สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 098


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๙๘

    วันจันทร์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ สภาพของเจตนาเจตสิก เป็นเจตสิกที่จงใจ ขวนขวาย กระตุ้นให้สหชาตธรรมที่เกิดร่วมกันทำกิจของตนของตน เพราะฉะนั้นก็เป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่ง เพียงชั่วขณะที่จิตหนึ่งขณะเกิดขึ้น ก็จะมีทั้งผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา สำหรับเอกัคคตาเจตสิกก็เป็นสภาพที่ตั้งมั่นในอารมณ์เดียว จิตขณะหนึ่งจะมีอารมณ์สองอย่างไม่ได้ เพราะเอกัคคตาเจตสิกตั้งมั่นในอารมณ์ที่จิตกำลังรู้ เพราะฉะนั้นจะมีอารมณ์อื่นไม่ได้เลย ซึ่งเวลาที่ลักษณะของเอกัคคตามั่นคงขึ้น เจริญขึ้น รู้อารมณ์เดียวมากขึ้น ลักษณะของสมาธิก็จะปรากฏ แต่ว่าต้องไม่ลืมว่ามี ๒ อย่าง คือมิจฉาสมาธิเกิดกับอกุศลจิต แต่ว่าสัมมาสมาธิหรือกุศลสมาธิก็เกิดกับโสภณจิตหรือจิตฝ่ายดี

    สำหรับเจตสิกต่อไป ก็ขอทบทวนไปเรื่อยๆ เพราะว่าจะได้ไม่ต้องไปท่อง แต่ว่าสามารถที่จะพิจารณา แล้วก็จะได้ไม่ลืมว่าจะขาดเจตสิกหนึ่งเจตสิกใดไม่ได้ คือจิตต้องมีผัสสเจตสิก เวทนาเจตสิก สัญญาเจตสิก เจตนาเจตสิก เอกัคคตาเจตสิก ชีวิตินทริยะ มนสิการ เอกัคคตาก็คงไม่เป็นที่สงสัยเกิดกับจิตทุกดวง และจิตดวงหนึ่งก็มีเจตสิกที่ตั้งมั่นในอารมณ์เดียว สำหรับชีวิตินทริยเจตสิกให้เห็นว่าแม้นามธรรมที่เกิดขึ้น ก็ต้องอาศัยเจตสิกนี้ที่จะเกื้อกูล หรือว่าอุปถัมภ์ หรือว่าค้ำชู หรือทำให้จิต และเจตสิกดำรงอยู่ชั่วขณะตามอายุของจิต ๓ ขณะ คืออุปาทขณะ ฐีติขณะ ภังคขณะ ทวนอีกที ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทริยะ เหลืออีกหนึ่ง มนสิการ มนสิการเป็นเจตสิกที่ใส่ใจ สนใจในอารมณ์

    วันหนึ่งๆ ทุกคนก็พอจะสังเกตได้ว่าแต่ละคนสนใจเรื่องอะไร ถ้าพูดเรื่องนี้คนนี้ไม่สนใจเลย อย่างเช่นบางคนพอพูดถึงพระวินัยอาจจะไม่สนใจเลย เพราะคิดว่าไม่ใช่กิจ ไม่ใช่เรื่อง ไม่ใช่หน้าที่ของคฤหัสถ์ ก็จะสนใจพระอภิธรรม พอถึงพระสูตรบางคนก็อาจจะไม่สนใจเลย เพราะคิดว่าเป็นเรื่องราวชีวิตของบุคคลในครั้งนั้น แต่ความจริงเป็นธรรมที่หลากหลายที่แสดงให้เห็นว่า ความหลากหลายของธรรมมากมายมหาศาล มีชีวิตต่างๆ ในพระไตรปิฎกตราบจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้และต่อไป ก็เป็นความหลากหลายของจิต แต่ก็ประมวลความหลากหลายทั้งหมดเป็นประเภทประเภทได้ เป็นจิต ๘๙ ประเภท

