สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 100


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๑๐๐

    วันจันทร์ที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นแต่ละสภาพธรรมแม้ว่ามีจริงแต่เคยเป็นเรา แต่ว่าเพียงได้ฟังคำว่าธรรมแล้วก็มีความเข้าใจจริงๆ ว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร จริงเมื่อมีปัจจัยเกิดขึ้นปรากฏให้รู้ แล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว นั่นคือลักษณะซึ่งเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร และไม่ใช่ใครด้วย เพื่อที่จะให้รู้ตามการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มิฉะนั้นเราก็จะไม่รู้เลยว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไร และความจริงแท้ของสภาพธรรมในขณะนี้คืออย่างไร ซึ่งเป็นอริยสัจธรรม

    ผู้ฟัง ถามเกี่ยวกับเรื่องการเอื้อมมือลงไปแล้วหยิบเหรียญว่าเป็นเหรียญ ๑๐ บาท หรือเหรียญหนึ่งบาท อะไรอย่างนี้ แต่จริงๆ แล้วสัญญาตรงไหนแน่ เพราะว่ากว่าจะเอื้อมมือไปก็มีจิต เลื่อนไปถึงในกระเป๋าก็มีจิตอีก หยิบไปถูกสตางค์ กายวิญญาณก็เกิดอีก เมื่อไรสัญญาที่จะจำว่าเป็น ๑๐ บาทหรือ ๑ บาท เพราะฉะนั้นคงจะไม่ใช่ สัญญาเยอะๆ ใช่ไหม หรือว่าสัญญาอันเดียวที่จะทราบ

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่ลืมไม่ได้ก็คือว่าสัญญาเจตสิกเกิดกับจิตทุกขณะ เพราะฉะนั้นก็ไม่อยากจะให้เพ่งเล็งไปเฉพาะตอนที่จำได้ว่าเป็นเหรียญ ๕ หรือเหรียญ ๑๐ แม้ในขณะที่ยังไม่ได้เอื้อมมือไปเลย จิตเกิดขึ้นขณะใด ต้องมีสัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นสัญญาก็หลากหลาย สำหรับผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจธรรมโลกุตรจิตเกิด สัญญาก็มี แต่จำอะไร ไม่ได้จำเหรียญ ๕ แน่

    ผู้ฟัง คุณลักษณะของสัญญา หรือลักษณะของสัญญาที่แท้จริงก็คือว่า จำรู้อารมณ์นั้นที่จิตแต่ละขณะนั้นเกิดเท่านั้นใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ไม่ว่าจิตเกิดเมื่อใดรู้อารมณ์อะไร สัญญามีหน้าที่จำสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะว่าสัญญาเกิดกับจิตนั้น ก็จำสิ่งที่ปรากฏกับสัญญา และจิตในขณะนั้น

    ผู้ฟัง ที่ท่านอาจารย์ได้กรุณาพูดถึงเรื่องเวทนา อยากจะกราบเรียนถามว่าทำไมถึงเวทนาจะต้องตามผัสสะ แล้วก็มีเจตสิกอีกตั้ง ๕ ดวง เรียงกันอย่างนั้นหรืออย่างไร แล้วก็ทำไมถึงเรียกว่าสัญญาเป็นขันธ์ เวทนาเป็นขันธ์ ตัวอื่นๆ เป็นขันธ์ด้วยหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ จะพูดพร้อมกันทั้งหมดคงพูดไม่ได้ ใช่ไหม แต่ต้องพูดทีละอย่าง อย่างเช่น ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เป็นปัจจัยให้เกิดสัญญา เป็นปัจจัยให้เกิดจิต เป็นปัจจัยให้เกิดทุกอย่างในขณะนั้น แต่เวลาพูดก็ต้องพูดทีละอย่าง ใช่ไหม และก็จะเรียงหรือไม่เรียงก็ไม่เป็นไร เพราะเหตุว่าสภาพธรรมในขณะนั้นต้องมีครบในขณะนั้น จะขาดสภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใดไม่ได้

    ผู้ฟัง และอีกคำถามหนึ่งที่ว่าทำไมถึงสัญญาเป็นขันธ์ เวทนาเป็นขันธ์ ส่วนเจตสิกอีก ๕ ดวงนั้น ทำไมไม่แยกชีวิตินทริยขันธ์ หรือว่าเอกัคคตาขันธ์ หรือว่าอะไรต่างๆ เหล่านั้น

