สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 109


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๑๐๙

    วันจันทร์ที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ เพราะว่าชีวิตประจำวันไม่ว่าจะวันไหนก็ตาม จิตของเรายังไม่ข้ามพ้นไปถึงอีกภูมิหนึ่ง ซึ่งเป็นภูมิที่อบรมเจริญกุศลจนกระทั่งสงบถึงระดับขั้นของอัปปนาสมาธิ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ง่าย และชีวิตประจำวันในขณะนี้ก็เป็นกามาวจรจิตทุกวัน พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มีจิตประเภทนี้ หมายความว่ามีทั้งปัญจทวาราวัชชนจิต มีทวิปัญจวิญญาณ มีสัมปฏิจฉันนะ มีสันตีรณะด้วยไม่ต่างกันเลย และเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยก็ต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ว่าจะในภพไหนภูมิไหนทั้งสิ้น

    อาจจะเป็นชื่อที่ใหม่ อาจจะค่อนข้างยาก และอาจจะคิดว่าไม่ค่อยมีประโยชน์ แต่ว่าความจริงการที่จะได้เข้าใจพระไตรปิฏกเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้เรารู้ความละเอียดแล้วก็สามารถที่จะเห็นได้ว่าเป็นสิ่งซึ่งอบรมเจริญความรู้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเข้าใจยิ่งขึ้น เพื่อละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน เพราะในขณะนี้ที่ได้ยินได้ฟังมาแล้วคือไม่มีเรา มีแต่สภาพธรรมคือจิต เจตสิก รูป ได้ยินแค่นี้ละกิเลสหรือยัง ละความเป็นตัวตนหรือยัง ยังไม่สามารถที่จะละได้ จนกว่าความเข้าใจของเราจะเพิ่มขึ้น ทั้งในเรื่องของระดับของปริยัติคือการศึกษา เพื่อที่จะให้ถึงการปฏิปัตติคือสติสามารถที่จะเกิดระลึก และก็ศึกษาโดยการที่ว่าไม่มีคำ แต่มีสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ที่ปรากฏให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น แต่ต้องมีความรู้ขั้นปริยัติก่อน

    ผู้ฟัง จากหนังสือปรมัตถธรรมเกี่ยวกับเรื่องเอกัคคตาเจตสิก มีใจความว่าเอกัคคตาเจตสิกก็ตั้งมั่นในอารมณ์นั้น แต่เอกัคคตาเจตสิกที่เกิดกับอกุศลจิตไม่มีกำลังตั้งมั่นคงในอารมณ์เท่ากับเอกัคคตาเจตสิกที่เกิดกับกุศลจิต ทำไมเป็นเช่นนั้น

    ท่านอาจารย์ ตามเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย ต่อไปจะทราบว่านอกจากอัญญสมานาเจตสิก ซึ่งสำหรับอัญญสมานาเจตสิก ๑๓ ยังไม่เป็นกุศลจิต และยังไม่เป็นอกุศลจิตเลย จิตที่มีแต่อัญญสมานาเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่านั้น ยังไม่เป็นกุศลจิต และยังไม่เป็นอกุศลจิต ที่จะเป็นอกุศลจิตก็คือต้องมีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วยอีก และที่จะเป็นกุศลจิตก็ต้องมีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วยอีก เพราะฉะนั้นจิตจึงต่างเป็นกุศลจิต และอกุศลจิตได้ แต่ขณะนี้เรากำลังพูดถึงจิตซึ่งไม่ใช่กุศลจิต และไม่ใช่อกุศลจิต แต่เกิดขึ้นทำกิจการงานในวันหนึ่งๆ

