สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 075


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๗๕

    วันจันทร์ที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ ขอกล่าวถึงคำว่า"พยัญชนะ"อีกครั้งหนึ่ง คุณสุภีร์ ในพระวินัยก็มีคำว่าพยัญชนะใช่ไหม แม้ในพระสูตรก็มีใช่ไหม

    อ.สุภีร์ คำว่า"พยัญชนะ"อย่างเดียว แปลว่า"ทำให้ปรากฏ"แล้วแต่ว่าจะเอาไปใช้ที่ไหน ถ้าเป็นพยัญชนะที่นำไปใช้อธิบายความของพระพุทธพจน์ก็เรียกว่า"สิ่งที่ทำให้เนื้อความหรือว่าคำอธิบายของพระพุทธพจน์นั้นปรากฏ" แต่ในตอนนี้กำลังกล่าวถึงเรื่องของนิมิตอนุพยัญชนะก็ทำให้สิ่งหนึ่งปรากฏก็คือกิเลสนั่นเองคำว่า"พยัญชนะ"ก็คือ"สิ่งที่ทำให้กิเลสปรากฏ"คำว่า "อนุ"แปลว่า "ส่วนเล็กน้อย" "อนุพยัญชนะ"ก็แปลตามศัพท์ก็แปลว่า"ส่วนเล็กน้อยที่เป็นเครื่องทำให้กิเลสปรากฏ"

    ท่านอาจารย์ ภาษาก็เป็นเรื่องที่ใช้ในที่ต่างๆ สูปะพยัญชนะ

    อ.สุภีร์ ถ้าใช้ในความหมายที่เป็นสูปะพยัญชนะก็หมายถึงกับข้าว

    อ.อรรณพ คำแปลมีประโยชน์มากที่คุณสุภีร์กล่าวมาที่ว่าอนุพยัญชนะ ก็คือเป็นส่วนละเอียดที่มีความติดข้องในเรื่องราวต่างๆ ทั้งในส่วนหยาบและส่วนละเอียด ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าไม่มีปรมัตถธรรม คือไม่มีสภาพธรรมจริงๆ คือสิ่งที่ปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็คือรูปต่างๆ ความติดข้องในนิมิตของรูปอนุพยัญชนะของรูปซึ่งเป็นบัญญัติก็จะมีไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงๆ คือปรมัตถ์ ซึ่งยกมากล่าวเฉพาะในเรื่องของรูปที่ปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เมื่อจิตที่รู้รูปนั้นดับไปแล้ว มีจิตที่คิดถึงเรื่อง ประมวลถึงสัณฐาน รูปร่าง ลักษณะของเสียงบ้าง หรือว่าสีที่ปรากฏทางตาบ้าง ก็ติดนิมิตแม้ว่านิมิตนั้นจะเป็นบัญญัติ คือติดในคนจำได้ว่า เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ แล้วความติดนั้นก็ยังละเอียดลงไปอีก ติดไปถึงอนุพยัญชนะซึ่งเป็นการที่จดจำในส่วนละเอียดแยกความต่าง เช่น อาหารชนิดเดียวกันบางคนอาจจะติดไม่มาก ติดในนิมิตก็อร่อยแค่นี้ก็พอแล้ว โลภะที่ไปติดในนิมิตต้องเป็นอาหารชนิดนี้ อนุพยัญชนะ ก็คือต้องมีรสละเอียดอย่างนี้ๆ

    การติดทางหู เครื่องดนตรี บางคนก็ติดดนตรีติดเสียงที่ไพเราะ ก็อาจจะติดละเอียดขึ้นมาอีกว่า ชอบเครื่องดนตรีชนิดใดชนิดหนึ่ง แม้ความติดข้องนั้นก็ยังละเอียดลงไปอีกตามการที่เคยจำในสภาพธรรมที่ปรากฏทางตา ทางหู ก็ยังติดแม้กระทั่งว่าเครื่องดนตรีชนิดเดียวกันแต่คนละชิ้นทำจากคนละร้าน ซึ่งพวกที่เล่นดนตรีเขามีความละเอียดว่าจะต้องไปเสาะหาว่าร้านนี้จะทำเครื่องดนตรีชนิดนี้ได้ไพเราะ ความละเอียดมี เพราะว่าความต่างกันของปรมัตถธรรม คือเสียง ด้วยความจำในปรมัตถ์ แล้วก็ติดในนิมิตของปรมัตถ์ อนุพยัญชนะของปรมัตถ์ซึ่งเป็นบัญญัติ เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ทรงแสดงก็คือ เพื่อให้รู้ว่าเป็นเพียงสภาพธรรมจะได้ละความติดข้องในนิมิตอนุพยัญชนะ