    ท่านอาจารย์ ขันธ์หมด แต่รวมแล้วก็เป็นสังขารขันธ์ ๕๐ เวทนาเจตสิกก็เกิดกับจิตทุกขณะ คือพยายามที่จะให้ท่านผู้ฟังได้เข้าใจสภาพปรมัตถธรรมซึ่งไม่ใช่เรา แล้วก็ไม่ใช่ตัวตน แล้วก็เข้าใจถึงแต่ละขณะว่าสัญญาไม่ว่าจะเป็นเรา คิดว่าเรา กำลังจำเรื่องราวต่างๆ หรืออะไรก็ตามแต่ ขณะนั้นก็เป็นเพียงชั่วขณะหนึ่งที่จิตกำลังมีสิ่งนั้นเป็นอารมณ์เท่านั้น และอารมณ์ก็ปรากฏเมื่อจิตรู้ ซึ่งขณะนี้ไม่ว่าใครจะเห็นอะไร ใครจะคิดอะไร ก็ให้ทราบว่าขณะนั้นเพราะจิตมีอารมณ์นั้นในขณะนั้น คิดเรื่องนั้น แล้วก็มีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยซึ่งเป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ประเภท แต่ถ้าลักษณะของสภาพธรรมยังไม่ได้ปรากฏ ก็ยังคงเป็นเรื่องราว แม้แต่คำที่เราใช้เรียกเจตสิกชนิดหนึ่งที่จำว่าสัญญา เราก็ยังไม่ได้มีการระลึกรู้ลักษณะของสัญญาเจตสิกจริงๆ เพียงแต่เข้าใจว่าขณะใดที่จำอะไร ขณะนั้นไม่ใช่เรา เพราะเป็นเจตสิกที่จำคือสัญญาเจตสิก

    ผู้ฟัง แล้วหนทางที่จะเข้าใกล้พระธรรมตามที่ท่านอาจารย์บรรยาย ท่านอาจารย์ช่วยกรุณาชี้แจงอีกสักครั้งได้ไหม

    ท่านอาจารย์ การที่ปุถุชนจะถึงการรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระอริยบุคคล ซึ่งสามารถที่จะประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมในขณะนี้ซึ่งไม่ใช่ตัวตนได้ จะเป็นระยะทางที่ยาวไกลหรือใกล้

    ผู้ฟัง อีกไกลแน่นอน

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเริ่มจากขณะนี้คือฟัง แล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น มิฉะนั้นแล้วก็จะเป็นตัวเราอีกนั่นเองที่พยายามจะทำ เพื่อที่จะคิดว่าจะถึงโดยการทำด้วยความเป็นเรา แต่ความจริงเป็นหน้าที่ของสภาพธรรมทั้งหมด ถ้าศึกษาธรรมแล้วก็ลืมไม่ได้เลย ทุกอย่างเป็นธรรม ซึ่งปรมัตถธรรมก็มีเพียงจิตเจตสิกรูป ขณะใดที่สภาพธรรมใดปรากฏ ต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด คือนามธรรมและรูปธรรมไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นไม่ใช่วิธีหนทางที่จะทำ เพราะเหตุว่าขณะที่ทำไม่ใช่ความรู้ ไม่ใช่ความเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังมีกำลังปรากฏในขณะนี้ แต่จากพระธรรมที่ทรงแสดง ๔๕ พรรษา ก็คือพูดถึงเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ในชีวิตของแต่ละคน เพื่อที่จะให้สามารถเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้นจนกระทั่งถึงระดับของปัญญาอีกขั้นหนึ่งคือปฏิปัตติ ซึ่งก็ไม่ใช่เราอีก แล้วจนกระทั่งถึงขั้นปฏิเวธคือสามารถที่จะรู้แจ้งลักษณะของสภาพธรรมได้