    ซึ่งต่อไปจะทราบว่าจิตที่เรากล่าวถึงทั้งหมด รวบรวมแล้วเป็นอเหตุกจิต คือจิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ เพราะว่าเหตุในธรรมมี ๖ เหตุ ได้แก่ เจตสิก ๖ คือโลภเจตสิก ๑ โทสเจตสิก ๑ โมหเจตสิก ๑ เป็นอกุศลเหตุ ๓ ถ้าเจตสิกนี้เกิดขึ้น จิตต้องเป็นอกุศล จะเป็นอื่นไปไม่ได้ จะเป็นวิบากได้ไหม ไม่ได้ จะเป็นกุศลได้ไหม ไม่ได้ จะเป็นกิริยาจิตได้ไหม ไม่ได้ เราก็ต้องไม่ลืมเรื่องของจิตว่า จิตมี ๔ ชาติ จิตใดที่เกิดขึ้นเป็นอกุศล จิตนั้นก็เป็นอกุศล จะเป็นกุศล เป็นวิบาก เป็นกิริยาไม่ได้ เพราะว่าเป็นเหตุที่ไม่ดี จิตใดที่เป็นอกุศลวิบากคือเป็นผลของอกุศล จิตนั้นก็เป็นกุศล หรือเป็นอกุศล หรือเป็นกิริยาไม่ได้ เพราะเหตุว่าเป็นวิบาก การเกิดขึ้นของจิตหนึ่งขณะ ชา-ติคือชาติ ความเป็นของจิตนั้นก็คือว่าเป็นกุศล หรือเป็นอกุศลซึ่งเป็นเหตุ หรือเป็นวิบากที่เป็นผล หรือเป็นกิริยาซึ่งไม่ใช่ทั้งเหตุและผล

    อ.ประเชิญ เพราะฉะนั้นช่วงนี้เราก็กำลังศึกษาในเรื่องของสิ่งที่มีจริง ซึ่งได้ต่อเนื่องมาตั้งแต่ตอนต้นที่เป็นเรื่องของการศึกษาเรื่องจิต ซึ่งอรรถความหมายของจิตที่เราได้สนทนาไปแล้ว คือชื่อว่าจิตเพราะเป็นธรรมชาติที่รู้แจ้งอารมณ์ แล้วก็ชื่อว่าจิตเพราะสั่งสมสันดานของตนด้วยสามารถชวนวิถี และชื่อว่าจิตเพราะเป็นสภาพธรรมอันกรรมกิเลสสั่งสมวิบาก และขณะนี้เราก็จะมาสนทนาอยู่ในหัวข้อที่ว่าชื่อว่าจิตเพราะเป็นธรรมชาติวิจิตรตามสมควรด้วยอำนาจแห่งสัมปยุตตธรรม

    ซึ่งสัมปยุตตธรรมที่เราได้สนทนามาเป็นเจตสิกซึ่งเกิดร่วมกับจิต เป็นอัญญสมานาเจตสิก ๑๓ ซึ่งท่านอาจารย์ก็ได้กล่าวถึงจิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยน้อยที่สุด คือทวิปัญจวิญญาณ แล้วก็เพิ่มขึ้นมาจากทวิปัญจวิญญาณ ก็จะมีปัญจทวารวัชชนะ สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ ซึ่งเหล่านี้ก็คือเป็นเรื่องของจิตอยู่ดี เป็นเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริง ซึ่งการที่จะรู้ได้ ไม่ได้ อันนี้ก็แล้วแต่กำลังสติปัญญาของแต่ละท่าน แต่ไม่ควรจะลืมว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการเรียนรู้เรื่องของจิต ซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงมีอยู่ที่ทุกๆ ท่าน ที่ทำกิจอยู่ ไม่ว่าจะเป็นผัสสะก็ดี เวทนา สัญญา เจตนาในแต่ละขณะนั้นไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคลไม่มีเราเลย ที่ไม่ควรลืมก็คือตรงนี้ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึง จิตที่เป็นประเภทของอเหตุกะ ซึ่งไม่มีเหตุเกิดร่วมด้วย ตรงนี้จะต่างจากที่เป็นสเหตุกจิตอย่างไร อเหตุกะกับสเหตุกะ

    ผู้ฟัง อเหตุกะอีกนิดหนึ่ง ถามว่าปกิณกเจตสิก ๖ เราสนทนากันมาเรื่องวิตก วิจาร อธิโมกข์ วิริยะ ปีติ ขาดฉันทะ อยากจะถามว่าทำไมฉันทะไม่เกิดกับอเหตุกะเลย มีเหตุผลอย่างไรหรือเปล่า หรืออย่างเกิดมี ดูแล้วไม่มีเกิดกับจิตดวงไหนในอเหตุกะเลยหรืออย่างไร ฉันทะ ก็เลยยังไม่ได้สนทนากันเรื่องตัวนี้เลย

