สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 086
สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๘๖
วันจันทร์ที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๕
อ.กฤษณา ไม่ว่าในกาลไหนๆ ทั้งในปัจจุบัน ในอดีตและในอนาคต สัตว์ทั้งหลายที่มีอธิมุตติเลว คือมีอัธยาศัยเลว ก็ย่อมคบหาสมาคมกับสัตว์ที่มีอธิมุตติเลวเหมือนกัน ส่วนสัตว์ที่มีอธิมุตติปราณีต คือมีอัธยาศัยที่ปราณีตก็คบหาสมาคม นั่งใกล้กับสัตว์ที่มีอธิมุตติปราณีตเหมือนกัน แต่สำหรับการสะสมมาในทางฝ่ายอกุศล ยังมีอีกคำหนึ่งที่เราเรียกว่าอนุสัย
อนุสัยเป็นธรรมชาติที่เร้นลับ แล้วก็เป็นอกุศลธรรมที่เป็นกิเลสอย่างละเอียด มีกำลังแรงมากถึงขนาดที่จะต้องดับด้วยอริยมรรคเท่านั้น มีกำลังแรงมากเพราะว่ายังดับไม่ได้ ยังละไม่ได้ ตราบใดที่ยังดับไม่ได้ด้วยอริยมรรค อนุสัยก็นอนเนื่องอยู่ในจิตสันดาน คือในการเกิดดับสืบต่อกันของจิตของสัตว์ทั้งหลาย แม้ในกุศลจิตและจิตที่เป็นอัพยากตจิตก็ยังมีอนุสัยนอนเนื่องอยู่ ยกเว้นจิตของพระอรหันต์เท่านั้นที่ไม่มีอนุสัย
ตราบใดที่ยังไม่ถูกละด้วยอริยมรรค อนุสัยก็ยังคงตามนอนเนื่องอยู่ในจิต เป็นพืชเชื้อที่นอนเนื่องอยู่ ไม่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ แต่ว่าเมื่อได้เหตุอันสมควรแล้ว จึงทำให้อกุศลธรรมทั้งหลายเกิดขึ้น ทำกิจหน้าที่ต่างๆ กลุ้มรุมจิตเป็นปริยุฏฐานกิเลส
เพราะฉะนั้นการถึงกำลังแรงของอนุสัย เป็นสภาพที่เป็นส่วนหนึ่งต่างหากของกิเลสอกุศลธรรม ๖ อย่าง ก็คืออกุศลเจตสิก ๖ ชนิด คือ โลภเจตสิก โทสเจตสิก โมหเจตสิก มานะเจตสิก ทิฏฐิเจตสิก และวิจิกิจฉาเจตสิก ซึ่งเป็นอนุสัย ๗ ประการ ก็คือโลภเจตสิกเป็นกามราคานุสัยและเป็นภวราคานุสัย โทสเจตสิกเป็นปฏิฆานุสัย โมหเจตสิกเป็นอวิชชานุสัย มานะเจตสิกก็เป็นมานานุสัย ทิฏฐิเจตสิกก็เป็นทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉาเจตสิกก็เป็นวิจิกิจฉานุสัย
เหล่านี้เป็นเรื่องของการสะสมของสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งก็สั่งสมสันดานของตนในจิตที่ทำหน้าที่ชวนะ ชวนวิถีที่เป็นกุศลหรืออกุศลก็จะสั่งสมสันดานสำหรับผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ ซึ่งก็มีตัวอย่างของการสั่งสมทางฝ่ายดี คือความไม่เห็นแก่ตัว สะสมมาที่จะสละความเห็นแก่ตัว
จะขอกล่าวถึงเรื่องของพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัย เป็นพระราชาพระองค์หนึ่งในครั้งอดีต พระเจ้าทุฏฐคามณีอภัยทรงรบพ่ายแพ้ในการทำสงคราม ก็ทรงควบม้าเสด็จหนีเข้าไปสู่ป่าดงแห่งหนึ่ง โดยที่มีอำมาตย์ชื่อติสสะเป็นมหาดเล็กติดตามไปได้เพียงคนเดียว พระราชาทรงหิวมากก็รับสั่งกับอำมาตย์ว่าพี่ติสสะ เราสองคนหิวเหลือเกิน จะทำอย่างไร อำมาตย์ก็กราบทูลว่าได้นำพระกระยาหารห่อผ้าติดตัวมาด้วย แล้วก็ได้นำพระกระยาหารที่ใส่ขันห่อผ้าติดตัวมานั้น ก็นำมาวางตรงหน้าพระพักตร์ของพระราชา
