สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 110


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๑๑๐

    วันจันทร์ที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ ยังเหลือจิตที่ยังไม่ได้กล่าวถึงซึ่งเป็นอเหตุกะ เพราะว่าถ้านับแล้ว เราจะได้อเหตุกะเกือบครบ ๑๘ เช่น อาวัชชนจิต เป็นกิริยาจิตที่เป็นอเหตุกะ ๑ แล้ว เพราะว่าสำหรับจิตที่เป็นอเหตุกะจะเป็นวิบาก ๑๕ แล้วก็เป็นกิริยา ๓ สำหรับกิริยาจิตหนึ่งที่ได้กล่าวถึงแล้วก็คือปัญจทวาราวัชชนจิต ต่อจากนั้นก็จะเป็นทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ สัมปฏิจฉันนะอีก ๒ สันตีรณะอีก ๓ ครบแล้วใช่ไหมที่เป็นวิบาก ๑๕ ก็ยังเหลือจิตที่ไม่มีเหตุเกิดร่วมด้วยอีก ๒ ดวง คือมโนทวาราวัชชนจิตกับหสิตุปปาทจิต

    อ.สุภีร์ จิตต่อไปที่จะกล่าวถึง ก็เรียงลำดับตามวิถีจิตไป ซึ่งมโนทวาราวัชชนจิตนี้ ก็ทำได้ ๒ กิจ ก็คือทำโวฏฐัพพนกิจทางปัญจทวารกับทำอาวัชชนกิจทางมโนทวาร ซึ่ง จิตที่เป็นมโนทวาราวัชชนจิตก็เป็นชาติกิริยา เป็นหนึ่งในอเหตุกจิต ซึ่งอเหตุกจิตมี ๑๘ ประเภท ถ้านับมาจนกระทั่งถึงมโนทวาราวัชชนะ ก็จะเป็น ๑๗ ประเภทแล้ว ถ้าลองนับดูตั้งแต่ปัญจทวาราวัชชนะ ๑ ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ รวมเป็น ๑๑ สัมปฏิจฉันนะ ๒ เป็น ๑๓ สันตีรณะ ๓ เป็น ๑๖ แล้วก็มโนทวาราวัชชนะดวงนี้เป็นอเหตุกจิตลำดับที่ ๑๗ ซึ่งกระทำโวฏฐัพพนกิจทางปัญจทวาร และทำอาวัชชนกิจทางมโนทวาร

    ถ้ากล่าวย้อนกลับไปถึงปกิณกเจตสิก ปกิณกเจตสิกประเภทหนึ่งที่ชื่อว่า วิริยเจตสิก เป็นเจตสิกที่อุตสาหะ หรือว่าขยันขันแข็ง ไม่ท้อถอย ทำให้เจตสิกที่ประกอบร่วมด้วยมีความอุตสาหะ ไม่เกิดกับอเหตุกจิตเพียง ๑๖ ประเภทเท่านั้น ก็คือไม่เกิดกับปัญจทวาราวัชชนะ ๑ แล้วก็ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ รวมเป็น ๑๑ สัมปฏิจฉันนะ ๒ รวมเป็น ๑๓ แล้วก็สันตีรณะอีก ๓ รวมเป็น ๑๖ วิริยเจตสิกเป็นหนึ่งในปกิณกเจตสิกไม่เกิดกับอเหตุกจิต ๑๖ ประเภทที่กล่าวมาแล้วเท่านั้น วิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วยกับมโนทวาราวัชชนจิตที่กระทำกิจโวฏฐัพพนะทางปัญจทวาร และกระทำกิจอาวัชชนะทางมโนทวาร เพราะเหตุใดวิริยเจตสิกจึงเกิดร่วมกับมโนทวาราวัชชนจิต ถ้าทุกท่านค่อยๆ พิจารณา ซึ่งมโนทวาราวัชชนจิตนี้เป็นกิริยาจิต กิริยาจิตดวงนี้สามารถที่จะรู้อารมณ์ที่ไม่ได้ปรากฏทางปัญจทวารได้ด้วย

