สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 087


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๘๗

    วันจันทร์ที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๕


    ผู้ฟัง สำหรับอัพยากตะ จิตที่เป็นอัพยากตะ

    อ.สุภีร์ อัพยากตะ ก็คือสภาพธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล ก็คือสภาพธรรมที่ไม่ใช่กุศลหรืออกุศลนั่นเอง ในคำว่าอัพยากตะ ก็คือเวลาเราแยกสภาพธรรมที่มีจริง ปรมัตถธรรม ๔ จิต เจตสิก รูป นิพพาน แยกออกมาเป็น ๓ อย่างก็คือกุศล อกุศล และอัพยากตะ แยกออกมาเป็นธรรมหมวด ๓ จะมีคำว่าอัพยากตะด้วย อันที่หนึ่งก็คือกุศล อันที่สองอกุศลนี้ผ่านไปแล้ว ส่วนใดที่พระองค์ไม่ได้ทรงพยากรณ์ว่าเป็นกุศลและอกุศล ส่วนนั้นเป็นอัพยากตะทั้งหมด

    ฉะนั้นในจิต เจตสิก รูป นิพพานเราก็จะทราบได้ว่า ธรรมส่วนใดบ้างที่เป็นอัพยากตะ ส่วนที่เป็นกุศลก็คือจิตที่เป็นชาติกุศลและเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย อกุศลก็เป็นจิตที่เป็นชาติอกุศล และเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย ส่วนอัพยากตะก็คือวิบากจิต กิริยาจิต แล้วก็เจตสิกที่เกิดร่วมด้วย รูป และนิพพาน ส่วนนี้เป็นอัพยากตธรรมทั้งหมด

    แต่ถ้าพูดถึงเฉพาะเรื่องของจิต มี ๔ ชาติ ก็คือ กุศล อกุศล วิบาก กิริยา ถ้าจะจัดจิตเหล่านี้ ทั้ง ๔ ชาตินี้เป็นอัพยากตะ ก็มีชาติวิบากและชาติกิริยาที่เป็นอัพยากตะ จิตที่เป็นอัพยากตะในชีวิตประจำวันเรา ก็สามารถรู้ได้โดยเฉพาะทางทวารทั้ง ๕ ที่ทำให้โลกนี้ปรากฏ มีเห็น มีได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส เหล่านี้เป็นประจำทุกวัน แล้วก็รู้รูปที่เป็นโคจรรูป หรือว่าวิสยรูปซึ่งเป็นอารมณ์

    รูปทั้ง ๗ รูปนี้ เป็นรูปที่ปรากฏในชีวิตประจำวัน ขณะใดก็ตามที่รูปเหล่านี้ปรากฏ ก็ต้องมีจิตที่เป็นชาติวิบากเกิดขึ้นรู้รูปนี้ รูป ๗ รูปที่ปรากฏในชีวิตประจำวัน ก็คือรูปก็คือ สี สิ่งที่ปรากฏทางตา เสียง กลิ่น รส แล้วก็โผฏฐัพพะ อีก ๓ รูป ก็คือ ธาตุ ๓ ธาตุนั่นเอง ธาตุดิน ธาตุไฟ และธาตุลม อันนี้เป็นรูปที่ปรากฏในชีวิตประจำวันเรียกว่า โคจรรูปหรือว่าวิสยรูป คำว่าโคจร ก็คือเป็นอารมณ์ที่ปรากฏในชีวิตประจำวัน คำว่าวิสยรูป เป็นอีกชื่อหนึ่ง

    วิสยรูป คือรูปที่สามารถปรากฏหรือว่ารู้ได้ในชีวิตประจำวัน แต่ว่าจะเป็นการรู้ตามความเป็นจริงหรือเปล่านั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้ารู้ตามความเป็นจริงก็เป็นลักษณะของปัญญาเจตสิกที่เกิดขึ้นรู้สิ่งนั้น แต่ถ้าเป็นการรู้ที่ไม่เป็นไปตามความเป็นจริง ก็อาจจะเป็นโมหะเกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้น แต่รู้โดยไม่รู้ตามความเป็นจริง โลภะเกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้น รู้สิ่งที่ปรากฏทางตา รู้เสียง แต่ว่ารู้โดยการชอบเสียงติดในเสียงอย่างนี้ ฉะนั้นสภาพธรรมเหล่านี้ รูปทั้ง ๗ รูปนี้ก็สามารถรู้ได้ในชีวิตประจำวัน แต่จะรู้ตามความเป็นจริงหรือไม่ก็แล้วแต่แต่ละคน