    ท่านอาจารย์ เห็นกิเลสมากไหมทั้ง นิมิตและอนุพยัญชนะ ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ในแต่ละวัน

    ผู้ฟัง ยังไม่ค่อยเห็นครับท่านอาจารย์ คือจริงๆ แล้วก็คงจะยังไม่เห็นเพราะว่าในขณะที่อยู่ขณะนี้ ในปัจจุบันขณะนี้ก็คิดว่ากิเลสคงจะอนุมานได้ว่ามีมากทีเดียว แต่ก็ยังไม่เห็นอยู่ดี จึงได้สนใจคำว่าอนุพยัญชนะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรามีกิเลสอยู่มาก ตรงนี้กราบเรียนท่านสุภีร์อีกครั้งหนึ่งว่า ตรงที่เรื่องอนุสัย เราเคยได้ยินกันว่าอนุสัยก็เปรียบเสมือนว่าน้ำ ๓ แก้ว แก้วหนึ่งมีตะกอนที่นอนเนื่องอยู่ข้างล่างสุดเลย ส่วนอีกแก้วหนึ่งเริ่มก็ถูกเขย่าก็จะฟุ้งขึ้นมา ส่วนแก้วสุดท้ายนี้เขาเรียกขุ่นเลยคือหมายความว่าเป็นกิเลสที่รุนแรงอยู่ตลอด อยากจะเรียนถามว่าแก้วที่ ๒ ที่เปรียบเสมือน ไม่ทราบว่าการที่เขาใช้อย่างนี้จะถูกหรือไม่ ว่ามีแก้วน้ำ ๓ แก้ว ในแก้วที่ ๒ หมายความว่าอนุสัยนั้นเกิดฟุ้งขึ้นมาหรืออย่างไร อนุสัยนั้นเกิดขึ้นมาใช่ไหม เป็นแก้วที่ ๒ ซึ่งฟุ้งขึ้นมา ส่วนแก้วสุดท้ายอนุสัยนั้นคงเกิดเต็มที่เลยหรืออย่างไร

    อ.สุภีร์ ถ้าเข้าใจแบบนี้ก็ไม่ถูก เพราะเห็นว่าอนุสัยกิเลส เป็นกิเลสที่ละเอียด ไม่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่การงาน เป็นเพียงพืชเชื้อให้กิเลสที่เป็นปริยุฏฐานกิเลส และวีติกกมกิเลสเกิดขึ้นเท่านั้น ที่เปรียบเทียบอย่างนั้นก็ต้องเข้าใจเรื่องของนามธรรม รูปธรรมประการต่างๆ ด้วยเพราะว่ากิเลสประการต่างๆ เป็นนามธรรม ไม่ใช่รูป ไม่มีรูปร่างเลย ฉะนั้นเมื่อแก้วที่ ๑ เหมือนกับตะกอนนอนก้นเปรียบเหมือนอนุสัยกิเลส แก้วที่ ๒ เหมือนกับฟุ้งขึ้นก็เป็นปริยุฏฐานกิเลส ไม่ใช่ว่าอนุสัยกิเลสมาฟุ้งขึ้น ก็คือเป็นการเปรียบเทียบไปทีละขณะจิตๆ นั่นเอง อันที่ ๑ มีอนุสัยกิเลสนอนเนื่องอยู่ตลอดอันที่ ๒ เป็นจิตขณะที่มีปริยุฏฐานกิเลสเกิดขึ้นอาจจะเรียกปริยุฏฐานกิเลสนั่นว่าเป็นอาสวะ โอคะหรือว่าโยคะก็ตามแต่อันนี้เป็นแก้วใบที่ ๒ ส่วนแก้วใบที่ ๓ ก็คือขณะจิตที่เกิดกิเลสขั้นที่ล่วงทุจริตทางกาย ทางวาจา เรียกว่าวีติกกมกิเลส คือไม่ใช่เป็นการเอามาปนกัน เพราะเหตุว่าการที่จะเข้าใจอุปมาต่างๆ ต้องเข้าใจเรื่องนามธรรม รูปธรรม มาตั้งแต่เริ่มต้นด้วย กิเลสต่างๆ ทั้ง ๓ ระดับนี้เป็นนามธรรม