    ฉะนั้นในการรำพึงถึงก็ดี หรือว่าในการที่จะรู้อารมณ์ทางมโนทวาร ต้องมีวิริยเจตสิกเพิ่มมาอีกหนึ่งประเภท เพราะเหตุว่าถ้าทำกิจอาวัชชนะทางมโนทวาร แม้อารมณ์จะไม่ได้เป็นอารมณ์ที่เห็นจริงๆ แต่ว่าก็สามารถที่จะนึกถึงหรือว่าอาวัชชนะถึงอารมณ์นั้นได้ จึงมีเจตสิกเกิดมากกว่าจิตประเภทอื่นๆ ที่กล่าวมาแล้วที่เป็นอเหตุกจิต ๑๖ ประเภทก่อนที่กล่าวมา เพราะเหตุว่าอเหตุกจิต ๑๖ ประเภทก่อนที่กล่าวมานี้รู้อารมณ์ได้ทางปัญจทวาร เป็นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้จริงๆ เท่านั้น แต่ว่าถ้าเป็นมโนทวาราวัชชนะสามารถรำพึงถึงอารมณ์ที่ไม่มีอยู่ในขณะนั้นก็ได้ ก็คือสิ่งที่ปรากฏทางตาที่ดับไปแล้ว ก็สามารถที่จะรำพึงถึงเป็นอารมณ์ได้ จึงมีวิริยเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย

    ถ้านับเจตสิกที่เกิดประกอบร่วมด้วยกับมโนทวาราวัชชนจิต จะมีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วยกี่ดวง มโนทวาราวัชชนจิตนี้เป็นอุเบกขาเวทนา ฉะนั้นจึงไม่มีเจตสิกที่เป็นปีติเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย จะมีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ลองนับดูก็ได้ ก็มีสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ วิตก ๘ วิจาร ๙ อธิโมกข์ ๑๐ และวิริยเจตสิกเป็น ๑๑ ประเภท ฉะนั้นจิตที่มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๑๑ ประเภท ก็มีอยู่ ๒ ดวงก็คือโสมนัสสันตีรณกุศลวิบากกับมโนทวาราวัชชนจิต

    ท่านอาจารย์ คงจะจำได้หรือว่ากลับไปบ้านคิดเอง เพราะว่าทราบว่ามีสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ แล้วก็มีปกิณกเจตสิก ๖ แล้วก็มีจิตที่เรากล่าวถึงแล้ว เช่น เวลาที่จะเห็นแต่ละครั้งจะต้องมีกิริยาจิตซึ่งเป็นปัญจทวาราวัชชนจิตเกิดก่อน แล้วจิตดวงนี้จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าใด ก็คิดเองได้ เพราะว่ารู้ได้จากเวทนา ถ้าเวทนาใดที่เกิดกับจิตเป็นอุเบกขา ขณะนั้นก็ไม่มีปีติเจตสิกเกิดร่วมด้วย

    สำหรับพวกจิตเห็นจิตได้ยินพวกนี้ที่ไม่มีเหตุเกิดร่วมด้วย ก็จะไม่มีฉันทเจตสิกเกิดร่วมด้วย แม้มโนทวาราวัชชนจิตซึ่งเป็นจิตที่เกิดวิถีแรกทางใจ เวลาที่เป็นภวังค์อยู่ ไม่รู้อารมณ์ทางหนึ่งทางใดเลย ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แต่ยังมีการคิดนึกได้ใช่ไหม แม้ไม่เห็น ไม่ได้ยิน จิตที่จะคิดเป็นวิถีจิตแรกคือมโนทวาราวัชชนะ ยังไม่เป็นกุศลหรืออกุศล เพราะว่าเราคงจะไม่ทราบว่าทุกครั้งที่เราคิด จิตที่คิดเรื่องหนึ่งเรื่องใดก็ตาม จะคิดด้วยกุศลจิตหรืออกุศลจิต ตัวจิตที่เป็นกุศลคิดเรื่องนั้น หรือตัวจิตที่เป็นอกุศลคิดเรื่องนั้น แต่ก่อนที่กุศลจิตและอกุศลจิตจะเกิดได้ เมื่อจิตกำลังเป็นภวังค์อยู่ จะเกิดกุศลจิตทันที หรือว่าเป็นอกุศลจิตทันทีไม่ได้ แม้คิดด้วยกุศลจิตหรืออกุศลจิตก็ตาม ต้องมีมโนทวาราวัชชนจิตเป็นวิถีแรกหนึ่งขณะเกิดก่อน