    เพราะฉะนั้นไม่ใช่มีใครที่จะแสดงหนทางหรือวิธี แต่พระธรรมที่ทรงแสดงแล้ว ก็จะทำให้ผู้ที่ได้ฟังค่อยๆ เข้าใจความจริง ซึ่งสภาพธรรมขณะนี้ไม่ใช่ตัวตน และความจริงก็ต้องเกิดจากการฟังก่อนให้เข้าใจให้ถูกต้อง มั่นคง จนเป็นสัจจญาณ ถ้าไม่ศึกษาโดยละเอียด ก็คิดว่าอริยสัจธรรมจะเกิดได้เพราะการทำ แต่ว่าข้อความในพระไตรปิฎกแสดงว่าอริยสัจ ๔ มีอาการ ๓ รอบ คือ สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ ทรงแสดงไว้ เพื่อไม่ให้เข้าใจผิด เพราะเหตุว่าสัจจญาณก็คือปัญญาที่รู้อริยสัจจะอย่างมั่นคงว่า ขณะนี้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏมีทุกขลักษณะคือ เป็นสภาพที่ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

    ถ้ายังไม่มีการที่จะฟังให้เข้าใจจริงๆ แล้วก็มีความเป็นเราที่ต้องการที่จะรู้อริยสัจธรรมโดยไม่มีสัจจญาณเป็นไปไม่ได้เลย สำหรับผู้ที่จะปฏิบัติธรรมที่คิดว่าจะทำให้ถึงอริยสัจธรรม ถ้าสัจจญาณไม่มี กิจจญาณก็มีไม่ได้ เพราะเหตุว่าสภาพธรรมทั้งหมดเป็นอนัตตา ทรงแสดงหนทางว่ามีหนทางเดียว คือสติปัฎฐานเป็นสติสัมปชัญญะที่เกิดจากความเข้าใจถูกต้องมั่นคงในอริยสัจว่าเป็นอนัตตา แล้วก็จะทำให้ขณะนี้เองสภาพธรรมก็มี สติสัมปชัญญะก็สามารถที่จะมีปัจจัยปรุงแต่งเกิดระลึกคือ รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ พร้อมความเข้าใจถูกในลักษณะนั้น ตามที่ได้ยินได้ฟังมาแล้ว ค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนกว่าจะประจักษ์แจ้งในลักษณะของสภาพธรรมนั้น เพราะฉะนั้นหนทางคือเดี๋ยวนี้ ตรงกับคำว่า"ภาวนา" คืออบรมจนกว่าปัญญาจะเจริญขึ้น

    ผู้ฟัง สัญญา ๗ อย่างนี้จะทำให้ละโลภะได้ คือมีอสุภะ มรณะ อาหาร แล้วก็อนิจจังทุกขัง อนัตตา อันสุดท้ายก็ไม่ใช่ตัวตนของเรา ตรงนี้ช่วยขยายความ

    อ.สุภีร์ อันนี้ก็อย่างที่กล่าวแล้วว่าสัญญาเจตสิกเกิดกับจิตทุกประเภท สัญญาในที่นี้กล่าวถึงสัญญาเจตสิกที่เกิดกับกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา เข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริง เมื่อเข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริงแล้ว แล้วก็สัญญาก็จำเรื่องของสภาพธรรมตามความเป็นจริงอย่างมั่นคง ก็จะค่อยๆ ละคลายการยึดติด หรือว่าความเข้าใจผิดต่างๆ ไปได้ ซึ่งท่านใช้คำว่าสัญญามีต่างๆ เช่น อสุภสัญญา เป็นต้น อันนี้ก็คือเป็นสัญญาที่เกิดร่วมกับปัญญานั่นเองที่เข้าใจความจริง

    ผู้ฟัง คือที่บอกว่าสัญญาที่จะละโลภะด้วย หมายความว่าให้เจริญรู้ว่าอสุภะไม่สวยไม่งามหรืออย่างไร แล้วก็เลยจะละความมีตัวตน ดิฉันกับตรงกันข้ามคิดว่าไหนๆ เราก็จะไม่สวยแล้ว ตอนนี้ยังสวยได้ ก็น่าจะดีใจ ก็ยิ่งลงลึกไปอีกเลย

