สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 112


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๑๑๒

    วันจันทร์ที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ ปุถุชนยิ้มด้วยโลภะก็ได้ ยิ้มได้กุศลจิตก็ได้ อกุศลจิตก็ได้ แต่สำหรับพระอรหันต์จิตที่เป็นกุศลอกุศลไม่มีอีกเลย เหลือแต่จิตซึ่งเป็นวิบาก ซึ่งเป็นผลของอดีตกรรมที่ได้กระทำแล้ว กับกิริยาจิต เพราะฉะนั้นกุศลสำหรับผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ก็เป็นจิตที่ดีงาม แต่ว่าเป็นปัจจัยที่จะให้เกิดวิบาก แต่สำหรับพระอรหันต์เพราะว่าดับกิเลสหมดแล้ว ถึงแม้ว่าการกระทำของท่านก็จะเป็นไปด้วยจิตที่ดีงาม แต่จิตที่กระทำสิ่งนั้นๆ ก็เป็นเพียงกิริยาจิต เพราะเหตุว่าไม่เป็นเหตุให้เกิดผล เพราะฉะนั้นแม้พระอรหันต์จะยิ้ม อาการภายนอกก็เหมือนกับคนอื่นที่ยิ้ม เพราะเหตุว่าไม่เห็นฟันก็ได้หรือว่าจะเห็นเพียงไรฟันก็ได้ แต่ว่าจิตที่ทำให้เกิดการยิ้มนั้นต่างกัน เพราะฉะนั้นปุถุชนจะไปมีหสิตุปปาทซึ่งเป็นกิริยาจิตไม่ได้ แต่ยิ้มได้

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นผู้ที่ทำเป็นว่ายิ้มไม่เห็นไรฟันก็คงจะไม่ใช่ มีลักษณะอย่างนั้นคือแสร้งทำเท่านั้นเอง

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่แสร้ง เวลานี้ก็คงจะมีคนยิ้มที่ไม่เห็นฟันหลายคน ไม่ได้แสร้ง แต่ว่าขณะนั้นไม่ใช่กิริยาจิต ยังมีกิเลสอยู่ ขณะที่ยิ้มด้วยกุศลจิตหรือด้วยอกุศลจิต ไม่ใช่ด้วยกิริยาจิต

    ผู้ฟัง โสมนัสเวทนาทำให้เกิดการยิ้มใช่ไหม หรือว่าอย่างไร ในยิ้มที่ ๖ อย่างที่อาจารย์กฤษณากล่าว คือจิตที่ประกอบด้วยโสมนัสเวทนาก็คือจิตที่ยิ้มใช่ไหม คือผมกำลังสงสัยโสมนัสสสหคตังสันตีรณรจิตตังเป็นจิตที่ทำให้ยิ้มได้ หรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ โสมนัสแล้วไม่ยิ้มก็ได้ใช่ไหม หรือว่าต้องยิ้มทุกครั้งเพียงแต่เบิกบานความรู้สึกสำคัญมาก ขณะใดที่มีความรู้สึกสบายใจ เป็นสุขใจ ขณะนั้นตาก็อาจจะแจ่มใส ก็คงจะมีท่านที่ไปประเทศอินเดีย แล้วก็เห็นชาวอินเดียมีชีวิตที่ยากลำบากมาก แต่ถ้าเพียงเราให้เงินเขาสักรูปี หรือสองรูปี หน้าเขาเปลี่ยน เห็นได้เลยมีความสุขเกิดขึ้น แม้เขาจะไม่ยิ้มด้วยปาก หรือว่าหัวเราะเสียงดัง แต่ว่าตาของเขาหน้าตาของเขาแจ่มใส ขณะนั้นก็พอจะทราบได้ว่าเวทนาเป็นโสมนัสเวทนา ดีใจเป็นสุข แม้ว่าไม่มีอาการที่จะต้องเห็นไรฟัน หรือว่าแย้ม หรือยิ้ม แต่หน้าตาก็เบิกบานได้