    ผู้ฟัง ขอเรียนถามว่า ตามที่ได้บรรยายเกี่ยวกับเรื่องติดในนิมิตอนุพยัญชนะต่างๆ ถ้าสมมติว่านิสัยที่เป็นอยู่ที่ชอบ ที่ติดอะไร ถ้าไม่ได้ละคลายบ้างก็จะสะสมเป็นอุปนิสัยต่อไป หรืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ ทุกครั้งที่สภาพของกุศลจิต และอกุศลจิตเกิดขึ้นเป็นไปก็จะสะสมสืบต่อเป็นอุปนิสัย

    ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้นในทางที่ถูกที่ควรเป็นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ก็ควรเป็นในทางกุศลทั้งหมด แต่เป็นไปไม่ได้เพราะว่าเราบังคับไม่ได้

    ผู้ฟัง สมมติว่าเคยสะสมมาว่าชอบมาก แต่ว่าก็ให้ละคลายให้น้อยลงก็จะทำให้สังสารวัฏนี้สั้นบ้างไหม

    ท่านอาจารย์ เราคิดว่าเรา แต่ความจริงเป็นความเห็นถูก เป็นจิตเจตสิกฝ่ายดีที่เกิดขึ้นถ้าไม่มีการฟังพระธรรมเลย จะเกิดคิดอย่างนี้ได้ไหม หรืออาจจะค่อยๆ คิดสะสมไปทีละนิดทีละหน่อยก็ได้เหมือนกัน แต่ว่าต้องเป็นความเห็นถูก เพราะว่าถ้าเกิดความเห็นถูกทุกอย่างถูก

    ผู้ฟัง ถ้ารู้ว่าตรงนั้นเป็นการติดข้องมากๆ ก็ควรที่จะละคลายให้มันน้อยลงไป ก็จะเป็นการดีอย่างนั้นหรือไม่

    ท่านอาจารย์ กุศลทุกประเภทดีแน่นอน อยู่ที่ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด แต่ว่าไม่ใช่เราทำให้เกิดต้องอาศัยเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้นได้

    ผู้ฟัง เพราะถ้าฟังอย่างนี้แล้วบางครั้งในสิ่งที่เราชอบเราติดถ้ามีคนมาว่า ก็เกิดมานะขึ้นมาแล้ว เพราะว่าก็ชอบของอยู่อย่างนี้จะต้องมาห้ามทำไม ถ้าฟังไปฟังมาก็ไม่ควรจะสะสมถูกไหม

    ท่านอาจารย์ เข้าใจว่าต่อไปอีกไม่นานแต่ละท่านคงจะมีการเปลี่ยนแปลง มากบ้างน้อยบ้าง บางคนก็อาจจะเคยเป็นคนจู้จี้เรื่องอาหารเรื่องอะไรแต่ต่อไปก็อะไรก็ได้ก็เกิดเป็นอย่างนั้นก็ได้ แต่ไม่ใช่เป็นความคาดหวังด้วยความเป็นเรา แต่ต้องรู้ว่าทั้งหมดอะไรจะเกิดแม้ข้างหน้าเพียง ๑ ขณะจิตก็ไม่สามารถจะรู้ได้ แต่ว่ามีปัจจัยปรุงแต่งที่จะให้แต่ละคนมีการเปลี่ยนแปลง ในทางที่เป็นกุศล ถ้าเป็นความเข้าใจถูกต้องในพระธรรมยิ่งขึ้น

