สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 078
สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๗๘
วันจันทร์ที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ ถ้าคิดถึงสภาพธรรม สิ่งที่มีในโลกนี้มี ๒ อย่าง คือนามธรรมกับรูปธรรม เราต้องไปหาเหตุไหมว่ามาจากไหน แต่ว่าพระผู้มีพระภาคก็ได้ทรงแสดงเท่าที่บุคคลทั้งหลายสามารถที่จะเข้าใจได้ ไม่ใช่แสดงถึงสิ่งที่จะต้องอบรมเจริญปัญญาจนกระทั่งถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่ง แล้วจึงจะเข้าใจได้ แต่หมายความว่า สิ่งที่มีอยู่ในขณะนี้ ที่สามารถจะเข้าใจได้ก็คือว่า มีนามธรรมกับรูปธรรม ๒ อย่าง ซึ่งทั้ง ๒ อย่าง แต่ละอย่างที่จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ตามที่มีอยู่
เราอาจจะเห็นเพียงอย่างเดียว และเราก็ไม่รู้ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เพราะเรากำลังเห็นสิ่งนั้นสิ่งเดียว แต่ความจริงสิ่งเดียวที่ปรากฏ ก็ต้องมีสิ่งอื่นเกิดร่วมด้วยอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าจะมีใครเป็นผู้สร้าง แต่เป็นลักษณะของสภาพธรรมใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นนามธรรมหรือรูปธรรมประเภทใดก็ตาม ที่เกิดต้องอาศัยกันและกันเกิดขึ้น เช่น ธาตุดินซึ่งเป็นลักษณะที่แข็ง เป็นที่ตั้งที่อาศัยของธาตุไฟ ธาตุน้ำ ธาตุลม แต่เวลาที่เราพูดถึงธาตุดิน ไม่ใช่ดินอย่างที่เราเคยคิด แต่ลักษณะใดก็ตามที่แข็ง มีจริงๆ แข็งนั้นมีจริงๆ แต่แข็งจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยธาตุไฟ ธาตุน้ำ ธาตุลมด้วย ไม่ใช่ว่าจะมีแข็งอย่างเดียวเกิดขึ้นมาได้ หรือว่าไม่ใช่จะมีแต่เฉพาะธาตุไฟเกิดขึ้นมาโดยไม่มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม หรือว่าไม่ใช่จะมีแต่ธาตุลม โดยไม่มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ
สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นธรรม เป็นสิ่งที่มี แล้วก็มีลักษณะต่างกันเป็น ๒ อย่าง คือลักษณะหนึ่งเป็นรูปธรรม ซึ่งสมุฏฐานที่ก่อตั้งให้เกิดรูป ก็มีทั้งอุตุคือความเย็นความร้อน ก็ทำให้เกิดรูป และก็มีรูปซึ่งเกิดเพราะกรรม มีรูปที่เกิดเพราะจิต มีรูปซึ่งเกิดเพราะอาหาร ทรงแยกแต่ละกลาป หรือแต่ละกลุ่มของรูป รวมไปถึงแต่ละรูปด้วยว่า รูปนั้นมีอะไรเป็นสมุฏฐาน นั่นเรื่องของรูป ซึ่งอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ทุกกลุ่มที่สามารถจะทำให้แตกย่อยได้ เพราะฉะนั้นธาตุดินที่นี่จะเล็กน้อยบางเบาสักแค่ไหน เห็นเป็นเหล็ก เห็นเป็นต้นไม้ เห็นเป็นภูเขา แต่ความจริงก็มีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่อย่างละเอียดยิบ นั่นเรื่องของรูปธรรม
