สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 095
สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๙๕
วันจันทร์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๕
ผู้ฟัง ฟังเหมือนกับว่าท่านพระสารีบุตร ท่านกล่าวเตือนบอกว่าเหมือนกับไม่ประมาท ท่านกล่าวแค่นี้เอง แล้วก็ทุกคนเข้าใจหรือความประมาทคืออะไร
ท่านอาจารย์ ขณะที่ประมาทคือขณะนั้นกุศลจิตไม่เกิด แล้วถ้าเป็นกุศลที่เป็นไปในสังสารวัฎฏ์ก็ยังคงประมาทอยู่ เพราะเหตุว่ายังต้องเกิดอีกต่อไป และเกิดตายอยู่เรื่อยๆ
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นการเจริญสติปัฏฐานนี้จะเป็นทางเดียวใช่ไหมที่จะไม่ทำให้เกิดอีกในที่สุด
ท่านอาจารย์ เป็นหนทางอบรมซึ่งชาวพุทธมักจะใช้คำว่าปฏิบัติ แต่ความจริงก็คือการอบรมเจริญปัญญาที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง ไม่ใช่เป็นการไปทำอะไร เพราะเหตุว่าปฏิปัตติ (ปัด-ติ) ซึ่งคนไทยคิดว่าปฏิบัติแล้วก็เข้าใจว่าทำ ความจริงโดยศัพท์ความว่า ปฏิ คือ เฉพาะ ปัตติแปลว่า ถึง เพียงคำแปลว่า"ปฏิปัตติ" ถึงเฉพาะ เราก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ถ้าเราไม่ได้ศึกษาพระธรรม
เมื่อศึกษาพระธรรมแล้ว เราก็ทราบว่าขณะนี้ไม่ใช่เรา เป็นธรรมซึ่งเป็นอนัตตา เกิด และดับอย่างรวดเร็วมาก เพราะฉะนั้นจะถึงลักษณะจริงๆ ของสภาพธรรมไม่ใช่โดยขั้นเพียงการฟังเรื่องราวของสภาพธรรม แต่ว่าสามารถที่จะระลึกคือรู้ลักษณะแต่ละลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏในขณะนี้ และก็สามารถประจักษ์แจ้งตามความเป็นจริงได้นั้นถึงจะเป็นปฏิปัตติ เพื่อที่จะถึงปฏิเวทคือการแทงตลอดลักษณะของสภาพธรรมนั้นตามความเป็นจริง จนสามารถที่จะดับกิเลสได้ ปฏิบัตินี้ไม่ใช่เรา ขณะนี้ที่กำลังนั่งอยู่นี้เป็นเราขณะไหนบ้าง หรือว่าไม่มีเราแต่เป็นธรรม
ผู้ฟัง เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ รู้เมื่อไรว่าเป็นธรรม
ผู้ฟัง รู้เพราะฟังคำสอน
ท่านอาจารย์ ขณะนี้เป็นธรรมอะไรที่รู้แล้ว ยังไม่รู้เลยสักอย่างเดียว เพียงแต่ฟังเรื่องราวของสภาพธรรมเท่านั้นเอง ฟังขณะนี้เป็นเรื่องธรรม แต่ว่ายังไม่ถึงเฉพาะลักษณะหนึ่งลักษณะใดของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นขณะนี้จึงไม่ใช่ปฏิปัตติ แต่บุคคลใดก็ตามที่เมื่อฟังแล้วขณะนั้นสติก็เกิด สติเท่านั้นที่สามารถจะถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมแต่ละลักษณะที่กำลังปรากฏ ขอเชิญคุณสุภีร์กล่าวถึงเรื่องวันเพ็ญในพระวินัยสักเล็กน้อย และเราก็จะได้กล่าวถึงเรื่องที่ค้างไว้ตั้งแต่คราวก่อน
อ. สุภีร์ อาจารย์อรรณพก็ได้กล่าวความสำคัญของวันเพ็ญเดือน ๑๒ ซึ่งเป็นความสำคัญมากอย่างหนึ่ง ก็คือวันปรินิพพานของท่านพระสารีบุตรซึ่งเป็นพระอัครสาวก ที่จะกล่าวก็จะกล่าวเรื่องที่เกี่ยวกับพระวินัยบ้าง และเกี่ยวกับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าบ้างที่เกี่ยวเนื่องกับวันเพ็ญเดือน ๑๒ ในพระวินัยมีหลายๆ เรื่องด้วยกันที่เกี่ยวเนื่องกับวันเพ็ญเดือน ๑๒ ถ้าท่านใดที่เข้าวัดบ่อยก็อาจจะพอทราบบ้างว่ามีอะไรบ้างที่เกี่ยวกับพระวินัยของพระภิกษุที่เกี่ยวกับวันเพ็ญเดือน ๑๒
