สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 090


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๙๐

    วันจันทร์ที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ ทางจมูก ฆานวิญญาณซึ่งเป็นสภาพที่ได้กลิ่นหรือว่ารู้กลิ่น กลิ่นก็มีทั้งกลิ่นที่น่าพอใจ และกลิ่นที่ไม่น่าพอใจ สองอย่างใช่ไหม ลักษณะของรูปคือ "อิฏฐารมณ์" อารมณ์ที่น่าพอใจ และอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ ทางธรรมใช้คำว่า"อนิฏฐารมณ์" เมื่อกลิ่นมีสองอย่าง ก็แล้วแต่กรรมที่จะทำให้ฆานวิญญาณเกิดขึ้นได้กลิ่นชนิดไหน ถ้าเป็นผลของกุศล กุศลวิบากก็ได้กลิ่นที่น่าพอใจ ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรม ฆานวิญญาณอกุศลวิบากก็เกิดขึ้น ได้กลิ่นที่ไม่น่าพอใจ ก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง แต่ว่าต่างกัน เพราะเหตุว่าเป็นจิตที่ไม่ใช่เห็น ไม่ใช่ได้ยิน แต่ว่าเป็นจิตที่ได้กลิ่น หรือรู้กลิ่น

    ทางลิ้นก็มีผลของกรรม คือผลของกุศลกรรมหนึ่ง เป็นกุศลวิบาก และผลของอกุศลกรรมหนึ่ง อกุศลวิบากทางลิ้น ก็ทำให้ลิ้มรสที่ไม่น่าพอใจ แต่ว่ากุศลวิบาก ก็ทำให้ลิ้มรสที่น่าพอใจ ก็มีเจตสิกเท่าใด ๗ ประเภทเหมือนกันทุกอย่างแต่ต่างกันที่อารมณ์ และสำหรับทางกายก็มีกุศลวิบากซึ่งเป็นผลของกุศลกรรม และอกุศลวิบากซึ่งเป็นผลของอกุศลกรรม มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวงเหมือนกันอีก แต่ว่าต่างกันที่ว่ารู้สิ่งที่กระทบกายที่เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว

    วันนี้มีใครป่วยไข้เจ็บตรงนั้นตรงนี้ที่กายบ้างไหม หรือที่ตา หรือที่หูก็ได้ เพราะเหตุว่ากายปสาทซึมซาบอยู่ทั่วตัว ถ้าไม่มีกายปสาทซึ่งเป็นรูปที่สามารถกระทบกับเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ก็จะไม่มีจิตที่รู้สิ่งนั้น ซึ่งชื่อว่ากายวิญญาณ ขณะใดที่รู้สิ่งที่กระทบกายไม่ว่าจะเป็นเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวง เท่ากันหมด แต่ว่าอารมณ์ต่างกัน เพราะฉะนั้นก็เป็นความหลากหลายของจิตซึ่งเกิดขึ้น แม้ว่าจะมีเจตสิกเกิดเท่ากัน แต่อารมณ์ที่จิตรู้ก็ต่างกัน แล้วก็ขณะที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส เหล่านี้ ก็เป็นผลของกรรมซึ่งเป็นวิบาก แต่หลังจากนั้นแล้วกุศลจิตอกุศลจิตก็เกิด ก็ต่างกันไปอีก ซึ่งสำหรับกุศล และอกุศล ก็จะมีเจตสิกมากกว่าเพียง ๗ ประเภท

    ผู้ฟัง สมมติว่าได้กลิ่นทุเรียน อันนี้เป็นผลของกุศลหรืออกุศล เพราะบางคนก็หอม บางคนก็เหม็น