พระราชาก็รับสั่งให้แบ่งเป็น ๔ ส่วน ซึ่งก็เป็นที่น่าสงสัยว่าทำไมจึงทรงให้แบ่งอาหารเป็น ๔ ส่วน เพราะว่ามีอยู่แค่ ๓ ชีวิตคือ พระราชา อำมาตย์และม้า อำมาตย์ก็ทูลถามว่าพวกเรามีอยู่ ๓ ชีวิต เหตุไฉนพระองค์จึงให้จัดเป็น ๔ ส่วน ทั้งๆ ที่ทรงถูกความหิวครอบงำเบียดเบียน แต่ด้วยการสะสมมาเป็นอาจิณ ก็ทรงนึกถึงประโยชน์สุขของคนอื่นก่อน พระราชาก็ตรัสว่าพี่ติสสะ เวลาที่เรานึกถึงตัวเอง เราไม่เคยบริโภคอาหารที่ยังไม่ได้ถวายแก่พระคุณเจ้าก่อนเลย ถึงวันนี้เราก็จะไม่ยอมบริโภคโดยที่ยังไม่ได้ถวายอาหารแด่พระคุณเจ้า ก็แสดงให้เห็นถึงการสะสมมา ที่จะนึกถึงคนอื่นก่อนตัวเอง ซึ่งก็เป็นอัธยาศัยของการที่จะสละความเห็นแก่ตัวนั่นเอง
อำมาตย์ก็แบ่งอาหารออกเป็น ๔ ส่วน แล้วพระราชาก็รับสั่งให้ประกาศเวลาสำหรับที่จะให้มีพระภิกษุมารับอาหาร อำมาตย์ก็สงสัยอีกว่าในป่าดงพงพีอย่างนี้จะได้พระคุณเจ้าที่ไหน พระราชาก็ตรัสว่าข้อนี้ไม่ใช่หน้าที่ของท่าน ถ้าศรัทธาของเรายังมี เราจะได้พระคุณเจ้าเองขอให้วางใจ แล้วก็ประกาศเวลา อำมาตย์ก็ประกาศถึง ๓ ครั้งว่าได้เวลาอาหารแล้วขอรับพระคุณเจ้า
ครั้งนั้นพระโพธิยมาลกมหาติสสเถระท่านมีหูทิพย์ ท่านก็ได้ยินเสียงที่อำมาตย์นั้นประกาศก็รำพึงว่าเสียงนี้จากที่ไหน แล้วก็ได้รู้เรื่องราวทั้งหมด ก็คิดว่าเราควรจะทำการสงเคราะห์พระราชา แล้วก็ท่านก็มาโดยฤทธิ์ ไปยืนอยู่ตรงหน้าพระพักตร์พระราชา พระราชาก็มีพระทัยเลื่อมใสก็ได้ถวายอาหารส่วนของพระเถระไปส่วนหนึ่งแล้ว ยังถวายอาหารส่วนที่เป็นของพระองค์เองลงในบาตรด้วย แม้แต่ส่วนของพระองค์ก็ถวายด้วย
ติสสะมหาอำมาตย์เห็นดังนั้นก็ถวายอาหารใส่ลงไปในบาตรของพระด้วยเหมือนกัน คือในส่วนของอำมาตย์เขาก็ถวายด้วย แม้แต่ม้าก็มีกุศลจิตเกิดขึ้น ก็คิดว่าถึงเราก็ควรจะถวายส่วนของเราแก่พระเถระด้วย ม้าก็คิดอย่างนั้น พระราชาทอดพระเนตรเห็นม้าก็ทรงทราบความประสงค์ของม้า จึงได้เทอาหารที่เป็นส่วนของม้านั้นลงในบาตรของพระเถระเหมือนกัน พระเถระก็รับภัตตาหารนั้นไปแล้วก็ไป ก็ได้ไปแบ่งเป็นคำๆ ถวายแก่พระภิกษุต่อไป
ทีนี้ฝ่ายพระราชาก็ทรงพระดำริว่าพวกเราหิวเหลือเกินแล้ว คงจะเป็นการดีมากถ้าหากว่าพระเถระจะส่งอาหารที่เหลือมาให้ พระเถระก็รู้ความคิดหรือพระราชดำริของพระราชา แล้วก็ทำอาหารที่เหลือนั้นให้เพียงพอแก่คนเหล่านั้น คือพระราชา อำมาตย์ แล้วก็ม้าที่จะสามารถดำรงชีวิตไปได้ แล้วก็ท่านก็ได้โยนบาตรขึ้นไปในอากาศ บาตรนั้นก็มาวางอยู่ที่พระหัตถ์ของพระราชา อาหารนั้นก็เพียงพอสำหรับ ๓ ชีวิตที่จะดำรงชีพอยู่ได้ นี่ก็เป็นตัวอย่างของการสะสมมาในฝ่ายดี ความไม่เห็นแก่ตัว
ท่านอาจารย์ ขณะนี้ที่กำลังนั่งอยู่ ก็ได้ฟังเรื่องของการสั่งสมที่เป็นตัวอย่างมากมายในพระไตรปิฏก ถึงแม้ว่าในอดีตก็จะมีการสั่งสมต่างๆ กันฉันใด ปัจจุบันนี้ก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้นในขณะที่ทุกท่านกำลังนั่งอยู่ที่นี่ เห็นอัธยาศัยอุปนิสัยของตนเองที่ได้สั่งสมมาบ้างไหม หลังจากที่เห็นแล้ว ก็จะต้องมีกุศลจิตหรืออกุศลจิต หลังจากที่ได้ยินก็ต้องมีกุศลจิตและอกุศลจิต ซึ่งเวลาที่อกุศลจิตเกิดก็สั่งสมอกุศล ทำให้เรามีอกุศลต่างๆ กัน แต่ทางฝ่ายกุศลก็เช่นเดียวกัน เวลาที่กุศลจิตเกิดแล้วก็ดับไป ก็สั่งสมสืบต่อในจิตสืบต่อไปเรื่อยๆ ทุกขณะ ทำให้กุศลจิตเกิดได้
เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าแต่ละคนก็มีอัธยาศัยที่สั่งสมมาต่างๆ กัน แล้วก็จะเห็นได้หลังจากที่เห็นแล้ว จิตเป็นอะไร ขณะนั้นก็จะรู้ได้เลยว่า ถ้าไม่สั่งสมเหตุปัจจัยมาที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างนี้ ก็เกิดไม่ได้ ก็เป็นอย่างนี้ไม่ได้ อย่างไรก็ตามที่ทุกคนควรจะสั่งสมก็คือความเห็นถูกความเข้าใจถูกในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ อย่างชื่อต่างๆ ที่ได้ยินเมื่อสักครู่นี้ ที่คุณกฤษณาทบทวนทั้งหมด ไม่ทราบว่ายังมีคำไหน ซึ่งท่านผู้ใดต้องการที่จะทราบความหมายของคำนั้นอีกไหม
ผู้ฟัง เรื่องชวนจิต ชวนจิตจากดวงที่ ๑ ถึงดวงที่ ๗ จะเป็นจิตดวงเดียวกันหรือเปล่า
อ.สุภีร์ ในชวนต้องเป็นจิตประเภทเดียวกันตลอดทั้ง ๗ ขณะเลย ชวนตามปกติแล้วจะเกิดดับสืบต่อกันไป ๗ ขณะ ฉะนั้นในชวน กุศล อกุศลและมหากิริยาจึงสามารถสั่งสมสันดานของตนด้วยสามารถชวนวิถีได้ เพราะเหตุว่าเกิดดับสืบต่อกัน ๗ ขณะ และเป็นจิตประเภทเดียวกันด้วย ถ้าเป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาทั้ง ๗ ขณะก็เป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาประเภทเดียวกันนั่นเอง แต่ไม่ใช่ดวงเดียวกัน เป็นจิตประเภทเดียวกัน จิตดวงเดิมดับไปก็คือชวนดวงที่ ๑ ดับไป เป็นปัจจัยให้ชวนดวงที่ ๒ เกิดขึ้น เป็นจิตประเภทเดียวกัน แต่ว่าไม่ใช่ดวงเดียวกัน
ผู้ฟัง ขณะที่กุศลเกิด อนุสัยนอนอยู่ในจิตดวงนั้นด้วยหรือเปล่า
ท่านอาจารย์ จิตทุกดวงมีอนุสัยซึ่งจะดับได้ด้วยโลกุตรจิต ถ้ายังไม่ถึงการรู้แจ้งอริยสัจธรรม ยังไม่มีการดับกิเลสเป็นสมุฏเฉท ก็ยังมีอนุสัยอยู่
ผู้ฟัง หมายความว่าขณะที่กุศลเกิด อนุสัยเป็นอกุศลก็นอนอยู่ในนั้น แต่ยังไม่เกิดใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ไม่มีเปล ไม่มีที่นอน แต่คิดถึงสภาพธรรมที่ไม่มีรูปร่าง ไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลย ปราศจากรูปใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งสี ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น ทั้งรส แต่ธาตุรู้เป็นธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นไม่มีรูปร่างสัณฐานแต่สามารถรู้ และขณะที่จิตหนึ่งขณะเกิด ก็จะมีเจตสิกเป็นนามธรรมด้วยกัน ไม่มีรูปร่างเหมือนกัน แต่มีลักษณะ และก็มีกิจของเจตสิกแต่ละชนิดเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท
ในสิ่งซึ่งมองไม่เห็นเลยเป็นนามธาตุล้วนๆ แล้วก็นั่นคือขณะที่ถ้าเป็นอกุศลจิตเกิด ก็มีอกุศลเจตสิกเกิดขึ้นทำกิจการงานในขณะนั้น พอจะเห็นลักษณะกิจการงานของอกุศลเจตสิก แต่ขณะที่เป็นอนุสัย ไม่ได้หมายความว่าขณะนั้นอกุศลเจตสิกเกิดขึ้นทำกิจการงาน แต่อนุสัยเป็นพืชเชื้อของอกุศลที่จะดับได้ด้วยโลกุตรจิต คือโสตาปัตติมรรคจิต สกทาคามีมรรคจิต อนาคามีมรรคจิต อรหัตตมรรคจิต
