สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 099


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๙๙

    วันจันทร์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๕


    อ.กฤษณา ซึ่งในการเกิดขึ้นแต่ละขณะนั้นก็ต้องมีจิตกับเจตสิกอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภทที่กล่าวมาแล้วนี้เสมอ ซึ่งขณะนี้ทุกท่านก็มีสภาพรู้คือจิตกับเจตสิก ๗ ประเภทนี้เป็นอย่างน้อยกำลังเกิดขึ้นทีละขณะ แล้วก็ดับไป ติดต่อสืบเนื่องกันไป ไม่ขาดสาย ไม่มีระหว่างคั่น จนกว่าจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ และปรินิพพานในที่สุด ซึ่งธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเกิดขึ้นติดต่อกันไม่มีระหว่างคั่นนั้น ก็เรียกว่า"อนันตรปัจจัย" ซึ่งก็เป็นปัจจัยที่ทำให้จิตเจตสิกเกิดขึ้นสืบเนื่องติดต่อกันไป ไม่มีระหว่างคั่น จิตที่มีเจตสิกประกอบร่วมด้วยน้อยที่สุดก็คือ จิตเห็น ที่เรียกว่า จักขุวิญญาณ จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส และจิตที่รู้กระทบสัมผัส อย่างละ ๒ ดวงหรือ ๒ ชนิด เป็นกุศลวิบากอย่างหนึ่ง แล้วก็เป็นอกุศลวิบากอย่างหนึ่ง ซึ่งก็รวมเรียกว่า"ทวิปัญจวิญญาณ" นั่นเอง จิตประเภทอื่นๆ ที่นอกจากทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ก็มีเจตสิกประกอบมากกว่าเจตสิก ๗ ชนิดที่กล่าวแล้วนี้ ตามสมควรแก่จิตประเภทนั้นๆ

    ท่านอาจารย์ จิตหนึ่งขณะ ก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอย่างน้อย ๗ ดวงโดยการเป็นปัจจัยต่างๆ ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าศึกษาโดยละเอียด หรือว่าเพียงแต่ฟังเท่านี้ ก็จะเห็นพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งสามารถที่จะทรงแสดงลักษณะของนามธรรมซึ่งไม่มีรูปร่างเลย เกิดขึ้นชั่วขณะที่สั้นมากแล้วก็ดับไป แต่ก็ต้องประกอบด้วยเจตสิกซึ่งเป็นปัจจัยแต่ละอย่าง เช่น สัมปยุตตปัจจัย สหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย อาหารปัจจัย ตอนนี้ก็คงจะไปฟังสวดที่งานศพแล้วก็พอที่จะเข้าใจความหมายของปัจจัยเพิ่มขึ้น ไม่ทราบท่านผู้ฟังมีอะไรที่จะสนทนากันก่อนไหม ก่อนที่จะกล่าวถึงเจตสิกประเภทอื่น และจิตซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๑๐ ดวง

    ผู้ฟัง คือว่าเพิ่งอ่านสมุดเล่มเล็กๆ อันนี้ ใช้คำว่าปลูกจิตสำนึก โครงการนี้จุดประสงค์เพื่อปลูกจิตสำนึก การบรรยายธรรม หรือการสนทนาธรรมที่แล้วมาในขณะนี้ และต่อไป จะช่วยปลูกจิตสำนึกให้แก่ประชาชน และผู้ที่ฟังอย่างไร อันนี้ก็อยากจะขอเรียนให้ท่านอาจารย์ช่วยสรุปสั้นๆ เพื่อจะได้เข้ากับการเรียนเรื่องจิต เจตสิก รูป

    ท่านอาจารย์ ก็ปลูกจิตประเภทดี ที่ประกอบด้วยปัญญา ที่สามารถที่จะทำให้เข้าใจสภาพธรรมในขณะนี้ได้