    คุณสุรีย์ ถามคุณสุภีร์ จากที่ท่านอาจารย์พูดเมื่อครู่นี้ว่าเหตุให้เกิดการยิ้ม อันนี้จะเป็นอันสำคัญที่เราจะเห็นความต่างกันระหว่างพระอรหันต์กับคนธรรมดา ถ้าเป็นพระอรหันต์นั้นจิตท่านเป็นกิริยา เหตุที่เกิดการยิ้มโดยเฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามักจะมีอะไรเกิดขึ้น พระอานนท์จึงได้ถามทุกครั้ง คือมีการแย้ม ท่านจะต้องถามว่าเหตุอะไรที่แย้มอันนั้น ก็อยากจะให้คุณสุภีร์ช่วยขยายความว่าถ้าไม่มีเหตุท่านไม่แย้มหรืออย่างไร เท่าที่ฟังมาพอแย้มทีไร ก็พระอานนท์ทูลถาม แล้วก็ต้องบอกว่าคนนี้เขาเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ท่านแย้มพระโอษฐ์ขึ้นมา แล้วทำให้รู้ไปถึงประวัติของคนนั้นๆ อยากจะให้เล่าสักเรื่องหนึ่ง นี่คือคำถาม ๒ เรื่อง

    อ.สุภีร์ ก็มีหลายๆ เรื่อง ก็คือขณะที่ท่านพระอานนท์เดินตามข้างหลังไป อันนี้ก็อยู่ในคราวที่พระองค์เสด็จไปแล้ว ก็ไปเจอสถานที่ในกาลที่พระองค์บำเพ็ญบารมีเป็นโชติปาละมาณพ ในกาลสมัยพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราขณะนั้นก็เป็นมาณพชื่อว่าโชติปาละ ซึ่งโชติปาลมาณพก็มีสหายที่เป็นสหายที่ดี เป็นกัลยาณมิตรที่เป็นอุปัฏฐากหรือว่าผู้บำรุงของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย ก็คือฆฏิการะชั่งหม้อ ซึ่งตอนนี้ฆฏิการะชั่งหม้อท่านก็เป็นพรหม ผู้ที่นำผ้ากาสาวะมาให้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าวันที่ออกบวช เป็นสหายกันตั้งแต่สมัยกาลที่พระอรหันตพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะอุบัติขึ้น

    พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเมื่อผ่านสถานที่นั้น ทรงนึกถึงเหตุการณ์ๆ นั้นซึ่งมีเรื่องค่อนข้างที่จะยาว ก็คือในสมัยที่พระองค์เป็นโชติปาลมาณพ ยังไม่ได้มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา แต่ว่าฆฏิการะช่างหม้อซึ่งเป็นสหายเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา แล้วก็เป็นอุปัฏฐากของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระอนาคามีด้วย ส่วนอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราในสมัยนั้นเป็นมาณพ เป็นสหายกันชื่อว่าโชติปาลมาณพ ตอนแรกก็ยังไม่มีความเลื่อมใสในคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อมาในภายหลังฆฏิการะช่างหม้อก็ชักชวนไปฟังธรรมที่พระวิหาร ชักชวนก็ไม่ไป แต่ว่าตอนหลังๆ มาก็จึงไป ด้วยวิธีการชวนหลายๆ อย่างมีการดึงผ้า เป็นต้น อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการแย้มของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งอาการแย้มของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ต้องมีเหตุ พระอรหันต์ทั่วไปเมื่อมีการแย้มก็มีเหตุเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุแล้วก็จะมีอาการแย้มเกิดขึ้น