    ผู้ฟัง ก็หมายความว่าถ้ารู้แล้วก็สามารถรู้ไปว่าถ้าทำอย่างนี้แล้วเป็นกุศลสิ่งที่ติดอยู่นี้ไม่ดี ถ้าละคลายไปได้ก็หมายความว่าเป็นการดี พอจะมีความเข้าใจบ้างอย่างนั้นใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ กุศลทุกประเภทดีแต่ไม่ใช่เรา เพราะว่าบางคนติดในกุศลอีก โลภะจะติดได้ทุกอย่าง ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดจริงๆ จึงจะรู้ว่าเป็นไปด้วยการละคลาย เป็นปัญญาที่รู้ความจริง และแม้แต่ขณะใดจะเกิดขึ้นตัวเองที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป ก็จะสังเกตได้ว่า ไม่ใช่เพราะเราตั้งใจจงใจ แต่สภาพจิตที่เกิดคิด แม้แต่ความคิดก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ไม่มีใครรู้ตัวล่วงหน้าว่าจะคิดเรื่องอะไรใช่ไหม

    ผู้ฟัง อนุญาตเรียนถามเรื่องอนุสัยกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิต อนุสัยกิเลสนี้เกิดขึ้นจากการสั่งสมเหตุปัจจัยหรือเปล่า หรือว่าเกิดมาพร้อมกับการที่มนุษย์เราเกิดมาเลยถ้าเกิดมาพร้อมรู้สึกว่าคนเราเกิดมามีพืชเชื้อแห่งกิเลสเลย ไม่มีพืชเชื้อของความดีหรืออะไรบ้างเลยเกิดขึ้นมาบ้าง มีแต่กิเลสอย่างเดียว

    อ. อรรณพ ก็เป็นคำถามที่ดีในเรื่องของอนุสัย ทุกอย่างมีการสะสม โทสะเกิดขึ้นได้ก็เพราะว่ามีพืชเชื้อของโทสะ ใส่ชื่อเข้าไปก็คือมีปฏิฆานุสัย เมตตาเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีพืชเชื้อทางฝ่ายดี ทำไมถึงบางคนเมตตาเกิด บางคนเมตตาไม่เกิด เพราะฉะนั้นโทสะเกิดขึ้นเพราะมีพืชเชื้อของโทสะ เมตตาก็เกิดขึ้นเพราะมีพืชเชื้อคือการที่ได้เคยสะสมเมตตาจิตมาแล้ว ที่จะมีบางคนให้ได้ทันที มีความเมตตาแล้วก็มีการอนุเคราะห์คนอื่น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีๆ ไม่ว่าจะเป็นกุศลธรรมในการที่เป็นไปในทาน ในศีล หรือในความสงบของจิต หรือว่ากุศลประการอื่นๆ การที่มีกุศลจิตเกิด ก็เพราะว่าเคยมีพืชเชื้อของกุศลนั้นๆ อยู่แล้ว แต่ที่ทรงแสดงเรื่องอนุสัยเพราะว่า เป็นพืชเชื้อของอกุศลที่ควรแก่การที่จะดับ

    ถ้าเป็นพืชเชื้อของกุศลอย่างเช่น ผู้ที่มีเมตตา ไม่ใช่ว่าสะสมกุศลเพื่อที่จะไปดับพืชเชื้อของธรรมทางฝ่ายดี เพราะฉะนั้นพืชเชื้อทางฝ่ายดีก็มี มิฉะนั้นเมตตาจะเกิดได้อย่างไรการที่จะกรุณา หรือว่ามุทิตา บางคนมุทิตาไม่ได้เลย พลอยยินดีกับผู้อื่นไม่ได้ แต่กลับเป็นอกุศลเป็นโทสะ เพราะฉะนั้นทุกอย่างทั้งฝ่ายดี และฝ่ายไม่ดีมีการสะสม อันนี้เป็นคำตอบของคำถามว่าทางฝ่ายดีมีไหม ก็มีท่านใช้อีกคำหนึ่งคือคำว่า อาสยะ คืออัธยาศัยการสะสม อาสยะ อธิมุต จะขอคุณสุธีช่วยขยายเรื่องศัพท์ต่อไป ก็เป็นการสะสมจริตอัธยาศัยทั้งมวลเหมือนกัน แต่เฉพาะอนุสัยเป็นพืชเชื้อที่จะทำให้เกิดอกุศลธรรม เพราะฉะนั้นอกุศลธรรมจะถูกดับได้อย่างเด็ดขาดคือเป็นสมุจเฉท ด้วยการที่มรรคจิตเกิดขึ้นแล้วดับอนุสัยกิเลสเป็นขั้นๆ