    อ.สุภีร์ เราได้สนทนาเฉพาะลักษณะของฉันทเจตสิกไป แล้วก็ตอนนี้ยังสนทนาไม่ถึงจิตที่มีฉันทเจตสิกเกิดประกอบด้วย

    ผู้ฟัง ก็เลยถามว่ามีเหตุผลอะไรหรือเปล่าที่ว่าฉันทะไม่เกิดกับอเหตุกะเลย

    อ.สุภีร์ เพราะเหตุว่าฉันทเจตสิกเป็นความพอใจใคร่ที่จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ใคร่ที่จะโกรธ ใคร่ที่จะโลภ แล้วก็ใคร่ที่จะเป็นจิตประเภทที่เป็นโสภณจิต นี่เป็นลักษณะของฉันทเจตสิก ซึ่งฉันทเจตสิกนี้ไม่เกิดร่วมกับจิต ๒๐ ประเภท ก็คืออเหตุกจิต ๑๘ ที่เรากำลังกล่าวอยู่ตอนนี้ เพราะว่าฉันทะมีลักษณะที่เลือก แล้วก็พอใจในสิ่งที่ตัวเองเลือก แต่ว่าอเหตุกะไม่ใช่สิ่งที่เลือก มีวิบาก ใช่ไหม มีกิริยา ซึ่งไม่ใช่จิตที่สามารถเลือกได้ นี่เป็นลักษณะของฉันทเจตสิกที่มีลักษณะพอใจใคร่ที่จะกระทำ

    ผู้ฟัง ชาติของจิตมี ๔ ชาติ ใช่ไหม กุศล อกุศล วิบาก กิริยา เพราะฉะนั้นสำหรับฉันทะก็เกิดได้กับทุกชาติ

    อ.สุภีร์ เกิดได้ทั้ง ๔ ชาติ

    ผู้ฟัง อันนี้คือสิ่งที่อยากจะค้นออกมาว่า อะไรคือเหตุผลเขาถึงไม่เกิดกับอเหตุกะ

    อ.สุภีร์ เพราะว่าลักษณะของฉันทะเป็นความพอใจใคร่ที่จะกระทำ

    ผู้ฟัง หมายความว่าอเหตุกะมีความพอใจหรืออย่างไร

    อ.สุภีร์ ใช่ แล้วก็มีจิตประเภทหนึ่งด้วยที่ไม่มีฉันทเจตสิกเกิดร่วมด้วย ถึงแม้จะไม่ใช่อเหตุกะก็คือโมหมูลจิต ๒ ประเภท

    ผู้ฟัง อันนั้นใช่ ไม่มีใครพอใจที่จะโง่ อันนี้แน่ๆ อยู่แล้ว ทุกคนไม่มี

    อ.สุภีร์ ก็เช่นเดียวกันกับการเห็น

    ผู้ฟัง ก็เหมือนกันกับอเหตุกะ

    อ.สุภีร์ ฉันทเจตสิกนี้ไม่เกิดร่วมกับจิต ๒๐ ประเภท ก็คืออเหตุกจิต ๑๘ ประเภท แล้วก็โมหมูลจิต ๒ ประเภท รวมเป็น ๒๐ ประเภท นอกจากนั้นฉันทเจตสิกก็เกิดร่วมได้ทั้งหมด

    อ.ประเชิญ จะขอความหมายคำว่าเห-ตุกับอเห-ตุ ตรงนี้ก่อน

    อ.สุภีร์ คำว่าเหตุ ก็เป็นชื่อของเจตสิกที่เปรียบเสมือนรากแก้วของกุศล และอกุศลทั้งหลาย ซึ่งเจตสิกที่เป็นเหมือนรากแก้ว หรือว่าเป็นมูลเป็นเหตุ ก็มีอยู่ ๖ ประเภทด้วยกัน ก็คือโลภเจตสิก ๑ โทสเจตสิก ๑ โมหเจตสิก ๑ เป็นอกุศลเหตุ เป็นมูลหรือว่าเป็นรากแก้วฝ่ายที่เป็นอกุศล

