยาศัย
ผู้ฟัง แล้วในขณะนั้นจะดูที่เจตนาหรือจะดูที่เงินดี เพราะว่าตระหนี่แต่ว่าให้ได้เยอะ สมมติถ้าเกิดว่าเราดูแล้ว ๒๐ บาท เราทานอาหารรู้สึกว่าเราทานไม่ค่อยถึง ๒๐ บาท หรือ ๕๐ บาท เป็นต้น แต่รู้สึกว่าเราให้ขอทานเยอะกว่าตัวเราทาน
ท่านอาจารย์ ขณะที่ให้ผ่องใสไหมว่าเราได้ช่วยเขา
ผู้ฟัง ขณะที่ให้ผ่องใส
ท่านอาจารย์ เพราะเขาคงจะมีความจำเป็นมากทีเดียว เขาถึงได้ขอ หมายความว่าเป็นผู้ที่ขัดสนจริงๆ แล้วถ้ามีโอกาสจะช่วย เราจะเกิดความรู้สึกปิติไหม ที่เราได้มีโอกาสได้ช่วยเขา จะน้อยหรือจะมากอย่างไรก็ตามแต่
ผู้ฟัง ถ้าระลึกถึงก็ปิติ เพียงแต่ก่อนให้เล็กน้อยไม่ค่อยสบายใจ
อ.กฤษณา เวลาให้บางครั้งก็คิดในใจว่าขอให้มีความสุข ก็คิดในใจกับเขาด้วยแม้ว่าจะให้เขาเป็นเหรียญบาท เพราะฉะนั้นก็บางครั้งก็ไม่ได้คำนึงถึงว่าจะเป็นจำนวนราคาเท่าไร แต่ว่าคิดว่าให้เขาได้รับความสุข
ผู้ฟัง แต่บางครั้งการให้ ให้เยอะไปเลย แต่หลังจากนั้นแล้วก็เสียดาย
ท่านอาจารย์ สั่งสมแล้ว สั่งสมการเสียดายด้วย และก็สั่งสมกรรมที่ได้กระทำแล้วที่จะให้ผลด้วย เพราะฉะนั้นคนที่ได้สละวัตถุเป็นประโยชน์สุขแก่บุคคลอื่นมาก ขณะนั้นต้องสั่งสมแน่นอนคือเป็นกุศลกรรม แต่ความรู้สึกเสียดายซึ่งเกิดภายหลัง ก็สั่งสมด้วย เพราะฉะนั้นผลก็คือว่า เป็นเศรษฐีมีทุกอย่างแต่ไม่ใช้
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์หมายถึงดีหรือไม่ดี
ท่านอาจารย์ ชีวิตนี้ก็จะต้องทราบว่าขณะจิตนั้นเป็นอะไร ถ้าเห็นสิ่งที่ดีก็เป็นกุศลวิบาก ถ้าเห็นสิ่งที่ไม่ดีก็เป็นอกุศลวิบาก และหลังจากเห็นแล้วชวนจิตซึ่งเกิดต่อคือกุศลจิต และอกุศลจิตขณะนั้น เป็นอะไรแค่ไหน ก็เป็นเรื่องที่พิจารณาตัวเองได้ ถ้ามีของดีแล้วไม่ใช้ แล้วจะมีไว้ทำไม
ผู้ฟัง อีกคำถามหนึ่งวิธีมองวิธีคิด อย่างข่าวในหนังสือพิมพ์ที่พูดถึงว่า มีขอทานอาจจะมาจากต่างแดนอะไรด้วย แล้วก็มาขอจนกระทั่งร่ำรวยอะไร หรือว่าขอทานบางประเภทที่ว่ามีการไปเช่าเด็กอะไรมาทำนองนี้ วิธีคิดเราจะคิดอย่างไร
ท่านอาจารย์ คงจะไม่มีแบบ แต่ว่าหมายความว่าทุกครั้งก็ต้องพิจารณา สมควรหรือไม่สมควรมากน้อยแค่ไหน
ผู้ฟัง กรณีที่ต้องมีการวินิจฉัยก่อนถึงจะให้ ไม่ทราบว่าเกี่ยวกับกุศลหรืออกุศลหรือไม่ เพราะว่าบางครั้งตอนอายุน้อยๆ สมัยก่อนขอทานก็ไม่ค่อยพิสดารเหมือนตอนหลังๆ ถ้าเราเจอขอทานก็จะมีใจที่อยากจะให้ตลอด แต่ว่าพอไปถึงสักปีที่ ๔ เพราะว่าเขานั่งอยู่ใกล้ๆ โรงเรียนที่เรียนอยู่ พอถึงปีที่ ๔ เขาเริ่มสูบบุหรี่แล้ว เราก็มีความรู้สึกว่าฐานะเขาก็เพียงพอแล้ว เราก็ไม่จำเป็นจะต้องเอื้อประโยชน์ อันนี้ไม่ทราบจะเกี่ยวกับกุศลหรืออกุศลหรือเปล่า
อ.สุภีร์ อันนี้ก็กุศลและอกุศล ก็เป็นเรื่องของจิต ถ้ากุศลจิตเกิดก็เป็นกุศล ถ้าเป็นอกุศลจิตเกิดก็เป็นอกุศล แต่ว่าการที่เราจะทำอะไร หรือว่าจะให้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ใช่ไหม ก็พิจารณาให้สิ่งที่เหมาะสม เพราะเหตุว่าถ้าเราให้ จริงอยู่ว่าเราเป็นกุศล ใช่ไหม แต่ให้สิ่งที่ไม่เหมาะสม ก็อาจจะมีโทษสำหรับบุคคลอื่นได้ อย่างเช่น ถวายของแก่พระภิกษุ แต่ว่าถวายของที่ไม่เหมาะสมอย่างนี้ เป็นต้น หรือว่าถือนมไปเป็นกระป๋องเลย แล้วก็ไปถวายท่านตอนเย็นอย่างนี้ จริงอยู่ว่ามีกุศลจิตเกิดใช่ไหม แต่ก็ต้องพิจารณาความเหมาะสมอื่นๆ หลายๆ ประการด้วย
อันนี้ก็เช่นเดียวกัน เวลาให้ขอทานก็ดี อะไรก็ดี ก็มีการพิจารณา อันนี้ก็แล้วแต่แต่ละคน ถ้าเป็นกุศลก็คือมีกุศลจิตเกิด ที่พิจารณาว่ามีความเหมาะสมอย่างไร แล้วก็ให้กับบุคคลที่เหมาะสม พิจารณาแล้วไม่ใช่ว่าจะไม่ให้ ใช่ไหม พิจารณาว่าจะให้กับคนที่เหมาะสม ไม่ให้คนนี้ ก็ไปให้คนอื่น เพราะเหตุว่ามีคนที่เหมาะสมกว่า อะไรอย่างนี้ ไม่ใช่พิจารณาเพื่อจะไม่ให้อย่างเดียว ก็คือหาข้อติเพื่อจะไม่ให้ อันนี้ก็คือคงจะเป็นส่วนที่เป็นอกุศลนั่นเอง แต่ถ้าเป็นการพิจารณาเพื่อที่จะเลือกให้ อันนี้ก็เป็นส่วนที่ดี