    อ.สุภีร์ การที่บางคนชอบ หรือว่าบางคนไม่ชอบ บางคนหอม บางคนเหม็น อันนี้ก็เป็นการสั่งสมของแต่ละบุคคลมาว่าจะชอบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันนี้ก็เป็นจิตในชวนวิถีซึ่งเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้างนั่นเองที่รู้สึกเช่นนั้น แต่ว่าฆานวิญญาณ จิตได้กลิ่นเป็นวิบากจิต ถ้ากลิ่นนั้นสภาวะของกลิ่นนั้นเป็นกลิ่นที่เป็นผลของกุศล ฆานวิญญาณกุศลวิบากก็เกิดขึ้นกระทำกิจหน้าที่การงานรู้กลิ่นนั้น ถ้ากลิ่นนั้นโดยสภาวะเป็นกลิ่นที่เกิดจากอกุศล เป็นสิ่งที่ไม่ดี ฆานวิญญาณอกุศลวิบากก็เกิดขึ้นรู้กลิ่นนั้น

    ฉะนั้นการที่จะตัดสินว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีสิ่งที่ไม่ดีนั้น ถ้าโดยสภาพธรรมแล้ว รูปนั้นรูปที่ดีก็เป็นรูปที่ดี รูปที่ไม่ดีก็เป็นรูปที่ไม่ดี จิตที่เกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้น รู้รูปนั้น เช่น กลิ่นที่ป้าวีณาได้ยกขึ้นมาเมื่อสักครู่นี้ ถ้าเป็นกลิ่นที่เป็นผลของกุศล ฆานวิญญาณกุศลวิบากก็เกิดขึ้นรู้กลิ่นนั้น ถ้าเป็นผลของอกุศล ฆานวิญญาณอกุศลวิบากก็เกิดขึ้นรู้กลิ่นนั้น ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะชอบหรือว่าใครจะไม่ชอบ แล้วก็ไม่ได้อยู่ที่ใครจะตัดสินว่าเป็นผลของกุศลหรือว่าเป็นผลของอกุศล อยู่ที่ว่าโดยสภาพแล้วก็คือโดยสภาวะของธรรมแล้ว อารมณ์นั้นเป็นอารมณ์ที่ดีหรืออารมณ์ที่ไม่ดี และจิตที่เกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้น

    ถ้าเป็นจิตที่เป็นชาติวิบาก จะเกิดขึ้นรู้อารมณ์ที่เป็นอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ต่างกัน ก็คือถ้ารู้อิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่น่าพอใจเป็นส่วนของผลของกุศล จะเป็นส่วนที่เป็นกุศลวิบาก ถ้ารู้อนิฏฐารมณ์จะเป็นจิตที่เป็นอกุศลวิบากเกิดขึ้น ฉะนั้นจิตที่เป็นชาติวิบากนี้จะเกิดขึ้นแยกกันรู้อารมณ์ตามเหตุ แต่ถ้าเป็นจิตที่เป็นชาติกุศล อกุศล และกิริยา สามารถรู้อารมณ์ทั้งที่เป็นอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ได้เลย แต่ถ้าเป็นชาติวิบากนี้ ถ้าเป็นอิฏฐารมณ์กุศลวิบากเกิดขึ้นรู้ ถ้าเป็นอนิฏฐารมณ์อกุศลวิบากเกิดขึ้นรู้ อันนี้ก็ตามความเป็นจริงของสภาพธรรมเช่นนั้น

    ท่านอาจารย์ คุณวีณาอยากได้กลิ่นหรือเปล่า

    ผู้ฟัง อยากได้

    ท่านอาจารย์ อยากได้กลิ่นประเภทไหน เพราะว่ากลิ่นก็ต้องมีหลากหลาย

    ผู้ฟัง ก็ชอบหอมๆ

    ท่านอาจารย์ แล้วก็จะได้อย่างที่ต้องการหรือเปล่า หรือว่าต้องแล้วแต่เหตุปัจจัย

    ผู้ฟัง แล้วแต่เหตุปัจจัย แล้วแต่การสะสมมา

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นทุกคนต้องทราบว่าเรื่องของวิบาก เป็นเรื่องของกรรมที่จะทำให้จิตเห็น หรือจิตได้ยิน หรือว่าจิตได้กลิ่น หรือว่าจิตลิ้มรส หรือว่าจิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกายเกิดขึ้น หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว ไม่มีใครสามารถที่จะได้ตามใจชอบ นอกจากว่าเราคิดว่าเราได้สิ่งที่เราต้องการ

