สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 120


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๑๒๐

    วันจันทร์ที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๖


    ท่านอาจารย์ เวลาที่ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ได้ลิ้มรส ไม่ได้รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่ได้คิดนึก ขณะนั้นจิตรู้อารมณ์โดยไม่อาศัยทวารหนึ่งทวารใดเลย ไม่ได้อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราใช้คำว่าหลับ แต่ความจริงก็คือ ภวังคจิต คือจิตซึ่งต้องเกิดขึ้นสืบต่อดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนั้น จนกว่าจะจุติคือขณะสุดท้ายที่จะจากโลกนี้ไป เพราะฉะนั้นเราสมมติเรียกภวังคจิตว่าหลับ เวลาที่ภวังคจิตเกิดดับสืบต่อนาน เราก็บอกว่าหลับ แล้วก็เวลาที่ภวังคจิตไม่เกิด แต่มีมโนทวารวิถีจิตคือจิตที่คิดนึก ทั้งๆ ที่ไม่เห็น คิดนึกได้ใช่ไหม

    เพราะฉะนั้นเวลาที่เป็นภวังคจิตอยู่นาน แล้วก็เกิดคิดนึกเรื่องอะไรก็แล้วแต่ แล้วก็เป็นภวังคจิตต่อ ขณะนั้นเราก็ใช้คำว่า ฝัน หมายความว่าเพราะเหตุว่ามีภวังคจิตเกิดมาก แล้วก็มีการคิดนึกเกิดสลับ แล้วก็เป็นภวังคจิตต่อไป เราก็ใช้คำว่าขณะนั้นฝัน แต่พอตื่น การที่จะเห็นบ้าง ได้ยินบ้างพวกนี้ ก็ปรากฏ ซึ่งในขณะที่กำลังหลับไม่ปรากฏ และขณะที่กำลังฝันก็ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน เพียงแต่คิดนึกเรื่องต่างๆ ที่สะสมมาแล้ว บังคับฝันได้ไหม

    ผู้ฟัง บังคับไม่ได้ แต่คิดนึกหมายความว่าขณะนั้นเขาไม่ได้หลับสนิทเลย คำถามก็เลยจะตอบไปว่า ถ้าพระอรหันต์หลับแล้วไม่ฝันแปลว่าท่านไม่คิดนึกใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ เราบังคับความคิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นขณะนี้ปุถุชนจะคิดด้วยจิตประเภทใด พระอรหันต์จะคิดด้วยจิตประเภทใด เพราะฉะนั้นเวลาที่ปุถุชนคิดถึงเรื่องอะไรก็ตาม ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไม่พ้นจากเรื่องงาน เรื่องวงศาคณาญาติ เรื่องธุรกิจ เรื่องต่างๆ เพราะฉะนั้นเวลาที่จะฝัน อย่างที่ได้เรียนให้ทราบแล้วว่าบังคับฝันไม่ได้ เช่นเดียวกับบังคับความคิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราอยากจะฝันดีๆ ให้เป็นกุศลจิตที่ฝัน ก็เลือกไม่ได้อีก ก็มีการฝันร้าย ก็แล้วแต่ว่าจะมีเหตุปัจจัยให้ฝันอะไร แต่ขณะที่ฝันจะเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงการสะสมของแต่ละคน เพราะว่าจิตของแต่ละคนแลกเปลี่ยนกันไม่ได้เลย คนที่มีกุศลจิตเกิดบ่อยๆ กับคนที่มีอกุศลจิตเกิดบ่อยๆ แลกเปลี่ยนให้คนที่มีอกุศลจิตเกิดบ่อยๆ ให้กุศลจิตเขาเกิดมากๆ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ฉันใด ในแต่ละวาระของจิตตั้งแต่เกิดมา หรือว่าจะถึงชาติก่อนๆ ก็ได้ จิตก็สะสมสืบต่อทุกสิ่งทุกอย่าง โดยที่เราไม่สามารถจะรู้ได้เลย แต่ก็ปรากฏเป็นความฝัน