ท่านอาจารย์ กุศลก็มีมากมายหลายประการ ไม่ใช่เพียงแต่เฉพาะเรื่องทานอย่างเดียว ขณะที่ให้ สังเกตสภาพจิตหรือเปล่าว่า มีความเป็นมิตร มีความเห็นใจ มีความเข้าใจ หรือว่าไม่ทราบบางคนอาจจะรังเกียจ หรือว่าดูถูก หรือว่าในลักษณะอื่น เพราะฉะนั้นเรื่องของกุศลก็เป็นเรื่องที่ละเอียด แล้วก็ไม่ใช่แต่เฉพาะทานอย่างเดียว
อ.กฤษณา ขออนุญาตสนทนาสืบเนื่องที่คุณธีรพันธ์ได้พูดถึงเรื่องของการฟังพระธรรมเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา เพราะว่าเรื่องของการฟังพระธรรมนั้นก็เป็นสิ่งที่ได้แสนยาก แล้วก็ถ้าไม่ฟังพระธรรมก็จะไม่มีความเข้าใจ เมื่อไม่มีความเข้าใจก็จะประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้องใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก แล้วก็การฟังพระธรรมก็เป็นของที่ยากอย่างหนึ่งในสี่อย่าง สิ่งที่ยากอย่างแรกก็คือความที่ได้อัตภาพมาเป็นมนุษย์นี้ พระองค์ตรัสว่าเป็นสิ่งที่ได้แสนยาก ซึ่งก็ยากจริงๆ เพราะว่าการที่จะได้ปฏิสนธิจิตมาเกิดเป็นมนุษย์นั้น ก็เพราะกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้ในอดีต
ซึ่งปฏิสนธิจิตที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็มีอยู่ ๙ ประเภท ประเภทแรกเรียกว่าอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากซึ่งก็จะทำให้เกิดเป็นมนุษย์ที่พิการมาแต่กำเนิด แล้วก็อีก ๘ ประเภทก็เป็นพวกมหาวิบากจิต ๘ ประเภทนี้ก็ประเภทใดประเภทหนึ่ง ที่จะทำหน้าที่ปฏิสนธิเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นการได้อัตภาพเป็นมนุษย์นี้ยาก แล้วก็เมื่อได้อัตภาพเป็นมนุษย์แล้ว ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เป็นอยู่ให้รอดก็ยาก นี่ก็เป็นอีกประการหนึ่งของสิ่งที่ได้ยาก เพราะว่าเหตุที่จะทำให้มีชีวิตอยู่รอดได้ ก็ต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ แล้วก็เหตุที่จะทำให้ไม่มีชีวิต หรือเสียชีวิตไปนั้นก็มีอยู่มากมาย เพราะฉะนั้นการที่จะอยู่รอดได้มีชีวิตอยู่รอดได้ก็เป็นสิ่งที่ยาก
เมื่อมีชีวิตอยู่รอดได้แล้วการที่จะมีโอกาสได้ฟังพระธรรมก็เป็นสิ่งที่ยากยิ่งอย่างหนึ่งเหมือนกัน เป็นของที่ยากเพราะว่าถึงโอกาสที่ได้ฟังพระธรรมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในห้องประชุมนี้ หรือว่าจะเป็นทางวิทยุ ถ้ามีธุระที่สำคัญมากที่ทำให้ไม่สามารถจะฟังได้ ก็พลาดโอกาสนี้ไปแล้วใช่ไหม ไม่สามารถที่จะฟังได้ ทั้งๆ ที่เป็นโอกาสที่จะได้ยินเสียงของพระธรรม นี่ก็เป็นสิ่งที่ยาก
อีกประการหนึ่ง ก็คือ การอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็เป็นการยาก พระผู้มีพระภาคจะเสด็จอุบัติขึ้นแต่ละพระองค์นั้น ก็จะต้องทรงบำเพ็ญพระบารมีมานานมาก ใช่ไหม เพราะฉะนั้นการเสด็จอุบัติขึ้นของพระผู้มีพระภาคแต่ละพระองค์นั้น ก็เป็นสิ่งที่ยาก เมื่อพระองค์เสด็จอุบัติขึ้นแล้วก็ได้แสดงพระธรรม เราก็ได้มีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรมซึ่งก็เป็นสิ่งที่ยาก ใช่ไหม แล้วก็เกี่ยวกับการฟังพระธรรมนั้นก็มีอานิสงส์อยู่ ก็คือผู้ฟังก็ย่อมจะได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง เพราะว่าเมื่อก่อนนี้ก็ฟังอะไรต่างๆ มาเยอะแยะมากมายที่เป็นเดรัจฉานกถา
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 061
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 062
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 063
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 064
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 065
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 066
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 067
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 068
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 069
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 070
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 071
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 072
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 073
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 074
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 075
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 076
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 077
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 078
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 079
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 080
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 081
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 082
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 083
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 084
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 085
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 086
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 087
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 088
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 089
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 090
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 091
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 092
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 093
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 094
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 095
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 096
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 097
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 098
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 099
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 100
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 101
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 102
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 103
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 104
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 105***
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 106
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 107
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 108
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 109
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 110
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 111
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 112
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 113
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 114
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 115
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 116
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 117
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 118
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 119
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 120