นามธรรมยิ่งละเอียดกว่าเพราะว่ามองไม่เห็นเลย แต่ถึงกระนั้นก็เป็นธาตุรู้ ซึ่งผู้ที่ไม่รู้ก็กล่าวถึงแต่เพียงจิต แต่ไม่ได้พูดเรื่องเจตสิกเลย เพราะเหตุว่าจิตยังเป็นสภาพธรรมที่พอจะกล่าวได้ มีลักษณะต่างๆ บางคนก็บอกว่าคนนี้จิตใจดี คนนั้นจิตใจร้าย แต่ความจริงจิตกับใจก็เหมือนกับจิตและเจตสิกที่เกิดร่วมกัน แต่ไม่มีใครรู้ว่าไม่ใช่จิต เวลาที่จิตเกิดขึ้น จิตเป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์คือ สิ่งที่ถูกจิตรู้ หรือว่าจิตกำลังรู้ในขณะนี้ เช่น เห็น จิตเห็นเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ชัดเจนแจ่มแจ้งในสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ตามกำลังของเหตุปัจจัย หรือว่าจิตได้ยินก็สามารถที่จะได้ยินเสียงทุกชนิด เสียงดัง เสียงเบา เสียงต่ำ เสียงแหลม เสียงแหบ เสียงห้าว อะไรก็ตามแต่ ลักษณะต่างๆ กัน จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ แต่จิตจะเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย
นี่ก็แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ตรัสรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง สามารถที่จะรู้ลักษณะของธรรมที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมโดยละเอียด ซึ่งถ้าศึกษาต่อไปหรือฟังต่อไป ก็จะรู้ถึงว่าเจตสิกซึ่งเกิดกับจิต แต่ละเจตสิกเป็นปัจจัยโดยสถานใดที่จะทำให้จิตนั้นๆ เกิดขึ้น นี่ก็เป็นเรื่องที่จะเห็นความละเอียดว่า ถ้าไม่ใช่การตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คนอื่นก็เพียงแต่จะรู้เงาๆ รู้คร่าวๆ ว่ามีจิต แต่จะไม่รู้การเกิดดับของจิต จะไม่รู้เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดจิต เพราะฉะนั้นอนุสัย คิดดู จิตเกิดขึ้นแล้วก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ขณะนั้นไม่ใช่อนุสัยกิเลส เพราะเหตุว่าเกิดแล้วทำกิจหน้าที่การงานแล้ว แต่ถ้าไม่มีพืชเชื้อที่จะให้กิเลสนั้นเกิด กิเลสนั้นๆ หรืออกุศลเจตสิกนั้นๆ ก็เกิดไม่ได้
เราพูดถึงกิเลสซึ่งด้วยพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ทรงตรัสรู้สภาพธรรมที่สามารถดับอนุสัยได้ ซึ่งใครจะรู้ว่ามีอนุสัย นอนอยู่เหมือนกันหมดเลยใช่ไหม พระอรหันต์ พระอนาคามีบุคคล พระสกทาคามีบุคคล พระโสดาบัน หรือว่าปุถุชน ก็เป็นภวังคจิต ไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน ไม่มีการคิดนึกใดๆ เลย แต่ว่าเวลาตื่นขึ้นแล้ว ผู้ใดมีอนุสัยประเภทใด ก็มีเชื้อที่จะทำให้อกุศลเจตสิกชนิดนั้นๆ เกิดขึ้น ทำกิจการงาน ซึ่งใช้คำว่า"ปริยุฏฐานะ"หมายความว่ากลุ้มรุมพัวพัน ขณะนั้นสามารถที่จะรู้สภาพของจิตได้ เพราะว่ามีอกุศลเจตสิกเกิดขึ้น ทำกิจการงานร่วมกับจิตนั้น
นี่ก็เป็นการที่แสดงให้เห็นถึงพระปัญญาคุณ ซึ่งทำให้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณที่ทรงแสดงพระธรรมให้คนอื่นได้มีโอกาสได้ฟัง ได้เข้าใจสภาพธรรม ได้อบรมเจริญปัญญา จนถึงสมัยที่พระองค์ตรัสรู้ก็มีผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นจำนวนมาก ซึ่งในกาลก่อนๆ ก็คงจะเหมือนพวกเราที่นั่งฟัง และก็สนทนาธรรมเรื่องของธรรม จากการที่พระองค์ได้ทรงแสดง และก็อบรมไปจนถึงวันนั้น ที่สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ แต่ไม่ใช่เรื่องคิดใช่ไหมว่า เราจะต้องไปคิดว่าอนุสัยมาจากไหน แต่ว่าก็มีข้อความที่แสดงไว้ด้วยว่า จากอกุศลซึ่งเกิดจากอาสวะทั้งหลาย
คราวก่อนนี้ได้พูดถึงเรื่องของอนุสัยกิเลส ซึ่งไม่มีใครรู้ใช่ไหม ไม่ปรากฎจึงเป็นอนุสัย แต่พอเริ่มรู้สึกตัว วันนี้ก็จะมีอกุศลหลายๆ ระดับ ระดับที่ยากที่จะรู้แม้ว่าเกิด ก็คืออกุศลประเภทอาสวะ ขอเชิญคุณสุภีร์ให้ความหมายของอาสวะ