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่ามนสิการเจตสิกเป็นสภาพที่ใส่ใจ แม้ในอารมณ์ชั่วขณะหนึ่งที่ปรากฏ เราเกือบจะไม่รู้เลยว่าขณะนั้นมีเจตสิก ๗ ประเภทที่เกิดขึ้น และก็ต่างก็ทำหน้าที่ของเจตสิกนั้นๆ จนกระทั่งเรามีความสนใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใด เราถึงจะรู้ว่าขณะนั้นเป็นลักษณะของความใส่ใจหรือเป็นความสนใจ แต่แท้ที่จริงแล้วเพียงชั่วหนึ่ง ขณะที่จิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด ก็มีความใส่ใจในอารมณ์นั้นแล้ว ไม่ทิ้งไป จะมีความใส่ใจ ใส่ใจในสีไหม แน่นอนใช่ไหม คนที่เย็บปักถักร้อยเก่งเป็นช่างตัดเสื้อ แน่นอนต้องใส่ใจในสี แต่ว่าคนอื่นก็อาจจะไม่ค่อยจะใส่ใจในสีก็ได้ ทางหูนักดนตรีก็ใส่ใจในเสียง ทางจมูกผู้ผลิตน้ำหอม ก็ใส่ใจในกลิ่น ที่นี้ถึงอาหารก็ต้องมีผู้ที่ใส่ใจในรสต่างๆ มีทั้งผู้ที่ประกอบอาหาร ผู้ที่รับประทานอาหาร แล้วแต่ว่าจะใส่ใจในรสใด ก็เป็นผู้ที่ถ้าไม่สังเกต ก็จะไม่รู้เลยว่าลักษณะของความใส่ใจแท้ที่จริงแล้วมีอยู่ทุกขณะจิต เพียงแต่ว่าจะปรากฏเมื่อใด

    เพราะเหตุว่าขณะนี้เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เป็นจิต ที่เป็นวิบากจิตเป็นผลของกรรม ๑๐ ดวง หรือ ๑๐ ประเภท ที่เป็นกุศลวิบากหนึ่ง อกุศลวิบากหนึ่ง เกิดขึ้นเห็น หรือได้ยิน หรือได้กลิ่น หรือลิ้มรส หรือรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย และต่อไปถ้าไม่ใช่จิต ๑๐ ดวงนี้จะต้องมีเจตสิกเกิดเพิ่มขึ้นตามประเภท และตามกำลัง ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นอย่างนี้ แต่แม้ว่าจะเข้าใจเพียงจิต ๑๐ ประเภทในขณะนี้ ก็เป็นประโยชน์ ที่จะให้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วก็คือเป็นธรรมทั้งหมด ไม่ใช่เรา จะให้จิตชนิดใดเกิดขึ้นเมื่อใดไม่ได้ แล้วแต่ว่าผลของกรรมใดสุกงอม พร้อมที่จะให้วิบากจิตเกิดขึ้นทางไหน ก็เกิดขึ้นทางนั้น และอีกประการหนึ่งก็คือว่าเมื่อเป็นนามธรรม ไม่มีรูปธรรมใดๆ เจือปนทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจะเป็นจิตเห็นของใคร จิตได้ยินของใคร จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสของใคร ไม่มีรูปร่างเลย ตั้งแต่มดตัวเล็ก หรือว่าสิ่งที่อยู่ในน้ำ จนกระทั่งถึงสวรรค์ จนกระทั่งถึงรูปพรหม จิตเห็นจิตได้ยินก็ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๑๐ ดวงเท่านั้นเอง แต่ต่อไปก็จะมีเจตสิกเกิดกับจิตประเภทต่างๆ ซึ่งก็เป็นจิตที่เป็นไปในภูมิต่างๆ ด้วย

