สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 113


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๑๑๓

    วันจันทร์ที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๕


    ผู้ฟัง การที่เขาได้เกิดมาเป็นคน แล้วเขาได้เข้าโรงเรียน แล้วบางคนก็เป็นครูอีก เป็นครูเขาของพวกเขานั้น เขาคงจะมีที่ไม่ใช่อกุศล ไม่ใช่อเหตุกะ แล้วอีกทั้งขณะนั้นมีปัญญาพอ คือดิฉันมานึกถึงในมนุษย์เรื่องจริงๆ เขาก็เกิดเป็นอย่างนี้ แล้วเขาก็เรียนได้ แล้วเขาก็เป็นครูพวกเขาอีก

    ท่านอาจารย์ ก็ต่างกับบุคคลอื่นซึ่งเกิดเพราะมหาวิบาก ซึ่งเป็นผลของกามาวจรกุศล หรือมหากุศล ก็ยังมีความต่างกันเป็นลำดับ

    ผู้ฟัง การที่เรียกว่าเป็นบุคคลพิการมาแต่กำเนิด นี้หมายเอาตรงตั้งแต่ปฏิสนธิเลย หรือว่าหมายเอาตรงที่อยู่ในครรภ์ของแม่ แล้วก็แม่รับประทานยา หรือว่าได้รับอุบัติเหตุแล้วพิการ

    ท่านอาจารย์ ต้องกรรม หมายความว่าปฏิสนธิจิตเป็นอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก เป็นกุศลที่อ่อน เพราะฉะนั้นก็เป็นโอกาสของอกุศลกรรมที่จะเบียดเบียนได้ ทำให้พิการบ้าง หรือว่าบ้าใบ้บอดหนวก

    ผู้ฟัง หมายความว่าก็ต้องเป็นมาตั้งแต่ปฏิสนธิจิต ส่วนการที่จะมาได้รับวิบากใหม่ในขณะที่เป็นตัวอ่อนอยู่ในครรภ์แล้วนั่นอีกวาระหนึ่ง อีกขณะหนึ่งล่วงมา

    ท่านอาจารย์ ต่างกันที่ปฏิสนธิจิต คือกรรมจะทำให้จิตใดปฏิสนธิ ถ้าเรากำลังศึกษาธรรม เป็นกุศลกรรมที่ประกอบด้วยปัญญาให้ผล ก็จะทำให้มหาวิบากหรือกามวจรวิบากซึ่งเป็นผลของกรรมนี้ เกิดร่วมด้วยกับปัญญาเจตสิก ถ้าขณะนี้มีปัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย เป็นความเข้าใจธรรม ก็จำแนกออกไป เพราะว่ากรรมที่เราได้ทำที่เป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาก็มี ที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาก็มี เพราะฉะนั้นเราจะเลือกว่าเราอยากจะให้กุศลที่ประกอบด้วยปัญญาให้ผลก็เป็นไปไม่ได้ แม้ว่าจะทำกรรมที่เป็นกุศลมาก แต่ก็มีอกุศลกรรมซึ่งสามารถจะทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดได้ อย่างม้ากัณฐกะก็จะเห็นไว่าเกิดเป็นม้าในชาตินั้นแต่หลังจากจุติจากชาตินั้นแล้วก็เกิดบนสวรรค์ เป็นเทวดา เป็นเทพบุตรมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคได้ฟังธรรม ได้รู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระโสดาบัน

    เพราะฉะนั้นเราเลือกกรรมที่จะให้ผลไม่ได้ แม้ว่ามีกรรมที่เป็นกุศลกรรมประกอบด้วยปัญญา ไม่ประกอบด้วยปัญญา แล้วก็มีอกุศลกรรมด้วย ก็แล้วแต่ว่ากรรมใดจะให้ผล แต่ถ้าเป็นผลของกุศลกรรมอย่างอ่อน อย่างไรๆ ก็ยังเป็นกุศลวิบาก ยังไม่ใช่อกุศลวิบาก เพราะฉะนั้นก็ทำให้ไม่เกิดในอบายภูมิ เพราะว่ากุศลวิบากผลของกุศลจะไปเกิดในอบายภูมิ คือจะไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน จะเกิดในนรก เกิดเป็นเปรต เกิดเป็นอสูรกายไม่ได้ ต้องเกิดเป็นมนุษย์