    แต่ว่าตามความเป็นจริง ถึงแม้ว่าอยากจะได้สิ่งใดก็จะมีอันเป็นให้ไม่ได้สิ่งนั้น ถ้าไม่ใช่ผลของกรรมที่จะทำให้วิบากจิตนั้นๆ เกิดขึ้น กรรมทำให้มีทางรับผลของกรรม ๕ ทาง การรับผลของกรรมก็จะรับทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ถ้าไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย จะมีทางรับผลของกรรมใดๆ ไหม สำหรับในภูมิที่มีรูปก็จะต้องมีตา หู จมูกลิ้น กาย สำหรับเห็นรูป ได้ยินเสียงรูป ได้กลิ่นรูป ลิ้มรสรูป รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสซึ่งเป็นรูป แล้วก็เลือกไม่ได้ด้วย

    เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรม ก็คือให้เข้าใจเหตุผล และตามความเป็นจริงคือธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา มิฉะนั้นก็คิดว่ายังมีเรา หรือว่ามีสภาพธรรมหนึ่ง สภาพธรรมใดซึ่งเป็นตัวตน ที่สามารถจะกระทำได้ แต่ความจริงถ้าเข้าใจละเอียดขึ้น ก็จะเห็นได้ว่าทุกอย่างเป็นธรรมทั้งหมด ซึ่งปรากฏเพราะเกิดขึ้น แล้วก็ตามเหตุตามปัจจัย เช่น สัมปยุตตธรรม เป็นต้น

    อารมณ์ก็ต่างกัน คืออารมณ์มีทั้งอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ถ้าเป็นรูป เพราะฉะนั้นทุกคนอยากจะมีแต่อิฏฐารมณ์ แต่ว่าถึงเวลาที่อนิฏฐารมณ์กระทบกับปสาท ก็จะเป็นปัจจัยให้อกุศลวิบากจิตเกิดขึ้นรู้อนิฏฐารมณ์นั้น ไม่ว่าจะเป็นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เรื่องของกายก็เห็นชัด ไม่มีใครหลีกเลี่ยงการเจ็บไข้ได้ป่วยได้เลย แล้วแต่ว่าถึงกาลที่จะปวดท้อง หรือว่าปวดฟัน หรือว่าปวดหัว หรือว่าเจ็บตาก็แล้วแต่ หลากหลายอีกเหมือนกัน การให้ผลของกรรมก็แล้วแต่เหตุ

    ผู้ฟัง กัมมชรูปเป็นผลของกรรมหรือเปล่า

    อ.ประเชิญ ชื่อบอกแล้วใช่ไหม กัมมชรูป รูปที่เกิดจากกรรม เพราะมีกรรมเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้นกัมมชรูปก็เป็นผลของกรรม แต่ว่าไม่ใช่เป็นผลที่เป็นวิบาก ถ้าวิบากแล้วเป็นเฉพาะนามธรรมเท่านั้น ถ้ารูปแล้วไม่ใช่วิบาก แต่ว่าเกิดจากกรรมที่เป็นกัมมชรูป

    ผู้ฟัง เกิดจากกรรมเหมือนกัน แต่ว่าไม่ค่อยเข้าใจผลของกรรม เป็นผลของกรรมเหมือนกันกับวิบาก

    อ.ประเชิญ ผลของกรรม ก็มีทั้งนามธรรมและรูปธรรม แต่ที่จะใช้คำว่าวิบากจะต้องมีสภาพที่เหมือนกับกรรม ก็คือเป็นสภาพรู้เหมือนกัน