    ผู้ฟัง สัมปยุตตธรรมที่กล่าวมา ฟังดูแล้วก็มีองค์ประกอบอยู่ ๘ คือจิต ๑ เจตสิก ๗ เรียกว่ามีสภาพรู้อยู่ ๘ ประการ จำนวนก็เหมือนกัน ชื่อก็เหมือนกัน ชาติก็ชาติเดียวกัน แต่ท่านอาจารย์ก็บอกว่าเป็นจิต ๑๐ ดวง จากการศึกษากับท่านอาจารย์ก็ได้กล่าวว่ามีความต่างกันด้วยกิจ ด้วยทวาร ด้วยวัตถุ ด้วยอารมณ์ ขออาจารย์สุภีร์ช่วยขยายคำต่างๆ เหล่านี้ด้วย

    อ.สุภีร์ ถึงจิตทั้ง ๑๐ ประเภทนี้ จะมีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๗ ประเภท ก็คือเป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิกนั่นเอง แต่ว่าจิตเหล่านี้มีเจตสิกเท่ากันก็จริง แต่ว่าก็ยังจำแนกไปได้ถึง ๑๐ ประเภท เพราะว่าจำแนกประการที่หนึ่ง ก็จำแนกโดยทวารก่อน ก็คือมีทางจักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร และกายทวาร อันนี้ก็เป็นจิตที่เกิดคนละทวารกัน ก็สามารถจำแนกได้ และจิตที่เกิดขึ้นแต่ละทวารนั้นก็รู้อารมณ์ต่างกันด้วย เพราะเหตุว่าจักขุวิญญาณที่เป็นกุศลวิบากเกิดขึ้นรู้อิฏฐารมณ์ใช่ไหม ถ้าเป็นจักขุวิญญาณที่เป็นอกุศลวิบากเกิดขึ้นรู้อนิฏฐารมณ์ ฉะนั้นแม้แต่จักขุวิญญาณเกิดขึ้นรู้รูปารมณ์ แต่ถ้ารูปารมณ์นั้นเป็นอิฏฐารมณ์ก็เป็นจักขุวิญญาณกุศลวิบากที่เกิดขึ้นรู้ ถ้าเป็นอนิฏฐารมณ์ก็เป็นจักขุวิญญาณอกุศลวิบากที่เกิดขึ้นรู้ ทางโสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร กายทวารก็โดยนัยเดียวกัน ฉะนั้นจิตเหล่านี้ทั้ง ๑๐ ประเภทถึงแม้จะมีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๗ ประเภทเหมือนกัน แต่ว่าต่างกันโดยทวาร ต่างกันโดยอารมณ์ ฉะนั้นก็สามารถจำแนกเป็น ๑๐ ประเภทได้

    ผู้ฟัง คำว่าชีวิตินทริยะ โดยศัพท์เมื่อเขาไปอยู่ใน ๗ ดวง เป็นเจตสิก ๗ ดวงซึ่งต้องเกิดกับจิตทุกดวงแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นใหญ่กว่าเพื่อนหรืออย่างไร โดยศัพท์อินทริยะ อยากจะขอขยายว่าต้องมีชีวิตใช่ไหม ถ้าไม่มีตัวนี้ก็ชีวิตไม่มีหรืออย่างไร เขาถึงใช้คำว่าชีวิตินทริยะ

    อ.สุภีร์ คำว่า"อินทริยะ" แปลว่าความเป็นใหญ่ แต่ว่าเป็นใหญ่ในที่นี้ เป็นใหญ่โดยใหญ่ในกิจหน้าที่ของตนๆ ชีวิตินทริยเจตสิกเป็นเจตสิกที่เป็นใหญ่ในการบำรุงรักษาสหชาตธรรม หรือว่าสัมปยุตตธรรมให้มีอายุเท่ากับหนึ่งขณะได้ จะมีสภาพธรรมที่เป็นใหญ่โดยกิจหน้าที่การงานอย่างอื่นด้วย เช่น เวทนาเจตสิกก็เป็นใหญ่โดยการรู้สึกกับอารมณ์อย่างนี้ ฉะนั้นคำว่าอินทริยะ ขณะจิตหนึ่งสามารถมีสภาพธรรมที่เป็นใหญ่หลายๆ อย่างได้ อย่างเช่นเมื่อสักครู่ที่กล่าวไป ทั้งชีวิตินทริยเจตสิกก็เป็นใหญ่เป็นอินทรีย์ด้วย เวทนาก็เป็นใหญ่เป็นอินทรีย์ด้วย อย่างนี้เป็นต้น สามารถมีอินทรีย์หรือว่าสิ่งที่เป็นใหญ่ในกิจหน้าที่ของตนได้หลายอย่าง

