สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 105***


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๑๐๕

    วันจันทร์ที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ สัมปฏิจฉันนจิตรับต่อ แต่สันตีรณจิตพิจารณา คือรู้กว่าเพิ่มขึ้นหลังจากที่สัมปฏิจฉันนะดับไปแล้ว เพราะฉะนั้นสำหรับสันตีรณจิต ก็จะต้องมีวิตกเจตสิก วิจารเจตสิก และอธิโมกขเจตสิกเกิดร่วมด้วย ก็จำได้ว่าจิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง มีอะไรบ้าง คือมีปัญจทราวัชชนจิต ๑ สัมปฏิจฉันนจิตความจริงต้องมี ๒ ดวง คือกุศลวิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑ ถ้าจิตเห็น เห็นสิ่งที่ดี จิตนั้นเป็นกุศลวิบาก เป็นผลของกุศลกรรม ดับไปแล้ว สัมปฏิจฉันนจิตต้องเป็นกุศลวิบากด้วย เพราะว่าเป็นผลของกรรมเดียวกัน เกิดสืบต่อจากจิตเห็น

    เมื่อสัมปฏิจฉันนซึ่งเป็นวิบากเกิดขึ้นรับรู้ต่อดับไปแล้ว สันตีรณจิตซึ่งเป็นวิบาก ก็ต้องเป็นกุศลวิบากด้วย ไม่ว่าจิตที่เห็นเป็นกุศลวิบากๆ ที่เกิดสืบต่อก็ต้องเป็นกุศลวิบากด้วย ถ้าจิตเห็น เห็นสิ่งที่ไม่ดีเป็นอกุศลวิบาก สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะก็เป็นวิบากด้วย แต่ว่ามีเจตสิกที่เกิดต่างกัน คือทวิปัญจวิญญาณมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง แต่ปัญจทวาราวัชชนะ สัมปฏิฉันนะ สันตีรณะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง

    ผู้ฟัง กราบเท้าท่านอาจารย์ คือที่เรียนกันตอนนี้ก็ยุ่งยากพอสมควร ก็ไม่ทราบว่าอย่างที่ท่านอาจารย์ได้บรรยายเกี่ยวกับว่าให้รู้ลักษณะของรูปกับนาม ตรงนี้จะมาเกี่ยวข้องกันอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้ก็มีนาม มีรูป แต่ถ้าไม่มีปัญญาที่รู้ความละเอียดของสภาพธรรมที่เป็นอนัตตาจริงๆ จะสามารถเข้าถึงความเป็นอนัตตาในลักษณะของสภาพธรรมนั้นไหม แต่ถ้ารู้ละเอียด ก็ค่อยๆ เข้าใจว่าธรรมเป็นอนัตตามีสัจจญาณ มีความมั่นคงขึ้นว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่เราแล้วเป็นอะไร ก็คือจิตและเจตสิก แล้วทำไมจิตต่างกันมากมายหลายอย่าง ก็เพราะเหตุว่าประการหนึ่งก็คือ มีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยต่างกัน แล้วก็ยังทำกิจหน้าที่ต่างกัน รู้อารมณ์ต่างกัน ต่อไปก็จะเป็นความละเอียดว่ามีเจตสิกที่เป็นเหตุ หรือไม่เป็นเหตุเกิดร่วมด้วย

    ผู้ฟัง เรียนถามสักนิดท่านอาจารย์ บางทีเราก็รู้สึกว่าสนใจว่าอันนี้สำคัญ แต่จริงๆ แล้วการรู้ลักษณะของรูปหรือนามตรงนี้จะมีประโยชน์กว่าหรือไม่ ตามที่ท่านอาจารย์ได้แสดงหนก่อนๆ

    ท่านอาจารย์ แต่เราไม่มีอุปกรณ์เลย เราจะแกงอะไรสักอย่างหนึ่ง ไม่มีอะไรเลย มีแค่กะทิ แล้วจะไปแกงอะไรได้ หรือว่ามีกระเทียม มีหอม แกงได้ไหม และนี่เป็นการปรุงแต่งของสังขารขันธ์ จากปุถุชนซึ่งไม่รู้อะไรเลย จนกระทั่งความเข้าใจธรรมเพิ่มขึ้น สามารถที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ไม่ใช่ตัวตนในขณะนี้ แต่ต้องมีการฟังเป็นพหูสูตฟังมาก ไตร่ตรองมาก เข้าใจมาก จนกว่าจะระลึก และก็รู้ได้จริงๆ ว่าขณะนี้ไม่ใช่ตัวตน เพราะว่าเป็นนามธรรม เป็นรูปธรรม แล้วแต่ว่าจะมีการระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมใด ก็เข้าใจถูกต้องทันทีว่าไม่ใช่เรา แต่ต้องอาศัยการฟังมากจึงจะเข้าใจได้