    ส่วนคำถามที่ ๒ ว่า อนุสัยหรือว่าการสะสมทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีทั้งหมด เป็นจริตอัธยาศัย คือ อาสยะ สะสมอย่างไร มีมาได้อย่างไร เราคงไม่ได้เกิดมาแค่ชาตินี้ชาติก่อนๆ ต้องเคยเกิดมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วนเป็นอเนกอนันต์ หรือว่าสังสารวัฏหาประมาณไม่ได้เลย จะไปหาที่เริ่มต้นของสังสารวัฏไม่ได้ เหมือนกับจักรวาล เท่าที่เราพอจะพิจารณาได้แม้เป็นเรื่องของรูปก็ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นการเกิดมาไม่มีที่สิ้นสุด แต่ในขณะนี้ถ้าอกุศลจิตเกิดขึ้น แน่นอนว่าเป็นการที่มีอนุสัยนั้นๆ อยู่ จึงเป็นพืชเชื้อให้อกุศลนั้นเกิด และในขณะที่อกุศลขณะนี้เกิด เป็นการสะสมอนุสัยต่อไปให้มากขึ้น เช่น คนที่มักโกรธก็ประเมินได้ว่ามีการสะสมความโกรธในอดีตมามากแล้ว ซึ่งในพระสูตรพระผู้มีพระภาคเมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ ยกเรื่องชาดกต่างๆ ที่แสดงให้เห็นว่าบุคคลนี้เคยมีอุปนิสัยอย่างนี้มาแล้วในอดีต เคยโกรธอย่างนี้ๆ มาแล้ว โกรธบ่อยๆ ก็เพราะว่ามีอนุสัยที่ในอดีตที่มีมา และเมื่อโกรธอีกก็สะสมปฏิฆานุสัย คืออนุสัยที่จะทำให้เกิดความโกรธมากขึ้นๆ เพราะฉะนั้นอนุสัย จริต อธิมุตต่างๆ ก็สะสมในขณะนี้คนที่มีเมตตาก็แสดงว่าในอดีตเคยมีเมตตามาแล้ว และในขณะที่มีเมตตาขณะนั้นก็เป็นการสะสมการที่จะมีเมตตามากขึ้นบ่อยขึ้นเป็นอุปนิสัย

    คำๆ หนึ่ง อุปนิสัย อุปนิสสยก็คือการที่ได้สะสมอบรมกุศลนั้นๆ หรืออกุศลนั้นๆ จนมีอุปนิสัยอย่างนั้น ซึ่งถ้าพูดถึงโดยในเรื่องของอนุสัยก็คือการที่อกุศลจิตเกิดขึ้นขณะนี้เป็นผลมีพืชเชื้อของอนุสัยนั้นๆ แล้ว และอกุศลนั้นเกิดขึ้นก็เป็นการพอกพูนสะสมอนุสัยเพิ่มขึ้นอีก ทางฝ่ายกุศลธรรมฝ่ายดีก็เช่นกัน แต่ว่าไม่ได้เป็นไปเพื่อที่จะละแต่ว่ากุศลเป็นสิ่งที่ควรที่จะเจริญนี้เป็นความความต่างกัน ก็ขอคุณสุภีร์ช่วยอธิบายคำว่า อาสยะ อธิมุต และช่วยเพิ่มเติมอีก