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรามองไม่เห็นเลย ไม่มีรูปร่างเลย แต่มีอะไรอยู่ในจิตแต่ละขณะ แม้ในขณะนี้ ตั้งแต่ปฏิสนธิทุกๆ ขณะมา ก็มีอนุสัยครบ จนกว่าโลกุตรจิตจะเกิด สำหรับปุถุชน ก็ยังมีอกุศลที่เป็นอนุสัยที่เป็นพืชเชื้อครบทุกอย่าง เวลาที่โสตาปัตติมรรคจิตเกิด ก็ดับทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ชื่อเป็นภาษาบาลี แต่เราก็คุ้นกับชื่อภาษาบาลี ทิฏฐิคือความเห็นผิด ยังมีพืชเชื้อของความเห็นผิดซึ่งจะดับได้โดยโสตาปัตติมรรค
สำหรับการสงสัยในลักษณะของสภาพธรรมขณะนี้ ย่อมมี สงสัยในลักษณะของนามธรรม สงสัยในลักษณะของรูปธรรมซึ่งเกิดดับ ไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น ตราบใดที่ยังไม่ประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไป ยังไม่รู้ชัดในลักษณะที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม ก็ยังหมดความสงสัยไม่ได้ เพราะฉะนั้นที่กล่าวว่าไม่ใช่เราขณะนี้ สงสัยไหม หรือว่าแน่ใจว่าไม่ใช่เรา
ผู้ฟัง โลกุตรจิตเกิดในชวนวิถีหรือเปล่า
ท่านอาจารย์ แน่นอน เพราะเหตุว่าต้องทราบเวลาที่พูดถึงชื่อของจิตแต่ละประเภท ควรที่จะได้ทราบกิจการงานหน้าที่ของจิตนั้นๆ ด้วย เช่น ถ้าพูดถึงโลภมูลจิต หรืออกุศลจิตก็ตาม ไม่ใช่จิตเห็นขณะนี้แน่นอน เพราะจิตเห็นทำหน้าที่เห็น จิตแต่ละขณะจะทำกิจหนึ่งกิจใดทันทีที่เกิดขึ้น จะไม่มีจิตซึ่งเกิดแล้วไม่ทำกิจหน้าที่ใดๆ เลย ไม่มีเลย เป็นนามธรรมซึ่งเกิดขึ้น แล้วก็ทำกิจหน้าที่ของสภาพนามธรรมนั้นๆ เพราะฉะนั้นก็ต้องทราบว่าจิตที่เป็นกุศล และอกุศลทำชวนกิจ ได้ยินคำว่าชวนบ่อยๆ แต่ก็ให้ทราบว่าชวนคือแล่น หรือไปอย่างเร็ว
หลังจากที่เห็นแล้วได้ยินแล้วพวกนี้ ก็จะมีจิตที่เกิดดับสืบต่อจนกระทั่งถึงขณะที่กุศลจิตและอกุศลจิตเกิด เท่าที่เราสามารถที่จะเข้าใจได้ก็คือ เมื่อเห็นแล้ว เกิดชอบหรือไม่ชอบเป็นปกติ ถ้าชอบขณะนั้นเป็นสภาพของจิตที่มีโลภะความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏเกิดร่วมด้วย ถ้าไม่ชอบก็คือมีความไม่พอใจไม่ต้องการในสิ่งที่กำลังปรากฏ จิตใจขณะนั้นก็จะขุ่นมัว ไม่ผ่องใส แล้วก็ความรู้สึกขณะนั้นก็เป็นความขุ่นใจที่ไม่สบายใจ นี่คือลักษณะของอกุศลที่เป็นประเภทโทสมูลจิต แต่ว่ากุศลจิตจะไม่เป็นอย่างนั้นเลย
เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นกุศลและอกุศล ก็เกิดต่อจากขณะเห็น ขณะได้ยิน ขณะได้กลิ่น ขณะลิ้มรส ขณะรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เห็นไม่ได้สั่งสมอะไร เพราะว่าทุกคนเกิดมาเห็นตามกรรม จิตเห็นขณะนี้เป็นวิบากจิต เราต้องทราบว่า จิตมี ๔ ชาติ จะลืมไม่ได้เลย จิตเกิดขึ้นต้องเป็น ๑ ใน ๔ คือเป็นกุศล หรืออกุศลซึ่งเป็นเหตุ หรือว่าเป็นวิบากซึ่งเป็นผล หรือว่าเป็นกริยา ซึ่งไม่ใช่ทั้งกุศล อกุศลและวิบาก
เพราะฉะนั้นก็จะต้องทราบ ทุกครั้งที่พูดถึงจิตหนึ่งจิตใดว่าจิตนั้นชาติอะไร และทำกิจอะไร เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงกุศล ชาติกุศลใช่ไหม ไม่ใช่ชาติวิบากซึ่งเป็นผล และไม่ใช่กิริยา ถ้าพูดถึงอกุศลก็เป็นชาติอกุศล ไม่ใช่กุศล เกิดขึ้นเป็นอกุศล จะเป็นกุศลไม่ได้ จะเป็นวิบากไม่ได้ จะเป็นกิริยาไม่ได้ ซึ่งกุศลและอกุศลเป็นเหตุ แล้วก็ตอนที่เกิดแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว วันหนึ่งๆ มากมาย แต่ทุกครั้งที่เกิดก็สั่งสม