    อ.สุภีร์ จริงๆ แล้วสภาพธรรมไม่สวยอยู่แล้ว เพราะเหตุว่าเป็นแต่สภาพธรรม เป็นสิ่งที่ปรากฏทางตาจะสวยได้อย่างไร เป็นเสียงที่ได้ยินทางหูจะสวยได้อย่างไร เป็นอ่อน เป็นแข็ง เป็นเย็น เป็นร้อนที่ปรากฏ เมื่อกระทบถูกต้องทางกาย จะสวยได้อย่างไร คือสภาพธรรมเป็นอสุภะอยู่แล้ว คือเป็นสิ่งที่ไม่งามอยู่แล้ว แต่เพราะเหตุว่ามีความไม่รู้มาก แล้วก็จำผิดๆ มา ก็คิดว่าหรือว่ามีความเห็นว่าสภาพธรรมเหล่านี้งาม หรือว่าสวย แต่โดยตัวสภาพธรรมจริงๆ แล้วไม่สวยอยู่แล้ว สิ่งที่ปรากฏทางตาเกิดขึ้น ๑๗ ขณะปรากฏแล้วก็ดับไป ไม่มีอะไรสวยเลย ไม่มีอะไรเป็นสุภะเลย ทุกอย่างเป็นอสุภะหมดก็คือสภาพธรรมทุกอย่างนั่นเองเป็นอสุภะ

    ฉะนั้นที่ท่านแสดงเช่นนี้ ก็เพื่อให้ผู้ฟังอบรมเจริญปัญญาขึ้น เพื่อรู้ตามความเป็นจริง  เพราะเหตุว่าสภาพธรรมตามความเป็นจริงเป็นอสุภะอยู่แล้ว แต่เดิมไม่เคยรู้ก็อบรมเจริญปัญญายิ่งขึ้น เพื่อรู้ธรรมตามความเป็นจริงว่าเป็นอสุภะ ก็คือเป็นสิ่งที่ไม่งาม แต่ยึดถือว่างาม สภาพธรรมแต่ละอย่างนี้เกิดขึ้น ปรากฏ แล้วก็หมดไป เกิดขึ้น ปรากฏ แล้วก็หมดไป ไม่มีส่วนไหนที่จะให้ยึดถือว่าเป็นสิ่งที่งามได้

    ผู้ฟัง เรียนถามเกี่ยวกับเรื่องหนทางเดียวคือสติปัฎฐาน ๔ แต่ว่าในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ นอกจากสติปัฎฐาน ๔ แล้วก็ยังมีสัมมัปปธาน ๔ หนึ่ง อิทธิบาท ๔ หนึ่ง อินทรีย์ ๕ หนึ่ง พละ ๕ หนึ่ง โพชฌงค์ ๗ หนึ่ง มรรค ๘ หนึ่ง จะเรียนถามว่าการเจริญภาวนาสติปัฏฐาน ๔ แล้วอีก ๓๓ ข้อ จะต้องภาวนาด้วยหรือไม่

    ท่านอาจารย์ เกิดร่วมกัน เพราะว่าจะต้องมีเจตสิกมากกว่า๗ อย่างสัมมัปปธานเป็นวิริยเจตสิก อินทรีย์ พละพวกนี้ก็เป็นเจตสิกทั้งหมด

    ผู้ฟัง หมายถึงว่าสงเคราะห์อยู่ในสติปัฎฐาน ๔ ใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ขณะที่สติปัฎฐานเกิด ต้องเกิดพร้อมกับปัญญา และก็โสภณเจตสิกอื่น ปกิณกเจตสิก พวกนี้ด้วย แล้วก็แต่ละเจตสิกก็ทำหน้าที่ของเจตสิกนั้นๆ ร่วมกับสติสัมปชัญญะ เมื่ออบรมเจริญขึ้นก็เป็นอินทรีย์เป็นพละต่างๆ

    ผู้ฟัง การอบรมปัญญา มีญาณ ๓ รอบ ขั้นสัจจญาณ ขอสอบถามว่าเป็นสติปัฏฐานไหม ในขณะที่สติพิจารณาไปตามหนังสือที่เรียนถึงมหาสติปัฏฐาน เช่น ลมหายใจก็ดี พิจารณาผม โดยความเป็นปฏิกูลก็ดี หรือว่าอาการ ๓๒ ก็ดี ขอเรียนถาม

    ท่านอาจารย์ เป็นการอบรมเจริญปัญญา หรือเป็นการทำตามตัวหนังสือ

    ผู้ฟัง อ่านแล้วก็คิดตาม ส่วนตามที่เข้าใจว่าเป็นสติปัฏฐาน ขณะนั้นต้องเห็นความจริง เช่น ถ้าธรรมกำลังปรากฏแล้วเป็นจริงตามที่เรียนถึงจะเป็นสติปัฏฐาน แต่ถ้าเกิดว่าในขั้นญาณขั้นแรกๆ สัจจญาณนี่จะเป็นไปได้ไหม