    ท่านอาจารย์ การบ้านก็คงจะมี เพราะว่าถ้าฟังธรรมแล้วก็พิจารณาด้วย ก็จะได้ความเข้าใจของตนเองเพิ่มขึ้น เช่นในขณะนี้มีอัพยากตะไหม เพราะเหตุว่าธรรมกล่าวได้หลายนัย ถ้าจะแสดงธรรมโดยนัยของปรมัตถธรรมก็มี ๔ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน กล่าวโดยปรมัตถธรรม มี ๔ แต่ถ้ากล่าวโดยธรรมหมวด ๓ ถ้าไปฟังสวดอภิธรรมก็จะได้ยิน กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา อัพยากตาธัมมา ก็ไม่พ้นจากธรรม เพราะว่าธรรมหมายความถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริง เพราะฉะนั้นในขณะนี้สิ่งใดที่จริงสิ่งนั้นเป็นธรรมทั้งหมด และเป็นปรมัตถธรรมด้วย คือว่าไม่พ้นจาก จิต เจตสิก รูป นิพพาน

    ถ้ากล่าวถึง กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา อัพยากตาธัมมา เราจะสงสัยหรือไม่ว่าเป็นธรรมมาจากไหน อย่างไร แต่ความจริงก็ต้องรู้ว่าต้องเป็นปรมัตถธรรม จะพ้นจากปรมัตถธรรมไม่ได้ ไม่ว่าจะกล่าวว่า กุสลาธัมมา ธรรมที่เป็นกุศล อกุสลาธัมมา ธรรมที่เป็นอกุศล อัพยากตาธัมมา คือธรรมไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล ถ้าจำอย่างนี้ว่าธรรมที่เป็นกุศลหนึ่ง ธรรมที่เป็นอกุศลหนึ่ง ธรรมที่ไม่ใช่อกุศลและกุศลเป็นอัพยากตธรรม ก็ต้องเป็นปรมัตถธรรมนั่นเอง

    จิตที่เป็นกุศลไม่ใช่อัพยากตะ ไม่ใช่อกุศลธรรม แต่เป็นกุศลธรรม แต่ว่าจิตอื่นนอกจากกุศลและอกุศลทั้งหมด เป็นอัพยากตธรรม รูปเป็นกุศลหรือเปล่า ไม่เป็น เป็นอกุศลหรือเปล่า ไม่เป็น เป็นอัพยากตธรรม เพราะฉะนั้น จิต เจตสิก รูป แล้วนิพพานเป็นกุศลหรือเปล่า ไม่เป็น เป็นอกุศลหรือเปล่า ไม่เป็น เพราะฉะนั้นนิพพานก็เป็นอัพยากตธรรม

    ตั้งต้นที่ปรมัตถธรรม ไม่ว่าจะได้ฟังธรรมหมวดใดในพระวินัย พระสูตร หรือพระอภิธรรม ก็จะต้องให้เข้าใจว่าหมายความถึงสภาพธรรมที่เป็นปรมัตถธรรมอะไร คือเป็นจิตประเภทไหน เป็นเจตสิกประเภทไหน หรือว่าเป็นรูป รูปที่เป็นกุศลไม่มีเลย รูปที่เป็นอกุศลก็ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นรูปทุกรูปเป็นอัพยากตะ คือไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล

    รูปทำความดีได้ไหม ทำกุศล เป็นกุศลไม่ได้ รูปเป็นอกุศล โกรธได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นรูปจะเป็นกุศลไม่ได้ รูปจะเป็นอกุศลไม่ได้ รูปเป็นได้อย่างเดียวคืออัพยากตะ ที่ตัวของแต่ละท่านตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า รูปเป็นกุศลหรือเปล่า รูปสวยๆ เป็นกุศลหรือเปล่า อย่างไรๆ ก็เป็นไม่ได้เลย เพราะว่ากุศลธรรมต้องหมายความถึงนามธรรม เป็นเจตสิกฝ่ายดีซึ่งเกิดกับจิตประเภทใด ก็ทำให้จิตขณะนั้นเป็นกุศล เป็นจิตฝ่ายดีระดับนั้นๆ

    เวลาที่ศึกษาธรรม พระผู้มีพระภาคตรัสรู้สภาพธรรม พระธรรมที่ทรงแสดงเป็นหนึ่งไม่เป็นสอง เพราะฉะนั้นใครจะเปลี่ยนแล้วก็กล่าวว่ารูปเป็นกุศลเป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่าผู้นั้นไม่เข้าใจความหมายของกุศลธรรม เพราะว่ากุศลธรรมต้องเป็นนามธรรมเท่านั้น จะเป็นรูปธรรมไม่ได้ ตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า ไม่ใช่กุศลธรรม ไม่ใช่อกุศลธรรม เป็นอัพยากตธรรม

    จักขุปสาทรูป ทุกคนมีตา เป็นกุศลหรือเปล่า แล้วก็จิตเห็นเป็นกุศลหรือเปล่า ตาไม่ใช่กุศล แล้วจิตเห็นเป็นกุศลหรือเปล่า ไม่เป็นกุศล เพราะว่าจิตเห็นเป็นวิบากจิตเป็นผลของกรรมที่ทำให้ต้องเห็น กรรมทำให้มีจักขุปสาทรูป แต่จักขุปสาทรูปไม่เห็น จักขุปสาทรูปเป็นอัพยากตะ เป็นกุศลไม่ได้ เป็นอกุศลไม่ได้ แม้จิตเห็นก็เป็นกุศลและอกุศลไม่ได้ เพราะเหตุว่าเป็นผลของกรรม

    เราเลือกเห็นไม่ได้เลย เลือกได้ยินก็ไม่ได้ แล้วแต่ว่ากรรมที่ได้กระทำแล้วที่สะสมสืบต่อ เช่น ในขณะนี้เป็นกุศลกรรม ถ้าไม่มีความสนใจหรือว่าเห็นประโยชน์ของพระธรรมที่ได้สั่งสมมาในชาติก่อนๆ เพราะว่าแต่ละคนก็นานแสนนานในแสนโกฏิกัปป์ ชีวิตแต่ละวันจะเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ก็ไม่มีใครสามารถที่จะทราบได้ แต่สามารถที่จะรู้การสั่งสมเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น เช่น ในขณะนี้ถ้ามีโทสะ ความหงุดหงิดหรือความไม่สบายใจเกิดขึ้น ถ้าไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน หรือไม่มีเชื้อของโทสะ ความหงุดหงิด ความรำคาญใจ ความหงุดหงิด ความรำคาญใจก็เกิดไม่ได้

    พระอนาคามีบุคคลดับโทสะเป็นสมุฏเฉท คือไม่มีพืชเชื้อที่จะทำให้เกิดความขุ่นใจเลย ไม่ว่าจะเห็นอะไร ได้ยินอะไร สำหรับผู้ที่ดับกิเลสที่เป็นอนุสัยแล้ว กิเลสประเภทนั้นๆ ก็จะไม่เกิดอีกเลย แต่ว่าผู้ที่ไม่ใช่พระอริยบุคคล ก็มีการสั่งสมที่ใช้คำว่าจิตสันตานะ "สันตานะ" หมายความถึงการสืบต่อของจิตจากขณะหนึ่งไปอีกขณะหนึ่ง เพราะเหตุว่าจิตเกิดขึ้น เพียงทีละหนึ่งขณะเท่านั้น เพราะฉะนั้นขณะใดที่เป็นกุศลจิตเกิดแล้วดับแล้วก็จริง แต่สะสมสืบต่อในจิตขณะต่อไป ทำให้แต่ละบุคคลมีอัธยาศัยต่างๆ กัน