เพราะฉะนั้นบางคนก็จะมีอุปนิสัยที่ชอบทุกสิ่งทุกอย่างง่ายมากเลย ถ้าไปตลาดก็อยากจะซื้อหมดเลย เห็นผักก็น่ารับประทาน เห็นผลไม้ก็ดูดี เห็นเสื้อผ้าแขวนอยู่ก็สวย คือเป็นคนที่พอใจที่จะได้เสมอ ซึ่งความจริงส่วนใหญ่ก็เข้าใจว่าคงจะเป็นอย่างนั้น แต่ว่าถ้าโทสะเกิดบ่อยๆ คนนั้นก็เป็นคนที่เห็นอะไรก็อาจจะขวางหูขวางตา หรือว่าหมั่นไส้ หรือว่าสิ่งที่ดีก็ไปมองจุดที่เสีย อันนั้นก็เป็นไปได้ อันนี้ก็แสดงให้เห็นถึงการสะสม อัธยาศัย หรืออุปนิสัยซึ่งก็คือขณะที่กุศลจิตเกิด และอกุศลจิตเกิดนั่นเอง
เพราะฉะนั้นสำหรับจิตเห็น ถ้าโดยการศึกษาจะทราบว่าเกิดขึ้นเพียงหนึ่งขณะ ที่เราเห็นเหมือนเกิดดับสืบต่อกัน ความจริงเราไม่ได้รู้ขณะที่โลภะก็เกิดสืบต่อ หรือว่ากุศลก็เกิดสืบต่อ แต่ว่าเราเห็นเหมือนกับว่ามีเห็นอยู่ตลอดเวลา แต่ความจริงถ้าแยกละเอียดยิบ ก็จะเห็นได้ว่าจิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ และก็ทำกิจของจิตนั้นๆ ซึ่งไม่สับสน และก็ไม่ก้าวก่ายกัน คือจิตเห็นไม่ใช่โลภะ ไม่มีความติดข้อง เกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับ แล้วยังไม่ถึงชวนจิตซึ่งเป็นกุศลและอกุศล ต้องมีจิตที่เกิดดับสืบต่อที่เป็นวิบาก ทำให้จิตขณะต่อไปมีอารมณ์เดียวกันกับจิตที่เห็น
จิตที่รับอารมณ์สืบต่อจากจักขุวิญญาณจิตเห็นก็คือ สัมปฏิจฉันนจิต เมื่อดับไปแล้วก็มีสันตีรณจิตเกิดขึ้น ทั้งสองประเภทนี้ก็เป็นวิบาก เป็นผลของกรรมเดียวกันที่ทำให้จิตเห็นในขณะนั้นเกิดขึ้น แล้วก็ยังมีกิริยาจิตสำหรับผู้ที่จะเป็นพระอรหันต์หรือไม่ใช่พระอรหันต์ก็ตาม ก็จะต้องมีกิริยาจิตเกิดก่อนกุศลจิตและอกุศลจิต
นี้ก็เป็นความรวดเร็ว แต่การสั่งสมขณะที่เป็นเฉพาะกุศลจิตที่เป็นโลกียะหรืออกุศลจิต และมหากิริยาจิต ให้ทราบว่าต้องมีชวนจิตคือกุศลจิต และอกุศลจิต หลังจิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ขณะที่ไม่เห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ แต่คิด จิตอะไรที่คิด ต้องคิดถึงชาติแล้วใช่ไหม จิตคิด คนเราเห็นแล้วคิดไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นความคิดไม่ใช่วิบากจิต
เพราะฉะนั้นก็เป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิตที่คิด ทำชวนกิจ กุศลจิตและอกุศลจิตทั้งหมด ทำชวนกิจ ไม่ใช่กิจเห็น กิจได้ยิน ไม่ต้องเห็นก็คิดได้ หรือว่าเห็นแล้วก็คิดได้
ผู้ฟัง ช่วยกรุณาขยายความที่กุศลจิต อกุศลจิต วิบากจิต กิริยาจิต ส่วนที่เป็นวิบากหรือกิริยา เป็นอัพยากตธรรม ซึ่งในส่วนกุศลหรืออกุศล สภาวะบางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศลอย่างไร เป็นเพราะมีโมหะครอบงำหรือสติไม่เกิด
อ.สุภีร์ ทั้งสองอย่างเลย ทั้งโมหะครอบงำ ทั้งสติไม่เกิด จึงไม่รู้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล ในอกุศลในชีวิตประจำวัน หรือว่ากุศลก็ตาม บางทีเราก็ทราบใช่ไหม แต่ว่ากุศลหรืออกุศลประเภทนั้นๆ ก็คือเกิดดับสืบต่อกันมาหลายๆ ขณะแล้ว ถ้าเกิดชอบในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วก็ชวนที่ชอบเกี่ยวกับเรื่องนั้น เกิดดับสืบต่อกันหลายๆ ชวนเป็นยาวๆ อันนี้จะสามารถทราบได้ว่าขณะนี้มีโลภะ หรือว่าความต้องการเกิดขึ้นแล้ว