    มีผู้หญิงคนหนึ่ง ท่านก็เป็นผู้ที่สวยแล้วก็ร้องเพลงก็เพราะ แล้วก็เก่งทำการงานก็มีหน้าที่การงานที่เก่ง ท่านฝันว่าท่านเป็นนักรบบ่อยมากเลย จะฝันว่าท่านไปเข้าสู่สงคราม แล้วก็ต้องไปรบกับใครๆ และก็มีความกลัว หรือว่าความตกใจในฝัน ซึ่งท่านก็ไม่คิดเลยว่าทำไมท่านถึงได้ฝันอย่างนั้น แต่ว่าการสะสมของแต่ละคนเลือกไม่ได้ แม้แต่ว่าความคิดขณะนี้เลือกไม่ได้ฉันใด ฝันก็เลือกไม่ได้ฉันนั้น แต่ผู้ที่เป็นพระอรหันต์จะไม่มีความคิดด้วยอกุศลจิต และกุศลจิต ในขณะที่ท่านเห็นท่านได้ยินพวกนี้ ไม่มีเยื่อใยต่อสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นก็เป็นผู้ที่เป็นภวังคจิตที่ใช้คำว่าหลับ แล้วก็ตื่นโดยที่ไม่ฝัน

    ผู้ฟัง สรุปก็หมายความว่าเหตุที่พระอรหันต์ไม่ฝัน เพราะว่าจิตท่านเป็นกิริยาจิตไปแล้ว คือไม่มีทั้งกุศลอกุศล ส่วนปุถุชนที่ยังฝันอยู่ ก็ใครสะสมกุศลก็คือฝันหวานไป ใครสะสมอกุศลก็อาจจะฝันไม่ดีไป ตอนนี้ดิฉันจะถามคุณสุภีร์เรื่องสัตว์นรก พวกนี้ ภวังคจิตเขาจะสั้นหรือยาว อยู่ที่กรรมของเขาใช่ไหม เพราะว่าพวกนี้เวลาที่เขาตกนรก เขาจะต้องถูกทรมาน แต่ถ้าเกิดหลับสนิทในนรก เขาจะไม่ได้ทรมานแล้ว เขาจะมีความสุขตามที่เขาฝัน ภวังคจิตของพวกสัตว์นรกนี้จะสั้นหรือยาว

    อ.สุภีร์ ภวังคจิตก็เป็นวิบากจิตเป็นผลของกรรม ฉะนั้นเรื่องผลของกรรมก็บอกไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่กรรม เพราะเหตุว่าเรื่องกรรมวิบากก็เป็นอจินไตยอย่างหนึ่งด้วย คำว่ากรรมวิบากก็คือผลของกรรมนั่นเอง ซึ่งสิ่งที่ไม่ควรคิดก็คือสิ่งที่เป็นอจินไตยนี้มีอยู่ ๔ อย่าง เพราะเหตุว่าคิดไปแล้วก็คิดไม่ออก จะทำให้ถึงความเป็นบ้า หรือว่าเดือดร้อนใจ มีอยู่ ๔ อย่าง ก็คือ ๑. พุทธวิสัย วิสัยหรือว่าความสามารถอารมณ์ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒. ฌานวิสัย วิสัยความสามารถของผู้ที่ได้ฌาน ๓. กรรมวิบากก็คือผลของกรรม ซึ่งภวังคจิตก็ดี การเห็นก็ดี ได้ยินก็ดี ได้กลิ่นลิ้มรสกระทบสัมผัสเหล่านี้ เป็นผลของกรรมเป็นกรรมวิบาก เป็นสิ่งที่เป็นอจินไตยประการที่ ๓ อจินไตยประการที่ ๔. ก็คือการคิดเรื่องโลก มีอยู่ ๔ ประการที่คิดไปแล้วก็คิดไม่ออกว่าเป็นอย่างไร