    อ.สุภีร์ ก็เป็นการสั่งสมจิตประเภทที่ดียิ่งๆ ขึ้นไป เพราะเหตุว่าการสั่งสมก็เกิดขึ้น ตามลักษณะของจิตที่เกิดในชวนวิถี ซึ่งชวนวิถีของเราทุกๆ คน ก็มีทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล การปลูกจิตสำนึกก็คือ ปลูกกุศลจิตที่ดีที่เป็นชวนเพิ่มขึ้นๆ เพื่อว่าจะเป็นปัจจัยที่มีกำลังให้กุศลประเภทนั้นๆ หรือว่ากุศลประเภทอื่นๆ มีโอกาสเกิดขึ้นมากๆ ต่อไปในอนาคตได้

    ผู้ฟัง ถ้าหากว่าจะเรียกว่าอบรมจะได้ไหม เหมือนกันไหม

    อ.สุภีร์ คำว่า"อบรม" ก็มาจากภาษาบาลีว่า"ภาวนา" นั่นเอง ก็เป็นการอบรมกุศลส่วนที่ดีเพิ่มขึ้น ก็คือเป็นการอบรมเจริญส่วนที่เป็นกุศลเพิ่มขึ้น ซึ่งในทางภาษาบาลีก็เรียกว่า"ภาวนา" มีทั้งสมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา ซึ่งสมถภาวนาก็ไม่ใช่หมายความว่าจะเป็นการอบรมเจริญไปเพื่อให้จิตสงบเป็นอุปจารสมาธิหรืออัปปนาสมาธิเท่านั้น แต่สมถภาวนาที่เป็นไปในชีวิตประจำวันก็มีด้วยเช่นเดียวกัน ฉะนั้นก็เป็นการอบรมเจริญจิตประเภทที่ดี ก็คือส่วนที่เป็นกุศลจิต กุศลจิตเมื่อเกิดขึ้น ก็มีเจตสิกประเภทที่ดีงามที่เรียกว่า"โสภณเจตสิก" เกิดประกอบร่วมด้วย เมื่อกุศลจิตเกิดขึ้นทำกิจในชวนวิถีบ่อยขึ้น ก็เป็นปัจจัยที่มีกำลังให้กุศลจิตประเภทนั้นๆ เกิดต่อไปได้อีกในอนาคต โดยเฉพาะกุศลประเภทที่ประกอบด้วยปัญญาที่เรียกว่ากุศลที่เป็น"ญาณสัมปยุตต์" กุศลที่ประกอบด้วยปัญญาก็จะเกื้อกูลทุกๆ ท่านไปตลอด เพราะเหตุว่าเมื่อปัญญาเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้องตรงตามเหตุผล ก็จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง

    ผู้ฟัง คำว่า"ปลูกจิตสำนึก" เข้าใจว่าคือรู้สึกจะได้เห็นคำนี้ใช้กันบ่อยในโครงการ ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า "Awareness" ทุกๆ โครงการก็จะต้องปลุกขึ้นมา ทีนี้อยากจะเรียนเป็นคำถามว่าคำว่า"ปลูกจิตสำนึก" กับคำว่าที่เราใช้กันว่า"จิตตภาวนา" หรือ "ภาวนาจิต" จะมีความหมายเหมือนกันหรือไม่ หรือใกล้เคียงกันหรือไม่

    อ.สุภีร์ ก็ถ้ามีความเข้าใจเหมือนๆ กัน ก็ใกล้เคียงกัน คำว่า"ภาวนา" ในทางภาษาบาลี หมายถึง สิ่งนั้นยังไม่เคยมีแล้วทำให้มีขึ้นเกิดขึ้น สิ่งที่ไม่เคยมี ก็คือกุศลประเภทต่างๆ ที่มีกำลังเพิ่มขึ้นนั่นเอง กุศลเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นขั้นทานก็ดี ขั้นศีลก็ดี ก็มีอยู่แล้วใช่ไหมในชีวิตประจำวัน ก็มีการให้ทานบ้าง รักษาศีลบ้าง อยู่แล้วเป็นธรรมดา แต่กุศลประเภทที่มีกำลังยิ่งขึ้น และกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาระดับต่างๆ เพิ่มขึ้น ก็ยังไม่มี ก็ทำให้มีขึ้นเรียกว่า"การภาวนา" ซึ่งบางท่านก็ใช้คำว่า"จิตตภาวนา" ก็ได้ ซึ่งจิตที่ต้องอบรมขึ้นเจริญขึ้นก็คือ จิตที่เป็นฝ่ายกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาเป็นญาณสัมปยุตต์ เป็นทั้งฝ่ายสมถะก็มีวิปัสสนาก็มี ถ้าเข้าใจเช่นนี้ก็สามารถที่จะถูกต้องได้ตามคำว่าภาวนาในภาษาบาลี โดยส่วนใหญ่ที่เราใช้กันตามนิยมของภาษาว่าปลูกจิตสำนึกอะไรอย่างนี้ ก็แล้วแต่ว่าในที่นั้นๆ เขาใช้แล้วก็มีความหมายอย่างไร แต่ว่าในทางภาษาบาลีคำว่า" จิตตภาวนา"ก็หมายถึงว่า จิตในฝ่ายที่ดีงามที่ไม่เคยมีแล้วทำให้มีขึ้น ซึ่งก็คือจิตที่เป็นกุศลขั้นที่สูงก็คือ สมถะและก็วิปัสสนานั่นเอง