    แต่เพราะเหตุว่าเป็นผลของกุศลอย่างอ่อน ก็เป็นปัจจัยมีอกุศลที่จะเบียดเบียน ทำให้พิการบ้างตั้งแต่กำเนิด คือหมายความว่าถึงกาลที่จักขุประสาทจะเกิดจักขุประสาทก็ไม่เกิด สำหรับคนอื่นถึงกาลที่อยู่ในครรภ์แล้วจักขุปสาทจะเกิดจักขุประสาทก็เกิด แต่สำหรับผู้ที่ปฏิสนธิด้วยกุศลอย่างอ่อน ด้วยอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก ถึงกาลที่จักขุประสาทจะเกิดก็ไม่เกิด ถึงกาลที่โสตประสาทจะเกิดก็ไม่เกิด แต่ถ้าเกิดแล้วเป็นผลของกุศลกรรม ซึ่งไม่ใช่อย่างอ่อน จิตที่ปฏิสนธิเป็นกุศลวิบากที่ใช้คำว่ามหาวิบาก บุคคลนั้นก็อาจจะไม่พิการตั้งแต่กำเนิด แต่หลังจากที่ปฏิสนธิแล้วก็อาจมีแม้แต่อยู่ในครรภ์ก็พิการได้ จากการที่มารดาอาจจะรับประทานยาอะไรที่จะทำให้บุตรในครรภ์พิการได้

    ผู้ฟัง คนที่พิการตั้งแต่กำเนิดก็จะมีเจตสิกเท่ากับสัตว์ ๑๐ ดวงเหมือนกัน ภวังคจิตก็เหมือนกันหรือ

    อ.สุภีร์ มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๑๐ ประเภทเท่ากัน เป็นอุเบกขาสันตีรณะ แต่ว่าเป็นผลของกุศล เป็นอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก ส่วนสัตว์เดรัจฉาน หรือว่าสัตว์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์นรก เปรตหรือว่าอสุรกาย มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๑๐ เหมือนกัน เป็นสันตีรณจิตแต่ว่าเป็นผลของอกุศล เป็นอุเบกขาสันตีรณจิตอกุศลวิบาก ต่างกันที่ว่าเป็นผลของกุศล หรือเป็นผลของอกุศล

    ผู้ฟัง ก็หมายความว่าตัวเจตสิกยืนพื้นแล้ว เขายืนพื้นของเขา แต่ว่าการที่เขาได้เกิดไม่ต้องเป็นสัตว์ เขามาเกิดเป็นมนุษย์ แต่เขาบ้าใบ้บอดหนวก เป็นผลของกุศลกรรมของเขา ถามต่อไปอีกในขณะซึ่งก็เกิดด้วยอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก เขาเกิดมาบ้าใบ้บอดหนวกแล้ว ภวังค์ของเขาก็ต้องบ้าใบ้บอดหนวกไปเรื่อยๆ ถูกไหม หมอรักษาไม่หาย หรืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ เป็นอย่างไรเป็นภวังค์บ้าใบ้บอดหนวก