ขอกล่าวเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อน แล้วจะกล่าวไปถึงพระภิกษุทั้งหลายว่ามีความสำคัญอย่างไรในวันเพ็ญเดือน ๑๒ พระอรหันต์ตสัมมาสัมพุทธเจ้านี้มีการประพฤติปฏิบัติที่เป็นอาจิณอยู่หลายอย่างด้วยกันเรียกว่า "พุทธาจิณณะ" "พุทธ"ก็คือพระพุทธเจ้า "อาจิณณะ" ก็คือความประพฤติที่ปฏิบัติอยู่เป็นประจำ เรียกว่าพุทธาอาจิณณะหมายถึงสิ่งที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าประพฤติปฏิบัติอยู่เป็นประจำ มีหลายๆ อย่างด้วยกัน
อย่างหนึ่งก็คือการเสด็จจาริกไปโปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลายเมื่อออกพรรษาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการเสด็จจาริกของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ จะเสด็จเป็นวงรอบ ก็คือเริ่มต้นออกจาริกและเมื่อถึงหน้าเข้าพรรษาอีกครั้งหนึ่งก็จะเข้าพรรษาในที่ใดที่หนึ่งที่ทรงเห็นว่าสมควร โดยเดินทางเป็นวงกลม เรียกว่า"มณฑล" อาจจะไม่กลมเท่าไรแต่ว่าอาจจะเป็นวงรี หรืออะไรก็ตามแต่เป็นเส้นวงรอบเรียกว่ามณฑล ซึ่งมณฑลในการจาริกของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านี้มีอยู่ ๓ อย่างก็คือ หนึ่ง มหามณฑล ได้แก่ มณฑลใหญ่ สอง มัชฌิมมณฑล ได้แก่ มณฑลปานกลาง แล้วก็ ๓ อันติมมณฑลมณฑลขนาดเล็ก ก็คือใหญ่ กลาง เล็กนั่นเอง
ถ้าเป็นมณฑลขนาดใหญ่วัดโดยรอบของมณฑลแล้วได้ประมาณ ๙๐๐ โยชน์ หนึ่งโยชน์ก็ประมาณ ๑๖ กิโลเมตร ทุกท่านก็ลองคำนวณดูว่า ในการจาริกคราวหนึ่งๆ ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ไปโปรดเวไนยสัตว์กินระยะทางมากน้อยขนาดไหน ถ้าเป็นมัชฌิมะมณฑล มณฑลขนาดกลางจะสิ้นระยะทาง ๖๐๐ โยชน์ ถ้าเป็นอันติมมณฑล มณฑลขนาดเล็กจะสิ้นระยะทางโดยประมาณ ๓๐๐ โยชน์ ซึ่งเมื่อจำพรรษาเรียบร้อยแล้ว พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าพระองค์ประสงค์จะเสด็จจาริกในมหามณฑล ก็คือเสด็จจาริกมณฑลใหญ่นี้ พระองค์จะปวารณาในวันออกพรรษาพอดีก็คือ วันเพ็ญเดือน ๑๑ เรียกว่าวันมหาปวารณา แล้วหลังจากนั้นก็เสด็จจาริกไปพร้อมด้วยภิกษุทั้งหลาย
แต่ในคราวใดก็ตามที่พระองค์ทรงเห็นว่าอินทรีย์ของภิกษุทั้งหลาย หรือว่าสมถวิปัสสนาของภิกษุทั้งหลายยังไม่เจริญพอ หรือว่ายังไม่มีเวไนยสัตว์ที่พระองค์จะไปโปรดในทางข้างหน้า อินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นยังไม่แก่กล้า พระองค์ก็ทรงรอไว้ แล้วก็เลื่อนวันปวารนามาเป็นวันคล้ายวันพรุ่งนี้นั่นเอง ก็คือวันเพ็ญเดือน ๑๒ เพื่อจะได้เสด็จออกจาริกเป็นมัชฌิมมณฑล ฉะนั้นความสำคัญที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประพฤติปฏิบัติเป็นอาจิณเรียกว่าพุทธาจิณณะอย่างหนึ่ง ในวันคล้ายในวันเพ็ญเดือน ๑๒ ก็คือพระองค์จะปวารณาแล้วก็เสด็จออกจาริกในอาณาเขตที่เป็นมัชฌิมมณฑล ในกรณีที่ในระหว่างพรรษานั้นที่ภิกษุทั้งหลายที่จะตามเสด็จยังมีอินทรีย์ยังไม่แก่กล้า