    ส่วนอโลภเจตสิก อโทสเจตสิก อโมหเจตสิกหรือว่าปัญญาเจตสิกนั่นเอง เป็นมูลหรือว่าเป็นรากแก้วฝ่ายของสภาพจิตที่เป็นโสภณจิต คำว่า "เหตุ" ก็แปลว่า"มูล" หรือว่ารากแก้วของสภาพธรรมที่จะเป็นกุศล หรือว่าเป็นโสภณนั่นเอง จิตที่เป็นเห-ตุก็คือเจตสิก ๖ ประเภทนี้นั่นเอง อเหตุกะก็คือไม่มีเจตสิกทั้ง ๖ ประเภทนี้เกิดร่วมด้วย จิตใดก็ตามที่ไม่มีเจตสิกที่เป็นเหตุทั้ง ๖ ประเภทนี้เกิดร่วมด้วยก็เรียกว่า"อเหตุกจิต" จิตประเภทใดก็ตามที่มีเจตสิกที่เป็นเหตุ เหตุหนึ่งเหตุใดก็ตาม หรือว่า ๒ เหตุก็ตาม ๓ เหตุก็ตาม เกิดประกอบร่วมด้วย ก็เรียกว่า"สเหตุกจิต"

    ฉะนั้นจิตทั้ง ๘๙ ประเภท ถ้าแยกประเภทใหญ่ๆ โดยเหตุแล้วก็จะมีอเหตุกจิต ๑ กับสเหตุกจิต ๑ ซึ่งอเหตุกจิตมีอยู่ ๑๘ ประเภท ส่วนสเหตุกจิตก็คงจะพอทราบได้ เพราะเหตุว่าจิตมีทั้งหมด ๘๙ ประเภท อเหตุกจิต ๑๘ ประเภท ฉะนั้นสเหตุกจิตมีเท่าใด มี ๗๑ ประเภท ฉะนั้นแยกเป็นประเภทใหญ่ๆ จิตทั้ง ๘๙ ก็แยกเป็นอเหตุกจิต ๑๘ ประเภท แล้วก็สเหตุกจิต ๗๑ ประเภท

    อ.ประเชิญ ตรงนี้ก็กล่าวถึงเหตุ ซึ่งก็จะต้องมีสิ่งที่ไม่ใช่เหตุด้วยใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ นอกจากเจตสิก ๖ ซึ่งเป็นเหตุ ธรรมทั้งหมดไม่ใช่เหตุ เมื่อเหตุได้แก่เจตสิก ๖ จิตไม่ใช่เหตุ เจตสิกอื่นนอกจากเจตสิก ๖ ก็ไม่ใช่เหตุ รูปก็ไม่ใช่เหตุ นิพพานก็ไม่ใช่เหตุ เพราะเหตุว่าปรมัตถธรรมมีเพียง ๔ คือจิต เจตสิก รูป นิพพาน เพราะฉะนั้นธรรมเป็นเรื่องซึ่งก็ตรงมากเลย ถ้ากล่าวถึงอย่างใด เช่น เหตุได้แก่อะไร สิ่งที่เหลือทั้งหมดก็ไม่ใช่เหตุ ซึ่งภาษาบาลีก็ใช้คำว่า "นเหตุ" เพราะฉะนั้นก็มีเหตุหรือเห-ตุ กับนเหตุคือนเห-ตุ จิตไม่ใช่เหตุ เป็นนเห-ตุ หรือว่า นเหตุ

    แต่เมื่อสักครู่นี้เรากำลังพูดถึงเรื่องของปกิณกเจตสิก ๖ แล้วก็สัพพจิตตสาธารณะ ๗ รวมเป็นอัญญสมานา ๑๓ ก็ยังไม่ครบจิตทั้งหมดที่เราได้กล่าวถึงแล้วใช่ไหม เพราะว่าเรากล่าวถึงก่อนเห็นมีปัญจทวาราวัชชนจิตเกิด มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง ปัญจทวาราวัชชนะไม่มีเจตสิกที่เป็นอัญญสมานากี่ดวง คือย้อนไปย้อนมาได้หลายอย่าง เพื่อให้จำ แล้วก็เพื่อให้เข้าใจ เพราะว่าอัญญสมานาทั้งหมดมี ๑๓ สำหรับสัพพจิตตสาธารณะ ๗ ต้องมีแน่ๆ ใช่ไหม ปกิณกะ ๖ คือวิตก วิจาร อธิโมกขะ วิริยะ ปีติ ฉันทะ