    ผู้ฟัง คือที่เรียนถาม รู้สึกชื่นชมในภาษามาก ปลูกเอาเมล็ดใส่ลงไปในดินให้งอกงามคือโสภณเจตสิก สำนึกก็คือความรู้สึกตัวว่าเราผิดตรงไหน เราถูกตรงไหน ถ้าผิดก็ไม่ทำต่อ ถ้าถูกก็เจริญกุศลอันนั้นต่อไป เพราะฉะนั้นที่เรียนถามก็ถามด้วยความชื่นชม

    ผู้ฟัง ตามที่ท่านวิทยากรได้แสดงถึงเรื่องของจิต เจตสิก หรือปรมัตถธรรม ที่ได้เรียนอยู่ในขณะนี้ว่า ไม่มีใครๆ มีอำนาจในการที่จะให้จิตเป็นอย่างนั้น จิตเป็นอย่างนี้ได้ ไปบังคับให้ดีมากๆ หรือว่าเลวมากๆ ไม่ได้ ทีนี้ถ้าจะปลูกจิต อย่างต้นไม้เรายังรดน้ำ พรวนดิน ถึงจะเจริญเติบโตได้ แล้วถ้าเกิดว่าจิตที่ดี อย่างจะสำนึกถึงการละความชั่ว เป็นต้น จะทำอย่างไรจึงจะชื่อว่าปลูกขึ้นมา ขอสอบถาม

    ท่านอาจารย์ โสภณเจตสิก คือเจตสิกที่ดีงามก็มีมากถึง ๒๕ ประเภท ซึ่งธรรมดาแล้วก็เวลาที่จิตฝ่ายดีเกิดจะต้องมีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๙ ประเภทอย่างน้อยที่สุด เพราะฉะนั้นก็จะต้องทราบถึงว่าเจตสิกอะไรที่เหมือนกับพืช คือ ศรัทธาเจตสิก คือความผ่องใสของจิต ขณะที่ศรัทธาเจตสิกเกิดร่วมด้วยจะเป็นอกุศลไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นก็จะเป็นขณะที่ไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ แล้วก็กุศลนั้นจะเป็นไปในทาน หรือศีล หรือภาวนาก็ได้

    ผู้ฟัง แสดงว่าถ้าเกิดศรัทธาไม่เกิดขึ้น จิตจะงอกงามไพบูลย์ตามที่กล่าวว่าเป็นภาวนาย่อมไม่ได้ ถูกไหม

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นต้องอาศัยปัจจัยคือการฟังธรรม เป็นต้น

    ท่านอาจารย์ ต้องอาศัยเจตสิกอีกมาก ซึ่งเราจะค่อยๆ กล่าวถึงตามลำดับ คือตั้งแต่จิตที่มีเจตสิกเกิดน้อยที่สุดคือ ๗ ดวง หรือ ๗ ประเภท แล้วก็จะค่อยๆ กล่าวถึงจิตอื่น ซึ่งมีเจตสิกเพิ่มขึ้น