    เพราะฉะนั้นถ้าไม่ใช่ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ใช่ปัญจทวาราวัชชนจิต แต่เป็นมโนทวาราวัชชนจิต เพราะฉะนั้นอาวัชชนจิตมี ๒ คือสำหรับทางตาหูจมูกลิ้นกายหนึ่ง ชื่อว่าปัญจทวาราวัชชนจิต และทางใจวิถีจิตแรกคือมโนทวาราวัชชนจิต ก่อนที่กุศลจิตอกุศลจิตจะเกิดต้องมีมโนทวาราวัชชนจิตเกิดก่อน ไม่ว่าเป็นจิตของใครที่ไหน เพราะฉะนั้นมโนทวาราวัชชนจิตไม่มีฉันทเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่มีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วย และก็ไม่มีปีติเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะเหตุว่าเป็นอุเบกขาเวทนา เลือกคิดได้ไหม เห็นได้ชัดเจนเลยว่าไม่มีใครสามารถที่จะเลือกคิดได้เลย ไม่มีใครรู้ว่าจะคิดอะไร แต่ว่ามโนทวาราวัชชนจิตเป็นวิถีจิตแรกที่รู้อารมณ์ แล้วหลังจากนั้นกุศลจิต และอกุศลจิตก็เป็นไปในอารมณ์ที่มโนทวาราวัชชนจิตคิด

    เพราะฉะนั้นมโนทวาราวัชชนจิตก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครสามารถจะรู้ได้ เหมือนกับปัญจทวาราวัชชนจิต สัมปฏิจฉันนจิต สันตีรณจิต และสำหรับทางตาหูจมูกลิ้นกาย เมื่อมีปัญจทวาราวัชชนจิตเกิดแล้วดับไป จักขุวิญญาณหรือโสตวิญญาณก็เกิดขึ้นเห็นหรือได้ยิน แล้วแต่ว่าเป็นอารมณ์ทางไหนดับไปแล้ว สัมปฏิจฉันนะซึ่งเป็นวิบากเช่นเดียวกับจักขุวิญญาณโสตวิญญาณซึ่งเป็นวิบาก เพราะว่ากรรมทำให้สัมปฏิจฉันนะเกิดขึ้นรับรู้อารมณ์ต่อจากทวิปัญจวิญญาณดับไป สันตีรณจิตก็เป็นวิบาก กรรมทำให้สันตีรณะเกิด แต่มโนทวาราวัชชนจิตขณะนั้นไม่ได้ทำอาวัชชนกิจ แต่เกิดทางปัญจทวารเป็นเจตสิกประเภทเดียวกันมีเจตสิกประกอบเท่ากัน แต่ทำโวฏฐัพพนกิจทางปัญจทวาร ก่อนที่กุศลจิต หรืออกุศลจิตจะเกิด เราก็เลือกไม่ได้ใช่ไหม ขณะที่กำลังเห็นแล้วก็จะให้จิตเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล เราเลือกไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าเห็นแล้ว สัมปฏิจฉันนะดับไปแล้ว สันตีรณะดับไปแล้ว มโนทวาราวัชชนจิตทำโวฏฐัพพนกิจ ที่ใช้ชื่อนี้ก็เป็นเพราะเหตุว่าเกิดได้ทุกภพภูมิ ไม่ว่าจะในรูปพรหม อรูปพรหม