    ผู้ฟัง พูดถึงนามธรรมซึ่งเป็นทั้งจิตและเจตสิก ต่างก็เป็นสภาพรู้เหมือนกัน รู้อารมณ์เดียวกันเกิดที่เดียวกันดับพร้อมกัน แต่ว่าไม่มีรูปร่างให้เราพอจะสังเกตได้ว่าทั้งจิต และเจตสิกนี้มีความต่างกันอย่างไร เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะมองเห็นหรือจับต้องได้ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเกิดขึ้นเหมือนกันหมดเลย ท่านอาจารย์จะช่วยชี้ได้ไหมว่าความเข้าใจของผู้ฟังพระธรรมจะเริ่มเข้าใจลักษณะของจิตและเจตสิก มีความต่างตรงไหนที่เราจะพอสังเกตได้

    ท่านอาจารย์ จิตและเจตสิกเป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่างเลย แต่ว่าหน้าที่การงาน และลักษณะต่างกัน สำหรับจิตก็เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของอารมณ์ที่ปรากฏในขณะนั้น และเจตสิกที่เกิดกับจิตก็มีหน้าที่ กิจการงาน และมีลักษณะของเจตสิกนั้นๆ ซึ่งไม่เหมือนกันเลย เพราะฉะนั้นจิตจะเป็นเจตสิกไม่ได้ เพราะว่าจิตเป็นแต่เพียงสภาพที่เป็นใหญ่ในการรู้แจ้งลักษณะของอารมณ์

    ผู้ฟัง ซึ่งกำลังโกรธ จิตก็รู้ว่าโกรธ และเจตสิกก็รู้ว่าโกรธ มีความต่างกันตรงไหน

    ท่านอาจารย์ โกรธอะไร โกรธเป็นอย่างหนึ่ง แต่ก็ต้องมีสภาพที่กำลังรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วโกรธจึงเกิดขึ้น ถ้าไม่มีอะไรปรากฏเลย ไม่มีอารมณ์ใดๆ เลยทั้งสิ้น โกรธก็เกิดไม่ได้ แต่เพราะเหตุว่ามีสภาพธรรมที่ปรากฏ เพราะว่าจิตเกิดขึ้นรู้สภาพนั้นพร้อมกับเจตสิก ซึ่งไม่พอใจในอารมณ์ที่ปรากฏ เพราะเหตุว่าเป็นอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ เป็นต้น แต่บางคนก็อาจจะไม่พอใจในสภาพธรรมหรืออารมณ์ที่ดีก็ได้ แต่ปกติแล้วทุกคนก็ไม่ชอบสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

    เพราะฉะนั้นขอกล่าวถึงเสียง มีหลายเสียง ถ้าเป็นเสียงที่น่าฟัง จิตเป็นสภาพที่ได้ยิน จิตไม่มีหน้าที่จะพอใจหรือไม่พอใจในเสียงนั้นเลย จิตมีหน้าที่อย่างเดียวคือเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของอารมณ์ที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นขณะนี้จิตได้ยินพร้อมกับเจตสิกซึ่งเกิดร่วมด้วย ถ้าขณะนั้นมีโทสเจตสิกสภาพที่กระด้างหยาบเกิดร่วมกับโทมนัสเวทนาเป็นความรู้สึกที่ไม่พอใจในขณะนั้น แม้แต่ความรู้สึกไม่พอใจก็เป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง ไม่ใช่จิต และโทสะ สภาพธรรมที่หยาบกระด้าง ขุ่นเคืองขณะนั้นก็ไม่ใช่เวทนาเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่เป็นเจตสิกอีกประเภทหนึ่ง

    เพราะฉะนั้นสำหรับจิตอื่นนอกจากทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ คือจิตเห็น กุศลวิบากอกุศลวิบาก จิตได้ยิน กุศลวิบากอกุศลวิบาก จิตได้กลิ่น กุศลวิบากอกุศลวิบาก จิตลิ้มรส กุศลวิบากอกุศลวิบาก จิตที่รู้โผฏฐัพพะคือสิ่งที่กระทบกาย ซึ่งเป็นกุศลวิบากอกุศลวิบากแล้ว จิตอื่นนอกจากนี้ทั้งหมด มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ ประเภท