    ผู้ฟัง ตามที่ท่านอาจารย์ได้แสดงก็คือ ขณะที่จิตเกิดแล้วจะรู้อารมณ์ก็รู้เป็นอย่างๆ แต่ทีนี้เราก็เรียนว่าอะไรเยอะแยะเลยที่ประกอบด้วยกัน

    ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่าถ้าได้อบรมเจริญปัญญามามากแล้ว เพียงแค่ฟังว่าขณะนี้ไม่ใช่ตัวตน เป็นนามธรรมและรูปธรรม ผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจธรรมมี ในกาลสมบัติที่ท่านได้อบรมเจริญปัญญามาแล้ว เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่พิสูจน์ธรรมด้วยตัวเอง ว่ามีความเข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟังระดับไหน ระดับที่สามารถจะรู้ว่าขณะนี้ สภาพธรรมที่ปรากฏไม่ใช่เราจริงๆ หรือว่าแม้ว่าขณะนี้สภาพธรรมจะเกิดดับไปมากมาย ก็ไม่ได้รู้ลักษณะจริงๆ ของสภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใด เพราะเหตุว่าความเข้าใจเรื่องของสภาพธรรมยังไม่พอ ที่จะเป็นปัจจัยให้สามารถรู้ได้ ก็ต้องอาศัยการฟังไปก่อน โดยเฉพาะการฟังเรื่องจิต ก็เพื่อให้เห็นความเป็นอนัตตา ว่าเกิดดับซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถอบรมเจริญปัญญาจนประจักษ์ความจริงได้ คุณอรรณพจะต่อเรื่องของจิตต่อไปไหม ที่มีเจตสิกเกิดเพิ่มขึ้นอีก

    อ.อรรณพ ท่านอาจารย์ก็ได้อธิบายมาถึงสันตีรณจิต คือหลังจากรับผลของกรรมก็คือจิตเห็น จิตได้ยิน เป็นต้น คือ ทวิปัญจวิญญาณจิตดับไป สัมปฏิจฉันนจิตก็เกิดต่อ ซึ่งต้องมี วิตก วิจาร มีอธิโมกข์ เพราะว่าในขณะนั้นไม่ได้ทำกิจเห็น แต่ว่าต้องตรึกถึงอารมณ์นั้นจึงจะเสวยวิบาก รับเสวยวิบากต่อจากจิตเห็นทางตาได้ และเมื่อสัมปฏิจฉันนะซึ่งจะเป็นกุศลวิบาก หรืออกุศลวิบากดวงหนึ่งดวงใด ซึ่งก็จะมีเจตสิกเท่ากันคือ ๑๐ ดวง เมื่อสัมปฏิจฉันนจิตดับไป สันตีรณจิตก็เกิดต่อ ซึ่งสันตีรณจิตเป็นจิตที่เป็นวิบากจิตเช่นกัน สัมปฏิจฉันนจิตดับไป สันตีรณจิตก็เกิดขึ้นพิจารณาในอารมณ์นั้น ซึ่งก็ต้องมีทั้ง วิตก วิจาร และอธิโมกข์