    พระอรหันต์เมื่อเห็นปุถุชนทั้งหลายที่มีความแก่งแย่งกันในเรื่องลาภยศสรรเสริญ มีการด่าทอกัน มีการรบราฆ่าฟันกันเพราะอำนาจของลาภยศสรรเสริญ ท่านก็เกิดอาการแย้มได้ เพราะเหตุว่าท่านไม่ต้องมาเป็นอย่างที่ปุถุชนเป็นอีกแล้ว หรือว่าบางท่านก็เห็นเปรต หรือว่าเห็นสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายที่หน้าตาแปลกประหลาดมากมาย ก็เกิดอาการแย้มว่าท่านไม่ต้องมามีอัตภาพเช่นนี้อีกแล้ว ถ้าอย่างปุถุชนชาตินี้เป็นมนุษย์ แต่ว่าชาติถัดไปก็ยังไม่แน่ว่าจะเป็นอย่างไร แต่พระอรหันต์ท่านก็พ้นจากอัตภาพเช่นนั้นแล้ว ท่านก็เกิดอาการแย้ม หรือว่าเกิดอาการแย้มด้วยอำนาจของพระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ แล้วท่านก็ได้ประจักษ์ตามที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ อย่างเช่นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงในเรื่องของเปรต อสูรกายที่มีรูปร่างแปลกๆ ตามอำนาจของกรรมที่ได้กระทำ เมื่อท่านมาเจอด้วยตนเอ งท่านก็เกิดอาการแย้มว่าพระญาณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงนั้นยิ่งใหญ่จริงๆ อย่างนี้ก็เป็นเหตุให้พระอรหันต์เกิดอาการแย้มได้

    ผู้ฟัง เรียนอาจารย์สุภีร์ สถานที่ไหนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปพบที่ท่านเป็นโชติปาลมาณพ ที่ประเทศอินเดีย

    อ.สุภีร์ เพราะเหตุว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดี พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ดีพระอสีติมหาสาวกก็ดี พุทธอุปัฏฐากก็ดี เกิดในมัชฌิมประเทศ ก็คือในประเทศอินเดีย เป็นขอบเขต แต่ว่าบุคคลที่เป็นสาวกคนอื่นๆ จะเกิดสถานที่ที่เป็นปัจจันตชนบทก็ได้ แต่พระหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระมหาสาวกที่เป็นอสีติมหาสาวก พระอุปัฏฐาก พุทธมารดาเหล่านี้ เป็นต้น ทั้งหมดเกิดในมัชฌิมประเทศเท่านั้น ก็คือในอินเดีย

    ผู้ฟัง ก็แสดงว่าในสมัยของพระสัมมาพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ก็คือประเทศอินเดีย

    อ.สุภีร์ สถานที่ตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ในกัปๆ หนึ่ง จะเป็นสถานที่เดียวกันเสมอ เพราะเหตุว่าเมื่อกัปแตกทำลาย แผ่นดินสิ้นไป เมื่อมีแผ่นดินใหม่เกิดขึ้น จะมีแผ่นดินที่เกิดก่อนแผ่นดินอื่นๆ อยู่ที่หนึ่ง ซึ่งเกิดก่อนที่อื่นๆ แผ่นดินที่เกิดก่อนก็จะมีความแข็งมากที่สุด แผ่นดินจุดที่มีความแข็งมากที่สุดจะสามารถเป็นที่นั่ง หรือว่าเป็นบัลลังก์สำหรับนั่งตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ เพราะเหตุว่าสถานที่อื่นๆ ไม่สามารถที่จะทรงพระคุณอันใหญ่หลวงนี้ได้ ฉะนั้นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์อย่างในกัปนี้ที่ๆ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ของเราตรัสรู้ ก็เป็นที่ๆ เดียวกับพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ และพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไปก็จะนั่งตรัสรู้ในที่ๆ เดียวกันนั้นเอง

    ผู้ฟัง จะเรียนถามเรื่องกิริยาจิตของพระอรหันต์ มีไว้เพื่อยิ้มเท่านั้นใช่ไหม แล้วการยิ้มอื่นๆ ของพระอรหันต์ ๖ อย่างที่อาจารย์กฤษณาพูดนั้นไม่มีแก่พระอรหันต์เลยหรืออย่างไร