    ท่านอาจารย์ สัจจญาณก็คือความรู้จริงๆ ในลักษณะของสภาพธรรมขั้นฟัง เข้าใจมั่นคงว่าขณะนี้เป็นธรรม

    ผู้ฟัง ต้องเข้าใจถูกด้วยใช่ไหม เพราะว่ารู้สึกว่าตามที่ฟังธรรมไปพิจารณาไป รู้สึกว่าปัญญาที่เห็นถึงว่าธรรมนั้นไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน หรือว่าเป็นธรรมจริงๆ ต่างกับเนื้อเรื่องที่คิด เพราะว่าก็สอบถามไปด้วยคิดไปด้วย ขณะนั้นก็รู้สึกเหมือนกับว่ามีเราคิดเรื่องราวของผม ของขน เล็บ ฟัน หนัง อย่างนั้นจะเป็นสัจจญาณไหม ถ้าแค่คิด

    ท่านอาจารย์ สัจจญาณคือขณะนี้มีความเห็นถูกว่าทุกอย่างเป็นธรรม

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นต้องแยกอีกว่า ขณะนั้นถ้ายังเห็นว่าเป็นตัวตนอยู่ ยังเข้าใจว่าธรรมมีเราอยู่ ยังไม่ใช่สัจจญาณถูกไหม

    ท่านอาจารย์ ทุกคนคิดมานานแสนนาน แล้วก็พอได้ฟังธรรมก็เปลี่ยนเรื่องคิด แต่ว่าการที่จะเปลี่ยนมาเป็นคิดเรื่องธรรม น้อยเท่าใด เพราะฉะนั้นวันหนึ่งวันหนึ่งเราจะบังคับความคิดของเราไม่ได้ แต่ว่าถ้าเราไม่มีความเข้าใจถูกจริงๆ ไม่มีการฟังอย่างละเอียด และก็พิจารณาในเหตุผลว่า สติปัฏฐานคืออะไร ต่างกับสติขั้นทานขั้นศีลขั้นสมถภาวนาอย่างไร เราก็ไม่สามารถที่จะรู้ว่าขณะนั้นเป็นสติปัฎฐานหรือเปล่า เพราะว่าแม้แต่ชื่อบางคนก็เรียกว่าสติ แต่ว่าไม่รู้ลักษณะของสติเลย แต่ใช้คำว่าสติ เพราะฉะนั้นการใช้คำไม่ได้หมายความว่ารู้จักสภาพธรรมนั้น เพียงแต่ว่าใช้คำอาจจะเข้าใจผิด ลักษณะนั้นไม่ใช่ลักษณะของสติ แต่ก็เข้าใจผิดว่าเป็นสติ ลักษณะนั้นไม่ใช่ลักษณะของสติสัมปชัญญะ แต่เข้าใจว่าเป็นสติสัมปชัญญะ

    เพราะฉะนั้นการศึกษาจึงต้องละเอียด แล้วก็เป็นเรื่องของการละ ขณะที่กำลังจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ต้องการอะไรถึงทำ หรือว่าเป็นความรู้จากการฟัง แล้วก็ละความไม่รู้ซึ่งไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนนั่นเป็นขั้นหนึ่ง แล้วก็รู้ว่าเมื่อมีการอบรมเจริญขึ้นการฟังมั่นคงขึ้นรู้ว่าขณะนี้เป็นธรรม ก็จะเป็นปัจจัยให้สติสัมปชัญญะเกิดระลึกลักษณะของธรรม เพราะว่าปกติเวลาใช้คำว่าระลึก คนก็คิดถึงเรื่องราวต่างๆ ระลึกถึงอดีต ระลึกถึงเรื่องเก่าๆ แต่ว่าที่แปลคำว่าสติเป็นระลึก และสติปัฏฐาน หรือสติสัมปชัญญะ คือการระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เพราะว่าตลอดชีวิตแม้ในขณะนี้ก็เป็นลักษณะของสภาพธรรมแต่ละลักษณะ รูปก็เป็นรูปที่ปรากฏทางตาอย่างหนึ่ง ทางหูอย่างหนึ่ง ทางจมูกทางลิ้นทางกายแต่ละอย่าง และทางใจก็มีจิตนานาชนิดเกิดดับสลับอย่างรวดเร็วมาก