    แต่ละคนจะรู้การสะสมของตัวเองได้ ทันทีที่กุศลจิตเกิด หรืออกุศลจิตเกิด เพราะฉะนั้นธรรมก็สามารถที่จะพิสูจน์ได้ จิตที่เกิดขึ้นขณะแรกของชาตินี้ทำปฏิสนธิกิจ จิตอะไรทำปฏิสนธิกิจ กุศลจิตทำไม่ได้ อกุศลจิตทำไม่ได้ เพราะเป็นเหตุที่จะให้เกิดผลคือวิบาก เพราะฉะนั้นจิตที่ทำกิจปฏิสนธิต้องเป็นผลของกรรม คือต้องเป็นวิบากจิตทำกิจปฏิสนธิหนึ่งขณะ เห็นไหมว่าจะต้องรู้ว่าการกระทำกิจของจิต จะทำกันกี่ขณะบ้าง เช่น ปฏิสนธิขณะ ทำขณะเดียว แล้วไม่ทำอีกเลย วิบากจิตประเภทนั้น ซึ่งเป็นผลของกรรมนั้น จะเกิดอีกในชาตินั้น แต่ไม่ทำปฏิสนธิกิจ

    จิตที่เป็นวิบาก คือผลของกรรมหนึ่งที่ทำให้เกิดปฏิสนธิสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อนเป็นขณะแรก ก็ทำกิจปฏิสนธิเพียงขณะเดียวแล้วดับ ตลอดชีวิตนี้จะไม่เกิดอีกเลย จะเปลี่ยนความเป็นบุคคลนี้ไม่ได้เลย แต่ทุกคนที่เกิดมาแล้วเป็นบุคคลนี้ เป็นผลของกรรมหนึ่งในกรรมมากมาย ทั้งในอดีตอนันตรชาติ หรือว่าชาติก่อนที่เพิ่งผ่านไปก็ได้ เป็นปัจจัยทำให้เกิดเป็นบุคคลนี้ในชาตินี้ เพียงชั่วที่กรรมเป็นปัจจัยที่จะให้ผลให้ดำรงความเป็นบุคคลนี้อยู่

    ด้วยเหตุนี้บางคนจึงมีอายุสั้น บางคนก็มีอายุยืนยาว ตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว แล้วก็ระหว่างที่มีชีวิตอยู่ ก็แล้วแต่ว่ากรรมอื่นอีกก็สามารถที่จะให้ผล ทำให้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสต่างๆ กันในวันหนึ่ง ไม่ซ้ำกันเลย แล้วก็ผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรม ก็เป็นไปตามกำลังของกรรมที่สุกงอมพร้อมที่จะให้จิตที่เป็นผลของกรรมซึ่งชื่อว่าวิบากจิตเกิดขึ้น ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเรียกร้องให้กรรมที่เป็นกุศลที่ทำไปแล้วให้ผลเร็วๆ วันนี้พรุ่งนี้ เมื่อใดจะให้ผล เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย

    แม้แต่ผลของกรรมที่เกิดขึ้น ก็ส่องไปถึงว่าต้องมาจากกรรมที่ได้กระทำแล้ว ซึ่งเราทำเอง ไม่ใช่ว่าทำไมถึงต้องเป็นเรา หรือว่าใครทำให้เรา แต่ว่าต้องเป็นผลของกรรมซึ่งแม้ว่าจะดับไปแล้วนานแสนนาน แต่ก็สะสมสืบต่อในจิตแต่ละขณะ โดยเป็นกัมมปัจจัย หมายความว่าเป็นกรรมที่จะทำให้ผล คือวิบากจิต จิตที่ทำหน้าที่ต่างๆ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ซึ่งเป็นวิบากเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าแม้ว่ากรรมที่ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดหนึ่งขณะ แต่หลังจากนั้นเป็นภวังคจิตหลายขณะนับไม่ถ้วน แล้วก็มาถึงกาลที่จะเห็นเป็นผลของกรรม จะเป็นผลของกรรมเดียวกับที่ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดเป็นบุคคลนี้ก็ได้ หรือว่าจะเป็นผลของกรรมอื่นก็ได้