    อ. กฤษณา การยิ้มที่กล่าวถึง ๖ อย่างนี้ สำหรับพระอรหันต์ก็เป็นสิตะก็ได้ คือหมายถึงการแย้มที่มีลักษณะนัยน์ตาเบิกบาน และหสิตะคือแย้มพอเห็นไรฟัน แล้วนอกจากนั้นนี้จะไม่ใช่เป็นการยิ้ม หรือหัวเราะของพระอรหันต์ เพราะว่าก็จะเป็นการหัวเราะตั้งแต่หัวเราะมีเสียงเบาๆ หัวเราะจนศีรษะ และไหล่ไหวไป แล้วก็หัวเราะจนน้ำตาไหล หรือว่าหัวเราะจนกระทั่งมีอวัยวะต่างๆ ของร่างกายไหวไป อาการหัวเราะเหล่านี้จะไม่เป็นอาการของพระอรหันต์ เพราะว่าท่านดับกิเลสหมดสิ้นเป็นสมุจเฉทแล้ว

    ผู้ฟัง. อริยะบุคคล ๓ ขั้นต้นก็ยิ้มได้ใน ๖ อย่าง

    อ.กฤษณา พระอริยะบุคคลถ้าเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี ก็ยังมีวิหสิตะคือมีหัวเราะเสียงเบาๆ ได้ แต่ว่าท่านจะไม่ถึงกระทั่งหัวเราะจนน้ำตาไหล หรือว่าอวัยวะแกว่งออกไปทั้งหมด ก็ท่านเป็นผู้ที่มีคุณธรรมสูงดับกิเลสได้เป็นสมุจเฉทตามลำดับขั้น

    ผู้ฟัง ที่ทราบก็คืออารมณ์มีอยู่ทั้งอารมณ์ที่น่าพอใจ และอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ ทราบว่ากิริยาจิตสามารถรู้ทั้งอารมณ์ที่พอใจก็ได้ ไม่น่าพอใจก็ได้ น่าพอใจก็ได้ ส่วนวิบากจิตนั้นกุศลวิบากจิตรู้ได้เฉพาะอารมณ์ที่น่าพอใจ แล้วก็อกุศลวิบากจิตรู้ได้เฉพาะอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ สงสัยว่าหสิตุปปาทจิตควรหรือที่จะรู้อารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ

    ท่านอาจารย์ เรื่องของการที่จะรู้อารมณ์เป็นเรื่องของวิบากจิต แต่หลังจากที่วิบากจิตดับไปแล้ว กุศลจิต หรืออกุศลจิต หรือกิริยาจิตเกิดได้ เปลี่ยนแปลงได้ ไม่ได้หมายความว่าคนที่เห็นอารมณ์ที่น่าพอใจแล้วก็จะต้องเป็นอกุศล โลภะใช่ไหม เป็นกุศลก็ได้ เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่ว่าอารมณ์นั้นเป็นอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ จิตที่เป็นวิบากก็ต้องตรง คือถ้าขณะใดที่เป็นผลของอกุศลกรรม จิตเห็นจะเกิดขึ้น แล้วเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ด้วยกำลังของกรรม ที่จะทำให้มีการกระทบกันของสิ่งที่ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แล้วก็วิบากก็ต้องตรง อย่างเสียงที่ไม่น่าพอใจ จะเกิดขึ้นเมื่อใดวันไหนเลือกไม่ได้เลย เมื่อถึงกาลที่อกุศลกรรมจะทำให้อกุศลวิบากเกิดขึ้นได้ยินเสียงนั้น ไม่มีใครจัดแจงเลย ก็เป็นเหตุที่จะทำให้ประจวบกัน ที่รูปนั้นจะกระทบกับปสาทานั้น และจิตที่เป็นผลของกรรม วิบากจิตก็จะเกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้น นี่เป็นเรื่องของวิบาก ซึ่งต้องตรงแต่สำหรับเรื่องของกุศลจิต อกุศลจิต กิริยาจิตนั้นแล้วแต่การสะสม