    เพราะฉะนั้นถ้าไม่เข้าใจลักษณะของสติสัมปชัญญะจะไม่รู้ว่าขณะใดเป็นสมถภาวนา หรือว่าเป็นสติสัมปชัญญะที่เป็นสติปัฏฐาน แต่ว่าถ้าไม่มีความรู้เลยก็เรียกชื่อผิดอีก ไม่ใช่สมถภาวนาเป็นมิจฉาสมาธิ แต่ก็เข้าใจว่าเป็นสมถภาวนา เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ เพื่อที่จะให้พุทธบริษัทในยุคหลังๆ ไม่เข้าใจผิด มิฉะนั้นแล้วก็ต่างคนก็ต่างคิด แต่ก็ไม่ตรงตามลักษณะของสภาพธรรม

    ผู้ฟัง ก็เป็นความจริงอย่างที่ท่านอาจารย์พูดอยู่เหมือนกันว่า อย่างเวลาเรียนผมเรียนธรรมไปด้วยฟังไปด้วย บางครั้งก็มีสติเล็กน้อย สังเกตไปด้วย แต่บางขณะเป็นคิด  แต่แยกไม่ได้ก็มี ตอนหลังสังเกตดูว่าบางครั้งก็เป็นคิดก็มี ถ้าสติเกิดเป็นไปได้ไหมที่จะไม่มีความคิดปนไปคือ ถ้าสติเกิดโดยไม่คิดตามถึงว่า เมื่อสักครู่เป็นสีที่ปรากฏไหม ตัวเองระลึกลักษณะตอนนั้นตรงหรือไม่ อะไรอย่างนี้ มีบ้างไหม

    ท่านอาจารย์ พิสูจน์ได้จากขณะนี้ด้วยตัวเอง

    ผู้ฟัง ตอนนี้คิดตามว่ามีสีอยู่ มีคน แล้วก็มีสีอยู่บ้าง แต่ก็สังเกตว่ามีสีอยู่จริงบ้าง

    ท่านอาจารย์ เห็น ต้องคิดไหมว่าเห็นสี

    ผู้ฟัง ไม่ได้คิดเลย

    ท่านอาจารย์ แล้วเมื่อสักครู่คิดอะไร

    ผู้ฟัง ได้ยินว่ามีสี ก็เลยไปคิดถึงว่ามีสีอยู่ทางตา แล้วก็ยังเป็นคนอยู่อะไรอย่างนี้

    ท่านอาจารย์ ก็คือคิด

    ผู้ฟัง แต่เมื่อสักครู่ที่ถามตอนนั้นไม่ได้คิด แต่ก็มีสี

    ท่านอาจารย์ ก็บางคนฟังแล้วก็คิดต่อไปเรื่อยๆ

    ผู้ฟัง สภาพธรรมเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ทำไมถึงไม่งาม

    อ.สุภีร์ สภาพธรรมที่เกิดขึ้น และดับไปนี้ จิต เจตสิก รูป ทั้งหมดไม่มีสิ่งไหนที่เป็นสิ่งที่งามเลย ท่านก็ใช้ชื่อเรียกว่า"อสุภะ" อสุภะแปลว่าไม่งาม ซึ่งก็หมายถึงสภาพธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้น และดับไปนั่นเอง เป็นสภาพธรรมที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นสภาพธรรมที่ไม่งามเรียกว่าอสุภะ แต่ว่าด้วยความที่มีความไม่รู้มาก แล้วก็จดจำไว้ผิด ก็เห็นว่าจิต เจตสิก รูป เหล่านี้ที่เกิดขึ้นแล้วก็กระทำกิจหน้าที่การงานสืบต่อกันไปเป็นสิ่งที่งาม เป็นบุคคลนั้น บุคคลนี้ เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่น่าพอใจ เป็นสิ่งที่งาม นี่เป็นความจำผิด เรียกว่า"สุภสัญญา" ก็คือหมายถึงว่าจำว่าจิต เจตสิก รูป เหล่านี้ที่เกิดดับสืบต่อกันนี้ว่างาม