    ปัญจทวาราวัชชนจิตไม่มีปกิณกเจตสิกกี่ดวง ๓ ดวง คือ ไม่มีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วย ไม่มีปีติเจตสิกเกิดร่วมด้วย ไม่มีฉันทเจตสิกเกิดร่วมด้วย เหตุผลคือปัญจทวาราวัชชนจิตเกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา เพราะฉะนั้นจะมีปีติเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่ได้ แล้วก็ปัญจทวาราวัชชนจิต แล้วแต่อารมณ์กระทบเป็นผลของกรรมใด เราเลือกไม่ได้ที่จะเห็น เลือกไม่ได้ที่จะได้ยิน เวลาที่กรรมให้ผล ทางของกรรมที่จะให้ผลก็มี ๕ ทาง คือให้เห็นสิ่งที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ เพราะฉะนั้นตาหรือว่าจักขุทวารวิถีจิตก็เป็นทางหนึ่ง ซึ่งเป็นวิบากจิตที่จะเกิดขึ้น รับผลของกรรม

    แต่ว่าก่อนเห็นก่อนได้ยินต้องมีกิริยาจิต คือจากภวังคจิตที่กำลังสืบต่อดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนั้น แล้วจะให้เกิดวิบากอื่นไม่ได้ ก็จะต้องมีกิริยาจิตเกิดคั่น ซึ่งหน้าที่ของกิริยานี้ ก็คือว่าไม่ใช่วิบาก ไม่ใช่ภวังคจิตต่อไป แต่ว่าเป็นจิตที่ทำหน้าที่รำพึง หรือว่ารู้สึกตัวรู้ว่าขณะนั้นอารมณ์อะไรกระทบซึ่งเลือกไม่ได้ ปัญจทวาราวัชชนจิตในขณะนั้น แล้วแต่ว่าจะเป็นสี หรือจะเป็นเสียง หรือจะเป็นกลิ่น หรือจะเป็นรส หรือจะเป็นโผฏฐัพพะคือธาตุดิน ไฟ ลมที่สามารถกระทบได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีฉันทเจตสิกเกิดร่วมด้วย ไม่มีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะว่าไม่ต้องเพียรอะไร จิตเหล่านี้ไม่ต้องมีวิริยเจตสิกเลย เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยว่าเมื่อมีอารมณ์กระทบทวารจำเป็นที่ต้องเกิดไม่ต้องอาศัยวิริยะเลย

    เพราะฉะนั้นปัญจทวาราวัชชนจิต ก็มีสัพพจิตตสาธารณเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง แล้วก็มีปกิณกเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๓ ดวง คือวิตกเจตสิก วิจารเจตสิก อธิโมกขเจตสิก แต่ไม่มีปีติเจตสิก ไม่มีวิริยเจตสิก ไม่มีฉันทเจตสิก อันนี้ก็คงจะพอไม่ลืมได้ ถ้าจะคิดถึงเหตุผล พอถึงทวิปัญจวิญญาณมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยกี่ดวง ๗ ดวงเท่านั้น ในบรรดาจิตทั้งหมด จิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยน้อยที่สุด ก็คือจิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เพราะฉะนั้นวันหนึ่งวันหนึ่งถ้ามีการระลึกถึงธรรมที่ได้เรียน ขณะเห็น เจตสิก ๗ ดวง แล้วก็เกิดที่จักขุปสาทด้วย ถ้าจิตได้ยินก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง แล้วก็เกิดที่โสตปสาท ตามที่เกิดนั้นๆ