    ผู้ฟัง เรียนถามอาจารย์สุภีร์เกี่ยวกับเรื่องยิ้มเยาะจะอยู่ตรงไหน

    อ.สุภีร์ ก็คงเป็นประเภทจิตที่เป็นอกุศล แล้วแต่ว่าเยาะแบบไหนใช่ไหม เยาะด้วยมานะก็ได้ เยาะด้วยโลภะก็ได้ แล้วแต่อาจจะคิดว่าตัวเองดีกว่า หรือว่าเลิศกว่าชาวบ้านเขา แล้วก็ยิ้มเยาะชาวบ้าน อย่างนี้ก็ด้วยอำนาจของมานะ

    ผู้ฟัง กิริยาจิต ๒ ดวง ที่ชื่อว่าเป็นอเหตุกกริยา ของพระอรหันต์ก็มีด้วย ใช่ไหม

    อ.สุภีร์ อเหตุกกริยา ๒ ดวง ที่มีสำหรับบุคคลทั่วไปเลยรวมทั้งพระอรหันต์ด้วย ก็คือปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ กับมโนทวาราวัชชนจิต ๑ ส่วนกิริยาจิตที่เป็นหสิตุปปาทจิตที่เป็นอเหตุกกิริยามีเฉพาะพระอรหันต์เท่านั้น

    ผู้ฟัง กิริยาจิต ๒ ดวงนี้ ดวงแรกคือปัญจทวาราวัชชนจิต ทำไมมีชื่ออีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า วิถีปฏิปทากะ แล้วมโนทวาราวัชชนจิตก็มีชื่อเรียกอีกว่า ชวนปฏิปาทกะ ขออาจารย์สุภีร์ช่วยให้ความหมาย

    อ.สุภีร์ "ปาทกะ" แปลว่าเป็นทาง หรือว่าเป็นบาท "ปฏิปาทกะ" ก็แปลว่าเป็นบาทเฉพาะ หรือว่าเป็นบาทเพื่อให้ถึงสิ่งนั้นนั่นเอง วิถีปฏิปาทกะ ก็คือเป็นบาทหรือว่าเป็นทางเฉพาะที่จะให้เป็นวิถีจิตต่อไป ชวนปฏิปาทกะก็คือเป็นบาทเฉพาะ หรือว่าเป็นทางเฉพาะที่จะทำให้เป็นชวนวิถีต่อไป ฉะนั้นคำว่าวิธีปฏิปาทกะ ก็คือจิตดวงแรกที่ทำให้วิถีจิตเกิดขึ้นนั่นเอง ชวนปฏิปาทกะ ก็คือจิตดวงแรกก่อนที่ชวนจิตจะเกิด ฉะนั้นปัญจทวาราวัชชนะก็เป็นวิถีปฏิปาทกะ เพราะเหตุว่าเป็นวิถีจิตดวงแรกที่ทำให้วิถีจิตอื่นๆ เกิดติดตามมา ส่วนมโนทวาราวัชชนจิตก็ชื่อว่าชวนปฏิปาทกะ เพราะเหตุว่าจิตดวงต่อไปที่จะเกิดก็คือประเภทที่เป็นชวนจิต หลังจากที่มโนทวาราวัชชนจิตเกิดแล้วดับไปแล้ว ถ้าเกิดทางปัญจทวารก็ทำกิจที่เรียกว่า โวฏฐัพพนกิจ ถ้าเกิดทางมโนทวารก็ทำกิจที่เรียกว่าอาวัชชนะกิจ หลังจากที่มโนทวาราวัชชนจิตที่ชื่อว่าชวนปฏิปาทกะดับไปแล้ว ชวนจิตก็จะเกิดต่อ เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง แล้วก็กิริยาบ้าง

    ผู้ฟัง ก็คือมีความสงสัยว่าปัญจทวาราวัชชนจิต เขาเป็นผู้นำวิบากจิต ๑๕ ดวง แล้วก็ทำไมมโนทวาราวัชชนจิตก็เป็นผู้นำกุศล อกุศล และกิริยา