อ.สุภีร์ คำว่าอาสวะ ถ้าแปลตามศัพท์ก็แปลว่าไหลไปโดยทั่ว มาจากคำว่า"อา"แปลว่าทั่ว กับ"สุ"แปลว่าไหลไป ก็แปลงอุเป็นวะ ก็เป็น "อาสวะ" หมายถึง ไหลไปโดยทั่ว ทั่วทางไหนบ้าง ก็ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจนั่นเอง ก็ไหลไปทั่วทั้ง ๖ ทางเลย แล้วก็ไหลไปทั่วในธรรมประการอื่นๆ ที่นอกจากโลกุตรธรรมทั้งหมด ในภพทุกๆ ภพ จนกระทั่งถึงอรูปภพนั่นเอง
คำว่า "อาสวะ" โดยความหมายความแปลตามรูปศัพท์แปลว่า ไหลไปโดยทั่วทางทวารทั้ง ๖ แล้วก็ในธรรมทุกๆ ประการ ยกเว้นโลกุตรธรรม แล้วก็ไหลไปได้ในทุกๆ ภพ ตั้งแต่อเวจีมหานรก จนกระทั่งถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ ซึ่งเป็นอรูปพรหมชั้นที่สูงที่สุด อันนี้ความหมายหนึ่ง ส่วนอีกความหมายหนึ่งก็ใช้ในความหมายที่เป็นชื่อเรียกของสิ่งหนึ่งที่เหมือนกับชาวโลก ชาวโลกทั้งหลายเรียกสิ่งหมักดอง เช่น สุรา เป็นต้น เรียกว่าอาสวะ ฉะนั้นกิเลสที่ชื่ออาสวะก็เพราะว่าหมักดองมานานมาก ก็คือหมักดองอยู่กับสัตว์บุคคลทั่วไปมานานแสนนานนั่นเอง
ผู้ฟัง มีท่านผู้ร่วมสนทนาธรรมท่านหนึ่งฝากถาม คืออนุสัยเป็นพืชเชื้อซึ่งก็เป็นอกุศลธรรม ก็จะเป็นพืชเชื้อให้อกุศลจิตที่ที่มีปริยุฏฐานกิเลสเกิดกลุ้มรุมจิตเกิดขึ้น แต่ว่าในทางฝ่ายตรงกันข้าม ผู้ร่วมสนทนามีความสงสัยว่า จะมีพืชเชื้อของฝ่ายกุศลหรือไม่ เพราะว่าเวลากุศลจิตเกิดขึ้น ก็น่าจะมีพืชเชื้อที่จะเปรียบกับทางฝ่ายอกุศลแล้วก็ยังมีพืชเชื้อให้เกิดอกุศลธรรมได้
อ.ประเชิญ ถ้าทางอกุศล ท่านใช้คำว่า"อนุสย" เป็นพืชเชื้อเป็นต้นเหตุของอกุศลทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นมากลุ้มรุมจิตใจ ถ้าไม่มีอนุสัยแล้ว อกุศลทั้งหลายก็มีไม่ได้ ถ้าดับได้แล้ว หรือว่าถอนขึ้นได้ด้วยมรรคแล้ว อกุศลทั้งหลายก็จะไม่มี ส่วนในทางกุศล ในอาสยานุสยญาณของพระผู้มีพระภาค ที่เป็นพระญาณที่ไม่ทั่วไปในพระสาวกทั้งหลาย ก็เป็นพระญาณที่รู้"อาสยะ"ของสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งอาสยะในที่นั้นก็หมายถึง ทั้งสัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ ที่เคยได้สะสมอบรมมาแต่ปางก่อน ตรงนี้เราก็จะกล่าวได้เหมือนกันว่า ความดีที่เคยทำมาในครั้งก่อนๆ ก็จะเป็นอุปนิสัยที่เรียกว่า"อาสยะ"ก็จะมีประจำอยู่ในจิตใจของแต่ละท่านได้ เพราะฉะนั้นฝ่ายดีก็เรียกว่าอาสยะ ก็ไม่เรียกอนุสย
ท่านอาจารย์ ไม่ทราบว่าหายสงสัยหรือยัง ในเรื่องของฝ่ายดี
ผู้ฟัง อยากจะเรียนถามว่าอนุสัย เราทราบแล้วว่ารู้อารมณ์ที่เป็นอกุศลได้ ทีนี้อนุสัยจะรู้อารมณ์ที่เป็นกุศลได้หรือไม่
ท่านอาจารย์ ขณะที่กุศลจิตเกิด อนุสัยยังอยู่ครบ จนกว่าโลกุตรจิตจะเกิดจึงจะดับอนุสัยได้ตามลำดับขั้น เพราะฉะนั้นจึงได้ทรงแสดงไว้ว่ากุศลใดๆ ก็ตาม ขั้นทาน ขั้นศีล ขั้นสมถภาวนา ไม่สามารถที่จะดับอนุสัยได้ ก็แสดงว่าอนุสัยมีอยู่ในจิตทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นกุศลจิต อกุศลจิต วิบากจิต หรือกิริยาจิตของผู้ที่เป็นปุถุชน หรือผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ที่เป็นอเหตุกกิริยา ซึ่งไม่ใช่กิริยาจิตของพระอรหันต์ ก็ยังมีอนุสัยอยู่ เพราะฉะนั้นเวลานี้กำลังเป็นกุศลจิต แต่ว่าอนุสัยยังอยู่เต็ม ก็มีหนทางที่จะทำให้อนุสัยเบาบางได้ จนกระทั่งดับได้เป็นสมุฏเฉท คือหนทางเดียว การอบรมเจริญมรรคที่จะทำให้รู้แจ้งอริยสัจธรรมเท่านั้น