โทสะก็เช่นเดียวกัน ถ้าเกิดมีความโกรธใครแล้วก็มีความยาวของเรื่องนั้น ก็จะสามารถรู้ได้ว่าขณะนี้เป็นอกุศลประเภทโทสะแล้ว ในชีวิตประจำวันของเราก็สามารถทราบกุศล หรืออกุศลได้เช่นเดียวกัน แต่ว่าต้องเป็นกุศลหรืออกุศลที่เกิดดับสืบต่อกันยาวๆ เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จึงจะสามารถทราบได้ แต่สำหรับบุคคลผู้ที่อบรมเจริญปัญญายิ่งๆ ขึ้นไป จากการเข้าใจพระธรรมมีสติเกิดขึ้น มีสัมปชัญญะเกิดขึ้น รู้ลักษณะของกุศล และอกุศลในชีวิตประจำวัน ก็จะทำให้เข้าใจกุศล และอกุศลตามความเป็นจริงในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น
สำหรับในชีวิตประจำวันเรา เวลาเราเดินไปไหนก็ดี หรือว่าจะพูดอะไรก็ดี ไปทำงานก็ดี ก็คือเป็นจิตที่เป็นชวนนั่นเอง ที่กระทำกิจหน้าที่การงานอย่างนั้น ก็คือเป็นกุศลหรืออกุศลนั่นเอง ฉะนั้นทั้งวันที่เราเดิน เวลาเราจะเดินไปได้ เป็นจิตที่อยู่ในชวนที่เป็นปัจจัยให้เกิดการเดินได้ การพูดหรือว่าการทำอะไรก็ตามแต่ การคิดอย่างนี้ ก็ด้วยชวนนั่นเอง ซึ่งชวนในปุถุชนเราก็จะเป็นกุศลหรืออกุศลเท่านั้น
แต่ว่าปกติความไม่รู้ครอบงำใช่ไหม แล้วก็หลงลืมสติทั้งสองอย่างรวมกัน ก็เหมือนกับไม่รู้อะไรเลยในวันหนึ่งๆ ก็ผ่านไปด้วยความไม่รู้ ก็มีพระธรรมเท่านั้นที่จะทำให้ค่อยๆ รู้ขึ้น ค่อยๆ รู้ขึ้น แต่ว่าด้วยความไม่รู้ที่สะสมมานาน จะให้รู้พรวดพราดขึ้นไปเลยทีเดียวก็ไม่สมเหตุสมผล ฉะนั้นการรู้ขึ้นก็ต้องค่อยๆ รู้ขึ้น เพราะเหตุว่าความไม่รู้ที่เคยมีมานั้นมีมากมาย เวลาจะรู้ก็ค่อยๆ รู้ขึ้นทีละเล็กทีละน้อย
ผู้ฟัง สำหรับอัพยากตะ จิตที่เป็นอัพยากตะ
อ.สุภีร์ คำว่าอัพยากตะ ก็คือสภาพธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล ก็คือสภาพธรรมที่ไม่ใช่กุศลหรืออกุศลนั่นเอง
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 061
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 062
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 063
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 064
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 065
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 066
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 067
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 068
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 069
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 070
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 071
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 072
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 073
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 074
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 075
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 076
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 077
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 078
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 079
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 080
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 081
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 082
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 083
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 084
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 085
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 086
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 087
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 088
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 089
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 090
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 091
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 092
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 093
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 094
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 095
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 096
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 097
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 098
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 099
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 100
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 101
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 102
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 103
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 104
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 105***
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 106
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 107
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 108
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 109
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 110
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 111
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 112
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 113
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 114
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 115
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 116
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 117
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 118
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 119
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 120