การเสด็จจาริกของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลายเพื่อแสดงธรรมแก่พระภิกษุทั้งหลายตามเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วก็เพื่อบัญญัติพระวินัยต่างๆ ซึ่งเรื่องราวการเสด็จจาริกตามที่ต่างๆ ก็จะปรากฏในพระสูตรแล้วก็ในการบัญญัติสิกขาบทต่างๆ เรื่องเหล่านี้ก็มาจากเรื่องที่เกิดขึ้นในการเสด็จจาริกไปตามที่ต่างๆ เพราะฉะนั้นในวันพรุ่งนี้ก็เป็นวันคล้ายวันหนึ่ง วันคล้ายวันสำคัญวันนี้ก็คือ วันที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปวารณาแล้ว ก็เสด็จจาริกด้วยมณฑลที่เรียกว่ามัชฌิมณฑล เป็นมณฑลปานกลาง คำว่ามณฑลก็เป็นลักษณะที่เป็นวงกลม ทุกท่านก็คงจะได้ยินคำว่ามณฑลของพระจันทร์ มณฑลของพระอาทิตย์ ก็หมายถึงว่าวงกลมของพระจันทร์นั้นเรียกว่ามณฑลของพระจันทร์ ถ้าใช้คำว่ามณฑลก็หมายถึงว่าอะไรก็ตามที่คล้ายๆ เป็นวงกลม นี้ก็เป็นความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ความสำคัญของวันเพ็ญเดือน ๑๒ ที่เกี่ยวเนื่องกับภิกษุทั้งหลาย การเข้าพรรษาของภิกษุทั้งหลายนี้จะมีอยู่ ๒ แบบ ก็คือเข้าพรรษาต้นกับเข้าพรรษาหลัง เข้าพรรษาต้นคือเข้าในเดือน ๘ เข้าในพรรษาหลังคือเข้าในเดือน ๙ ถ้าเข้าพรรษาต้น วันออกพรรษาของภิกษุเหล่านั้นก็จะเป็นวันเพ็ญเดือน ๑๑ นี้ก็เป็นวันออกพรรษาของภิกษุทั้งหลายตามปกติ แต่ถ้าภิกษุเหล่าใดที่เข้าพรรษาในตอนหลังเพราะเหตุว่าเข้าพรรษาไม่ทันก็ตาม หรือว่าหาสถานที่มุงที่บังเข้าพรรษาไม่ได้ก็ตาม ก็เข้าพรรษาในเดือน ๙ เวลาออกพรรษาของภิกษุเหล่านั้นก็จะเป็นวันเพ็ญเดือน ๑๒ ซึ่งก็คือวันพรุ่งนี้
วันพรุ่งนี้ก็เป็นวันออกพรรษาอีกวันหนึ่งของเหล่าภิกษุท่านที่เข้าพรรษาหลัง นี้ก็เป็นความสำคัญของพระภิกษุ และภิกษุที่อยู่จำพรรษาครบ ๓ เดือนในอาวาสใดอาวาสหนึ่ง ก็จะมีอานิสงส์ของการจำพรรษาด้วย หลังจากออกพรรษามาแล้ว จะมีหน้าสำหรับให้ภิกษุผลัดเปลี่ยนจีวรได้เรียกว่ากาละ มีเวลา ๑ เดือนตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ หลังจากวันเพ็ญเดือน ๑๑ มาจนกระทั่งถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ ระยะหนึ่งเดือนตรงนี้ เรียกว่ากาละจีวร หรือว่าจีวรกาล เป็นหน้าหรือว่าฤดูกาลที่ภิกษุจะหาจีวรสำหรับผัดเปลี่ยนได้ เป็นพุทธานุญาตพิเศษไว้ เป็นกาลสำหรับการผลัดเปลี่ยนจีวร นี้เป็นกาลจีวรโดยทั่วไปของพระภิกษุที่อยู่จำพรรษาครบ ๓ เดือนเรียบร้อยแล้ว
ประเพณีที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ในช่วง ๑เดือนนี้ ซึ่งจะหมดเขตในวันเพ็ญเดือน ๑๒ สำหรับในประเทศไทยเรารู้สึกจะนิยมประเพณีนี้กันมาก ก็คือ กฐิน ซึ่งกฐินนี้เป็นพุทธานุญาตพิเศษที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้สำหรับภิกษุทั้งหลาย เพื่อเป็นการช่วยทำจีวรสำหรับภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ในระยะเวลาตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ หลังจากออกพรรษามาแล้ว จนกระทั่งถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ ซึ่งก็คือวันพรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของการที่จะเป็นกำหนดในการทำกฐิน ถ้าในอาวาสได้มีการทำกฐิน วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันสุดท้าย ซึ่งระยะเวลาในการทำกฐิน หรือว่าสังฆกรรมที่เรียกว่ากฐินนี้ก็มีระยะเวลา ๑ เดือนหลังจากออกพรรษาแล้ว