ผู้ฟัง โดยปัจจัยแล้ว ที่บอกว่าอุปนิสสยปัจจัยใช้กับสิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นสิ่งที่ดี หรือว่าใช้กับสิ่งที่ไม่ดี
ท่านอาจารย์ ทั้งดีทั้งไม่ดีทั้งหมด ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีกุศลเกิดใช่ไหม แต่เพราะว่ามีการสะสมของกุศลด้วย แล้วถ้าไม่มีอนุสัยในขณะที่จิตเป็นกุศล พอกุศลจิตดับก็ไม่ต้องมีกิเลสอีกต่อไป แต่เพราะเหตุว่าอนุสัยยังมีอยู่ กุศลจิตจะเกิดเพียงชั่วคราว แต่ว่าถึงกาลที่เมื่อกุศลจิตนั้นดับแล้ว ก็เป็นปัจจัยให้อกุศลจิตเกิดได้เพราะว่ายังมีอนุสัยอยู่ แต่ถ้าเป็นผู้ที่ดับกิเลสประเภทไหน อนุสัยกิเลสที่ดับแล้วจะไม่เป็นเหตุให้เกิดอกุศลประเภทนั้นเลย เช่น ทิฏฐานุสัย ความเห็นผิด ความเห็นผิดมีมากมาย แต่ว่าความเห็นผิดทั้งหมดจะดับเมื่อโสตาปัตติมรรคจิตเกิด ผู้ที่เป็นพระโสดาบันจะไม่มีความเห็นผิดใดๆ เลยทั้งสิ้น เพราะเหตุว่าดับทิฏฐานุสัยแล้ว
เมื่ออนุสัยมี ก็เป็นปัจจัยให้เกิดเจตสิกที่เป็นอกุศล ตัวอนุสัยกิเลสไม่ได้เกิดขึ้นทำกิจการงานเลย แต่มีอยู่ติดอยู่ในจิต ติดแน่นสนิท ยากมากที่จะละ เพราะว่าเป็นธรรมที่ละเอียดมาก แต่ก็เป็นปัจจัยให้อกุศลเจตสิกเกิดทำกิจการงาน เมื่อถึงกาลหรือว่ามีปัจจัยที่จะให้อกุศลจิตนั้นๆ เกิด
ขอยกตัวอย่าง เวลาที่นอนหลับสนิทมีอนุสัยแน่นอน ทั้งๆ ที่จิตที่ทำกิจภวังค์ต้องเป็นกุศลวิบาก เป็นผลของกุศลกรรมซึ่งจะต้องมีโสภณเจตสิก เจตสิกฝ่ายดีเกิดร่วมด้วยกับบุคคลซึ่งเกิดเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นผลของกุศลกรรม จะมีทั้งศรัทธาเจตสิก มีหิริเจตสิก มีโอตตัปปเจตสิก มีอโลภเจตสิก อโมหะ เป็นปัญญาเจตสิก บางคนมี บางคนไม่มี แล้วแต่บุคคล ถ้าเป็นผลของกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาแม้ขณะหลับ ขณะนั้นก็มีปัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ถ้าเป็นกุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา ขณะที่หลับก็จะมีศรัทธา หิริ โอตตัปปะเหล่านี้เกิด แต่ว่าไม่มีปัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย
เพราะฉะนั้นก็จำแนกบุคคลตั้งแต่เกิดคือผู้ที่ประกอบด้วยปัญญา และผู้ที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา กุศลที่ปราณีตสามารถที่จะทำให้เกิดถึงบนสวรรค์ จะเป็นคฤหบดีมหาศาล กษัตริย์มหาศาลในภูมิมนุษย์ก็ได้ แต่ว่าไม่ประกอบด้วยปัญญา เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่ว่าขณะนั้นปฏิสนธิจิตซึ่งเป็นกุศลวิบาก เป็นผลของกุศลทำให้เกิดในสุคติภูมิ มีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ก็มีอนุสัยติด หรือจะใช้คำว่านอนเนื่องอยู่ ยังไม่ได้ดับ ในขณะที่กำลังหลับสนิท ผู้ที่เป็นผลของกุศลกรรมเกิดเป็นมนุษย์เป็นกุศลวิบาก