    ผู้ฟัง รู้สึกว่าเป็นความละเอียดของผู้ฟัง ก็จะต้องเข้าใจในลักษณะของสภาพจิต และเจตสิกตามที่ท่านอาจารย์ได้อธิบายมา แต่ก็รู้สึกว่าเข้าใจยาก เหตุใดจึงต้องเรียนลักษณะให้ชัดเจนอย่างนี้ เราจะเหมาๆ ไม่ได้หรือว่าในขณะนี้ผมโกรธก็เป็นจิตเป็นเจตสิก ท่านอาจารย์จะช่วยชี้แนะอีกสักครั้งได้ไหม

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่รู้ก็เป็นเรา เพราะทุกคนก็คิดว่าเราเห็น และคิดว่าเราโกรธ แต่ความจริงเป็นธรรมแต่ละอย่างซึ่งเกิดพร้อมกันในขณะนั้น

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์กำลังชี้ให้กับผมพอเข้าใจได้ว่า ในขณะที่โกรธนั้นก็มีเพียงแต่จิต และเจตสิกเท่านั้นเอง ซึ่งไม่ใช่เรา ซึ่งท่านอาจารย์พยายามอธิบายตรงนี้ใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นจิต จิตก็เป็นจิต เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เจตสิกแต่ละอย่างเกิดขึ้นพร้อมจิต แล้วก็ดับไป อันไหนเป็นเรา ถ้าบอกว่าเป็นจิตกับเจตสิก เราก็ต้องไม่มี

    ผู้ฟัง พูดถึงตรงที่เป็นทวิปัญจวิญญาณ เวทนาจะเป็นอุเบกขาเท่านั้นใช่ไหม ก็สงสัยว่าทำไมถ้าเป็นกุศลวิบาก ก็ยังเป็นเวทนาที่เป็นอุเบกขาด้วย อันนี้ไม่ทราบคำถามถูกต้องหรือเปล่า

    อ.สุภีร์ ในทวิปัญจวิญญาณทั้ง ๑๐ ประเภทนี้ มีเวทนา ๓ เวทนา ไม่ใช่มีเฉพาะอุเบกขาเวทนาอย่างเดียว มีเวทนา ๓ เวทนา คือจิตที่เกิดขึ้นรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น ๘ ดวง มีเวทนาเป็นอุเบกขาเวทนา ส่วนกายวิญญาณ ๒ ประเภท ถ้าเป็นกายวิญญาณกุศลวิบาก มีเวทนาเป็นสุขเวทนา ถ้าเป็นกายวิญญาณอกุศลวิบาก มีเวทนาเป็นทุกขเวทนา

    ถ้าเป็นสุขเวทนาก็คือความอ่อนนุ่มที่กระทบกายนั่นเอง หรือว่าความเย็นที่พอเหมาะที่กระทบกาย แต่ถ้าเป็นทุกขเวทนาก็คือเวทนาที่ไม่น่าพอใจที่กระทบทางกาย เช่น แข็งมากๆ หรือว่าความเจ็บปวดต่างๆ เมื่อโดนกระทบอย่างนี้ ก็เป็นทุกขเวทนาที่ปรากฏทางกาย ทุกขเวทนาก็เกิดกับกายวิญญาณอกุศลวิบาก สุขเวทนาก็เกิดกับกายวิญญาณกุศลวิบาก เฉพาะในกายวิญญาณเท่านั้นที่มีเวทนาที่แตกต่างออกไป ๒ เวทนา ก็คือสุขเวทนาและทุกขเวทนา

    ส่วนจิต ๘ ดวงข้างต้น ก็คือ จักขุวิญญาณ ๒ ประเภท โสตวิญญาณ ๒ ประเภท ฆานวิญญาณ ๒ ประเภท และก็ชิวหาวิญญาณ ๒ ประเภท มีเวทนาเป็นอุเบกขาเวทนาทั้งหมด

    ผู้ฟัง เมื่อสักครู่นี้ถามผิดไปว่าทั้ง ๑๐ ที่จริงทั้ง ๘ ดวงเท่านั้นที่เป็นอุเบกขาเวทนา ตรงนี้ที่สงสัยเพราะว่าขณะที่วิบากจิตเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล แต่เวทนาก็ยังเป็นอุเบกขา เหตุผลเพราะอะไร หรือว่าเพราะว่าเป็นชาติวิบาก