    เมื่อมีจิตก็จะมีมโนทวาราวัชชนจิตเป็นวิถีจิตแรก เพราะเหตุว่าถ้ากรรมทำให้ปฏิสนธิจิตเกิด ดับไปแล้ว กรรมทำให้ภวังคจิตคือวิบากจิตประเภทเดียวกันซึ่งเป็นผลของกรรมเดียวกัน เกิดสืบต่อ คือเกิดดับดำรงภพชาติ ถ้ามีเพียงเท่านั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร ใช่ไหม เพราะเหตุว่าขณะที่เป็นภวังคจิต จะไม่มีโลกใดๆ ปรากฏเลย จะไม่มีการรู้สึกตัว จะไม่มีการนึก แม้นึกคิดก็ไม่ใช่กิจของภวังค์ เพราะฉะนั้นถ้ามีปฏิสนธิกับภวังค์เท่านั้น เป็นไปไม่ได้เลย ก็จะต้องมีการสะสมซึ่งได้สะสมมาในแต่ละภพ แต่ละชาติในแสนโกฏกัป เป็นปัจจัยให้มีการคิดนึก หรือมโนทวาราวัชชนจิตเกิดขึ้น แล้วกุศลจิตหรืออกุศลจิตจึงเกิดต่อ นี่ทางมโนทวาร แต่ถ้าเป็นทางปัญจทวาร จิตนั่นเองทำโวฏฐัพพนจิต แล้วหลังจากนั้นกุศลจิตหรืออกุศลจิตก็เกิดในสิ่งที่เห็นที่ได้ยินที่ได้กลิ่นที่ลิ้มรสที่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส

    เพราะฉะนั้นต่อไปเวลาที่เราพูดถึงเรื่องกุศลจิต และอกุศลจิตจะไม่ยากเลย เพราะว่าทุกคนเข้าใจได้ แต่ว่าสำหรับจิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุเป็นอเหตุกะ ก็เป็นสิ่งซึ่งให้ทราบว่ามีในชีวิตประจำวัน และเมื่อยังไม่ได้ประกอบด้วยโลภะ โทสะ หรืออโลภะ อโทสะ ก็ไม่ใช่กุศลจิตหรืออกุศลจิต

    ผู้ฟัง จิต ๑๘ ดวง ถ้าเราจำแนกว่าเป็นอกุศลวิบาก ๗ ใช่ไหม แล้วอเหตุกกุศลวิบาก ๘ คือที่ท่านจำแนก ท่านจำแนกว่าเป็นอกุศลวิบาก ๗ เป็นอเหตุกกุศลวิบาก ๘ คำถามก็คือว่าทำไมตอนเป็นอกุศลไม่มีอเหตุกะ แต่พอมาเป็นกุศลวิบากจึงนำด้วยอเหตุกะ

    อ.สุภีร์ อันนี้ก็เป็นที่ทราบกัน เพื่อให้สามารถแยกคำต่างๆ ได้ ที่คุณป้าสุรีย์ถามเมื่อสักครู่นี้ว่าเพราะเหตุใดผลของอกุศลซึ่งเป็นอกุศลวิบากซึ่งมีอยู่ ๗ ประเภท มีเห็น ได้ยินได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัสเป็น ๕ แล้ว แล้วก็สัมปฏิจฉันนะ และก็สันตีรณะ รวมเป็น ๗ จึงเรียกว่าอกุศลวิบากเท่านั้น แต่ถ้าเป็นฝ่ายกุศลเรียกอีกชื่อหนึ่ง ฝ่ายกุศลเรียกว่าอเหตุกกุศลวิบาก ในหนังสือทั่วไปท่านก็แสดงเช่นนั้น เพราะเหตุว่าผลของอกุศลมีอย่างเดียวเท่านั้นก็คือเป็นอเหตุกะเท่านั้น แต่ว่าผลของกุศลนี้มีทั้งอเหตุกะ และสเหตุกะด้วย ฉะนั้นเพื่อแยกให้ชัดเจนว่าผลของกุศลนี้เป็นอเหตุกะหรือเป็นสเหตุกะ จึงต้องใส่ว่าอเหตุกะหรือสเหตุกะไว้ด้วย

    แต่สำหรับอกุศลไม่ต้องใส่เลย เพราะเหตุว่าผลของอกุศลที่เป็นวิบากมีเฉพาะอเหตุกะเท่านั้น และก็มีเพียง ๗ ประเภทด้วย ก็คือฝ่ายอกุศลวิบาก จักขุวิญญาณโสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณนี้เป็น ๕ สัมปฏิจฉันนจิต แล้วก็สันตีรณจิตรวมเป็น ๗ ซึ่งผลของอกุศลมีเพียง ๗ นี้เท่านั้น และเป็นประเภทที่เป็นอเหตุกะเท่านั้นด้วย ส่วนผลของกุศลที่เป็นอเหตุกะมี ๘ ประเภท ก็คือเพิ่มที่เป็นโสมนัสสันตีรณกุศลวิบากเข้ามาด้วย ๗ ประเภทนอกจากนั้นก็ตรงกันข้ามกับผลของอกุศลนั่นเอง