    อ.สุภีร์ คงไม่เรียกว่าผู้นำ เพราะเหตุว่าวิบากจิตก็เป็นผลของกรรมที่จะต้องได้รับอยู่แล้ว แต่ว่าก่อนที่วิบากจิตในชีวิตประจำวันมีการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัสจะเกิด ซึ่งโดยปกติแล้วแต่เดิมก็เป็นภวังค์อยู่ ฉะนั้นก่อนที่จะมีวิบากเกิด ก็ต้องมีกิริยาจิตคั่นก่อน เป็นการที่รู้สึกตัว เป็นวิถีแรก ก็เป็นปัญจทวาราวัชชนจิต ทำกิจอาวัชชนะ คือรู้สึกตัวก่อน มโนทวาราวัชชนะก็เช่นเดียวกัน หลังจากที่รับวิบากในการเห็นได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส รับอารมณ์นั้นต่อ พิจารณาอารมณ์นั้นต่อ จนกระทั่งถึงสันตีรณะไปแล้ว ก่อนที่จะเป็นชวน ที่เป็นกุศล อกุศล และกิริยา ก็ต้องมีกิริยาจิตที่เป็นมโนทวาราวัชชนจิตคั่นก่อน

    ผู้ฟัง เช่นนั้นหสิตุปปาทจิตของพระอรหันต์จะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องให้มโนทวาราวัชชนจิตเกิดก่อน จึงเป็นกิริยาต่อกิริยาใช่ไหม

    อ.สุภีร์ เพราะเหตุว่าหสิตุปปาทจิตเป็นชวนจิต ทำกิจชวน เป็นกิริยาจิตของพระอรหันต์ที่เป็นอเหตุกกิริยา ที่กระทำชวนกิจเกิดเป็นชวนจิต

    ผู้ฟัง ก็หมายถึงมโนทวาราวัชชนจิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะ หสิตุปปาทจิตเกิดในชวน ๗ ครั้ง

    อ.สุภีร์ ถูกต้องแล้ว

    ผู้ฟัง ขออนุญาตถามคำศัพท์ต่อสักนิด คือที่อาจารย์กล่าวที่ว่าวิถีปฏิปาทกะ หรือว่า ชวนปฏิปาทกะ บางครั้งก็ต่อด้วยคำว่า มนสิการะ อันนี้จะมีความหมายเหมือนกัน หรือเปล่า ถ้าจะใช้คำว่ามนสิการะ หรือไม่ใช้

    อ. สุภีร์ ความหมายเหมือนกัน เพราะเหตุว่ามสิการนี้มี ๓ ที่ท่านใช้มี ๓ อย่าง คืออารัมมณปฏิปาทกมนสิการ ก็คือเป็นบาทเฉพาะสำหรับการรู้อารมณ์ อันนี้ก็คือมนสิการเจตสิก ซึ่งเป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิก เกิดกับจิตทุกประเภท ส่วนวิถีปฏิปาทกะมนสิการก็คือปัญจทวาราวัชชนจิต เป็นวิถีจิตแรกทางปัญจทวาร ถ้าเป็นชวนปฏิปาทกะมนสิการก็คือมโนทวาราวัชชนจิต จิตที่เกิดก่อนชวนจิตจะเกิดขึ้น

    ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้นหมายความถึงว่าปัญจทวาราวัชชนจิต แล้วก็มโนทวาราวัชชนจิตจริงๆ แล้วก็มีมนสิการเจตสิกเกิดร่วมด้วยอยู่แล้วแน่นอน การที่จะใช้คำศัพท์มนสิการเข้ามาต่อ นั้นจะเน้นไปที่เจตสิกตัวนั้นด้วยหรือเปล่า หรือไม่เกี่ยวกัน

    อ.สุภีร์ ไม่เกี่ยวกันเลย เพราะเหตุว่ามสิการแปลว่ากระทำไว้ในใจ กระทำไว้ในใจที่เป็นวิธีปฏิปาทกมนสิการก็ดี ชวนปฏิปาทกมสิการก็ดี นี่เป็นชื่อของจิตเลย ส่วนอารัมมณปฏิปาทกมนสิการนั้นเป็นชื่อของมนสิการเจตสิก