    ผู้ฟัง เขาไม่ได้เป็นใหญ่ในกว่าเพื่อนใน ๗ ดวงใช่ไหม

    อ.สุภีร์ เป็นใหญ่เฉพาะในกิจหน้าที่การงานของชีวิตินทริยะเท่านั้น เป็นใหญ่เฉพาะในกิจหน้าที่การงาน เขามีหน้าที่การงานอย่างนั้นก็คือคนอื่นมาทำกิจหน้าที่อย่างเขาไม่ได้

    วันจันทร์ที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๕

    ท่านอาจารย์ วันนี้ขอทบทวนเรื่องของจิตซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยน้อยที่สุด คือมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวง ซึ่งก็เป็นชีวิตประจำวันในขณะนี้เอง คือในขณะที่กำลังเห็น กำลังได้ยิน กำลังได้กลิ่น กำลังลิ้มรส กำลังรู้สิ่งที่กำลังกระทบสัมผัส ในขณะนี้ให้ทราบว่าจิตนั้นๆ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวงเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นจิตของใคร แม้ว่าเป็นจิตของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือว่าจิตของบุคคลในนรก หรือว่าจะเป็นนก เป็นสัตว์ในอากาศ หรือที่ไหนก็ตาม ปรมัตถธรรมเป็นสภาพที่เปลี่ยนไม่ได้ เพราะเหตุว่าจากการตรัสรู้ ก็เป็นเรื่องของธรรม ธรรมก็ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลง จึงเป็นปรมัตถธรรม และก็เป็นอภิธรรม ที่ทรงแสดงให้เห็นถึงความละเอียดของแต่ละขณะจิตว่าแต่ละขณะที่จะเกิดได้ต้องมีปัจจัยปรุงแต่ง

    เพราะฉะนั้นก็ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้เลย และก็ขณะนี้ก็กำลังมีจิต และเจตสิกเกิดที่จักขุปสาทขณะที่กำลังเห็น แสดงให้เห็นถึงความไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล และจิตเจตสิกก็เป็นนามธรรมซึ่งมองไม่เห็นเลย เพราะเหตุว่าไม่มีรูปร่างลักษณะ แต่ก็เป็นสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมที่สามารถที่จะรู้ สามารถที่จะอาศัยกัน และกันเกิดขึ้น ทำกิจการงานเพียงชั่วหนึ่งขณะ แล้วก็ดับไป ตามเจตสิกซึ่งจะต้องเกิดกับจิตทุกดวง คือเจตสิกซึ่งเป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ขอเชิญคุณกฤษณาสรุปจากการที่ได้กล่าวถึงเรื่องของจิตเจตสิกในคราวก่อนด้วย

    อ.กฤษณา ชีวิตของทุกๆ ท่านที่เป็นไปในแต่ละวัน แต่ละวัน แล้วก็ที่กำลังเป็นไปในขณะนี้ ในเวลานี้ ก็ไม่มีอะไรที่จะนอกไปจากความเป็นจริง ก็คือไม่ใช่เป็นอะไรอื่นที่นอกไปจากความเป็นจริง ความเป็นจริงของชีวิตที่กำลังเป็นไปในขณะนี้ ก็คือความเกิดดับสืบต่อกันของจิต เจตสิก รูป ซึ่งก็คือนามธรรม และรูปธรรมนั่นเอง ลองคิดดูว่าถ้ามีแต่รูปธรรม ร่างกายนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับศพ หรือไม่ก็หุ่นที่เขาโชว์ไว้ตามตู้ ตามร้านตัดเสื้อ หรือไม่ก็เป็นหุ่นขี้ผึ้ง ที่เขาทำได้เหมือนจริงมาก แต่ว่าหุ่นเหล่านั้นหรือศพเหล่านั้นก็ไม่สามารถที่จะมีความรู้สึกนึกคิดอะไร ไม่สามารถที่จะโต้ตอบอะไรต่างๆ กับเราได้ใช่ไหม

    เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ทราบความจริง คือไม่ทราบความเป็นจริงของนามธรรม และรูปธรรมนั่นเอง แต่ว่าเพราะขณะนี้ทุกท่านก็ยังไม่เสียชีวิต ยังไม่ใช่ศพ ยังมีการเห็น มีการได้ยิน มีความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ก็เพราะว่ามีสภาพรู้ซึ่งเป็นนามธรรม ที่กำลังเกิดดับสืบต่อเป็นไปอยู่ ซึ่งนามธรรมที่เป็นสภาพรู้นั้นก็คือจิต เจตสิก เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นได้ก็ไม่ใช่ว่าเกิดมาลอยๆ ไม่ใช่ว่าอยู่แล้วก็เกิดมาเองอย่างนั้น เพราะว่าไม่สามารถที่จะเป็นไปอย่างนั้นได้ แล้วก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครที่สามารถจะทำให้เกิดขึ้นได้ เพราะว่าเป็นสภาพธรรมที่เกินวิสัยที่ใครจะทำได้ แต่การที่จิตและเจตสิกซึ่งเป็นสภาพรู้เป็นนามธรรมนั้นเกิดขึ้น ก็เพราะมีปัจจัยต่างๆ ปรุงแต่งอุปการะอุดหนุนให้เกิดขึ้น ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านั้นก็เป็นสภาพธรรมที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน

    การเกิดขึ้นของสภาพรู้แต่ละขณะนั้น ก็เป็นการเกิดขึ้นประกอบกันของจิตกับเจตสิก ซึ่งก็ประกอบกันเข้ากันได้อย่างสนิทกลมกลืน ด้วยลักษณะ ๓ หรือ ๔ ประการ ก็คือเกิดขึ้นพร้อมกัน ดับพร้อมกัน แล้วก็รู้อารมณ์เดียวกัน และสำหรับภูมิที่มีขันธ์ ๕ ก็จะต้องอาศัยวัตถุที่เกิดอย่างเดียวกัน ซึ่งด้วยลักษณะการประกอบกันอย่างนี้ จึงเป็น"สัมปยุตตปัจจัย" จิตและเจตสิกนั้นเป็นสัมปยุตตปัจจัย

    ความเกิดขึ้นพร้อมกันของจิต เจตสิก เป็นปัจจัยอุดหนุนแก่กันและกัน ระหว่างจิตกับเจตสิกก็เรียกว่า"สหชาตปัจจัย" ก็ได้อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้จิต และเจตสิกนั้นเกิดขึ้น ก็คือความเกิดขึ้นพร้อมกัน เพราะ"สห" หมายถึงพร้อมกัน "ชาตะ" ก็เกิดขึ้น การเกิดขึ้นเป็นสภาพรู้ของจิต และเจตสิกซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันนั้นต่างก็ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน จึงเกิดขึ้นแล้วก็ตั้งอยู่ได้ เพราะว่าถ้าไม่มีจิต เจตสิก ก็ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะว่าเจตสิกนั้นต้องอาศัยจิตเกิด ถ้าไม่มีเจตสิกต่างๆ จิตก็เกิดไม่ได้ เพราะว่าเจตสิกต่างๆ ต้องเกิดพร้อมกับจิต ทำหน้าที่แต่ละอย่างแต่ละอย่างของตนเองไป เช่น ถ้าไม่มีผัสสเจตสิกกระทบอารมณ์ จิตก็รู้อารมณ์ไม่ได้ อย่างนี้ เป็นต้น