แต่เวลาตื่นขึ้นเห็น รู้สึกตัวไหมว่ามีอกุศล เพราะว่าธรรมดาของเราทุกคนก่อนจะนอน ลองคิดดูว่าเราคิดอะไร เรื่องของโลภะ เรื่องของการงาน เรื่องของวงศาคณาญาติ เรื่องของอาหาร เรื่องของอะไรก็แล้วแต่ ขณะนั้นเป็นความติดข้อง หรือว่าเป็นความขุ่นใจ ก่อนจะนอนบางคนก็โกรธ ยังไม่ลืมเรื่องที่ผ่านมา อาจจะหลายวันแล้วก็ได้ อาจจะถึง ๑๐ ปี อย่างไรก็ไม่ทราบคืนนั้นเกิด ก่อนจะนอนก็คิดขึ้นมาได้ไหม เพราะเหตุว่าทุกคนไม่สามารถรู้ได้เลยว่า จิตต่อไปสักหนึ่งขณะ จะเป็นอะไร จะเห็นอะไร จะได้ยินอะไร จะคิดนึกอะไร ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้เลย เพราะเหตุว่าธรรมทั้งหมดเป็นอนัตตา
เพราะฉะนั้นก่อนนอนก็ลองคิดดูก็แล้วกันว่าเป็นอะไร เพราะฉะนั้นตื่นขึ้นก็เป็นเช่นนั้น ถ้าก่อนนอนโกรธ ตื่นขึ้นมายังหงุดหงิดยังจำได้ทันที นึกถึงเรื่องนั้นก่อนเรื่องอื่นเลยก็ได้ แต่ว่าปกติธรรมดาของชีวิตคงจะไม่ใช่เช่นนั้น ถ้าเป็นเช่นนั้นคนนั้นก็แย่มากเลยใช่ไหม ทุกคืนทุกวันก่อนจะนอนก็เป็นโทสะ ตื่นขึ้นมาก็เป็นโทสะ คงจะไม่มีใครเป็นถึงอย่างนั้น แต่ก็แล้วแต่เหตุปัจจัย แต่ปกติธรรมดา ตื่นมาแล้วจะไม่รู้เลยว่ามีอกุศลจิต เพราะว่าบางคนบอกว่า ไม่ได้อยากได้อะไรของใคร ไม่ได้โลภ ไม่ได้ต้องการอะไร แล้วก็ไม่ได้โกรธใครด้วย ก็เหมือนกับตัวเองไม่มีอกุศล หรือกล่าวได้บางคนก็พูดว่าเขาไม่มีกิเลส เพราะว่าเขาไม่ได้ต้องการอะไรของใคร แต่เพราะเหตุว่าไม่รู้ลักษณะของจิตว่า ขณะใดที่ไม่เป็นไปในทาน ไม่เป็นไปในศีล ไม่เป็นไปในความสงบ ไม่เป็นไปในการอบรมเจริญปัญญา ขณะนั้นเป็นอกุศลจิตแน่นอน
เพราะฉะนั้นตื่นขึ้น กิเลสตื่นแล้ว อุฏฐานะตื่น เพราะว่าตอนที่กำลังหลับเป็นผลของกุศลกรรม มีโสภณเจตสิกเกิดขึ้นทำกิจการงาน ขณะหลับจิตต้องทำกิจการงานคือทำภวังคกิจดำรงภพชาติไว้ ยังไม่จากโลกนี้ไปเพราะว่าจุติจิตยังไม่เกิด ไม่มีใครสามารถที่จะไปยับยั้งการเกิดดับสืบต่อของจิตซึ่งเป็นภวังค์ ไม่ถึงกาลซึ่งกรรมอื่นจะให้ผลคือให้เห็นให้ได้ยินก็ต้องหลับไปก่อน ขณะที่หลับไปก่อนก็คือกรรมทำให้ดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนั้นเพื่อรับผลของกรรม ทันทีที่ตื่นอาจจะไม่รู้ตัวว่ารับผลของกรรมทางตาคือต้องเห็น เลือกไม่ได้จะเห็นอะไร หรือว่าบางคนอาจจะตื่นแล้วก็ได้ยิน ก็เลือกไม่ได้อีกเหมือนกันว่าจะได้ยินอะไร ทั้งเห็น ทั้งได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เป็นวิบากจิตเป็นผลของกรรมซึ่งต่างจากภวังคจิต ไม่ได้ทำกิจเดียวกัน แต่ทันทีที่เห็น อกุศลจิตเกิดหรือเปล่า
อ.ประเชิญ ทันทีที่เห็น ขณะที่เห็นขณะเดียว
ท่านอาจารย์ เร็วมากขณะเดียวดับไปแล้ว
อ.ประเชิญ ขณะที่เห็น ถ้าผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ ก็จะมีวิถีจิตเกิดขึ้นตามลำดับ แล้วจนถึงชวนจิตที่เราเคยได้สนทนากันไปแล้ว ชวนสำหรับปุถุชน และผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์จะเป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิต แต่โดยมากของปุถุชน วิสัยของปุถุชนโดยมาก เห็นแล้วก็จะต้องยินดีหรือยินร้ายในสิ่งที่เห็น เพราะฉะนั้นเห็นแล้วก็ต้องเป็นอกุศลแน่นอน ส่วนมากแล้ว
ท่านอาจารย์ คุณสุภีร์รู้ตัวไหม เวลาที่ตื่นแล้วก็เป็นอกุศล
อ.สุภีร์ ไม่ค่อยรู้ แต่ว่าจากการศึกษาก็รู้ว่าเป็นอกุศล เพราะเหตุว่าไม่ได้เป็นไปในทาน ศีล ความสงบของจิต และก็วิปัสสนา เป็นอกุศลหมด