    อ.สุภีร์ ทุกอย่างมีการสะสม ก็คือไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีก็ตามที่กระทำ ก็มีการสะสมเพิ่มพูนไป สำหรับสัตว์บุคคลทั่วไป คำหนึ่งที่ใช้ก็คือคำว่า"อาสยะ"ในภาษาไทยเราก็ใช้คำว่า"อัธยาศัย" นั่นเองก็หมายความว่า อัธยาศัยหรือว่าสิ่งต่างๆ ที่ได้สะสมมาทำให้บุคคลนั้นมีอุปนิสัย หรือว่าอัธยาศัยอย่างไรนั่นเอง ในภาษาบาลีใช้คำว่า อาสยะก็มี หลายคำที่ใช้ก็คือคำว่า อุปนิสสยะ ก็มี อัชฌาสยะ ก็มี อาสยะ ก็มี ความหมายก็เท่ากันนั่นเอง ก็คือเป็นสิ่งที่สั่งสมมาไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดี หรือไม่ดีเรียกว่าอาสยะ แต่ตามภาษาไทยก็คือแปลว่าอัธยาศัย

    ผู้ฟัง กราบเรียนถามอาจารย์ที่ว่าอนุสัยกิเลสกับจิตทุกดวงยกเว้นจิตของพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นในโลกิยกุศลจิตก็มีอนุสัยนอนเนื่องทุกดวงใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง แต่ว่าอนุสัยไม่เกิด อนุสัยเป็นพืชเชื้อของกิเลส ใช้เฉพาะอกุศลหมายความถึงขณะที่ไม่ใช่อกุศลเจตสิกที่เกิดขึ้นทำกิจการงานพร้อมกับจิตในขณะนั้น ถ้าขณะใดที่พืชเชื้อนี้เป็นปัจจัย เมื่อมีปัจจัยแล้วอกุศลเจตสิตก็เกิดเป็นปริยุฏฐานะ ตื่นขึ้นหรือว่าจะใช้คำว่าลุกขึ้นอะไรก็แล้วแต่ เกิดกับจิตแล้วก็ทำหน้าที่ของอกุศลเจตสิกนั้นๆ เท่าที่ได้ฟังก็คงจะเห็นตัวเองชัดเจน และก็เห็นบุคคลทั้งหลายด้วยเพราะเหตุว่าสัตว์โลกเป็นที่ดูบุญ และบาป และผลของบุญ และบาป เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่เกิดไม่ว่ากับเราหรือใครก็เป็นเรื่องของเหตุกับผลคือเมื่อมีเหตุที่ได้กระทำแล้วก็เป็นปัจจัยให้แต่ละขณะจิตก็เป็นไปต่างๆ ตามการสะสมของแต่ละบุคคล ก็สามารถที่จะเห็นได้จริงๆ ว่า สัตว์โลกเป็นที่ดูบุญบาป และผลของบุญและบาป

    ผู้ฟัง เรียนถามอาจารย์สุภีร์ อนุสัยจะเป็นกิเลสที่นอนเนื่อง แต่ว่าอาสยะจะเป็นไปทางที่นอนเนื่องได้บ้างไหม

    อ.สุภีร์ เป็นการสะสมอัธยาศัยของแต่ละบุคคล หมายถึงว่ากุศลหรืออกุศลเกิดในชวนะใช่ไหม ในชวนะนี้จะมีการสั่งสมสันดานของตน ด้วยอำนาจชวนะวิถี นี้เป็นลักษณะหนึ่งของจิต เมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งทำกุศลประการใดบ่อยๆ กุศลประการนั้นก็สะสมเป็นอัธยาศัย อุปนิสัยไป อกุศลก็เช่นเดียวกัน ฉะนั้นทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นก็สั่งสมไปเป็นอาสยะ แต่ว่าอนุสัยนี้เป็นกิเลสที่ละเอียดไม่ได้เกิดขึ้น อนุสัยกิเลสเป็นกิเลสที่เป็นพื้นฐานของสังสารวัฏ ความหมายก็คือว่า เพราะว่ายังมีอนุสัยกิเลสอยู่นั่นเองจึงยังเกิดขึ้นอยู่ จึงยังเกิดไปไม่สิ้นสุด ถ้าหมดอนุสัยกิเลสแล้วเป็นพระอรหันต์ ก็จะไม่เกิดอีกเลยฉะนั้นอนุสัยกิเลสก็เป็นกิเลสที่เป็นพื้นฐานของสังสารวัฏนั่นเอง ก็คือถ้าเป็นบุคคลจุติแล้ว ยังมีปฏิสนธิต่อไปอีก ก็คือยังมีอนุสัยกิเลสอยู่นั่นเอง