การทำกฐินเป็นพระพุทธานุญาตพิเศษที่พระองค์ทรงอนุญาตสำหรับภิกษุที่อยู่ร่วมกันในอาวาสใดอาวาสหนึ่งเรียบร้อยแล้ว ทั้ง ๓ เดือนมีพรรษาไม่ขาด สามารถที่จะทำจีวรสำหรับภิกษุรูปใดรูปหนึ่งได้กรณีที่มีจีวรชำรุด คำว่าจีวรในภาษาบาลี หมายถึงผ้าทุกๆ อย่าง ผ้า ๓ ผืนที่ทรงอนุญาตให้ภิกษุทรงไว้เป็นประจำเรียกว่า ไตรจีวร ถ้าเป็นภาษาไทยเรารู้สึกว่าคำว่าจีวรนี้จะหมายถึงผ้าที่ภิกษุท่านใช้ห่มคลุม แต่จริงๆ แล้วคำว่าจีวรในภาษาบาลีหมายถึงผ้าทั่วไปนั่นเอง คำว่าจีวรก็แปลตามศัพท์ก็แปลได้ว่า ผ้าที่เกิดจากการรวมกันของผ้าหลายๆ ท่อน เพราะเหตุว่าจีวรของพระภิกษุนี้จะเป็นผ้าที่โดนตัดเป็นท่อน ผ้าที่ถูกเย็บขึ้นมาจากผ้าหลายๆ ท่อนจึงเรียกว่าจีวร
ท่านอาจารย์ เป็นส่วนหนึ่งของพรรคไตรปิฎกคือพระวินัยปิฎก เพราะเหตุว่าพระไตรปิฎกก็มีทั้งพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม สำหรบวันเพ็ญนี้ จริงๆ แล้วก็เป็นเรื่องธรรมดาที่พระจันทร์จะเต็มดวงแล้วก็มีการนับเดือนนับปี แต่ว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ ๒๕๔๖ ปีที่ผ่านมาแล้ว จนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ เหตุการณ์นั้นๆ ก็จะไม่กลับมาอีก แต่ละขณะในขณะที่สภาพธรรมนี้มีปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นและก็ดับไป ก็จะไม่มีการย้อนกลับมาได้อีก แต่ว่าสำหรับชีวิตของบุคคลในครั้งอดีตก็ทำให้เราได้สามารถเข้าใจถึงการสะสมต่างๆ กันของแต่ละคน เพราะว่าในครั้งนั้นทุกคนก็ต้องเกิดเหมือนกัน แต่ว่าจะเกิดอยู่ที่ไหน อย่างไร อาจจะเป็นเพื่อนของนางเรวดีได้ไหม ที่ ในวันที่ท่านถูกเหยียบตายเพราะว่าท่านไปบูชาศพของท่านพระสารีบุตร สำหรับนางเรวดีก็อยู่บนสวรรค์ แต่ญาติสนิทมิตรสหายของนางเรวดีจะอยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครสามารถที่จะทราบได้
ทุกคนก็จะต้องมีเหตุปัจจัยที่จะเป็นไปที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วก็ไม่เหมือนกันด้วย แลกเปลี่ยนกันก็ไม่ได้ แม้แต่ความคิดในขณะนี้ ความรู้สึกในขณะนี้ ทุกอย่างปรุงแต่งละเอียดมาก จนกระทั่งเราไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่า แม้แต่ความคิดอย่างนี้ ขณะนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ถ้าศึกษาแล้วก็สามารถที่จะทราบได้ว่าต้องมาจากการสะสมสืบต่อของจิตซึ่งเกิดดับ ไม่หยุดเลยตั้งแสนโกฏิกัป จิตหนึ่งที่ดับไปก็เป็นปัจจัยให้จิตต่อไปเกิดขึ้น ขณะนี้ก็เป็นอย่างนี้แล้วก็จะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกนานแสนนาน จนกว่าบุคคลนั้นจะรู้แจ้งอริยสัจธรรม สามารถที่จะดับกิเลสถึงความเป็นพระอรหันต์ จิตขณะสุดท้ายของพระอรหันต์จึงเป็นปรินิพพาน ไม่มีการที่จะต้องเกิดดับสืบต่ออีกต่อไป
ผู้ฟัง คำว่าปวารณามีความหมายอย่างไร