    แต่ละคนก็จะเห็นสิ่งซึ่งเป็นผลของกรรมในอดีต อย่างเราเกิดมาที่ไหน เราก็จะเห็นที่นั่นซ้ำๆ แต่บางกาลเราก็เห็นอย่างอื่น หรือว่าทุกสิ่งทุกอย่างในบ้าน ถ้าจะดูแล้วก็เป็นปัจจัยที่จะทำให้วิบากจิตเกิด ตามกรรมของแต่ละคน บางครั้งที่นอนก็อาจจะเป็นอย่างหนึ่ง แล้วเปลี่ยนเป็นอีกอย่างหนึ่ง เป็นผลของกรรมที่ต่างกันหรือเปล่า หรือกรรมเดียวกัน ทุกอย่างมีความวิจิตรมาก ผลของกรรมที่จะทำให้เกิดการเห็น การได้ยินตลอดชีวิต เราไม่รู้เลยเพราะว่าวันหนึ่งๆ ผลของกรรมจริงๆ ก็คือขณะที่ทำให้เห็น ได้ยินได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ยิ่งยุคนี้สมัยนี้ ผลไม้แม้แต่ในพวงเดียวกัน เช่น ลางสาด ลองกอง บางลูกก็หวาน บางลูกก็เปรี้ยวได้ แล้วใครจะถูกหวานถูกเปรี้ยวก็แล้วแต่ว่าขณะนั้นเป็นผลของกรรมอะไร เป็นเรื่องของความวิจิตรมาก

    ถ้าเข้าใจจริงๆ ว่า จิตแต่ละขณะที่จะเกิดขึ้น ต้องมีเหตุปัจจัยมากมายหลายอย่าง ซึ่งไม่มีใครสักคนหนึ่งที่สามารถจะบันดาลได้ ก็จะเข้าใจตามความเป็นจริงจนกระทั่งถึงคำถามที่ว่า ปฏิสนธิจิตเกิดหนึ่งขณะ ใครให้เกิดสองขณะได้ไหม ไม่ได้ กรรมให้ผลจริง แต่ว่าสำหรับจิตที่เกิดสืบต่อจากจุติทำกิจปฏิสนธิครั้งเดียวแล้วก็ดับไป แล้วก็กรรมนั้นเองก็ทำให้จิตที่เป็นวิบากเป็นผลของกรรมเดียวกันเกิดสืบต่อ ทำกิจภวังค์ดำรงภพชาติ คำว่า"ภวังค์" มาจากคำว่า "ภวะ" กับ "อังคะ" ดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนั้น คือในขณะที่ยังไม่เห็น ยังไม่ได้ยิน ยังไม่ได้กลิ่น ยังไม่ได้ลิ้มรส ยังไม่ได้รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ยังไม่ได้คิดนึก ให้ภวังค์เกิดตามใจชอบได้ไหม มากน้อย ก็ไม่ได้อีก

    ภวังค์เกิดนับไม่ถ้วน ปฏิสนธิจิตเกิดหนึ่งขณะ แต่ภวังคจิตเกิดนับไม่ถ้วน แต่พอถึงทางตาที่เห็น จิตเห็นเกิดหนึ่งขณะ แต่ชวนจิต คือกุศลหรืออกุศลซึ่งเกิดต่อ ปกติธรรมดาแล้ว ๗ ขณะ เพราะฉะนั้น ๗ เท่าของการเห็นครั้งหนึ่ง โทสะความขุ่นใจนิดเดียว ๗ เท่าของเห็น ๗ เท่าของได้ยิน และก็สะสมสืบต่ออย่างวิจิตร อย่างละเอียดมาก ทำให้อุปนิสัยของแต่ละคนก็จะต่างกันไปตามชวนะที่สั่งสมสันตานะ คือการเกิดดับของจิต ๗ ขณะ