    อ.สุภีร์ เพราะเหตุว่าเมื่อรูปกระทบกัน ซึ่งในทางทวิปัญจวิญญาณทั้ง ๑๐ ประเภท ที่เกิดขึ้นรู้อารมณ์แล้วก็มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วยเพียง ๗ ประเภท เพราะเหตุว่าเป็นจิตที่เกิดขึ้นรู้อารมณ์ของรูปที่กระทบกัน ก็คือปสาทรูปกระทบกับอารมณ์ที่เป็นรูปภายนอก ยกตัวอย่างเช่น ทางหู เมื่อทางหูจะเกิดขึ้นรู้อารมณ์ที่เป็นเสียง โสตวิญญาณจะเกิดขึ้นรู้อารมณ์ที่เป็นเสียง ก็จะมีโสตปสาทรูปกระทบกับเสียงที่เป็นสัททะหรือว่าสัททารมณ์ ก็คืออารมณ์ที่เป็นเสียง

    รูปที่กระทบกัน ๒ รูปนี้ ปสาทรูปก็ดี แล้วก็เสียงก็ดี ทั้ง ๒ รูปนี้เป็นรูปที่ไม่มีความใหญ่มากนัก เรียกว่าอุปาทายรูป รูปที่มีความใหญ่ในตัวเอง ก็คือมหาภูตรูปนั่นเอง อันนี้ก็เป็นความละเอียดเพิ่มเติมขึ้นไป ซึ่งรูปบางท่านก็คงจะทราบแล้วว่ารูปปรมัตถ์ทั้งหมด มีอยู่ ๒๘ รูป เป็นมหาภูตรูป ๔ รูป แล้วก็เป็นอุปาทายรูป ๒๔ รูป มหาภูตรูปก็คือรูปที่เป็นใหญ่เป็นประธานของรูปอื่นๆ เป็นที่อาศัยให้รูปอื่นๆ เกิด ส่วนอุปาทายรูปก็คือรูปที่อาศัยมหาภูตรูปเกิด มหาภูตรูปที่ปรากฏได้ทางกายก็มีอยู่ ๓ รูปก็คือธาตุดิน ธาตุไฟและธาตุลม

    ฉะนั้นเมื่อรูป ๒ รูปกระทบกัน ซึ่งโสตปสาทก็เป็นอุปาทายรูป และก็เสียงก็เป็นอุปาทายรูป ฉะนั้นโสตวิญญาณที่เกิดขึ้นรู้อารมณ์จึงเป็นเพียงอุเบกขาเวทนาเท่านั้น ส่วนถ้าเป็นทางกาย กายวิญญาณที่เกิดขึ้นรู้อารมณ์ กายปสาทรูปกระทบกับธาตุ ๓ ธาตุใช่ไหม ธาตุใดธาตุหนึ่งที่เรียกว่าโผฏฐัพพารมณ์นั่นเอง ว่าโดยชื่อโดยรวม อารมณ์ที่เป็นโผฏฐัพพารมณ์เป็นมหาภูตรูป กายปสาทรูปเป็นอุปาทายรูป มหาภูตรูปกระทบกับอุปาทายรูป ฉะนั้นเวทนาที่เกิดขึ้นรู้อารมณ์จึงเป็นสุขเวทนาหรือว่าทุกขเวทนา อันนี้เวทนาเหล่านี้ก็เนื่องด้วยรูปที่กระทบกันนั่นเอง เพราะเหตุว่าเป็นจิตที่เกิดขึ้นรู้รูป เนื่องจากมีรูปมากระทบกัน อันนี้ก็เป็นความละเอียดของสภาพธรรมที่เป็นในเรื่องของรูปด้วย