    ผู้ฟัง หมายความว่าภวังค์เขาก็ดำรงภพชาติใช่ไหม ทีนี้ภวังค์นี้ปฏิสนธิจิตเขาเป็นอเหตุกกุศลวิบาก เพราะฉะนั้นในขณะที่เขามีชีวิตอยู่ภวังคจิตเกิดต่อ เมื่อเกิดต่อภวังคจิตก็ดำรงภพชาติเขาให้อยู่อย่างนั้นเรื่อยๆ ไป แม้หมอจะรักษาก็ไม่หาย คืออันนี้คือดิฉันคิดในใจว่า คือเราสงสารเขา เดี๋ยวนี้ก็วิทยาการสมัยใหม่แล้ว ก็ไม่สามารถจะสู้กรรมได้ ดิฉันคิดในใจว่าถ้าเขาก็เกิดอย่างนั้น แล้วภวังคจิต คุณภาพของภวังค์เขาเป็นอย่างนั้น เขาก็ต้องบ้าใบ้บอดหนวกไปอย่างนั้น แม้หมอวิเศษมีวิทยาศาสตร์วิเศษอย่างไรก็ไม่สามารถจะช่วยเขาได้ เพราะหมอหรือผู้ที่เก่งทั้งหลายก็ไม่สามารถจะเบี่ยงเบนกรรมของเขาได้ เพราะกรรมของเขามาอย่างนั้น เขาก็ต้องเป็นอย่างนั้นไปจนตาย คือรักษาไม่หาย

    แต่ถ้าสมมติว่าไม่ใช่อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก เป็นตัวอื่นซึ่งอาจจะแม่กินยาหรืออะไรอันนั้น ก็มีโอกาสที่จะรักษาหายได้ อันนี้คือความต่างกันที่ดิฉันคิดในใจว่าภวังค์สำคัญมากเข้าดำรงภพชาติเลย ถ้าสมมติเขาเป็นอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก ภวังค์นี่ชี้ชัดเลยว่าจะวิเศษมาจากไหนก็รักษาก็ไม่หาย แต่ถ้าเขาเป็นเพราะแม่เกิดอุบัติเหตุ หรือเป็นอะไรก็ตาม เขาไม่ได้เกิดด้วยจิตดวงนี้ นั่นคือหมอรักษาหาย

    ท่านอาจารย์ นี่ก็แสดงถึงความเข้าใจเรื่องของภวังคจิตว่าเปลี่ยนไม่ได้เลยตลอดชีวิต เมื่อปฏิสนธิจิตเป็นอย่างไร กรรมทำให้ปฏิสนธิจิตเป็นอย่างนั้น เกิดขึ้นดับไปแล้ว กรรมก็ทำให้จิตประเภทเดียวกัน เป็นผลของกรรมเดียวกันเกิดสืบต่อ ดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนั้น จนกว่าจะถึงจุติคือจากโลกนี้ไป ถึงจะเปลี่ยนด้วยกรรมซึ่งจะทำให้ปฏิสนธิจิตต่อไปเกิด

    ผู้ฟัง คุณภาพของภวังคจิต ก็ไม่ทราบหมายความว่าอย่างไร คืออย่างสัตว์เดรัจฉานที่ถือปฏิสนธิมาด้วยอุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบากเหมือนๆ กัน แต่สัตว์เดรัจฉานแต่ละตัวก็มีอุปนิสัยที่แตกต่างกัน ก็จะเห็นได้อย่างสัตว์เดรัจฉานทั่วๆ ไปก็อาจจะมีอุปนิสัยที่ถ้าเป็นเสือหรือว่าเป็นกระบืออะไรที่ดุร้าย ก็มีความดุร้าย แต่ว่าสัตว์เดรัจฉานบางประเภทที่พิเศษอย่างพระโพธิสัตว์ที่ถือกำเนิดเป็นสัตว์เดรัจฉานต่างๆ ท่านก็มีความแตกต่างที่อาจจะสะสมมาต่างจากสัตว์เดรัจฉานทั่วๆ ไป เพราะฉะนั้นคุณภาพของภวังคจิตที่อาจารย์สุรีย์พูดถึง จะหมายความว่าอย่างไร