    ปกติจิตขณะที่ ๑ ที่เป็นกุศลดับไปแล้ว เพราะเหตุว่าอารมณ์นั้นก็ยังไม่ดับ หรือว่าปกติธรรมดาของชวนจิตที่เกิด เป็นอาเสวนปัจจัย หมายความว่าทันทีที่จิตนี้ดับ ก็จะทำให้จิตชนิดเดียวกันนั้น ประเภทเดียวกันนั้นเอง ถ้าเป็นกุศลก็เป็นกุศลชนิดนั้น ถ้าเป็นอกุศลก็เป็นอกุศลชนิดนั้น เกิดสืบต่อ จะเป็นจิตอื่นไม่ได้ อกุศลจิตหนึ่งขณะที่ดับไปเป็นอาเสวนปัจจัยให้อกุศลจิตประเภทเดียวกันอย่างนั้นเลย เกิดสืบต่อ

    ขณะที่ ๒ ดับไปก็เป็นอาเสวนปัจจัยให้ขณะที่ ๓ เกิด ขณะที่ ๔ เกิด ขณะที่ ๕ เกิด พอถึงขณะที่ ๖ อกุศลจิตที่เกิดขณะที่ ๖ เป็นอาเสวนปัจจัยให้อกุศลจิตขณะที่ ๗ เกิด แต่อกุศลจิตขณะที่ ๗ ไม่สามารถจะเป็นอาเสวนปัจจัยให้จิตที่เป็นประเภทเดียวกันเกิดสืบต่อได้ เพราะเหตุว่าชวนจิตจะเกิดดับสืบต่อเพียง ๗ ขณะ ถ้าเป็นกามชวน หมายความว่าเป็นชวนจิต ซึ่งเป็นไปในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ตามปกติจะมีการแล่นไปในอารมณ์ ด้วยความเป็นโลภะ โทสะ โมหะ หรือว่าเป็นกุศลก็แล้วแต่

    สำหรับกามชวนนี้จะมีอย่างมากที่สุดเพียง ๗ ขณะ แต่ถ้าเป็นอีกภูมิหนึ่งอีกระดับหนึ่ง คือผู้ที่สะสมหรือว่าอบรมให้กุศลจิตเกิดได้มั่นคงจนกระทั่งเป็นฌานจิต ฌานจิตครั้งแรกก็จะเกิดเพียงหนึ่งขณะ แต่ว่าหลังจากนั้นแล้ว เมื่อมีความชำนาญแล้ว ฌานจิตจะเกิดเท่าใดก็ได้ โดยที่ไม่เป็นภวังค์เลย เกิน ๗ ขณะ เพราะว่าธรรมดาแล้วหลังจากที่ชวนจิต ๗ ขณะดับแล้ว ภวังคจิตก็เกิดสืบต่อ

    เป็นชีวิตประจำวันที่ให้เห็นว่าสำหรับกามาวจรจิต ในภูมิที่ระดับของ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ซึ่งเป็นชีวิตประจำวันซึ่งทุกคนหนีไม่พ้นเลยภูมินี้ ต้องอยู่ในภูมินี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะอบรมจิตที่สงบถึงขั้นฌานจิต ขณะนั้นรูปาวจรจิตคือฌานจิตที่มีรูปเป็นอารมณ์เกิดได้มากกว่า ๗ ขณะ สำหรับระดับของฌานจิตจะเกิดได้มากกว่า ๗ ขณะ นี่ก็เป็นเรื่องที่จะได้ทราบถึงสภาพของจิตซึ่งเกิดดับตามกำลังของจิต เพราะเหตุว่าสำหรับจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณพวกนี้ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวง แล้วก็เกิดขึ้นเพียงหนึ่งขณะเท่านั้น

    ผู้ฟัง ทวิ ๑๐ จิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส ที่ท่านอาจารย์อธิบายอยู่เรื่อยๆ มีเหตุปัจจัยมากมาย แต่ว่าเป็นอย่างไรต่อเรื่องจิตที่ว่าจักขุสัมผัสสะ มีอะไรอย่างนี้