    ผู้ฟัง เมื่อสักครู่นี้ได้ยินว่ามโนทวาราวัชชนจิตทำกิจทางปัญจทวารได้ ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าอยู่ดีๆ อยู่ทางมโนทวาร แล้วทำไมมาทางปัญจทวาร

    ท่านอาจารย์ ชื่อมโนทวาราวัชชนจิตก็ได้ ชื่อโวฏฐัพพนจิตก็ได้ แล้วแต่กิจ จะเรียกชื่อไหนดี คนที่มีสองชื่อมีไหม ชื่อจริงๆ ชื่อเล่นๆ ชื่อในหน้าที่ราชการ ชื่อที่บ้านตามกิจการงาน อยู่ที่บ้านก็ชื่อหนึ่ง พอมาเป็นหน้าที่ราชการก็ต้องอีกชื่อหนึ่ง เพราะฉะนั้นสำหรับจิตนี้สามารถที่จะทำกิจได้ ๖ ทวาร แต่ว่าต่างกัน คือถ้าทำอาวัชชนกิจคือจิตที่รำพึงถึงอารมณ์ที่กระทบทางใจ ก็เป็นมโนทวาราวัชชนจิตเรียกชื่อตามอาวัชชนกิจ แต่เมื่อเป็นทางใจก็เป็นมโนทวาราวัชชนจิต ทำกิจรำพึงถึงอารมณ์ที่กระทบ คือนึกถึงอะไรก็ได้ที่เราคิดอยู่ทุกวัน ไม่ใช่ภวังคจิต ถ้าเป็นภวังคจิตไม่คิดเพราะว่าเป็นภวังค์ แต่ทันทีที่คิดต้องมโนทวาราวัชชนจิตเกิดก่อนคิด แล้วแต่จะคิดอะไรก็ตาม แล้วกุศลจิตหรืออกุศลจิตก็เป็นไปตามที่คิด บางคนคิดถึงเรื่องที่เป็นกุศล บางคนคิดถึงเรื่องที่เป็นอกุศล บางคนในขณะที่คิด จิตเป็นกุศล คิดด้วยเมตตา คิดด้วยกรุณา แต่บางคนขณะที่คิด คิดด้วยความโกรธความผูกโกรธ เพราะฉะนั้นลักษณะของจิตที่โกรธไม่ใช่มโนทวาราวัชชนจิต แต่เป็นอกุศลจิตแล้ว

    เพราะฉะนั้นมโนทวาราวัชชนจิตที่เกิดทางมโนทวารทำอาวัชชนกิจ แต่ที่เกิดทางปัญจทวารไม่ได้ทำอาวัชชนกิจ แต่เพราะอารมณ์นั้นซึ่งเป็นรูปที่ยังไม่ดับ เสียงที่ยังไม่ดับ เพราะว่ารูปจะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ เพราะฉะนั้นเมื่อกระทบทวาร ขณะนั้นภวังค์ที่กำลังเป็นในขณะนั้นไม่ใช่วิถีจิต ต้องถึงขณะสุดท้ายของภวังค์คือภวังคุปัจเฉทะดับไปแล้ว วิถีจิตแรกจึงเกิดเป็นปัญจทวารวิถี รูปที่กระทบนั้นก็ยังไม่ดับ จนกระทั่งถึงจิตจะเห็น หรือได้ยิน ได้กลิ่นก็แล้วแต่ รูปนั้นยังไม่ดับ ขณะที่เป็นสัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะก็ยังไม่ดับ ต่อไปก็หมดหน้าที่ของวิบากแล้วใช่ไหม วิบากทำให้เห็น ทำให้ได้ยิน แล้วก็มีสัมปฏิจฉันนจิตเกิด มีสันตีรณจิตเกิด หมดหน้าที่ของวิบากจิต เพราะฉะนั้นหน้าที่ต่อไปของจิตก็คือโวฏฐัพพนกิจ ที่จะเป็นบาทเฉพาะให้กุศลจิตหรืออกุศลจิตเกิดต่อไปได้ในรูป หรือว่าแล้วแต่จะเป็นทวารไหนก็ตามที่ปรากฏ