    ท่านอาจารย์ หมายความถึงการสะสมซึ่งมีอยู่ในจิตทุกขณะ เพราะเหตุว่าอย่างที่คุณกฤษณากล่าวถึง แม้แต่เป็นสัตว์เดรัจฉานก็มีอุปนิสัยต่างกัน คนก็มีอุปนิสัยต่างกัน ตามการสะสม จะเหมือนกันไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นก็เป็นเพียงเรื่องของการที่ว่าสะสมมาอย่างไร ก็ไม่สูญหายไปไหนเลย

    อ.กฤษณา เพราะฉะนั้นเรื่องของการสะสมมาก็จะขอเล่าถึงชาดกเรื่องหนึ่ง ที่ให้เห็นถึงการสะสมมาของทางฝ่ายอกุศล และฝ่ายกุศล ก็เป็นมหิสชาดกในขุททกนิกายชาดก คือในกรุงสาวัตถีก็มีลิงโลเลตัวหนึ่งที่เขาเลี้ยงไว้ ลิงตัวนี้ก็ได้ไปที่โรงช้าง แล้วก็นั่งบนหลังช้างๆ ตัวนี้เป็นช้างมีศีล ลิงตัวนี้ขึ้นไปบนหลังช้างมีศีลตัวนี้ แล้วก็ถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ แล้วก็เดินไปเดินมาบนหลังช้างๆ ก็ไม่ทำอะไรเลย เพราะว่าเป็นช้างที่มีศีล ก็มีแต่ความอดทน อยู่มาวันหนึ่งก็มีลูกช้างดุตัวหนึ่งได้ยืนอยู่ในที่ของช้างเชือกที่เป็นช้างมีศีล ลูกช้างตัวดุมายืนแทนที่ แล้วก็ลิงตัวเดิมลิงโลเลตัวนั้นก็ขึ้นไปบนหลังช้างตัวดุ โดยที่สำคัญว่าช้างดุนั้นเป็นช้างตัวเดิม คือช้างที่มีศีล ทีนี้พอขึ้นไปบนหลังช้างที่ดุ ลูกช้างดุนั้นก็เอางวงจับลิงแล้วก็ฟาดลงบนดินด้วยความรวดเร็ว แล้วยังเอาเท้าเหยียบขยี้จนแหลกลาญไปเลย เหตุการณ์นี้ก็ได้ปรากฏแก่หมู่ภิกษุสงฆ์ ซึ่งวันหนึ่งภิกษุสงฆ์ก็นั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ได้ยินว่าลิงโลเลขึ้นไปบนหลังช้างดุด้วยสำคัญว่าเป็นช้างผู้มีศีล ช้างดุเชือกนั้นก็ทำให้ลิงโลเลตัวนั้นถึงแก่สิ้นชีวิต

    พระศาสดาเสด็จมาก็ได้ตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่านั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไร ภิกษุทั้งหลายก็กราบทูลเรื่องให้ทรงทราบ แล้วพระผู้มีพระภาคก็ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่าไม่ใช่ในบัดนี้เท่านั้นที่ลิงตัวนี้เป็นผู้ที่มีปกติอย่างนี้ คือหมายความว่าลิงตัวนี้ได้สะสมอุปนิสัยที่ชอบกระทำอนาจารอะไรอย่างนี้ แต่ว่าตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว ลิงตัวนี้ก็มีปกติอย่างนี้เหมือนกัน แล้วก็ตรัสเรื่องในอดีต

    ในสมัยพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ก็บังเกิดในกำเนิดกระบือ อยู่ในหิมวันตประเทศ พอกระบือพระโพธิสัตว์เจริญวัยสมบูรณ์ด้วยกำลังแรง มีร่างกายใหญ่ ก็ท่องเที่ยวไปตามเชิงเขา เงื้อมเขา ซอกเขา ป่าทึบ แล้วก็หากินจนอิ่มหนำสำราญแล้ว ในตอนกลางวันก็ได้มายืนพักอยู่ที่โคนไม้ต้นหนึ่ง ในครั้งนั้นก็มีลิงตัวหนึ่งลงจากต้นไม้ แล้วขึ้นไปบนหลังของกระบือพระโพธิสัตว์ และก็ได้กระทำเหมือนกับที่ทำบนหลังช้าง คือถ่ายอุจจาระปัสสาวะรด แล้วก็จับเขาทั้งสองข้างของกระบือโหนไปมา จับหางของกระบือแกว่งไปแกว่งมาเล่น กระบือพระโพธิสัตว์ก็ไม่ได้ใส่ใจในการกระทำเช่นนั้นของลิงตัวนั้นเลย เพราะว่าประกอบด้วยขันติ มีความอดกลั้นต่อการดูหมิ่นของลิงตัวนั้น และมีแต่ความเมตตาความเอ็นดู ลิงตัวนั้นก็ทำอย่างนั้นบ่อยๆ

    ทีนี้อยู่มาวันหนึ่งก็มีเทวดาที่สิงสถิตย์อยู่ที่ต้นไม้นั้นก็กล่าวกับกระบือพระโพธิสัตว์ว่าเพราะเหตุใดท่านจึงได้อดกลั้นทุกข์แล้วก็การดูหมิ่นของลิงชั่วตัวนั้น ทำไมถึงไม่จับทำให้มันตายไป เหยียบไปเสียด้วยเท้า พระโพธิสัตว์ก็กล่าวตอบว่า ถ้าเราเป็นผู้ที่ยิ่งกว่าลิงตัวนี้โดยชาติ โดยโคตร โดยอายุพรรษาแล้ว ถ้าไม่อดกลั้นโทษของลิงตัวนี้แล้ว ความปรารถนาของเราก็จะถึงความสำเร็จได้อย่างไร

    มีกระบือตัวอื่นอีกตัวก็มาเป็นกระบือดุร้าย ลิงตัวนี้ก็จะขึ้นไปบนหลังกระบือตัวนั้นอีกเมื่อกระบือตัวที่ดุร้ายมายืนอยู่ที่โคนไม้ ลิงก็ขึ้นไปบนหลังกระบือที่ดุร้ายก็สำคัญว่าเป็นกระบือตัวเก่า ก็กระทำอย่างเดิมถ่ายอุจจาระปัสสาวะไปเที่ยวแกว่งหางเล่นอะไรเหมือนเดิม กระบือดุตัวนั้นก็สลัดลิงตัวนั้นให้ตกลงบนพื้นดิน แล้วก็เอาเขาควิดที่หัวใจ แล้วก็เอาเท้าเหยียบจนแหลกละเอียดลิงก็ตาย ซึ่งพระศาสดาก็ตรัสว่ากระบือดุร้ายในครั้งนั้นก็เป็นช้างดุร้ายในบัดนี้ ลิงชั่วช้าตัวนั้นก็เป็นลิงตัวนี้ ส่วนพระยากระบือนั้นก็คือเราตถาคต

    เรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นถึงการสะสมมาของสัตว์เดรัจฉานที่ปฏิสนธิมาด้วยอุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบาก แต่การสะสมมาที่เป็นอุปนิสัยที่จะดุร้าย หรือว่าประพฤติไม่สมควรก็เป็นการสะสมมาในทางฝ่ายอกุศล แต่ว่าช้างหรือกระบือที่เป็นผู้มีศีลมีความอดทนก็สะสมมาในทางฝ่ายกุศล ที่จะเป็นผู้ที่มีความอดทน มีขันติ มีเมตตา มีความเอ็นดู ก็เป็นการสะสมที่แตกต่างกัน แม้ว่าจะปฏิสนธิมาเป็นเดรัจฉานเหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันในด้านอุปนิสัย