    ถึงแม้ว่าจิตจะเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้อารมณ์ เป็นมนินทรีย์ เป็นผู้ปกครองในการรู้อารมณ์ก็จริง แต่ว่าถ้าขาดผัสสเจตสิกไปอย่างหนึ่งแล้ว จิตก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นจิตกับเจตสิกนั้นต่างต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ช่วยค้ำจุนอุดหนุนซึ่งกันและกัน จะขาดไปเสียอย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นไปไม่ได้ ความที่ต่างต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ช่วยกันค้ำจุนกันไว้ อันนี้สภาพความเป็นอย่างนี้ก็เป็น"อัญญมัญญปัจจัย" "อัญญมัญญะ" หมายถึงซึ่งกันและกัน หรือแก่กันและกัน เมื่อมีการเกิดขึ้นของสภาพรู้คือจิตเจตสิกนั่นก็หมายความว่าจะต้องมีสิ่งที่ถูกรู้คู่กันไป ซึ่งเรียกในภาษาบาลีว่า"อารัมมณะ" สิ่งที่ถูกรู้คืออารมณ์นี้ก็ช่วยอุปการะอุดหนุนให้จิต และเจตสิกเกิดขึ้น จึงเป็น"อารัมมณปัจจัย"

    การที่จิตเจตสิกเกิดร่วมกันแล้วก็จะรู้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งได้นั้น จะรู้ไม่ได้เลยถ้าไม่มีผัสสเจตสิกอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว เพราะว่าผัสสเจตสิกนั้นก็เป็นธรรมชาติที่นำมาซึ่งสัมปยุตตธรรมที่เกิดร่วมกับตน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะนำมาซึ่งเวทนาในขณะเดียวกันนั้นเอง ไม่ใช่ว่าคนละขณะกัน ผัสสเจตสิกเวทนาเจตสิกก็เกิดขึ้นพร้อมกัน ร่วมกันกับจิต ในขณะจิตเดียวกันนั้นเอง จิตทุกประเภทที่เกิดขึ้นพร้อมกับเจตสิก และประกอบเข้ากันอย่างกลมกลืน อย่างสนิทนั้น ก็จะต้องมีเจตสิกประกอบร่วมด้วยอย่างน้อย ๗ ชนิด ก็คือ"สัพพจิตตสาธารณเจตสิก" ก็คือเจตสิกที่เกิดกับจิตทั่วไปทุกดวง

    เพราะฉะนั้นความเป็นไปของชีวิตในขณะนี้ ทุกๆ ขณะจะไม่ขาดสภาพธรรม ๗ อย่างที่เรียกว่า"สัพพจิตตสาธารณเจตสิก" ซึ่งอย่างแรกก็คือสภาพธรรมที่ทำหน้าที่กระทบอารมณ์ คือประสานอารมณ์กับจิต อย่างที่สองก็คือ"เวทนาเจตสิก" เป็นสภาพที่รู้สึกในอารมณ์ ไม่ว่า"ผัสสเจตสิก"กระทบอารมณ์ใด เวทนาความรู้สึกก็รู้สึกในอารมณ์นั้น จะเป็นความรู้สึกเป็นสุข หรือเป็นทุกข์ หรือดีใจ หรือเสียใจ หรือเฉยๆ ก็แล้วแต่สภาพของจิตในขณะนั้นด้วย นี่ก็ ๒ เจตสิกแล้ว เวทนาที่เกิดขึ้นได้นั้นเพราะอาศัยผัสสะที่กระทบกับอารมณ์ เพราะฉะนั้นผัสสะนั้นจึงเป็นสภาพที่นำมาซึ่งเวทนาคือความรู้สึก สภาพที่นำมานั้นเรียกว่า"อาหาระ"ในภาษาบาลี ซึ่งในภาษาไทยก็พูดกันว่าอาหาร สภาพที่นำมานั้นก็เป็นปัจจัยด้วยเรียกว่า"อาหารปัจจัย"