อ. สุภีร์ คำว่า"ปวารณา" แปลตามศัพท์แปลว่า ยอม คำว่าปวารณาในพระวินัยสำหรับการปวารณาหลังจากออกพรรษาก็คือการยอมให้ เพื่อนภิกษุว่ากล่าวตักเตือนได้ ว่ากล่าวตักเตือนได้ถ้าเห็นทำไม่ดี ได้ยินก็ตาม หรือว่ารังเกียจก็ตาม ฉะนั้นการปราวณานาก็คือปวารนาทุกอย่างก็คือถ้าเห็นอะไรไม่ดี หรือว่าได้ยินว่าทำอะไรไม่ดี หรือว่ามีความสงสัยรังเกียจก็ตาม สามารถที่จะว่ากล่าวตักเตือนได้ตามธรรม ตามวินัย คำว่าปวารณาก็แปลว่ายอมให้ว่ากล่าวตักเตือน
ท่านอาจารย์ นี้ก็เป็นความบริสุทธิ์ของพระธรรมวินัย ซึ่งไม่ใช่แต่เฉพาะสำหรับพระภิกษุเท่านั้น ใครก็ตามที่ได้อ่านพระวินัย ได้ฟังพระวินัย และเห็นว่าสิ่งใดควรที่จะประพฤติตามได้ แม้ไม่ใช่พระภิกษุก็ทำได้
ผู้ฟัง เมื่อพูดถึงชาวโลกนี้ ผู้ที่เป็นผู้เตือน บางทีก็เตือนด้วยจิตเป็นกุศลหรืออกุศล ดังนั้นจะเป็นบาปกับผู้เตือน ถ้าหากเตือนแล้วมีมานะ
ท่านอาจารย์ ผู้เตือนมีกุศลจิตหรือว่าผู้ได้ถูกเตือนมีอกุศลในจิต
ผู้ฟัง ผู้ที่เตือน บางครั้งก็ทำเป็นเตือนแต่จริงๆ แล้วเตือนด้วยอกุศลจิต อย่างนี้เขาจะยิ่งแย่ใหญ่
ท่านอาจารย์ ใครจะรู้นอกจากตัวเองเพราะว่าพระธรรมตรงที่สุด หลอกคนอื่นอาจจะหลอกได้ แต่ว่าหลอกตัวเองคงจะไม่ได้
ผู้ฟัง พระภิกษุที่จำพรรษาแล้ว ๓ เดือนแล้วก็จีวรขาด แล้วมีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนจีวรได้ในช่วงกฐิน ก็ได้ยินมาว่ามีจีวรมากพอสำหรับภิกษุทุกรูปในสำนักนั้นหรือเปล่า อย่างนั้นหรือเปล่า ก็ที่เป็นอยู่นั้นก็อาจจะมีแค่ชุดหนึ่งหรือสองชุดอะไรเช่นนี้
อ. สุภีร์ คำว่าทอดกฐินนี้ก็เป็นคำอีกคำหนึ่งที่ไม่น่าจะใช้ เพราะเหตุว่าคำว่าทอดฟังแล้วไม่เข้าใจความหมายอะไร เวลาเอาไปทอดกฐินเหมือนกับอะไรสักอย่างหนึ่ง จริงๆ ในพระไตรปิฏกมีคำว่ากรานกฐิน ไม่มีคำว่าทอดกฐิน คำว่ากรานกฐินฟังแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน คำว่า"กราน"ก็มาจากคำว่า "อัตถระ"แปลว่าปูผ้าลง คำว่ากฐินก็แปลว่าไม้สะดึง ไม้สะดึงนี้ก็เป็นไม้เนื้ออ่อนสำหรับทำเป็นโครงในการเย็บจีวรสำหรับพระภิกษุ เพราะเหตุว่าภิกษุเป็นผู้ที่ไม่ชำนาญในการเย็บจีวร แล้วจีวรผืนหนึ่งก็มีขนาดใหญ่ ฉะนั้นจึงต้องอาศัยโครงในการเย็บ ก็มีไม้ที่เนื้ออ่อนแล้วก็เหมาะแก่การทำเป็นโครงเย็บจีวรชื่อว่าไม้สะดึง ไม้สะดึงนี้เรียกว่ากฐิน
ส่วนอาการที่ปูผ้าลงเรียกว่ากราน อาการที่ปูผ้าลง คำว่ากรานนี้เป็นภาษาเขมรแปลว่าาปูหรือว่าลากผ้า ก็ปูผ้าลงแล้วก็เย็บทำอะไรให้เรียบร้อย แล้วก็เย็บ ปัก ชุน อะไรให้เรียบร้อย แล้วก็ทำพินทุเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถนำไปอธิษฐานใช้ได้ วิธีการตรงนี้ทั้งหมด เรียกว่ากราน กรานกฐิน ฉะนั้นคำว่า ทอดกฐินนี้ก็เป็นคำภาษาไทยที่เขานิยมใช้กัน ซึ่งพิธีการกรานกฐินนี้เป็นสังฆกรรมอย่างหนึ่งที่ภิกษุในอาวาสนั้นหรือว่าในสีมานั้น ถ้าเป็นเขตสีมาเดียวกันต้องร่วมกันทำทุกรูป ภิกษุตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไป ก็คือมีภิกษุรูปหนึ่งที่เป็นผู้รับกรานกฐิน แล้วอีก ๔ รูปเป็นทรง รวมเป็นอย่างน้อยต้องมี ๕ รูป