    คุณสุรีย์ เรียนถามท่านอาจารย์ เมื่อครู่นี้ได้พูดถึงว่าสัตว์มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง ทีนี้ถ้าเรามาพิจารณาดู อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากจะต้องเกิดเป็นมนุษย์ที่บ้าใบ้บอดหนวก แต่ว่าเราก็ไม่ทราบได้แน่ว่าที่เขาเกิดมา เขาเกิดด้วย อุเบกขาสันติรณกุศลวิบาก หรือว่าแม่เขาตอนท้องเกิดอุบัติเหตุหรืออะไร เขาก็อาจจะออกมาพิการเพราะการที่เด็กออกมาพิการเราก็ไม่แน่ใจว่าอันนั้นมันเกิดจากจิตดวงที่เป็นอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก หรือเพราะแม่เกิดอุบัติเหตุ เพราะฉะนั้นก็เลยมาคิดว่าถ้าเขาเกิดโดยอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากแล้วจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยกี่ดวง ซึ่งคงจะมากกว่า ๑๐ ดวงแน่ๆ หรืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ เปลี่ยนเจตสิกที่เกิดกับจิตไม่ได้ ถ้าเป็นสันตีรณะที่เป็นอุเบกขาก็ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่ากับปกติ จะไม่เปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นเลย ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง ไม่ว่าจะเป็นอุเบกขาสันตีรณะที่เป็นกุศลวิบาก หรืออกุศลวิบาก

    คุณสุรีย์ ทีนี้เขาเกิดเป็นคน เกิดเป็นคนแต่เขาบ้าใบ้บอดหนวก และตัวนั้นเกิดเป็นสัตว์จะ ๑๐ ดวง เท่ากันได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ อุเบกขาสันตีรณะต้องเป็น ๑๐ ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ เปลี่ยนไม่ได้

    คุณสุรีย์ แล้วอะไรคือความต่างกันในอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากกับอุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบาก อะไรคือความต่างกัน

    ท่านอาจารย์ ก็คือว่าปฏิสนธิที่เป็นผลของอกุศลวิบากเป็นอุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบาก ผลของอกุศลกรรมที่ทำให้เกิดในนรก เกิดเป็นเปรต เกิดเป็นอสุรกาย เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ต้องเป็นอุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบาก แต่ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ ก็เป็นอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก

    คุณสุรีย์ มีเจตสิกเท่ากัน

    ท่านอาจารย์ เจตสิกเท่ากัน เพราะว่าเป็นอุเบกขาเวทนา

    คุณสุรีย์ อย่างโรงเรียน ซึ่งเขาเป็นพวกบ้าใบ้บอดหนวก เขาก็ยังเรียนหนังสือได้

    ท่านอาจารย์ กุศลวิบาก ไม่ใช่อกุศลวิบาก

    คุณสุรีย์ เป็นผลของกุศล ซึ่งต่างกับอกุศลเท่านั้นเอง แต่ตัวเจตสิกนั้นเหมือนกันหรือคะ

    ท่านอาจารย์ เจตสิกต้องเกิดกับจิตที่ใครก็เปลี่ยนไม่ได้ ถ้าเป็นสันตีรณกุศลวิบากก็ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบากก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง แต่ความต่างคืออันหนึ่งเป็นผลของกุศลกรรม อีกอันหนึ่งเป็นผลของอกุศลกรรม

    คุณสุรีย์ การที่เขาได้เกิดมาเป็นคนแล้วเขาได้เข้าโรงเรียน แล้วบางคนก็เป็นครู เป็นครูของพวกเขานั้น เขาก็คงจะมีที่ไม่ใช่อกุศล ไม่ใช่อเหตุกะแล้ว อีกทั้งขณะนั้นเขามีปัญญาพอ คือดิฉันมานึกถึงในมนุษย์เรื่องจริงๆ เขาก็เกิดเป็นอย่างนี้ แล้วเขาก็เรียนได้แล้วเขาเป็นครูของพวกเขาอีก

    ท่านอาจารย์ ก็ต่างกับบุคคลอื่นซึ่งเกิดเพราะมหาวิบาก ซึ่งเป็นผลของกามาวจรกุศล หรือมหากุศล



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    11 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