    เพราะฉะนั้นในขณะจิตหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับเจตสิกนั้น ผัสสะกระทบอารมณ์อะไรก็จะมีสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งที่ทำหน้าที่จำอารมณ์ อารมณ์ที่ผัสสเจตสิกกระทบ "สัญญาเจตสิก" จะทำหน้าที่จำอารมณ์ที่ผัสสเจตสิกนั้นกระทบ ซึ่งเป็นสภาพที่จำหมาย จำหมายหรือหมายรู้อารมณ์ นั่นก็คือเป็นสัญญาเจตสิก ก็เป็นเจตสิกอีกดวงหนึ่งใน ๗ ดวงที่เกิดขึ้นพร้อมกันกับจิต ซึ่งการทำหน้าที่หมายรู้อารมณ์ของสัญญาเจตสิก ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมความผูกพันความยึดมั่นของชีวิต แล้วก็นอกจากนี้ก็ยังมีสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ที่เป็นความตั้งใจ ความจงใจ ความขวนขวายให้จิต และเจตสิกที่เกิดขึ้นร่วมกันในขณะนั้นๆ เป็นไปในอารมณ์ตามกิจหน้าที่ของตน สภาพธรรมนั้นก็คือ "เจตนาเจตสิก" นั่นเอง

    การที่จิต เจตสิก เกิดขึ้นพร้อมกันในขณะหนึ่งๆ ก็จะรู้อารมณ์เดียวกันก็จะมีเจตสิกอีกชนิดหนึ่ง ที่ตั้งมั่นในอารมณ์นั่นก็คือ"เอกัคคตาเจตสิก" ก็จะเป็นเจตสิกที่ทำหน้าที่ตั้งมั่นในอารมณ์ ซึ่งเจตสิกที่มีความสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นพร้อมกันกับจิตและเจตสิกอื่นๆ ก็คือ เป็นเจตสิกที่เกิดขึ้นรู้อารมณ์ของจิต และเจตสิกที่เกิดขึ้นร่วมด้วย แล้วก็ในขณะที่รู้อารมณ์นั้น เขาก็จะทำหน้าที่เป็นใหญ่ เป็นหัวหน้าในการที่จะดำรงรักษาไว้ซึ่งอายุของธรรมที่เกิดร่วมกัน ก็คือ ธรรมที่เป็นจิต และเจตสิกอื่นๆ ที่เกิดร่วมกันในหนึ่งขณะ ดำรงชีวิตอายุของจิต และเจตสิกที่เกิดร่วมกันหนึ่งขณะนั้น ก่อนที่จะดับไป นี่ก็คือ"ชีวิตินทริยเจตสิก" ชีวิตินทริยเจตสิกนั้นก็จะเป็นใหญ่ในการที่จะดำรงรักษาอายุของจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นร่วมกันนั่นเอง

    ในขณะที่จิต เจตสิก เกิดขึ้นรู้อารมณ์พร้อมกันนั้น ก็มีสภาพธรรมที่เกิดร่วมด้วยอย่างหนึ่ง ที่ทำหน้าที่สนใจ ใส่ใจในอารมณ์ มุ่งต่ออารมณ์นั้น มีการเหนี่ยวใจมาในอารมณ์นั้น ซึ่งสภาพธรรมนั้นก็คือ"มนสิการเจตสิก" นั่นเอง การใส่ใจในอารมณ์ของมนสิการเจตสิกนั้นก็ทำให้สัมปยุตตธรรมทั้งหมดคือ จิตและเจตสิกอื่นๆ ที่เกิดร่วมด้วยใส่ใจ สนใจในอารมณ์นั้น มนสิการเจตสิกนั้นก็จะประกอบสัมปยุตตธรรมนั้นไว้ในอารมณ์ แล้วก็ปรุงแต่งเป็นความวิจิตรต่างๆ ไม่รู้จบ

    นี่ก็เป็นการเกิดขึ้นของสภาพรู้คือจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน ซึ่งในการเกิดขึ้นแต่ละขณะนั้นก็ต้องมีจิตกับเจตสิกอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท ที่กล่าวมาแล้วนี้เสมอเลย ซึ่งขณะนี้ทุกท่านก็มีสภาพรู้คือ จิตกับเจตสิก ๗ ประเภทนี้เป็นอย่างน้อย กำลังเกิดขึ้นทีละขณะ แล้วก็ดับไป ติดต่อสืบเนื่องกันไป ไม่ขาดสาย ไม่มีระหว่างคั่น



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    27 ก.พ. 2569

    ซีดีแนะนำ