แต่สำหรับฆราวาส คฤหัสถ์อย่างเราจะไปทอดกฐินหรือว่าไปทำกฐินไม่ได้ เพราะว่ากฐินเป็นสังฆกรรม สิ่งที่เราสามารถทำได้ก็คือ ถวายผ้าเพื่อกฐิน เรียกว่ากฐินนทุสังฆ์ ผ้าเพื่อกฐิน ฉะนั้นเวลาเราไปทอดกฐิน ถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องก็กล่าวได้ว่าไปถวายผ้าเพื่อกฐิน เท่านั้นเอง เพราะว่ากฐินนี้เป็นสังฆกรรม ฆราวาสไม่สามารถที่จะไปช่วยพระภิกษุทำได้ เหมือนกับว่าทุกวันนี้คำว่าทอดกฐินก็คือไปทำกฐิน ซึ่งจริงๆ ไม่ถูกต้อง พระภิกษุเท่านั้นจึงจะสามารถทำสังฆกรรมที่เรียกว่ากฐินได้ แล้วก็ทำเพื่อภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง แล้วก็ทำเพียงผ้าผืนเดียวในผ้าอันตรวาสกคือผ้าสบง ผ้าอุตราสงค์คือภาษาไทยเราเรียกว่าจีวร ในทุกวันนี้แล้วก็พาสังฆาติ คือผ้าห่มซ้อนอีกครั้งหนึ่งผืนใดผืนหนึ่งเท่านั้น ทำผืนเดียว
ผู้ฟัง ถวายผ้าเพื่อกฐินนี้ ถ้าหากว่าเราจะถวายแค่ชุดเดียวก็คงจะไม่ทั่วถึง สมมติว่าภิกษุที่อยู่ในอาวาสมีหลายรูปอยู่ จีวรแต่ละรูปอาจจะขาด ชำรุดหรือพังไป จะว่าเราถวายผ้าก็คงจะอาจจะยังไม่พอความต้องการของหมู่สงฆ์ในวันนั้นหรือไม่
อ. สุภีร์ ในการที่พระภิกษุถ้าเกิดว่าในอาวาสนั้นอยู่จำพรรษาด้วยกันแล้ว ออกพรรษาแล้ว จะประสงค์จะมีสังฆกรรมที่เรียกว่ากฐิน ถ้ามีพระภิกษุที่จีวรเก่าหลายรูป มีผ้าเก่าหลายรูป ก็ให้เลือกรูปที่มีผ้าที่เก่าที่สุด แล้วเป็นผู้ฉลาดในบุพกรณ์บุพกิจของกฐินด้วย ถ้ารูปนั้นผ้าเก่าก็จริง แต่ว่าเป็นผู้ไม่ฉลาดในสังฆกรรมประเภทนี้เลย ก็ไม่ต้องเลือกภิกษุรูปนั้นมา
กฐินนี้เป็นสังฆกรรมอย่างหนึ่งที่เพื่อนภิกษุที่อยู่ในอาวาสนั้นร่วมใจกันทำสำหรับภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่มีผ้าที่เก่าแล้ว แล้วก็มีความฉลาดสามารถในสังฆกรรมประเภทนี้ ก็คือสามารถที่จะทำผ้าให้เสร็จภายในวันนั้นได้ ส่วนภิกษุรูปอื่นที่ร่วมกันทำผ้าสำหรับภิกษุรูปนั้น หลังจากภิกษุรูปนั้นได้กรานกฐินเรียบร้อยแล้วภิกษุเหล่าอื่นอนุโมทนา ภิกษุรูปอื่นที่เหลือก็เรียกว่าเป็นผู้ได้กรานกฐินด้วยซึ่งก็จะได้รับอานิสงส์กฐินก็คือถ้ามีผ้าที่คฤหัสถ์นำมาถวายเยอะๆ ในขณะนั้นซึ่งในสมัยนี้เราเรียกว่าบริวารกฐิน ซึ่งจริงๆ บริวารกฐินไม่มีเพราะว่ากฐินเป็นสังฆกรรม
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 061
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 062
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 063
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 064
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 065
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 066
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 067
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 068
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 069
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 070
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 071
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 072
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 073
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 074
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 075
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 076
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 077
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 078
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 079
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 080
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 081
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 082
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 083
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 084
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 085
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 086
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 087
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 088
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 089
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 090
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 091
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 092
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 093
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 094
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 095
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 096
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 097
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 098
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 099
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 100
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 101
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 102
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 103
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 104
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 105***
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 106
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 107
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 108
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 109
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 110
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 111
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 112
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 113
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 114
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 115
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 116
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 117
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 118
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 119
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 120