    ท่านอาจารย์ การที่จะรู้ว่าจิตแต่ละขณะ เป็นจิตประเภทใด ก็ต้องอาศัยเวทนาเจตสิกซึ่งเกิดร่วมด้วย เพราะเหตุว่าจิตจะปราศจากเวทนาเจตสิกไม่ได้เลย เวทนาเจตสิกเป็น ๑ ใน ๗ ของเจตสิก ซึ่งต้องเกิดกับจิตทุกขณะ เพราะฉะนั้นเวลาที่จะรู้ว่าจิตนั้นเป็นจิตอะไร ก็จะต้องรู้ว่าเวทนาเป็นอะไรด้วย มิฉะนั้นก็จะสับสน เช่น ขณะนี้ที่กำลังเห็น เฉพาะจักขุวิญญาณคือจิตที่กำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา จะมีความรู้สึกที่เป็นสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาไม่ได้ เป็นได้เพียงอุเบกขาเวทนาเท่านั้น สำหรับทางหูจิตที่กำลังได้ยินเสียงก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าเสียงนั้นจะเป็นเสียงอะไรก็ตาม จิตที่เพียงได้ยิน เพียงได้ยินเท่านั้น

    เมื่อมีปัจจัยก็เกิดขึ้นประกอบด้วยเจตสิก ๗ ดวง เกิดแล้วก็ดับไป ขณะนั้นเวทนาก็เป็นเพียงอุเบกขาเวทนา อทุกขมสุข จะโสมนัสโทมนัสหรือว่าดีใจเสียใจไม่ได้เลย สุขทุกข์ก็ไม่ได้ ทางจมูกบางคนอาจจะคิดว่ากลิ่นแรงมาก อย่างกลิ่นขยะ รู้สึกอย่างไร ทันทีที่ได้กลิ่นขยะ บางคนก็แทบจะทนไม่ได้ใช่ไหม รู้สึกว่าเป็นกลิ่นที่ไม่น่าพอใจเลย แต่ชั่วขณะที่กระทบกลิ่นขณะนั้นแล้วก็มีจิตที่ได้กลิ่น ขณะนั้นก็เป็นอุเบกขาเวทนา

    ส่วนความรู้สึกที่รู้สึกไม่ชอบกลิ่นนั้น ขณะนั้นเวทนาก็เป็นโทมนัสเวทนา เพราะเหตุว่าขณะนั้นไม่ใช่สภาพที่เฉยๆ ในกลิ่นนั้น แล้วก็ไม่ใช่สภาพที่เป็นสุขเป็นทุกข์ ไม่ใช่สภาพที่ดีใจ เพราะฉะนั้นขณะที่เพียงได้กลิ่น ไม่ว่ากลิ่นจะเป็นกลิ่นอะไรก็ตาม ขณะนั้นเวทนาก็เป็นอุเบกขาเวทนา แต่หลังจากนั้นโทสะเกิดร่วมด้วยไม่พอใจในกลิ่นนั้น เพราะฉะนั้นเวทนาที่เกิดกับโทสะจะเป็นอุเบกขาไม่ได้ ก็ต้องเป็นโทมนัสเวทนา

    ทางลิ้นเช่นเดียวกัน ชั่วขณะที่กระทบ รสมีหลายรส รสเผ็ด รสหวาน รสเปรี้ยว รสมัน คนที่ไม่ชอบรสเผ็ด เวลาที่ถูกพริกก็จะรู้สึกเผ็ดมาก ไหม้หรือเผาหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ขณะนั้นไม่ใช่การลิ้มรสเผ็ด ชั่วขณะที่รสเผ็ดปรากฏกับจิต เพียงชั่วขณะนั้น จิตที่ลิ้มรสเป็นอุเบกขา แต่หลังจากนั้นแล้วถ้าเป็นทุกข์เพราะรสนั้น จะเป็นที่ลิ้น หรือว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม ขณะนั้นเป็นกายวิญญาณ ไม่ใช่เป็นจิตที่ลิ้มรส แต่ว่าเป็นจิตที่รู้ความร้อนสภาพร้อนที่ปรากฏ และก็เกิดทุกขเวทนาขึ้น



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    7 ก.พ. 2569

    ซีดีแนะนำ