    ผู้ฟัง ก็ได้ฟังแล้วรู้สึกก็อยากฟัง เพราะว่าตามที่เคยได้ยินว่าศรัทธา ศรัทธาเหมือนกับว่าเราอยากจะศรัทธาเมื่อใดก็ได้ แต่ว่าตามที่ท่านอาจารย์กล่าวว่าเป็นโสภณธรรมหรือเป็นความดีงาม ที่จะทำให้งอกงามได้ ก็ขอขอบพระคุณในที่นี้ไว้ก่อน แล้วก็จะค่อยๆ ได้ยินได้ฟังไป

    ผู้ฟัง คือท่านอาจารย์บอกว่า จิตกับเจตสิกเกิดขึ้นพร้อมกันใช่ไหม และในเจตสิกจะต้องมีอย่างน้อย ๗ อย่าง และใน ๗ อย่าง เกิดขึ้นพร้อมกันหรือว่ามีลำดับขั้น

    ท่านอาจารย์ จิตจะเกิดไม่ได้เลยถ้าไม่มีเจตสิก แล้วก็เจตสิกจะเกิดไม่ได้เลยถ้าไม่มีจิต เพราะฉะนั้นทั้งสองสภาพธรรมต้องเกิดร่วมกัน พร้อมกัน เป็นสหชาตปัจจัย คือต้องเกิดพร้อมกัน แยกกันไม่ได้เลย เป็นอัญญมัญญปัจจัย คือต่างอาศัยซึ่งกันและกัน จิตก็ต้องอาศัยเจตสิกจึงเกิดขึ้นได้ เจตสิกก็ต้องอาศัยจิตจึงเกิดขึ้นได้ เป็นสัมปยุตตธรรม คือเข้ากันได้สนิท เพราะว่าเป็นนามธรรม อย่างรูปธรรมที่เราเอามาผสมกัน ก็ยังพอที่จะแยกได้ แต่ลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมไม่มีรูปร่างเลย แต่ก็มีจริงๆ และก็เกิดขึ้นทำกิจการงานต่างๆ ที่พอที่จะเข้าใจได้ในแต่ละขณะในชีวิตประจำวัน ก็เป็นลักษณะของจิตและเจตสิก นั่นเอง เพราะฉะนั้นจิต และเจตสิกที่เกิดพร้อมกัน รู้อารมณ์คือสิ่งที่ถูกรู้อารมณ์เดียวกัน แล้วก็ดับพร้อมกันด้วย ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ จิตต้องเกิดที่รูป เพราะเหตุว่าขันธ์ ๕ มีรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ รูปทุกรูปเป็นรูปขันธ์ จิตทุกประเภทเป็นวิญญาณขันธ์ เจตสิก ๕๒ ชนิด ก็เป็นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์

    เพราะฉะนั้นในภูมิที่มีขันธ์ ๕ นามธรรมคือจิตและเจตสิกต้องเกิดที่รูป เช่น ในขณะที่กำลังเห็น จิต และเจตสิกเกิดที่จักขุปสาท รูปอื่นไม่ได้เกี่ยวข้องเลย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการรู้สึกว่ามีรูปอื่นอยู่ด้วย เฉพาะเห็นก็จะมีแต่สิ่งที่ปรากฏทางตา แล้วก็มีสภาพที่กำลังเห็น รูปทั้งตัวที่เคยทรงจำว่าเป็นเรา ไม่ได้ปรากฏเลย ขณะใดที่จิตกำลังมีอะไรเป็นอารมณ์ เฉพาะสิ่งที่เป็นอารมณ์นั้นเท่านั้นที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นจิตและเจตสิกที่เกิดร่วมกัน ก็จะจำกัดว่าจิตประเภทใดมีเจตสิกอะไรเกิดร่วมด้วย

    ผู้ฟัง แล้วต่อจากนั้น คือในเจตสิกอย่างน้อยที่สุด ๗ ดวง ๗ ประเภท มีลำดับขั้นไหม หรือว่าเกิดทั้งหมดเลย