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่ทราบว่าท่านผู้ฟังๆ แล้วมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง เรื่องเดียวกันทุกคนฟังต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างคิดตามการสะสม ที่ได้เคยคิดมาแล้วด้วย แต่จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์อะไรก็ตาม แม้แต่เรื่องอย่างนี้ก็มีด้วย พระผู้มีพระภาคทรงพระมหากรุณาแม้แต่เรื่องเล็กๆ ที่เราคิดว่าก็เป็นเรื่องซึ่งไม่สำคัญแบบจิตเจตสิก หรือว่าอะไรต่างๆ แต่พระมหากรุณาก็ทรงแสดงธรรมทุกประการ ในขณะที่เหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้น เพื่อที่จะให้เข้าใจสภาพธรรมจริงๆ ว่าแต่ละคนก็มีการสะสมมาเพราะว่าจิตเกิดขึ้นเพียงทีละหนึ่งขณะแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่ากรรมจะทำให้ปฏิสนธิเป็นสัตว์เดรัจฉานด้วยกัน ปฏิสนธิจิตไม่ว่าจะเป็นของกระบือ ไม่ว่าของลิง หรือของช้างเมื่อศึกษาแล้วก็ทราบได้ว่าเป็นอุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบาก

    เพราะเหตุว่าสิ่งหนึ่งที่ควรจะได้ไม่ลืมก็คือว่ากรรมใดๆ ที่เป็นอกุศลที่ทำแล้วก็จะเป็นปัจจัยทำให้วิบากจิต ๗ ประเภทเกิดขึ้น ขณะใดที่วิบากจิต ๗ ประเภทนี้เกิดขึ้น ก็ทราบว่าเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำมาแล้ว ไม่ใช่คนอื่นทำให้เลย ขณะที่กำลังได้ยินๆ เสียงอะไรก็ตามแต่ ใครทำให้ เราทำเอง ชาติหนึ่งชาติใดก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเห็น หรือการได้ยิน หรือการได้กลิ่น การลิ้มรส อย่างกระบือหรือว่าลิง หรือช้างแต่ละตัว ซึ่งถูกลิงทำอย่างนั้น เราก็สามารถที่จะพิจารณาเป็นแต่ละขณะจิตได้ว่าขณะนั้นเป็นผลของกรรมทางไหน อย่างลิงซึ่งไปทำสิ่งที่น่ารังเกียจบนหลังช้าง ถ้าช้างนั้นไม่มีวิบาก คือผลของกรรมที่จะกระทบสัมผัสกับสิ่งนั้นๆ ก็ไม่เกิดขึ้นกับช้างตัวนั้น เพราะว่าก็มีช้างหลายตัว นี่ก็เป็นเรื่องจริงตั้งแต่อดีตในครั้งไหนๆ ทั้งนั้น จนกระทั่งถึงปัจจุบัน และอนาคต

    ทุกคนไม่ได้ต้องการอกุศลวิบากเลย อยากเห็นแต่สิ่งที่ดี อยากได้ยินเสียงที่ดี อยากได้กลิ่นที่ดี อยากลิ้มรสที่ดี อยากได้กระทบสัมผัสสิ่งที่สบาย แต่แล้วแต่กรรม ไม่มีใครสามารถที่จะเลือกได้เลย แต่ละขณะจิตที่เกิด มีเหตุปัจจัยพร้อมที่จะเกิด เพราะฉะนั้นถ้าต้องการผลที่ดี มีเหตุเดียวก็คือว่ากระทำกุศลกรรมซึ่งเป็นเหตุที่จะให้วิบากที่ดีเกิดขึ้น สำหรับกุศลวิบากมีมากกว่า ๗ แต่ว่าเราก็ค่อยๆ ศึกษาไปว่าตั้งแต่อกุศลวิบากมีเพียง ๗ และ ๗ นี่ก็จำไว้เลย ชื่อแปลกๆ ก็แค่ ๒ ชื่อ คือสัมปฏิฉันนจิต กับสันตีรณจิตนอกจากนั้นก็เกิดจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ

    และสำหรับจิตที่จะแยกโดยอีกนัยหนึ่ง ซึ่งต่อไปก็จะได้กล่าวถึง คือให้ทราบว่าสามารถที่จะจำแนกจิตโดยประเภทที่เป็นจิตที่ประกอบด้วยเหตุ ชื่อว่าสเหตุกะ คือเกิดร่วมกับโลภเจตสิก โทสเจตสิก โมหเจตสิกซึ่งเป็นอกุศลเหตุ และจิตประเภทที่เป็นโสภณจิตเป็นสเหตุกฝ่ายดี ก็คือจิตที่เกิดร่วมกับอโลภเจตสิก อโทสเจตสิก อโมหเจตสิก เจตสิก ๕๒ ประเภท เฉพาะเจตสิก ๖ เป็นเหตุ ภาษาบาลีก็ใช้คำว่าเหตุ เพราะฉะนั้นเวลาที่จิตได้เกิดร่วมกับเจตสิก ๖ ดวงนี้จิตนั้นเป็นสเหตุกจิต แต่จิตใดที่ไม่เกิดร่วมกับเหตุทั้ง ๖ นี้จิตนั้นเป็นอเหตุกจิต และที่เราได้กล่าวถึงทั้งหมด ๑๘ ดวงเป็นจิตประเภทที่เป็นอเหตุกจิต คือยังไม่มีอกุศลเจตสิกหรือกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วยเลย เป็นเพียงผลของกรรมที่จะต้องเกิดขึ้นเป็นไป

    เพราะฉะนั้นวันนี้บางคนอาจจะไม่คิด และก็ไม่ทราบว่าเป็นผลของกรรมมากแค่ไหนเพราะว่ามีการเห็นมีการได้ยิน มีการได้กลิ่น มีการลิ้มรส มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ทั้งหมดเป็นผลของกรรมทั้งนั้น ซึ่งบุคคลอื่นไม่สามารถที่จะทำให้ได้เลย เพราะว่าแต่ละคนเกิดคนเดียว เห็นคนเดียว ได้ยินคนเดียว ไม่มีใครมาร่วมเห็น ในขณะที่จักขุวิญญาณของแต่ละคนเกิดขึ้น ขณะที่โสตวิญญาณเกิดขึ้นได้ยินเสียง ขณะนั้นก็เป็นบุคคลนั้นเท่านั้น ที่กำลังได้ยินเสียงนั้น คนอื่นไม่สามารถที่จะร่วมการได้ยินนั้นได้ ต่างคนก็ต่างเกิด ต่างคนก็ต่างเห็น ต่างคนก็ต่างได้ยิน ต่างคนก็ต่างคิดนึก เพราะฉะนั้นก็เป็นสภาพจิตในชีวิตประจำวัน ซึ่งหลังจากอเหตุกจิตแล้ว ก็จะเป็นกุศลจิต หรืออกุศลจิตซึ่งเป็นเหตุ เพราะว่ามีเจตสิกซึ่งเป็นกุศลเหตุ และอกุศลเหตุเกิดร่วมด้วย