    อ.สุภีร์ ทวิปัญจวิญญาณ ทวิแปลว่าสอง ปัญจแปลว่าห้า ที่บอกว่าทวิปัญจวิญญาณ เพราะเหตุว่าเป็นจิตที่เกิดขึ้นรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารทั้ง ๕ ทวารละ ๒ ประเภท ทวิแปลว่าสอง ปัญจแปลว่าห้า ห้าในที่นี้ก็คือปัญจทวาร ทาง ๕ ทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ส่วนทวิก็เป็นจิตทวารละ ๒ ประเภทที่เป็นผลของกุศลและผลของอกุศล ก็คือดวงหนึ่งเป็นกุศลวิบาก ดวงหนึ่งเป็นอกุศลวิบาก สำหรับเหตุที่จะทำให้เกิดทวิปัญจวิญญาณก็มีหลายๆ เหตุด้วยกัน แต่ว่าทวิปัญจวิญญาณเป็นชาติวิบาก ฉะนั้นก็เป็นผลของกรรมที่ได้กระทำไว้แล้ว ถ้าเป็นผลของกุศลก็จะได้รับที่เป็นกุศลวิบาก ถ้าเป็นผลของอกุศลก็จะได้รับอกุศลวิบาก

    แต่ก็มีปัจจัยอื่นๆ ด้วย เวลาทวิปัญจวิญญาณจะเกิด เช่น เมื่อจิตเห็นจะเกิด ก็ต้องมีจักขุปสาทรูปที่มีอยู่ในขณะนั้น แล้วก็มีรูปารมณ์ หรือว่าสิ่งที่ปรากฏทางตามีอยู่ในขณะนั้น ทั้งจักขุปสาทรูปและรูปารมณ์กระทบกันเกิดขึ้นกระทบกัน แล้วก็ทำให้ภวังค์มีการที่จะไม่มีอารมณ์เหมือนเดิม ก็คือมีอตีตภวังค์ ภวังคจลนะ ภวังคุปัจเฉทะ ตัดขาดจากกระแสภวังค์แล้วก็จะเป็นวิถีจิต วิถีแรกก็คืออาวัชชนวิถีนั่นเอง พอลำดับถัดมาก็จะเป็นทวิปัญจวิญญาณดวงใดดวงหนึ่ง

    ฉะนั้นปัจจัยของทวิปัญจวิญญาณที่จะทำให้เกิดได้ เช่น จักขุวิญญาณ ก็ต้องมีจักขุปสาทเเละก็มีรูปารมณ์ รูปที่กระทบกับจักขุปสาทที่ยังไม่ดับ แล้วก็มีจักขุวิญญาณเกิดขึ้น เมื่อจักขุวิญญาณเกิดขึ้นรู้อารมณ์ ก็จะมีเจตสิกเกิดขึ้นกับจักขุวิญญาณด้วย ๗ ประเภทที่เป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิก สัพพจิตตสาธารณเจตสิกเป็นเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตทุกประเภท มีอยู่ ๗ ประเภทด้วยกัน ก็คือเป็นเจตสิก ๗ ประเภทที่ต้องเกิดกับจิตทุกๆ ดวง จิตที่มีเจตสิกเกิดขึ้นร่วมด้วยน้อยที่สุด ก็คือมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ประเภท ก็มีจิตอยู่ ๑๐ ดวงเท่านั้น ก็คือทวิปัญจวิญญาณนี้เอง

    ฉะนั้นเวลาท่านบอกว่ามีการกระทบกันเกิดขึ้นรู้อารมณ์อย่างนี้ เป็นการกล่าวถึงผัสสเจตสิกที่เกิดขึ้นพร้อมกับจักขุวิญญาณนั่นเอง ผัสสะในที่นั้นก็เรียกว่าจักขุสัมผัสสะ ถ้าเป็นผัสสเจตสิกที่เกิดขึ้นพร้อมกับโสตวิญญาณก็เรียกว่าโสตสัมผัสสะ ถ้าเป็นผัสสเจตสิกที่เกิดขึ้นร่วมกับฆานวิญญาณก็เรียกว่า ฆานสัมผัสสะ



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    27 ม.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