    ฉะนั้นการบัญญัติภูมิของบุคคลท่านบัญญัติเป็น ๒ แบบ ก็คือบุคคลที่เป็น ปุถุชนกับบุคคลผู้เป็นพระอริยเจ้า ที่ท่านบัญญัติว่าเป็นบุคคลผู้เป็นปุถุชนกับผู้ที่เป็นพระอริยเจ้านี้ต่างกันอย่างไร ก็คือต่างกันที่อนุสัยกิเลสนั่นเอง ถ้าบุคคลที่เป็นปุถุชนนี้ จะเป็นผู้ที่มีอนุสัยกิเลสอยู่ครบ เมื่อใดก็ตามที่บำเพ็ญอบรมเจริญปัญญาจนกระทั่งถึงโสตาปฏิมรรคจิตเกิดแล้วละทิฏฐานุสัยวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ขึ้นสู่ความเป็นพระอริยเจ้า ท่านเรียกว่าข้ามชั้น หรือว่าข้ามโคตร ข้ามภูมิของปุถุชนไป เป็นภูมิของพระอริยะ ฉะนั้นพระโสดาบันท่านก็จะเหลืออนุสัยอยู่ ๕ ประการในจิตสันดาน เพราะว่าท่านละได้แล้ว ๒ ก็คือ ทิฏฐานุสัยกับวิจิกิจฉานุสัย ฉะนั้นอนุสัยกิเลสก็เป็นกิเลสที่เป็นพื้นฐานของสังสารวัฏเมื่อละยังไม่หมดก็เกิดต่อไปเรื่อยๆ ในสังสารวัฏ แต่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นปุถุชนหรือพระอริยะก็บัญญัติมาจากอนุสัยกิเลสที่อยู่ในจิตสันดานนั่นเอง ถ้าบุคคลผู้ที่ยังไม่ได้ละเลยก็เป็นปุถุชน

    ผู้ฟัง แสดงว่าการละกิเลสจะต้องเป็นไปในฝ่ายของการสะสมเพื่อที่ประหารกิเลสที่นอนเนื่องใช่ไหม

    อ.สุภีร์ เพราะว่าเป็นกิเลสที่เป็นพื้นฐาน ถ้าไม่ละกิเลสนี้ไปละกิเลสประการอื่นๆ เช่นทำฌานนอกศาสนา เป็นต้น ก็ละกิเลสด้วยการข่มไว้ นี่ไม่ใช่ทางที่จะทำให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏได้ เพราะว่ายังมีกิเลสที่เป็นพื้นฐานของสังสารวัฏอยู่

    ผู้ฟัง ขอถามว่ามีอกุศลเจตสิกทั้ง ๑๔ ชนิดแต่ทำไมมีแค่เพียง ๗ เท่านั้นที่เป็นอนุสัย หรือว่าด้วยเหตุผลนี้ก็เป็นพื้นฐานของสังสารวัฏ

    อ.สุภีร์ เพราะว่าเป็นกิเลสที่ต้องละด้วยมรรคเท่านั้น สิ่งอื่นๆ เวลาเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอกุศลเจตสิกประการต่างๆ ที่เกิดกับอกุศลจิต เกิดแล้วก็สะสมเหมือนกัน แต่ว่ามีบางประการที่ไม่ได้เป็นอนุสัย มีบางประการที่เป็นอนุสัย เพราะว่าเป็นกิเลสที่ต้องละด้วยมรรคเท่านั้น และเป็นพืชเชื้อที่จะทำให้กิเลสประการอื่นๆ เกิดขึ้น

    ท่านอาจารย์ อนุสัยมี ๗ แต่ได้แก่เจตสิกซึ่งเป็นเชื้อ ๖ เจตสิก ไม่ใช่ ๗ หายไปไหน หาได้ใช่ไหม กามราคานุสัยกับภวราคานุสัยเป็นโลภะเจตสิก แต่สำหรับอนุสัยอื่นก็เป็นเจตสิกแต่ละเจตสิก


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    21 ม.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