    ท่านอาจารย์ พร้อมกันเลย นามธรรมเป็นเรื่องที่ลึกลับ เพราะเหตุว่าไม่มีรูปปรากฏที่จะให้เราไปมองเห็นเป็นสีสันวรรณะ แต่ว่าเป็นธาตุชนิดหนึ่ง เป็นนามธรรมหรือนามธาตุ ถ้าพูดถึงเรื่องธาตุ โดยมากเราก็จะคิดถึงเรื่องรูปธาตุเท่านั้น เราไม่ได้คิดถึงฝ่ายนามธาตุเลยว่า ยังมีธาตุอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่รูปใดๆ เลยทั้งสิ้น ธาตุชนิดนี้เมื่อเกิดขึ้นต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏให้ธาตุนั้นรู้ เพราะฉะนั้นในขณะนี้จิตและเจตสิกที่กำลังเห็นเกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ต้องไปรอไปคอยอีกขณะหนึ่ง อย่างผัสสเจตสิกเป็นสภาพที่กระทบอารมณ์ ถ้าขณะนี้จิตเห็นก็แสดงว่าผัสสเจตสิกกระทบสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ถ้าเป็นจิตได้ยิน ก็คือผัสสเจตสิกกระทบเสียง ที่เสียงกำลังปรากฏ มีจิตได้ยินเกิดร่วมกับเจตสิกอีก ๗ ประเภท ไม่มีรูปร่างให้เห็น เกิดพร้อมกันอาศัยกันและกันเกิดขึ้น และก็ดับไป

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นถ้าเกิดสมมติว่าจิตที่อย่างต่ำที่สุด ๗ ประเภท เจตสิกกับจิตที่มีเจตสิกมากกว่า ๗ เพราะฉะนั้นชั่วขณะหนึ่งจะต่างกันด้วยไหม หรือว่าขณะหนึ่งก็คือเท่ากัน

    ท่านอาจารย์ อายุของจิตเท่ากัน

    ผู้ฟัง จะพูดถึงในลักษณะของสัญญา ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านอาจารย์ก็กล่าวว่าจิตเป็นสภาพที่ลึกลับ ตอนนี้ถ้าจะเรียนถามอาจารย์สุภีร์ว่าอย่างสมมติว่าเราหยิบของในกระเป๋า จะหยิบเหรียญบาทหรือเหรียญ ๑๐ ขึ้นมา จะเป็นสัญญาหรือเปล่า เพราะเราก็มองไม่เห็น เราเอามือลงไปในกระเป๋าแล้วก็หยิบขึ้นมา เรารู้ได้เลยว่าเป็นอะไรตรงนี้ เพราะว่าสัญญาความจำที่เกิดขึ้น

    อ.สุภีร์ ก็เป็นลักษณะหนึ่งของความจำได้ว่าขนาดของเหรียญขนาดไหน ใช่ไหม เหรียญ ๑๐ ก็โตกว่าเหรียญ ๕ เหรียญ ๕ ก็โตกว่าเหรียญบาท อย่างนี้เป็นต้น อันนี้เป็นลักษณะของสัญญาที่จำเรื่องของเหรียญไว้ว่า เหรียญโตเท่าใด แล้วมีราคาเท่าใด ซึ่งทำให้สามารถหยิบได้ถูก ก็เช่นเดียวกันกับเรื่องอื่นๆ เวลาเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ก็สามารถที่จะจำได้ว่าเป็นบุคคลนั้น บุคคลนี้ เป็นคนชื่อนั้น ชื่อนี้ เมื่อเห็นอีกครั้งหนึ่ง ก็สามารถเรียกชื่อได้ถูก หรือว่าทักทายได้ถูกต้อง อันนี้ก็เป็นลักษณะความเป็นใหญ่ของสัญญาเจตสิกที่จำในเรื่องนั้นๆ

    ท่านอาจารย์ ก่อนที่จะเอื้อมมือไปหยิบเหรียญในกระเป๋า จิตมีไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ไม่ต้องทันไปเอื้อมมือหยิบเหรียญ จิตเกิดดับสืบต่อทุกขณะไม่ขาดเลย เพราะฉะนั้นสัญญาเจตสิกก็เกิดกับจิตทุกขณะอยู่แล้ว ข้อสำคัญก็คือต้องทราบ ว่าสัญญาเจตสิกเกิดกับจิตทุกขณะ ไม่ว่าเราจะเอื้อมมือไป หรือไม่เอื้อมมือไป แม้แต่ขณะที่กำลังนั่งอยู่ที่นี่ เห็นอะไรบ้าง ทุกขณะของจิตที่เกิดดับสืบต่อ ก็ต้องมีสัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย

    ผู้ฟัง ในกรณีที่ยกตัวอย่างนั้น อาจเป็นลักษณะที่สัญญาโดดเด่นได้ไหม

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะเหตุว่าจิตแต่ละขณะจะมีอารมณ์หนึ่ง จะไม่มีสองอารมณ์ เพราะฉะนั้นจิตก็จะเกิดดับสลับกันอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่า ในจิตขณะหนึ่งขณะหนึ่งมีเจตสิกอะไรเกิดร่วมด้วยเท่าใด ถ้าไม่ทรงแสดงจากจิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวงไปสู่จิตซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่านั้น หรือว่าขณะที่กำลังนอนหลับสนิทมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเกิน ๗ ดวง ถูกไหม จิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวง มีเพียง ๑๐ จิตทั้งหมดมี ๘๙ ประเภท หรือว่า ๑๒๑ ประเภทโดยพิเศษ แต่ว่าจิตที่จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ มีเพียง ๑๐ เท่านั้น เพราะฉะนั้นจิตอื่น เช่น อกุศลจิต หรือว่ากุศลจิต หรือว่าภวังคจิต หรือปฏิสนธิจิต จิตอื่นใดนอกจากจิต ๑๐ ดวงนี้ ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ ดวง

    อ.กฤษณา ที่คุณบุษบงรำไพได้พูดถึงความโดดเด่นของเจตสิกซึ่งเกิดร่วมกับจิต ซึ่งเราก็สนทนากันไปแล้ว ๗ ประเภท มีผัสสะ เป็นต้น ถ้าจะพอสังเกตได้เวทนาเจตสิกเป็นความรู้สึกที่เราพอจะสังเกตได้ เวทนานั้นโดดเด่น หรือว่าสัญญาเจตสิกบางโอกาสก็โดดเด่น แต่บางเจตสิกดูเหมือนจะหลบๆ อยู่ ไม่ค่อยโดดเด่น อย่างเช่นผัสสะ หรือว่าชีวิตินทรียเจตสิก เป็นเพราะเหตุใด

    ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่าลักษณะนั้นไม่ได้ปรากฏทางตาหูจมูกลิ้นกาย อย่างเช่นขณะนี้ที่กำลังเห็น อะไรโดดเด่น

    อ.กฤษณา กำลังเห็น ท่านอาจารย์หมายถึงว่าอะไรโดดเด่นที่สุดของสภาพนามธรรมซึ่งเป็นสภาพรู้ในขณะนั้น ถ้ากำลังเห็น ก็เป็นสภาพเห็นที่โดดเด่นอยู่เวลานี้

    ท่านอาจารย์ เป็นสภาพเห็นหรือว่าเป็นเราเห็น

    อ.กฤษณา สติปัฎฐานไม่เกิดก็เป็นเราเห็น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจิตกับเจตสิกยากที่จะรู้ได้ วันหนึ่งๆ ที่เราจะรู้ได้ก็คือ รู้รูปต่างๆ ที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ซึ่งรูปมีมากกว่า ๗ รูปนี้ ที่กล่าวว่า ๗ ก็คือ สีสันวรรณะที่ปรากฏ ๑ รูป เสียง ๑ รูป กลิ่น ๑ รูป รส ๑ รูป เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว อีก ๓ รูป ที่ปรากฏเมื่อกระทบกายปสาท เรามีแต่ชีวิตที่เป็นไปกับรูปเหล่านี้ โดยลืมสนิทว่ารูปทั้งหลายเหล่านี้จะปรากฏไม่ได้เลย ถ้าไม่มีธาตุรู้ที่เห็น ที่ได้ยิน ที่ได้กลิ่น ที่ลิ้มรส ที่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ที่คิดนึก เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าจิตเจตสิกจะโดดเด่น เป็นสิ่งที่ยากที่จะรู้ได้จริงๆ แม้แต่เวทนาเจตสิกซึ่งเกิดกับจิตเห็น ขณะนี้มีใช่ไหม โดดเด่นหรือเปล่า