    ผู้ฟัง ก็หมายความว่าวัดเข้าไปหากรรม ดิฉันกำลังจะวัดมาหาเรื่องเหตุผลว่าพวกสัตว์นรก ภวังค์เขาเกือบจะต้องไม่มีเลย เพราะว่าเขาจะต้องได้รับกรรมคือการทรมาน คือรู้มาว่าพระพุทธเจ้าท่านก็มีภวังค์ที่สั้น เหตุผลต่างกันอย่างไร คือเวลานี้ดิฉันรู้แล้วว่าสัตว์นรกเขาสั้น เพราะว่าต้องทรมานนาน เพราะตราบใดที่เขาหลับคือไม่ทรมาน แต่เขาทำกรรมไว้มาก เพราะฉะนั้นเขาต้องทรมานนานจึงสั้น แต่พุทธองค์มีแสดงไว้ว่าภวังค์ท่านสั้นเหมือนกัน

    อ.สุภีร์ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญบารมีมาบริบูรณ์ ในคราวที่พระองค์แสดงยมกปาฏิหาริย์ ต้องอาศัยความรวดเร็วของจิตมาก ฉะนั้นภวังคจิตที่เกิดแทรกคั่นจึงต้องสั้น จึงจะสามารถแสดงยมกปาฏิหาริย์ได้ ซึ่งยมกปาฏิหาริยญาณนี้ เป็นญาณที่ไม่สาธารณะต่อพระสาวกเลย เป็นอสาธารณญาณ อสาธารณญาณนี้จะมีอยู่ ๖ ญาณ ยมกปาฏิหาริยญาณนี่ก็เป็นหนึ่งในญาณที่เป็นอสาธารณญาณ ซึ่งมีเฉพาะพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น จึงจะสามารถแสดงยมกปาฏิหาริย์ได้

    คำว่า "ยมก" แปลว่า "คู่" ยมกปาฏิหาริย์ก็คือปาฏิหาริย์ที่แสดงโดยความเป็นคู่กัน ต้องอาศัยความรวดเร็วของชวนจิตมาก ฉะนั้นภวังคจิตที่เกิดคั่นระหว่างชวนจึงต้องสั้นมาก อันนี้เป็นญาณที่เป็นอสาธารณญาณ มีเฉพาะพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น เพราะเหตุใดจึงมี เพราะเหตุว่าพระองค์บำเพ็ญบารมีมาครบบริบูรณ์แล้ว เพื่อถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ผู้ฟัง อันนี้คือความลึกซึ้งของธรรมเห็นไหม สั้นๆ เหมือนกัน อีกสั้นหนึ่งนรก อีกสั้นหนึ่งเป็นพระพุทธองค์อย่างนี้ ถ้าเราไม่ได้เรียนเราคงไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ ข้อสำคัญก็คือว่าต้องพิจารณาว่าที่มีภวังค์สั้นเป็นประโยชน์หรือเปล่า อันนี้สำคัญมาก เพราะว่าทุกอย่างควรที่จะคำนึงถึงประโยชน์ สำหรับสัตว์นรกภวังค์สั้น แต่ว่าเมื่อไม่ใช่ภวังค์ก็เป็นการทรมาน ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ถ้าอยู่ในนรกความเจ็บปวดทรมานทางกายมีมาก และสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น ก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ เพราะว่าบางนรกก็จะต้องมีกลิ่นที่ไม่น่าพอใจเลย เป็นต้น

    แต่สำหรับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าภวังค์สั้น เพื่อประโยชน์หรือว่าเพื่ออย่างอื่น ไม่เหมือนกันใช่ไหม อย่างบางคนนอนไม่หลับแล้วก็หลับไปนิดเดียว แล้วก็ตื่นมาอีกแล้วก็กังวลสารพัดเรื่อง อย่างนั้นการหลับก็ดูจะดีกว่า เพราะเหตุว่าถ้าตื่นมาก็กังวล แต่สำหรับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ขณะที่ทรงแสดงพระธรรม ทรงเข้าผลสมาบัติสลับ ลองคิดถึงความรวดเร็วของวิถีจิตว่าจะเหนือบุคคลใดๆ มากสักเท่าใด เพราะฉะนั้นเพื่อประโยชน์ทั้งสิ้น ที่มีภวังค์น้อยก็เพื่อที่จะแสดงพระธรรม และในขณะนั้นก็ทรงเข้าฌานสมาบัติด้วย อันนี้ก็เป็นการที่แสดงให้เห็นว่าเรื่องของการสั้น การยาวของภวังค์ ก็ต้องทราบว่าขณะใดจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ หรือว่าไม่ใช่เพื่อประโยชน์ด้วย