ท่านอาจารย์ เป็นกุศลต้องประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ถ้าเป็นผู้ที่อบรมเจริญ สติสัมปชัญญะมาพอสมควร ถึงกาลที่สามารถจะเกิดได้ แม้ตื่นก็เป็นกุศลที่ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ นอกจากนั้นแล้วแม้แต่ผู้ที่เคยอบรมเจริญปัญญา ก็ไม่ใช่หมายความว่าทุกวันที่ตื่นขึ้นจะต้องประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่จะเป็นอกุศลที่ละเอียด แต่ว่าไม่ใช่อนุสัยเพราะว่าอนุสัยไม่เกิด แต่ว่าเวลาที่จิตตื่นก็มีอกุศลจิตเกิดพร้อมอกุศลเจตสิก เกิดพร้อมกันทำกิจการงาน ที่เป็นอาสวะประเภทอาสวะ มีใครรู้ไหมว่าทันทีเพียงเห็นนิดเดียวเป็นอกุศลแล้ว ถ้าไม่เป็นกุศลก็ต้องเป็นแน่นอน
เพราะฉะนั้นผู้ที่ฟังธรรม จึงสามารถที่จะเข้าใจได้ว่าวันหนึ่งวันหนึ่งมีอกุศลมากแค่ไหน และก็หลายระดับ ระดับที่รู้สึกตัวคือเกิดความชอบ พอใจ ถึงขณะที่พอใจก็ตามแต่ แต่ถ้าเป็นอย่างบางอย่างละเอียดมาก รู้ไหม ตื่นขึ้นมาก็ทำกิจวัตรประจำวัน อกุศลอยู่ที่ไหน ไม่รู้เลยใช่ไหม แต่ความจริงทุกขณะที่มีการเคลื่อนไหว หรือแม้ไม่เคลื่อนไหวเพียงแต่ตื่นขึ้นมารู้สึกตัวแล้ว อกุศลมาก่อน
ผู้ฟัง กรณีตื่นขึ้นมาเพื่อฟังธรรม เป็นอกุศลไหม
ท่านอาจารย์ เป็นผู้ที่รู้ตัวเองว่าขณะนั้นเป็นจิตประเภทไหน การศึกษาธรรมเพื่อรู้จักตัวเองตามความเป็นจริง ต่อไปก็จะทราบ ผู้ที่ตื่นแล้วก็เป็นกุศลระดับไหน แต่ก่อนนั้นจริงๆ ขณะที่กำลังเอื้อมมือไปเปิดวิทยุ ถ้าท่านที่จะฟังวิทยุ ขณะที่เอื้อมมือไปเปิดเป็นจิตประเภทไหน
ผู้ฟัง น่าจะเป็นโลภะ แต่ถ้าหากว่าจะบอกว่าเป็นกุศลจิต ก็คงจะเกิดแล้วหรือ อันนี้คือคำถาม
อ.ประเชิญ จริงๆ แล้ว จิตเกิดดับรวดเร็วมากใช่ไหม ในขณะที่เอื้อมมือไปตรงนั้น ชวนวิถีจิตเกิดสลับกันหลายวาระมากเลย จริงอยู่ขณะที่เราได้ศึกษาธรรมแล้ว ก็เป็นผู้ที่ใคร่ที่จะฟังธรรม ตื่นตามเวลาก่อนนาฬิกาปลุก บางท่านอาจจะรู้สึกว่านอนยังไม่พอใช่ไหม ก็รู้สึกจะไม่ค่อยชอบใจเท่าไร แต่พอเริ่มที่จะนึกได้ว่าได้เวลาที่จะต้องฟังธรรม เอื้อมมือไปอาจจะมีทั้งกุศลและอกุศลเกิดสลับกัน
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 061
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 062
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 063
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 064
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 065
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 066
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 067
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 068
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 069
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 070
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 071
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 072
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 073
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 074
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 075
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 076
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 077
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 078
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 079
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 080
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 081
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 082
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 083
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 084
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 085
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 086
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 087
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 088
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 089
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 090
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 091
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 092
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 093
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 094
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 095
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 096
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 097
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 098
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 099
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 100
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 101
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 102
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 103
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 104
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 105***
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 106
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 107
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 108
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 109
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 110
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 111
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 112
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 113
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 114
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 115
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 116
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 117
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 118
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 119
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 120