    อ.กฤษณา ดูเหมือนว่าก็ยังหลบๆ อยู่ เพราะว่าเป็นเวทนาที่เฉยๆ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเรากำลังฟังให้เข้าใจในสิ่งที่มี แต่ไม่เคยรู้มาก่อน ใช่ไหม คือจิตและเจตสิกทั้งหมด มีจริงๆ แต่ลักษณะนั้นก็ยากที่จะรู้ เพราะเหตุว่าความไม่รู้ทำให้ยึดถือสภาพธรรมนั้นๆ ว่าเป็นเรา ยึดทั้งนามธรรมและรูปธรรมว่าเป็นเรา แต่จากการศึกษาก็จะค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่า ขณะนี้เป็นเราหรือเปล่า หรือว่าเป็นจิต และเจตสิก และรูปเท่านั้น ถ้าขั้นการฟัง ก็ตอบได้ว่าไม่มีเราเลย ทุกคนที่ฟังแล้วก็รู้ว่ามีแต่จิต เจตสิก รูปโดยขั้นเข้าใจ แต่จริงๆ กำลังเห็น ลักษณะของจิตไม่ได้กำลังเป็นอารมณ์ที่ปรากฏกับปัญญา ที่จะรู้ถูกต้องว่านั่นคือสภาพธรรมซึ่งเป็นธาตุรู้ และลักษณะของเจตสิกซึ่งเกิดกับจิต ก็ไม่ได้ปรากฏว่าลักษณะนั้นเป็นนามธรรมแต่ละอย่างซึ่งเกิดกับจิต หรือว่าขณะนั้นไม่จำเป็นจะต้องคิดถึงเรื่องราวว่าเกิดกับจิต แต่เป็นสภาพนามธรรมที่ต่างจากจิต ต้องปรากฏกับปัญญาที่พร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ

    เพราะฉะนั้นการฟังธรรมเป็นปริยัติคือการศึกษาขั้นต้น ซึ่งจะนำไปสู่การอบรมเจริญปัญญายิ่งขึ้นที่สามารถที่จะรู้ถูกเห็นถูก เป็นสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่เรา คือลักษณะของปัญญาที่สามารถเข้าใจถูก ในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏจริงๆ แต่ทั้งหมดก็ยังไม่ได้โดดเด่น ใช่ไหม อย่างความสุขเกิดขึ้น เป็นเราสุข ลักษณะของสุขโดดเด่นกว่าความรู้สึกเฉยๆ หรือเปล่า ทรงแสดงสภาพธรรมตามความเป็นจริง เวทนาเจตสิกเป็นสภาพที่รู้สึก ไม่ใช่เรา และก็ทรงแสดงไว้ว่ามี ๓ โดยย่อ คือสุข ๑ ทุกข์ ๑ แล้วก็อทุกขมสุข คือเฉยๆ ๑ แต่ถ้าแยกเป็นทางกายทางใจก็เป็น ๕ คือสำหรับกายเป็นสุขหรือทุกข์ แต่ว่าสำหรับใจก็เป็นโสมนัสหรือโทมนัส เพราะเหตุว่าถึงแม้ว่ากายจะเป็นทุกข์เดือดร้อนเจ็บป่วย แต่ใจไม่ป่วยก็ได้ ใช่ไหม สำหรับผู้ที่เป็นพระอรหันต์ ท่านก็ยังมีทุกข์กายแต่ว่าทุกข์ใจไม่มีเลย เพราะฉะนั้นแต่ละสภาพธรรม แม้ว่ามีจริงแต่เคยเป็นเรา แต่ว่าเพียงได้ฟังคำว่า"ธรรม" แล้วก็มีความเข้าใจจริงๆ ว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร จริงเมื่อมีปัจจัยเกิดขึ้นปรากฏให้รู้ แล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    27 ก.พ. 2569

    ซีดีแนะนำ