    เพราะฉะนั้นเราคงจะไม่คำนึงถึงสัตว์ในนรก หรือว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่สำหรับเราก็เริ่มจะคิดได้แล้วใช่ไหมว่าภวังค์สั้นดี หรือว่าภวังค์ยาวดี ถ้าภวังค์สั้นตื่นแล้วเป็นประโยชน์น่าตื่นไหม แต่ถ้าตื่นแล้วเป็นอกุศล แล้วก็เบียดเบียนคนอื่นทั้งวัน ภวังค์ยาวดีกว่าใช่ไหม ก็เป็นเรื่องซึ่งจะพิจารณาเห็นประโยชน์ว่าการมีชีวิตอยู่ในโลกที่สามารถที่จะได้ยินได้ฟังพระธรรม ซึ่งเป็นขณะที่หายาก เพราะว่าถึงแม้ว่าจะเป็น ขณะที่ชาวโลกที่เกิดมาพร้อมด้วยปัญญา กับบุญที่ได้สั่งสมมาแล้ว มีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังพระธรรม มีโอกาสที่จะพิจารณารู้จักสภาพธรรม แต่ในขณะที่สัตว์อื่น เช่น สัตว์เดรัจฉาน ซึ่งก็ร่วมโลก เราก็มองเห็น แต่ว่าไม่สามารถที่จะเข้าใจ แม้ว่าจะได้ยิน อาจจะมีจิ้งจกหรืออะไรก็ตาม ที่ก็ได้ยินเสียงเหมือนเรา แต่ก็ไม่สามารถที่จะอบรมเจริญปัญญาได้

    เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ควรจะคิดถึงประโยชน์ของการที่ได้มีโอกาสฟังพระธรรม และก็ทุกคำที่ได้ยิน ก็จะได้พิจารณาสะสมต่อไป เพื่อที่จะได้สะสมธรรมที่เป็นฝ่ายกุศลที่สามารถเข้าใจธรรมยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นก็คงจะไม่กังวลถ้าได้เข้าใจว่าการหลับไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา และการตื่นก็ไม่อยู่ในอำนาจบัญคับบัญชา แต่ว่าตื่นแล้วก็ควรที่จะทราบว่าเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล

    ผู้ฟัง เหตุใดอกุศลจิตจึงมี ๑๒ ดวง แล้วก็อกุศลเจตสิกจึงมี ๑๔ ดวง แล้วก็ทั้งสอง อย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ก็ต้องทราบว่าสภาพธรรมที่เป็นอกุศลเจตสิก มี ๑๔ ประเภท ถ้าสภาพธรรมนั้นมี ๑๔ เราจะให้ลดเหลือ ๑๓ หรือว่าให้เพิ่มเป็น ๑๕ ก็คงไม่ได้ใช่ไหม แล้วก็สำหรับอกุศลจิตก็เป็นจิตที่มีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากน้อยต่างกันตามประเภท จริงๆ แล้ววันหนึ่งๆ เช่น วันนี้เป็นต้น อกุศลของเราต้องมากมายหลากหลาย ไม่มีใครมีอกุศลจิตพร้อมกันอย่างเดียวกันเสมอกัน ไม่ว่าจะเป็นโลภะ หรือว่าโทสะ หรือว่าโมหะก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรเรื่องก็หลากหลายต่างกันเฉพาะหนึ่งคน แต่ถ้ามนุษย์ในโลกมีเท่าใด ก็ลองคิดดูว่าจิตที่เป็นอกุศลจะต่างโดยละเอียดเท่าใด แล้วก็อกุศลก็ไม่ใช่มีแต่ในโลกมนุษย์ ใครที่จะเกิดที่ไหนก็ตามที่ยังไม่ได้ดับกิเลสก็มีอกุศลทั้งนั้น บนสวรรค์ก็มี นรกก็มี