    สันตีรณจิตก็มีถึง ๓ ดวง สำหรับสันตีรณจิตก็คือ อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบาก ๑ ดวง อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก ๑ ดวง และโสมนัสสันตีรณกุศลวิบาก ถ้าเป็นสัมปฏิจฉันะมีเพียง ๒ เวทนาเป็นอุเบกขาทั้งคู่ ถ้าเราพูดถึงเวทนาเจตสิกซึ่งเกิดกับจิตทุกดวง ตั้งแต่จิตดวงแรกของวิถีจิต คือปัญจทวาราวัชชนจิตก็มีเวทนาซึ่งเป็นอุเบกขาเวทนา จิตเห็น จิตได้ยิน ซึ่งเป็นทวิปัญจวิญญาณ ซึ่งเป็นขณะที่ ๒ ก็มีเวทนาเป็นอุเบกขาเหมือนกัน ไม่ว่าจะเห็นสิ่งที่ดีเป็นกุศลวิบาก แต่เวทนานั้นก็เป็นอุเบกขาเวทนา หรือเห็นสิ่งที่ไม่ดี จิตเห็นเป็นอกุศลวิบาก แต่เวทนาก็ยังเป็นอุเบกขา เพราะว่าไม่ได้กระทบทางกายโดยตรง สัมปฏิจฉันนะก็เช่นกัน เวทนาก็เป็นอุเบกขา ไม่ว่าจะเป็นกุศลวิบาก หรืออกุศลวิบากสำหรับสันตีรณจิตที่เป็นอกุศลวิบาก จะมีเวทนาอย่างเดียวก็คืออุเบกขาเวทนา

    แต่ถ้าเป็นการรับผลของกรรมที่ดี คือจักขุวิญญาณเห็นสิ่งที่ดี สิ่งที่ดีมากๆ สัมปฏิจฉันนะก็มี วิตก วิจาร อธิโมกข์ ซึ่งตรึก ซึ่งประคอง แล้วก็ปักใจในอารมณ์นั้น จึงรับอารมณ์ที่ดีนั้น แล้วก็เสวยวิบากโดยการทำสัมปฏิจฉันนจิต คือรับอารมณ์นั้นต่อมา เมื่อสัมปฏิจฉันนจิตดับไป สันตีรณจิตก็เกิดต่อก็มีวิตก วิจาร อธิโมกข์ เช่นกัน แต่ถ้าเป็นอารมณ์ที่ดีมาก แล้วก็เป็นผลของกุศลกรรมที่มีกำลัง สันตีรณจิตตรงนี้ เวทนาเป็นโสมนัสเวทนาได้ เมื่อเวทนาเป็นโสมนัสเวทนา ก็จะมีเจตสิกอีกชนิดหนึ่งซึ่งเราจะศึกษาต่อไป ซึ่งเป็นปกิณณกเจตสิก เพราะว่าเกิดขึ้นบางครั้งบางคราว หรือเกิดกับจิตบางดวงบางขณะ ก็คือปีติเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพที่เอิบอิ่ม ซาบซ่าน พร้อมกันกับโสมนัสเวทนาซึ่งเป็นสภาพของความรู้สึกที่ยินดีปลาบปลื้ม เพราะฉะนั้นเมื่อสันตีรณจิตที่เป็นโสมนัสสันตีรณกุศลวิบากเกิดขึ้น ก็จะมีสภาพของเจตสิกธรรมเกิดเพิ่มขึ้นอีกคือปีติเจตสิก

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นความละเอียดเพิ่มขึ้น คือกล่าวโดยนัยของเวทนา ก็จะเห็นได้ว่าบางขณะเวทนาก็เป็นอุเบกขา อทุกขมสุข แต่บางขณะก็เป็นโสมนัส ซึ่งเลือกไม่ได้เลย ถ้าเป็นวิบาก คือเป็นผลของกรรม แล้วแต่ว่าอารมณ์ที่ปรากฏ เป็นอารมณ์ที่ดีปานกลาง หรือว่าเป็นอารมณ์ที่ดีมาก ถ้าเป็นอารมณ์ที่ดีปานกลางก็เป็นอุเบกขา แต่ถ้าอารมณ์นั้นดีมาก สันตีรณก็เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา แต่เราไม่มีทางที่สามารถจะรู้ได้เลย ใช่ไหม ขณะนี้พร้อมหมดทั้ง ปัญจทวาราวัชชนะ จักขุวิญญาณ สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะดับไปหมดแล้ว แม้แต่โสมนัสเวทนาที่เกิดร่วมกับสันตีรณะเราก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ การที่เราจะรู้ได้จริงๆ ก็ต่อเมื่อเป็นกุศลจิต หรืออกุศลจิตที่เกิดในสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ

    เพราะฉะนั้นในขณะนี้เรากำลังกล่าวถึงจิตซึ่งเกิดดับรวดเร็วเกินกว่าที่เราจะรู้ แต่ก็เป็นจริงอย่างนั้น เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีปัญจทวาราวัชชนจิต ไม่มีจักขุวิญญาณโสตวิญญาณ เหล่านี้ ไม่มีสัมปฏิจฉันนจิต ไม่มีสันตีรณจิต กุศลจิต หรืออกุศลจิตก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราคิดว่าเราชอบในสิ่งที่ปรากฏทันที ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา หรือเสียงดนตรีเสียงเพราะๆ เราก็คิดว่าเราชอบทันที แต่ความจริงจิตจะต้องเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็ว ซึ่งจะขาดจิตหนึ่งจิตใดไม่ได้เลย เช่น มีแต่ภวังคจิต แล้วก็จะให้เป็นเฉพาะจักขุวิญญาณ ไม่มีสัมปฏิจฉันนะ ไม่มีสันตีรณะ ไม่มีจิตที่เกิดจากสืบต่ออย่างนี้ไม่ได้ เพราะเหตุว่าจิตแต่ละขณะต้องเกิดสืบต่อ ทำกิจหน้าที่เฉพาะอย่างๆ อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ถึงความหลากหลายของจิต แม้ขณะที่กุศลจิตยังไม่เกิดเลย อกุศลจิตยังไม่เกิดเลย ก็มีจิตต่างๆ ซึ่งเราไม่สามารถที่จะรู้ได้ ก็ยังมีจิตอีก ๑ ขณะ ซึ่งเราก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ ขอเชิญคุณสุภีร์ หลังจากที่สันตีรณจิตดับไปแล้ว

    อ.สุภีร์ หลังจากที่สันตีรณจิตดับไปแล้ว ก็เป็นจิตที่เกิดขึ้นทำกิจอย่างหนึ่งเรียกว่าโวฏฐัพพนกิจ ถ้าแปลตามศัพท์ก็แปลว่ากระทำทางให้ชวนวิถีเกิดนั่นเอง ซึ่งในขณะนี้กำลังกล่าวถึงทางปัญจทวารไล่มา จิตที่ทำโวฏฐัพพนกิจทางปัญจทวารมีชื่อของจิตชื่อว่า"มโนทวาราวัชชนจิต" ซึ่งมโนทวาราวัชชนจิตดวงนี้ก็ทำกิจอาวัชชนะทางมโนทวารด้วย เป็นวิธีแรกทางมโนทวาร ส่วนถ้าเป็นทางปัญจทวารก็กระทำโวฏฐัพพนกิจ จิตที่เป็นมโนทวาราวัชชนจิตนี้ ผมก็ได้กล่าวเมื่อครู่นี้ว่าเป็นอเหตุกจิต ซึ่งอเหตุกจิตที่เป็นมโนทวาราวัชชนจิตดวงนี้มีวิริยะเจตสิกเกิดประกอบรวมด้วย เมื่อครู่นี้ผมได้กล่าวไปเรื่องวิริยะเจตสิกแล้วก็กล่าวว่ามีอเหตุกจิตอยู่ ๑๖ ประเภทเท่านั้นเองที่ไม่มีวิริยะเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย

    อเหตุกจิต ๑๖ ประเภทก็คือ ชื่อที่กล่าวไปแล้วในวิถีทั้งหมดทางปัญจทวาร ก็คือ ๑ ปัญจทวาราวัชชนะ แล้วก็วิถีที่ ๒ เป็น ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ดวง รวมเป็น ๑๑ แล้วสัมปฏิจฉันนะอีก ๒ เป็น ๑๓ แล้วก็สันตีรณะอีก ๓ เป็น ๑๖ จิตเหล่านี้ไม่มีวิริยะเจตสิกเกิดประกอบรวมด้วย จิตนอกนั้นทั้งหมดต่อๆ ไปรวมทั้งโวฏฐัพพนจิตด้วยที่ทำกิจโวฏฐัพพนทางปัญจทวารก็มีวิริยะเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ที่ทำอาวัชชนกิจทางมโนทวารก็มีวิริยะเจตสิกเกิดประกอบรวมด้วยเช่นเดียวกัน และจิตในชวนวิถีอื่นๆ ทั้งหมดก็มีวิริยะเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ยกเว้นเฉพาะอเหตุกจิต ๑๖ ประเภทที่ได้กล่าวไปแล้วเท่านั้นที่ไม่มีวิริยะเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย

    ท่านอาจารย์ รวมแล้วมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยกี่ดวง จิตดวงนี้ เกินกว่า ๑๐ แล้วใช่ไหมเพราะเหตุว่ามีวิริยะเจตสิกเกิดร่วมด้วย ที่แสดงอย่างนี้เพื่อที่จะให้เห็นว่าจิตแต่ละประเภทก็เกิดขึ้น แล้วก็มีเจตสิกที่ต้องเกิด ขาดไม่ได้เลย เช่น โวฏฐัพพนจิต ซึ่งเกิดต่อจากสันตีรณจิต ชื่อก็คงจะค่อยๆ จำไป เพราะว่าทบทวนกันไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ปัญจทวาราวัชชนะ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง ทวิปัญจวิญญาณมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง สัมปฏิจฉันนะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง สันตีรณะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง แต่จิตต่อไปเริ่มเปลี่ยนอีกแล้วมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๑ ดวง ก็เพราะเหตุว่าทำกิจหน้าที่ของเจตสิกนั้น

    แล้วก็คงจะไม่ลืมเรื่องชาติ ขณะที่เป็นภวังค์เป็นวิบาก เป็นผลของกรรม ขณะที่เห็น ขณะที่เป็นสัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ เป็นวิบาก แต่ว่าก่อนเห็น หลังจากที่ภวังค์ซึ่งเป็นวิบากดับ และก็มีอารมณ์กระทบทางทวาร จิตเป็นวิบากจะเกิดขึ้น รับผลของกรรมต่างจากภวังคจิตจิตทันทีไม่ได้ เพราะเหตุว่าการที่ภวังคจิตเกิดดับสืบต่อดำรงภพชาติ ก็เป็นผลของกรรม ซึ่งไม่เกิดขึ้นรู้อารมณ์ทางหนึ่งทางใดใน ๖ ทางเลย

    เพราะฉะนั้นในขณะที่เป็นภวังคจิต โลกไม่ปรากฏ ไม่คิด ไม่นึก ไม่ฝัน ไม่รู้อะไรทั้งหมด ตัวเองเป็นใคร ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน ก็ไม่รู้ แต่โลกจะปรากฏต่อเมื่อเป็นวิถีจิต เพราะฉะนั้นปฏิสนธิจิต ภวังคจิต จุติจิต ไม่ใช่วิถีจิต โลกนี้จึงไม่ปรากฎ แต่ขณะที่รู้สึกตัว ซึ่งไม่ใช่ภวังค์ เป็นชาติกิริยา และก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง คั่นระหว่างภวังคจิตกับจิตซึ่งจะเป็นวิบากต่อไป คือเห็น เมื่อวิบากจิตซึ่งเห็นดับ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย สำหรับทวิปัญจวิญญาณ ๗ ดวงเมื่อดับแล้วสัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะซึ่งเป็นวิบากก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง

    ต่อไปก็จะเป็นกิริยาจิต คือก่อนที่จะเป็นกุศลจิต หรืออกุศลจิต เวลาที่อารมณ์ปรากฏ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เพราะว่าเวลาที่เราเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ก็จะต้องเป็นกุศล หรืออกุศลๆ เช่น มีความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏวันหนึ่งๆ คงมาก ในการที่ไม่ว่าจะเห็น ก็มีความพอใจในสิ่งที่เห็น ไม่ว่าจะได้ยินก็มีความติดข้องในเสียงที่ปรากฏ ได้กลิ่น ถ้าเป็นกลิ่นซึ่งน่าติดข้องก็ติดข้อง แต่ถ้าเป็นกลิ่นขยะ หรือกลิ่นเหม็น ขณะนั้นก็จะเป็นอกุศลประเภทอื่น คือเป็นโทสะมูลจิต

    เพราะฉะนั้นก่อนที่จะเป็นกุศลจิต และอกุศลจิตในอารมณ์ที่ปรากฏได้ต้องมีกิริยาจิตเกิดคั่นระหว่างวิบากจิตกับกุศลจิต และอกุศลจิตซึ่งจะเกิดต่อ จิตที่เกิดคั่นไม่ใช่วิบาก วิบากเป็นจิตที่รับผลของกรรม เป็นจิตที่เป็นผลของกรรม กรรมใดที่ได้กระทำแล้วให้ผล คือขณะเห็น ทำให้เห็น ทำให้ได้ยิน ทำให้จิตได้กลิ่นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นขณะเหล่านี้เป็นผลของกรรม แต่ว่าขณะใดซึ่งไม่ใช่จิตเหล่านี้ที่เป็นวิบาก ขณะนั้นจะไม่ใช่ผลของกรรม