    ด้วยเหตุนี้โวฏฐัพพนกิจนั่นเองก็คือมโนทวาราวัชชนจิตคือจิตประเภทเดียวกัน จะเรียกว่าโวฏฐัพพนจิตก็ได้ จะเรียกว่ามโนทวาราวัชชนจิตก็ได้ แต่ต้องตามทวาร ถ้าเรียกว่ามโนทวาราวัชชนจิตต้องทางมโนทวาร แต่เวลาที่ทำกิจนี้ทางปัญจทวารซึ่งเกิดก่อนกุศลจิตหรืออกุศลจิต เพราะทำโวฏฐัพพนกิจ ขณะนั้นจะเรียกว่ามโนทวาราวัชชนจิต หรือทำกิจอาวัชชนะไม่ได้ เพราะเหตุว่าทำโวฏฐัพพนกิจ เพราะฉะนั้นเมื่อจิตประเภทนี้มี ๒ หน้าที่ แล้วหน้าที่ใดจะเป็นหน้าที่ที่จะต้องกระทำ ไม่ว่าในภพใด ก็คือมโนทวาราวัชชนจิต แม้ในอรูปพรหมภูมิ จิตนี้ก็เกิดได้ แต่ว่าโวฏฐัพพนกิจเกิดไม่ได้ในอรูปพรหม เพราะว่าเป็นพรหมที่ไม่มีรูปเลย เพราะฉะนั้นจะทำโวฏฐัพพนกิจไม่ได้ แต่ทำอาวัชชนกิจได้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกชื่อประจำว่ามโนทวาราวัชชนจิต แต่ทำโวฏฐัพพนกิจทางปัญจทวาร

    ผู้ฟัง คือขณะนั้นไม่ได้รำพึงถึงอารมณ์ทางปัญจทวาร

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่นึกถึงอารมณ์ทางใจ แต่ว่าหลังจากที่สันตีรณจิตดับไปแล้ว ก่อนที่กุศลจิต หรืออกุศลจิตจะเกิด จิตนี้ทำกิจกระทำทางหรือว่าเป็นบาทเฉพาะให้กุศลหรืออกุศลจิตเกิดได้ ถ้าจิตนี้ไม่เกิด กุศลจิต และอกุศลจิตก็เกิดไม่ได้ หรือถ้าอารมณ์นั้นดับไปก่อน กุศลจิตหรืออกุศลจิตในอารมณ์นั้นก็เกิดไม่ได้

    ผู้ฟัง ขอคำแปลโวฏฐัพพนะ

    อ.สุภีร์ โวฏฐัพพนะก็แปลว่ากระทำทาง หรือว่าเป็นบาทนั่นเอง เป็นบาทให้กุศล หรืออกุศล หรือว่ามหากิริยาที่เป็นชวนจิตเกิดขึ้น ซึ่งท่านก็ใช้อีกคำหนึ่งว่า"ปฏิปาทกะ" ก็เป็นบาทเฉพาะสำหรับกุศล อกุศล และก็กิริยาที่กระทำกิจชวน

    ท่านอาจารย์ เป็นบาท เดี๋ยวก็จะเข้าใจว่าเป็นเท้าใช่ไหม แต่ความจริงก็หมายความว่าเป็นเบื้องต้น คือต้องเกิดก่อน

    ผู้ฟัง คือดิฉันไม่ชอบเรียนหนังสือเลย ตั้งแต่เล็กก็เกือบตกมาตลอด เกือบตกก็ดี เพราะถ้าเกือบได้ก็จะแย่ ก็เกือบตก ก็ไม่ชอบเรียนเลย แต่พอมาถึงทางธรรมชอบฟัง รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง ก็ชอบฟัง อาจจะเป็นเพราะไม่มีการสอบหรือเปล่า ถึงได้ชอบฟัง