    เพราะฉะนั้นความหลากหลายของอกุศลจิตมากมาย แต่ด้วยพระปัญญาคุณทรงประมวลความหลากหลายของอกุศล ไม่ว่าจะในอดีตอนาคตหรือปัจจุบันว่า มีเพียง ๑๒ ประเภท ซึ่งแยกเป็นโลภมูลจิต ๘ โทสมูลจิต ๒ และโมหมูลจิต ๒ ซึ่งก็คงจะไม่มีใครสามารถที่จะกระทำได้ เพราะว่าทรงแสดงว่าโลภมูลจิต ๘ นั้นต่างกันอย่างไร จึงเป็น ๘ แต่ว่าความหลากหลายนั้นต้องมากกว่านั้นอีก แต่ก็ไม่เกินตามจำนวนที่ได้ทรงแสดงไว้

    อ.ประเชิญ เพราะฉะนั้นก็ที่ทรงบัญญัติ ก็คือบัญญัติตามความเป็นจริงที่มีอยู่ใช่ไหม คือมีอยู่เท่านี้ ก็คือเมื่อโลภะจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ในอบายภูมิก็ดี มนุษย์ก็ดีเทวดาก็ดี พรหมก็ดี ตลอด ๓๐ ภพภูมิที่มีนามธรรม เมื่อโลภะจะเกิดขึ้นก็ไม่พ้น ๘ ประเภทนี้เท่านั้นเอง คือบัญญัติตามความเป็นจริง ประมวลมาตามที่ทรงตรัสรู้นั่นเอง ก็ไม่มากกว่านี้ใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ หลากหลายมาก เพราะว่าความพอใจของคนหนึ่งเป็นไปในรูป อีกคนเป็นไปในเสียง อีกคนเป็นไปในกลิ่น และก็ระดับของความติดข้องนั้นก็ต่างๆ กันด้วย

    อ.ประเชิญ เมื่อสักครู่นี้คุณสุภีร์ได้กล่าวถึงพระญาณที่ไม่สาธารณะทั่วไปกับพระสาวก ซึ่งในพระญาณใน ๖ อย่างนั้น มีพระญาณหนึ่งที่เป็นพระญาณที่ตรวจดูสัตว์โลกในตอนเช้าใกล้รุ่ง ซึ่งก็จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของโมหเจตสิกที่เราได้สนทนากันอยู่ คือมหากรุณาสมาปัตติญาณ เป็นมหากรุณาสมาบัติของพระผู้มีพระภาคที่จะพิจารณาถึงหมู่สัตว์ที่จะไปโปรดใน แต่ละวันๆ อันนี้ข้อความในอุทกนิกายปฏิสัมภิทามรรค ท่านได้แสดงในเรื่องของพระญาณของพระผู้มีพระภาค ซึ่งก็จะขอนำเสนอเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของโมหเจตสิกที่เราได้สนทนากันอยู่ เพราะว่าพระญาณก็เป็นคำอธิบายที่ยาว

    พระมหากรุณาสมาปัตติญาณของพระตถาคตเป็นไฉน พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาเห็นอยู่ด้วยอาการเป็นอันมาก จึงทรงแผ่พระมหากรุณาไปในหมู่สัตว์ คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงเห็นอยู่ว่าโลกสันนิวาสไฟติดโชนแล้ว จึงทรงแผ่พระมหากรุณาไปในหมู่สัตว์ พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้วทรงเห็นอยู่ว่า โลกสันนิวาสเดินทางผิดแล้ว ทรงพิจารณาเห็นอยู่ว่าโลกสันนิวาสไม่มีที่พึ่ง โลกสันนิวาสมีลูกศรถูกลูกศรเป็นจำนวนมากเสียบแทงแล้ว ใครอื่นผู้ถอนลูกศรทั้งหลายของโลกสันนิวาสนั้นไม่มี อันนี้ก็เป็นการพิจารณาในตอนใกล้อรุณขึ้นก็จะพิจารณาอยู่เป็นประจำ