    ผู้ฟัง ตรงนี้เมื่อสักครู่นี้พูดถึงเรื่องการเกิด แล้วก็พูดถึงสันตีรณจิตที่ทำกิจในการเกิด ผมใคร่ที่จะสนใจในเรื่องของชวนปฏิปาทกะมนสิการ ซึ่งเป็นมโนทวาราวัชชนจิตซึ่งก็มีหน้าที่อยู่อย่างหนึ่ง คือหน้าที่ทำทางที่จะเป็นกุศล หรืออกุศลหลังจากที่วิบากจิต วิบากจิตคือสันตีรณะดับไปแล้ว ในส่วนนี้มีคำพูดกันอยู่เสมอว่า โยนิโส เราสามารถที่จะทำโยนิโสได้ หรือว่าตั้งใจที่จะให้เมื่อเห็นแล้วจะให้สิ่งที่แม้กระทั่งไม่ดีเราก็สามารถจะอดกลั้นได้อย่าโกรธ หรือว่าอย่าไม่พอใจ อะไรต่างๆ เหล่านี้ เป็นต้น เรียนถามท่านอาจารย์ตรงนี้ว่าจะอธิบายอย่างไรในเรื่องของหน้าที่ของโวฏฐัพพนกิจ ที่มีมโนทวาราวัชชนะทำหน้าที่ตรงนี้ คือจริงๆ แล้วเราสามารถจะฝึกให้เมื่อเห็นสิ่งที่ไม่ดี เราก็สามารถฝึกตัวเองให้ ไม่โกรธ ไม่พอใจได้ใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ การเกิดดับสืบต่อของจิตเร็วมากทีละ ๑ ขณะ นี่เป็นสิ่งซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ และทรงแสดง การเกิดดับสืบต่อของจิตทีละ ๑ ขณะ ขณะนี้กำลังเป็นอย่างนี้ เราสามารถที่จะทำให้จิตขณะไหนเกิดได้บ้าง

    ผู้ฟัง ที่เราฟังตามทฤษฎีที่เราเรียน ตามที่เรียนอยู่ขณะนี้ก็ทราบว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติ คือเป็นเรื่องของจิต และเจตสิก แต่ว่าความรู้สึกว่าเราฝึกอยู่เสมอให้ได้ดี เราฝึกเสมอให้เป็นคนใจเย็น เป็นคนที่อดทน ก็สามารถที่จะมีอาการที่อดทนเกิดขึ้นได้ ซึ่งดูแล้วเราน่าจะทำได้ หรือเราน่าจะโยนิโสนมนสิการได้อะไรต่างๆ เป็นต้น

    ท่านอาจารย์ ทำอย่างไร ข้อสำคัญจะทำอย่างไรถ้าทำได้ ต้องมีการฟังสิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่เป็นเหตุผล สิ่งที่สามารถไตร่ตรองรู้ว่าเป็นความจริง ไม่ใช่ว่าเราทำโดยไม่รู้อะไรเลย หรือว่าอยากจะทำอะไรก็ทำได้ ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ว่าเราจะทราบได้ว่าการอบรมมีตั้งแต่ขั้นการฟัง สุตตมยปัญญา ต้องมีการฟัง ไม่ใช่เพียงการได้ยิน เมื่อได้ยินได้ฟังแล้วรู้ว่าสิ่งใดมีประโยชน์ก็ฟังต่อไป พิจารณาต่อไป ความเข้าใจต่างหากที่จะทำให้สิ่งต่างๆ ที่เป็นฝ่ายดีเจริญขึ้น ถ้าไม่มีปัญญา หรือว่าไม่มีความเห็นถูก ไม่มีความเข้าใจถูก ฟังเรื่องอื่นคิดเรื่องอื่นเป็นเรื่องที่ผิดๆ หรือเป็นเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ ปัญญาก็ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้น และทำให้สิ่งที่ดีเกิดขึ้นต่อไปได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของการที่ว่าทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นต้องมีเหตุ และให้ทราบจริงๆ ว่าการที่จิตแต่ละหนึ่งขณะจะเกิด เห็นความเป็นอนัตตาจริงๆ ว่าเราเปลี่ยนแปลง หรือว่าเราจะสร้างไม่ได้ มีเหตุปัจจัยที่จะทำให้สภาพธรรมใดเกิดขึ้น สภาพธรรมนั้นก็เกิดขึ้น

    ผู้ฟัง ในขณะที่มโนทวารวัชชนจิตทำหน้าที่โวฏฐัพพนะ จะเป็นกุศลหรือเป็นอกุศลก็ไม่ใช่เพราะการที่เราสั่งสม

    ท่านอาจารย์ ต้องมีการสั่งสม



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    11 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