    แต่ปัญจทวาราวัชชนะไม่เห็น เพราะฉะนั้นไม่ได้เกิดที่จักขุปสาท ไม่ได้เกิดที่โสตปสาท ไม่ได้เกิดที่ฆานปสาท ไม่ได้เกิดที่ชิวหาปสาท ไม่ได้เกิดที่กายปสาท เพราะปกติจิตจะเกิดที่หทยวัตถุ บางคนก็อาจจะคิดว่าจิตคงต้องเดินทาง จากหทยวัตถุุที่ปกติเมื่อเติบโตแล้วก็อยู่ที่กลางหัวใจ แล้วก็มาเกิดเห็นขึ้นที่จักขุปสาท แต่ไม่มีระยะทาง ไม่มีอะไรเลย เพราะเหตุว่าต้องมีปัจจัย จิตจึงจะเกิดได้ เพราะฉะนั้นเมื่อจักขุปสาทอยู่ตรงไหน มีการกระทบจริง โดยปัญจทวาราวัชชนจิตรู้ แต่เวลาที่จิตเห็นจะเกิด ต้องเกิดที่จักขุปสาทแล้วก็ดับ หลังจากนั้นจิตอื่นก็เกิดที่หทยวัตถุ เพราะว่ามีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่อย่างละเอียด และก็ไม่ต้องอาศัยการเดินทาง แต่อาศัยปัจจัย

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าธรรมเป็นสิ่งที่เกิดดับอย่างเร็ว ทั้งนามธรรมและรูปธรรมไม่ได้มีเหลือ แต่ว่ามีปัจจัยที่จักขุปสาทจะเกิดตรงไหน เป็นปัจจัยให้มีการกระทบตรงไหน จักขุวิญญาณก็เกิดขึ้นเห็นตรงนั้น แล้วก็จิตอื่นก็ไม่ได้ทำกิจนี้ เพราะฉะนั้นก็เกิดที่หทยวัตถุ โดยมากเราก็จะคิดถึงกุศลจิตและอกุศลจิต ซึ่งตอนนี้ยังไม่เป็นกุศลจิตไม่เป็นอกุศลจิตเลย แต่เป็นจิตที่เกิดก่อน เพราะว่าทันทีที่มีอารมณ์กระทบ แล้วก็จะเป็นกุศลจิต และอกุศลจิตทันทีไม่ได้ เพราะว่าปกติจิตจะเป็นภวังค์ ดำรงภพชาติ ไม่มีการเห็น การได้ยิน การคิดนึกใดๆ เลยทั้งสิ้น จนกว่าจะมีปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้นรู้อารมณ์ทางไหน

    ปัญจทวาราวัชชนจิตเหตุผลทราบแล้วใช่ไหม ไม่มีปกิณกเจตสิก ๓ ดวง คือไม่มีวิริยเจตสิกไม่มีปีติเจตสิกไม่มีฉันทเจตสิก เป็นอเหตุกจิต คือไม่มีโลภเจตสิก โทสเจตสิก โมหเจตสิก อโลภเจตสิก อโทสเจตสิก อโมหเจตสิกเกิดด้วย เป็นอเหตุกจิตไม่ประกอบด้วยเหตุ จิตเองเป็นนเหตุ แต่จิตบางประเภทมีเจตสิกที่เป็นเหตุเกิดร่วมด้วย เป็นสเหตุกะ จิตที่ไม่มีเจตสิกที่เป็นเหตุเกิดร่วมด้วย เป็นอเหตุกะ ก็เป็นชื่อธรรมดาๆ ตอนนี้ก็รู้จักอเหตุกะ ๑ ดวงแล้ว ใช่ไหม คือปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ ดวงเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะภพไหนภูมิไหน จะไม่มี ๒ ดวง แต่ว่าเรียกชื่อตามทวารได้ เพราะว่าจิตนี้สามารถที่จะรู้อารมณ์ได้ทั้งทางตาก็ได้ ทางหูก็ได้ ทางจมูกก็ได้ ทางลิ้นก็ได้ ทางกายก็ได้ รู้ได้เฉพาะ ๕ อารมณ์ แต่ว่าทีละอารมณ์ แต่ว่าทำอาวัชชนกิจคือเกิดก่อนทวิปัญจวิญญาณ

    อ.ประเชิญ ปัญจทวาราวัชชนะไม่ใช่วิบาก คือไม่ใช่ผลของกรรม แล้วก็ไม่ใช่เหตุที่จะทำให้เป็นเหตุของสิ่งที่ดีและก็ไม่ดี แล้วกิริยาเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทั้งไม่ใช่เหตุและไม่ใช่ผล