    ท่านอาจารย์ บางคนก็อาจจะสงสัยได้ยินคำใหม่อีกแล้วใช่ไหม โลกสันนิวาส ถ้ายังไม่ทราบความหมายก็คงจะงงๆ อยู่

    อ.สุภีร์ โลกสันนิวาส หรือว่าโลกสันนิวาสก็ได้ก็แล้วแต่จะอ่าน ถ้าเป็นภาษาบาลีเป็นโลกสันนิวาสะ ก็มาจากคำว่า "โลกะ" บวกกับ "สันนิวาสะ" โลกะในที่นี้หมายถึง สัตวโลก ก็คือสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในอบายภูมิก็ตาม หรือว่ามนุษย์ภูมิก็ตาม หรือว่าเทวดาก็ตาม หรือว่าพวกพรหมทั้งหลายก็ตาม ก็เรียกว่าสัตวโลก โลกะในที่นี้หมายถึงสัตวโลก นิวาสะแปลว่า การอยู่ สันนิวาสะก็คือ การอยู่ร่วมกัน โลกสันนิวาสะ ก็คือการอยู่ร่วมกันของสัตวโลก อย่างมนุษย์ภูมิที่เราอยู่กันนี้ ก็เป็นหนึ่งโลกสันนิวาสะ ก็คือการอยู่ร่วมกันในโลกๆ หนึ่ง คำว่าสันนิวาสะ แปลว่าการอยู่ร่วมกัน ที่ยังอยู่ร่วมกัน ก็เพราะว่ายังมีกิเลส แล้วก็ยังมีอวิชชาซึ่งยังไม่ได้ดับ ก็เรียกว่าโลกสันนิวาส สัตว์ที่ยังเหลืออยู่ในนี้รวมกันอยู่ในนี้อยู่ร่วมกันในนี้

    ท่านอาจารย์ ภาษาไทยเราก็ใช้คำซึ่งเราก็คงจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่เราก็ใช้ใช่ไหม เช่น คำว่าบุพเพสันนิวาส คนไทยก็ชินกับคำนี้ แล้วก็เดาว่าหมายความว่ากระไร แต่ว่าถ้าทราบความหมายในภาษาบาลีก็ความหมายก็ตรงขึ้น โลกะก็คือสัตวโลก และก็อยู่ร่วมกันไม่ว่าจะที่หนึ่งที่ใดก็ตาม มีใครอยู่คนเดียวบ้างหรือเปล่า

    อ.ประเชิญ ที่จริงยาว ก็ตามที่เรียนให้ทราบคือนำมาบางส่วน พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้วทรงเห็นอยู่ว่า โลกสันนิวาสอันไฟติดโชนแล้ว จึงทรงแผ่มหากรุณาไปในหมู่สัตว์ อันนี้ทรงเห็นว่าโลกคือหมู่สัตว์นี้อันไฟติดโชนแล้ว ทุกท่านคงไม่เห็นใช่ไหม ยังเป็นอยู่กันอย่างสบายๆ เลย แต่สำหรับพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงเห็นอยู่ว่า โลกสันนิวาสที่เป็นหมู่สัตว์ที่อาศัยรวมกันอยู่ อันไฟติดโชนแล้ว

    ท่านอาจารย์ ถ้าบอกว่าไฟติดโชน ก็ต้องทราบต่อไปด้วยใช่ไหมว่าไฟคืออะไร ร้อนอยู่ ต้องรู้ว่าอะไรที่ร้อน ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้

    อ.ประเชิญ ไฟที่เป็นกองใหญ่ที่เป็นตัวมูลตัวหลัก ก็คือราคะ โทสะ โมหะ อันนี้เป็นกองไฟที่เผากันอยู่ เผาอยู่ประจำ ถ้าขณะใดที่กุศลจิตไม่เกิด ขณะนั้นก็ถูกราคะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง เผาอยู่