    จิตที่เกิดต่อจากสันตีรณจิต ซึ่งสันตีรณจิตก็เป็นวิบากจิต จะสิ้นสุดการเป็นวิบากทางหนึ่งทางใดใน๕ ทาง จบเรื่องของวิบาก แต่ว่าต่อจากนั้นก่อนกุศลจิต หรืออกุศลจิตที่เกิดคั่น เป็นชวนปฏิปาทกะ หรือว่าเป็นจิตที่กระทำทางให้กุศลจิต หรืออกุศลจิตเกิด แต่ละครั้งที่เห็นไม่ใช่ว่าจะไม่มีกุศลจิต หรืออกุศลจิต แต่ละครั้งที่ได้ยินจะมีกุศลจิต หรืออกุศลจิต แต่ความรวดเร็วของจิต ก็จะแสดงให้เห็นว่าก่อนที่กุศลจิต และอกุศลจิตซึ่งเป็นเหตุจะเกิดได้ ต้องมีกิริยาจิตทำโวฏฐัพพนกิจ และจิตนี้มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๑ ดวง คือต้องมีวิริยะเจตสิกเกิดร่วมด้วย จึงจะกระทำกิจนี้ได้

    ผู้ฟัง เรียนถามอ. อรรณพ ถามนอกเรื่องสักนิดหนึ่งว่า ทำไมเราถึงต้องเรียนเรื่องชาติของจิต แล้วจะมีประโยชน์อะไร ขอเหตุผล

    อ.อรรณพ เพราะว่าเพื่อให้รู้ความจริงว่าจิต หรือเจตสิกเกิดขึ้นมาแล้ว ถ้าไม่เป็นกุศลก็ต้องเป็นอกุศล หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องเป็นวิบาก คือจิตหรือเจตสิกที่เป็นผลของกรรมหนึ่งกรรมใดในอดีต หรือมิฉะนั้นก็จะต้องเป็นชาติกิริยา ซึ่งเกิดมาเพื่อกระทำกิจ โดยที่ไม่ได้เป็นอกุศลจิต เหมือนในขณะที่อกุศลจิตเกิด หรือเป็นกุศลจิต ซึ่งทั้งกุศลจิต อกุศลจิตก็จะทำให้ได้รับวิบากต่อไป แล้วก็ไม่ใช่จิตที่เป็นผลของกรรมคือวิบาก อย่างที่เราเริ่มต้นสนทนา ทีละดวง มาตั้งแต่ในขณะที่วิถีจิตทางตาเริ่มเกิด มีปัญจทวารวัชชนจิตก็เป็นกิริยาจิต ซึ่งเกิดขึ้นกระทำกิจ กระทำทางให้เกิดวิถีจิตขึ้นมา ซึ่งจะต้องมีเจตสิก ๑๐ ดวง

    เพราะฉะนั้นการที่ท่านแสดงเรื่องชาติของจิต และรวมถึงชาติของเจตสิกที่เกิดกับจิตดวงนั้นด้วย เพราะจะต้องมีชาติเดียวกัน ก็เพื่อให้เข้าใจในธรรมชาติของสภาพธรรม ว่ากิจที่เกิดขึ้นดวงแรกของวิถีจิต อย่างเช่น ทางตา ไม่ใช่อกุศล ไม่ใช่กุศล แล้วก็ยังไม่ใช่ผลของกรรม แต่เป็นชาติกิริยา ซึ่งเกิดขึ้นกระทำกิจหน้าที่ ที่จะรำพึงถึงอารมณ์ แต่ถ้าเราจะเข้าใจก็คือ เป็นวิถีจิตดวงแรกที่จะกระทำทางให้วิถีจิตดวงต่อๆ ไปเกิดขึ้นรู้อารมณ์ เพราะฉะนั้นเรื่องชาติของจิต ก็คือเพื่อให้เข้าใจความเป็นจริงของจิต และเจตสิกที่เกิดขึ้นมา