    ท่านอาจารย์ นี่เป็นเหตุที่มีจิต ๔ ชาติ เพราะว่าไม่ได้มีแต่เหตุคือกุศล อกุศล และวิบาก แต่ต้องมีกิริยาจิตด้วย ซึ่งเกิดเพราะปัจจัย ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นต้องมีปัจจัยเกิดขึ้น แต่จิตนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะกรรมเป็นปัจจัย ถ้าเกิดขึ้นเพราะกรรมเป็นปัจจัย ก็ต้องเป็นวิบากจิต และก็ต้องทำหน้าที่ของวิบาก แต่จิตนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ของวิบากเลย ไม่ได้ทำหน้าที่เห็น ไม่ได้ทำหน้าที่ได้ยิน ไม่ได้ทำหน้าที่ได้กลิ่น ไม่ได้ทำหน้าที่ลิ้มรส ไม่ได้ทำหน้าที่ของวิบากใดๆ แต่ว่าเป็นกิริยาจิตซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่วิบากจิตจะเกิด

    อ.ประเชิญ "กิริยา"โดยความหมายทั่วไปท่านแปลว่า"สักแต่ว่ากระทำ" คือไม่ใช่จะเป็นเหตุทำให้มีผลขึ้นมา เพราะฉะนั้นจิตประเภทนี้เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ทำกิจของตนแล้วก็ดับไปจะไม่มีผล เพราะว่าไม่ใช่จิตที่เป็นเหตุ

    ผู้ฟัง เรื่องของกิริยาจิตที่กล่าวถึง ก่อนที่จะมีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส แล้วก็การถูกต้องสัมผัส จะต้องมีปัญจทวาราวัชชนจิตซึ่งเป็นกิริยาจิตเกิดขึ้น เมื่อสักครู่ได้ยินว่าก่อนจิตประเภทนี้จะเกิดขึ้น มีอารมณ์มากระทบทวารจึงเป็นปัจจัยให้จิตดวงนี้เกิดขึ้นถูกต้องไหม

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะฉะนั้นจึงไม่มีฉันทเจตสิก ไม่มีวิริยเจตสิก ไม่มีปีติเจตสิก เพราะว่าเกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นในชีวิตประจำวันก่อนที่จะเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัสต้องมีจิตประเภทนี้ก่อน

    ท่านอาจารย์ ทุกครั้ง ไม่ว่าจะที่ไหนด้วย ไม่ว่าจะบนสวรรค์ ในมนุษย์ ในนรก หรือที่ไหนก็ตาม ก่อนเห็นต้องมีปัญจทวาราวัชชนจิต หรือจะเรียกตามทวารว่าจักขุทวาราวัชชนะก็ได้

    ผู้ฟัง ในขณะนั้นหมายถึงว่าแม้อารมณ์กระทบกับปสาทแล้ว ทวารแล้ว หลังจากนั้นจึงจะมีจิตที่เรียกว่าทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ คือจิตเห็นจริงๆ เกิดขึ้นใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง

    ผู้ฟัง เจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง น้อยกว่าใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ น้อยกว่า

    ผู้ฟัง เพราะเหตุผลอะไร ในขณะที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องสัมผัส จึงมีเพียง ๗ ดวงเท่านั้น

    ท่านอาจารย์ ทำทัศนกิจ คือแค่เห็นเท่านั้นเอง ไม่ต้องอาศัยวิตก ไม่ต้องอาศัยวิจาร ไม่ต้องอาศัยอธิโมกขะ ไม่ต้องอาศัยวิริยะ ไม่ต้องอาศัยเจตสิกอื่นทั้งหมด เมื่อประจวบกันกับขณะที่จะอุบัติ คือเกิดขึ้นเห็นก็เกิดขึ้นเห็น

    ผู้ฟัง เพราะว่ามีกิริยาจิตเกิดขึ้น

    ท่านอาจารย์ อาวัชชนะรำพึงถึง รู้สึกจะยังเหลือจิตที่ไม่ได้กล่าวถึง ซึ่งเป็นอเหตุกะ เพราะว่าถ้านับแล้ว เราจะได้อเหตุกะเกือบครบ ๑๘



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    9 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