    ท่านอาจารย์ เริ่มสังเกตเห็นไฟบ้างไหม ที่จริงมีทุกวัน ขณะใดที่ไม่เป็นกุศลจิต ขณะนั้นไฟ กองหนึ่งกองใด จะเป็นไฟโมหะ หรือว่าโลภะ หรือว่าโทสะ ก็ทำให้คนที่มีไฟขณะนั้นไม่เป็นสุข ต้องเร่าร้อนต้องแสวงหา แต่ว่าอยู่จนชินเหมือนคนที่แบกของหนักๆ รู้สึกหนักไหม ไม่รู้สึกเลย เพราะแบกจนชิน ที่เขาเล่าบอกว่ามีคนที่แบกโคใช่ไหม ตั้งแต่เป็นลูกโค ทุกๆ วัน ทุกๆ วันจนกระทั่งโตก็แบกได้ เพราะว่าแบกทุกวัน ก็ไม่รู้สึกในน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นฉันใด เราคุ้นกับโลภะ โทสะ โมหะจนไม่เห็นไฟ คืออันตรายของโลภะ โทสะ โมหะ

    โดยเฉพาะเรื่องของโทสะเราพอเห็น เพราะว่าไม่มีใครอยากที่จะให้โทสะเกิด เพราะขณะที่จิตเป็นโทสะ ไม่สบายใจเลย ไม่มีใครที่เป็นสุข เมื่อมีความขุ่นใจ ความพยาบาท หรือว่าความโกรธ หรือแม้แต่เพียงความรำคาญใจ ขณะนั้นก็ไม่มีใครต้องการ แต่ว่าไม่เห็นโทษของโลภะซึ่งเป็นไฟ ถ้าไม่มีโลภะสบายแน่ จะรับประทานอาหารชนิดใดก็ได้ใช่ไหม แต่ถ้ามีโลภะไม่ได้รับประทานอาหารที่ชอบ ก็เกิดทุกข์ก็เป็นไฟ แม้แต่อาหารที่รับประทาน รวมไปถึงทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ติดข้องในสิ่งที่ต้องการ แต่ว่าถ้าไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ แต่ว่าไฟที่เป็นเหตุที่จะให้เกิดโลภะและโทสะ ก็คือโมหะ

    เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังมีโมหะ อย่าคิดที่จะเป็นสุขโดยไม่มีโลภะโทสะ จะเป็นไปไม่ได้เลย ถึงจะหวังอย่างไร จะพากเพียร จะแสวงหา จะสอบถาม จะอ่านตำรากี่ร้อยเล่มกี่พันเล่มก็ตาม ไม่สามารถที่จะไม่มีโลภะโทสะได้ ตราบใดที่ยังมีโมหะอยู่ เพราะฉะนั้นพระมหากรุณาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเหมือนกับเราไหม วันนี้ถ้าเราจะเกิดกรุณา เราก็จะกรุณาคนที่ตกทุกข์ได้ยากใช่ไหม บางคนก็เปิดโทรทัศน์ ดูโทรทัศน์ก็เห็นชีวิตที่ลำบาก ทุกวันจะมี แสดงให้เห็นว่าลำบากแค่ไหน เรามีความสงสารหรือว่ามีความเห็นใจ แล้วก็มีความกรุณาเพียงเท่าที่ปัญญาของเราสามารถที่จะเห็นได้

    แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระปัญญาของพระองค์เห็นว่าสัตว์โลกควรที่จะกรุณามากกว่านั้นอีก แม้ว่าใครก็ตามที่ไม่ได้เดือดร้อนอย่างนั้น ไม่ได้เป็นทุกข์อย่างนั้น แต่มีอวิชชา หรือโมหะ เขาก็จะไม่พ้นไปจากโลภะ โทสะ และอกุศลธรรมเลย หรือถึงแม้ว่าจะเป็นกุศลที่เป็นไปในทานบ้าง ในศีลบ้าง ในความสงบของจิตบ้าง แต่ว่าไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง ก็ทรงมีพระมหากรุณาว่าเขาก็จะต้องอยู่ต่อไปในสังสารวัฏ



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    18 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