    อ.สุภีร์ เป็นการสะสมมาของแต่ละคน แต่ละคนมีการสะสมความชอบมาไม่เหมือนกัน บางคนก็ชอบในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง บางคนก็มีอัธยาศัยในการให้ทาน บางคนก็มีอัธยาศัยในการรักษาศีล หรือว่ามีกายวาจาที่เรียบร้อย แต่ว่าบางคนก็ชอบที่จะฟังคำพูดที่แสดงถึงความเป็นจริงของชีวิต อันนี้ก็เป็นการสะสมมาของแต่ละบุคคล บางคนก็ชอบคำพูด หรือว่าชอบสิ่งที่แสดงถึงความมีเหตุมีผล สิ่งที่แสดงถึงความเป็นจริงของสภาพธรรม ฉะนั้นแต่ละบุคคลก็ไม่เหมือนกัน คงจะมีหลายๆ คนที่สอบเกือบตก แต่ว่าก็ไม่ได้สนใจพระธรรมเลยก็มี ฉะนั้นก็แล้วแต่ แต่ละคนสะสมอะไรมา

    ท่านอาจารย์ คุณบุษบงรำไพหมายความว่าถ้ามีการสอบก็จะไม่เรียนหรืออย่างไร

    ผู้ฟัง ไม่แน่ใจอย่างนั้น เวลาเรียนมาไม่ชอบเลย ถ้าขยันคงได้เป็นดอกเตอร์กับเขาบ้าง

    ท่านอาจารย์ เพราะว่าจริงๆ แล้ว การเรียนหรือการฟังพระธรรมไม่ใช่เพื่ออะไรทั้งสิ้น แต่เพื่อเข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง เพราะฉะนั้นถ้ายังมีศรัทธา การเห็นประโยชน์สูงสุดว่าการที่จะมีโอกาสได้ฟังพระธรรมจะมีอีกนานเท่าใด หรือว่าน้อยเท่าใด และก็ธรรมก็เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งมาก เพราะฉะนั้นการที่เรามีโอกาสที่จะได้ฟังสะสมไป ฟังครั้งแรกก็จะมีความเข้าใจเท่ากับการฟังครั้งหลังๆ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับการสะสมทีละเล็กทีละน้อย ทุกอย่างไม่ใช่แต่เฉพาะเรื่องของธรรม และธรรมนี้ไม่ใช่เรื่องบังคับ เป็นอนัตตา ไม่มีใครสามารถที่จะได้ความรู้เพราะการบังคับหรือว่าการสอบ อาจจะตอบได้จริง แต่ไม่เข้าใจก็ได้ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่เรื่องของทางโลก แต่ว่าเป็นเรื่องของทางธรรม

    ผู้ฟัง รู้สึกทุกอย่างก็เป็นสัจธรรม ดิฉันได้ยินสองคนสนทนากัน เขาบอกว่าเธอถ้าเธอไม่อยากอ้วน สัจธรรมอย่างหนึ่งก็คืออย่าทานอาหารเย็น ตรงนี้มันจะเป็นสัจธรรมหรือเปล่า ความจริงตรงนี้คืออะไร

    อ.สุภีร์ อันนี้ก็เป็นภาษาพูดกัน เราไม่ควรดูหมิ่นภาษาของชาวเมือง ถ้าเขาเข้าใจกันว่าคำนั้นคืออะไร แล้วก็เป็นที่เข้าใจกัน ไม่พึงยกวาทะ หรือว่าดูหมิ่นภาษาของชาวแว่นแคว้นหนึ่งแว่นแคว้นใด หรือว่าชาวชนบทใดชนบทหนึ่ง ถ้าเขาเข้าใจคำนั้นหมายถึงว่า ถ้าไม่ทำแบบนั้นแล้วจะได้แบบนั้น ก็เป็นความเข้าใจของแต่ละภาษา แต่ว่าถ้าเป็นการศึกษาในพระพุทธศาสนา หรือว่าการศึกษาธรรม ก็ต้องเข้าใจความหมายของศัพท์ๆ นั้น หรือว่าคำๆ นั้นให้ละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไป ฉะนั้นในภาษาไทยเรา ถ้าใช้คำนั้นแล้วเข้าใจกันอย่างหนึ่งไปแล้ว ก็แล้วแต่ที่ใช้แล้วก็เป็นที่เข้าใจกัน เมื่อมาศึกษาพระธรรมคำว่าสัจธรรมก็เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นสิ่งที่มีลักษณะเป็นเฉพาะของตนโดยสภาพธรรม ก็ได้แก่จิต เจตสิก รูปแล้วก็นิพพานนั่นเอง เป็นสัจธรรม



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    9 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