    แต่จริงๆ แล้วสภาพธรรมเป็นอสุภะ ตัวสภาพธรรมจริงๆ เป็นอสุภะ ท่านก็แสดงเพื่อให้ทุกคนอบรมเจริญปัญญาเพื่อรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง เมื่อรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ก็จะเห็นสภาพธรรมเหล่านั้นตามความเป็นจริงว่าไม่งาม แต่ที่บอกว่างามๆ ทั้งหลาย เห็นเป็นคนนั้น คนนี้ หรือว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้ น่าพอใจอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะว่าจำผิด และก็ไม่รู้ตามความเป็นจริง

    ผู้ฟัง เรียนถามเรื่องสัจจญาณ เพราะว่ารู้สึกตัวเองยิ่งศึกษาความสงสัยยิ่งมากขึ้นแทนที่ยิ่งศึกษาความสงสัยยิ่งจะน้อยลง เพราะว่าเรื่องสัจจญาณนี้ก็เฝ้าติดตามมาโดยตลอดเหมือนกัน คิดว่าเรื่องสัจจญาณพอเราฟังเรื่องสิ่งที่ไม่เคยได้ฟัง ได้ยินมาเลยว่า ธรรมที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เขามีลักษณะอย่างนี้แต่ละทางไม่เหมือนกัน และเมื่อธรรมเกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็จะมีลักษณะเฉพาะทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ และเมื่อฟังแล้วก็จะเริ่มรู้สึกทันทีเลยว่า ขณะนี้ถ้าพูดถึงธรรมต่างๆ และขณะนี้ก็มีเห็น มีจิตเห็น มีสภาพรู้ มีสิ่งที่ถูกเห็น แต่เห็นเป็นคนเป็นสัตว์เป็นอะไร นั่นคือขณะนั้นยังไม่ใช่ปฏิปัตติอย่างที่ท่านอาจารย์ว่า เป็นเพียงแต่สภาพรู้ หรือว่าธรรมนั้นมีจริงแล้วก็ปรากฏต่อจิต ปรากฏต่อนามธรรม ที่กำลังรู้จริงๆ ว่า ขณะนี้มีเห็น มีได้ยิน มีได้กลิ่น มีลิ้มรส มีกระทบสัมผัส มีการคิดนึก เป็นต้น

    ส่วนที่สติปัฎฐานจะเกิดหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องสัจจญาณแล้ว เมื่อฟังแล้วก็หยั่งลึกไปถึงว่า ความจริงที่มีมาเนิ่นนานตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ในสมัยพุทธกาล เดี๋ยวนี้ และต่อไปอีกร้อยปี พันปี ล้านปี สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็มีจริง และพิสูจน์ได้เดี๋ยวนี้ การที่เป็นสัจจญาณความเข้าใจอย่างนี้ เป็นความเข้าใจเบื้องต้นในการที่เข้าใจอย่างถูกต้องหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นเรื่องคิด

    ผู้ฟัง ยอมรับว่าเป็นเรื่องคิด แต่ว่าการศึกษาก็จะต้องเริ่มต้นศึกษาฟังสัจจญาณลักษณะอย่างนี้ คิดว่าเมื่อเราฟังมาก มีความเข้าใจมาก ปัญญาก็เจริญขึ้นตามความเข้าใจของการรู้สิ่งที่ถูกต้องตามความเป็นจริง สัญญาก็จะเริ่มจำลักษณะของสิ่งที่เป็นความจริงมากขึ้น เพราะว่าจากการศึกษาก็รู้ว่าสัญญาที่มั่นคง จะเป็นเหตุใกล้ให้สติปัฏฐานเกิด การที่รู้ความจริงอย่างนี้ แล้วก็หยั่งรู้ และรู้ว่าธรรมที่กำลังปรากฏนั้นเป็นเรื่องจริงที่กำลังปรากฏ แต่เราไม่สามารถรู้ได้ตามความเป็นจริงของธรรมที่กำลังปรากฏ ก็เป็นการศึกษาเบื้องต้นไปอย่างนี้ไปเรื่อยๆ โดยความเข้าใจว่า เราก็ไม่ได้ทิ้ง ละทิ้งการฟัง เป็นการประพฤติปฏิบัติศึกษาธรรมที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมไหม

    ท่านอาจารย์ ถ้าเข้าใจเป็นสัจจญาณก็จะต้องไม่ห่วงเรื่องกิจจญาณเลย เพราะเหตุว่าขณะใดที่ห่วงก็ยังคงเป็นเรา แต่อาศัยจากการฟังเข้าใจขึ้น ก็จะทำให้รู้ว่าสภาพธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    2 มี.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