    ผู้ฟัง จิตที่เป็นกุศลกับอกุศล จะทำอะไรอย่างไรได้ไหม ถ้าเขาอยากจะดีก็ดีได้ไหม หรืออยากจะไม่ดี ทุกอย่างนี้จะมีตัวตนที่จะทำหรือเปล่า ทั้งที่อยากดีก็ดีไม่ได้

    อ.อรรณพ ตรงที่เรากำลังศึกษา การที่เราศึกษาจิต และเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยไปพร้อมๆ กันโดยละเอียด ตั้งแต่จิตขณะแรกของวิถีมา แต่ละขณะ จนกว่าจะถึงชวนซึ่งกำลังจะได้กล่าวกันต่อไป เพื่อให้เห็นความเป็นอนัตตาของสภาพธรรม ว่าทุกขณะ ตั้งแต่ขณะหลับ ในขณะหลับก็เป็นจิตที่เกิดขึ้นรู้อารมณ์ มีวิตกซึ่งจรดในอารมณ์เดียวกันกับที่ผัสสะกระทบ เป็นต้น แล้วก็มีเจตสิกธรรมอื่นๆ อีกมากกว่านี้ เสร็จแล้วเมื่อมีเหตุปัจจัย ซึ่งกรรมหนึ่งกรรมใดจะทำให้เกิดการเห็นขึ้น หรือว่าเกิดวิถีจิตขึ้น ก็เป็นปัจจัยให้เกิดปัญจทวาราวัชชนจิต แล้วก็เกิดวิถีจิตแต่ละขณะๆ ที่ทรงแสดงแต่ละขณะ และเรามาศึกษากัน เพื่อให้เห็นว่า ไม่มีขณะใดเลยที่เป็นอัตตา เป็นอนัตตาทุกขณะ เพราะเป็นจิต เจตสิก ซึ่งเกิดขึ้นทำกิจสมควรกับหน้าที่ของจิต และเจตสิกนั้นๆ

    ถ้าเป็นปัญจทวาราวัชชนจิตก็จะต้องมีเจตสิกเกิดขึ้น ๑๐ ดวง พอเป็นจิตเห็น มีเพียงแค่ ๗ เพราะว่าขณะที่เห็นๆ จริงๆ จักขุวิญญาณจิตเห็นในสิ่งที่ปรากฏทางตา ไม่ต้องอาศัยวิตกที่ไปจรดในอารมณ์นั้น เพราะเป็นผลของกรรม ที่ทำให้จิตนั้นเห็นอารมณ์นั้นโดยตรง แต่เมื่อจิตนั้นดับไป ผลของกรรมก็ยังมี คือสัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ ซึ่งก็ต้องมีการจรดในอารมณ์นั้น สี เป็นต้น ที่ปรากฏทางตา

    เพราะฉะนั้นการศึกษาวิถีจิตแต่ละขณะๆ ที่เราคิดว่าเป็นเรื่องเป็นราว เป็นเรา ที่แท้แล้วก็เป็นวิถีจิตที่เกิดขึ้น ในขณะที่วิถีจิตไม่เกิดก็เป็นวิถีมุตจิต ก็คือในขณะที่หลับสนิท หรือขณะที่ภวังคจิตที่คั่นแต่ละวิถี เพราะฉะนั้นถ้าเราได้ฟังตรงนี้ก็คงเป็นปัจจัยให้วิริยะ ที่เป็นกุศล ซึ่งวิริยะก็เป็นปกิณณกเจตสิกดวงหนึ่ง เกิดกับกุศลจิตก็ได้ อกุศลจิตก็ได้ วิบากก็ได้ กิริยาก็ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อชวนจิตเกิด ถ้าเป็นปัจจัยให้กุศลจิตเกิดขึ้น กุศลจิตก็เกิดได้ แล้วก็มีวิริยะในการที่จะเพียรที่จะศึกษาสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เพื่อให้เห็นความเป็นอนัตตาของสภาพธรรมแต่ละขณะๆ

    ท่านอาจารย์ เลือกไม่ได้ใช่ไหม เลือกไม่ได้เลย เห็นแล้วอยากจะให้เป็นกุศล ก็เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าจะต้องแล้วแต่การสะสม



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    23 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