สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 080
สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๘๐
วันจันทร์ที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ เมื่อมีปัญญาที่เจริญขึ้น ก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าคลายความไม่รู้และความสงสัยในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม เพราะว่าขณะนี้เราได้ยินชื่อนามธรรม รูปธรรม นามธรรมก็มีทั้งจิต เจตสิก และรูปก็มีต่างๆ แต่ว่าถ้าขณะใดที่สติสัมปชัญญะไม่ได้ระลึกที่ลักษณะหนึ่ง จะชื่อว่ารู้จักลักษณะของสภาพธรรมที่เกิดปรากฏแล้วดับในขณะนั้นไม่ได้ เพราะว่าขณะนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างปรากฏ ไม่ได้รู้ความจริงสักอย่างเดียวจนกว่าจะดูทีละอย่าง หรือว่าปัญญาสามารถที่จะรู้สิ่งนั้นได้จริงๆ โดยรอบรู้ในสิ่งนั้น
เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นจิต จิตตานุปัสสนาสติปัฎฐาน ขณะนั้นหมายความว่ามีสติสัมปชัญญะที่จะรู้ในความเป็นใหญ่ของธาตุรู้หรือสภาพรู้ ไม่ใช่รู้ในลักษณะของเจตสิก เช่น เวทนานุปัสสนาสติปัฎฐาน สติระลึกลักษณะของความรู้สึก เวทนาเป็นเจตสิกที่รู้สึก เจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท แล้วแต่ละลักษณะก็มีลักษณะเฉพาะของตนของตน ที่เราคิดว่าเราสนุกมาก ที่จริงก็คือลักษณะของเวทนาเจตสิกซึ่งเกิดพร้อมกับโลภมูลจิต ที่มีความเพลิดเพลินยินดีสนุกสนานในขณะนั้น ขณะนั้นก็เป็นลักษณะของเจตสิกชนิดหนึ่ง
เพราะฉะนั้นเจตสิกแต่ละอย่างก็มีหน้าที่ เฉพาะอย่างเฉพาะอย่าง ซึ่งเวลาที่จะรู้เจตสิกจริงๆ ต้องไม่ใช่ว่าเจตสิกมี ๕๒ แต่ว่าไม่มีลักษณะสักอย่างหนึ่งที่จะรู้จริงๆ แต่จะรู้จริงๆ ได้แน่นอน เพราะเหตุว่าถ้าเข้าใจลักษณะของสติสัมปชัญญะ ก็จะรู้ได้ว่าขณะใดที่สติสัมปชัญญะเกิด ขณะนั้นกำลังระลึกคือรู้ลักษณะของสภาพธรรมหนึ่งที่กำลังปรากฏในขณะนั้นเพราะเกิดขึ้น ภายหลังจึงสามารถที่จะประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมนั้น ก็จะคลายอนุสัยที่เป็นวิจิกิจฉาและอวิชชาได้ เพราะเหตุว่าความรู้ค่อยๆ เพิ่มขึ้น
ผู้ฟัง ขออนุญาตถามในเรื่องของอนุสัย กราบเรียนถามว่า ในเมื่ออนุสัยไม่เกิด แล้วก็นอนเนื่องอยู่เฉยๆ รู้ก็รู้ได้ยากทีเดียวเลย จนกระทั่งจะเป็นปริยุฎฐานะเกิดขึ้น จึงจะทราบว่ามีอนุสัย ทั้งนี้หมายความว่าอนุสัยไม่สามารถรู้อารมณ์อะไรเลย ถูกต้องไหม อันนี้จะพูดอย่างนั้น
ท่านอาจารย์ จิต เจตสิกเป็นสภาพรู้ และจิตที่เกิดรู้อารมณ์ใด เจตสิกที่เกิดพร้อมกับจิตนั้น เจตสิกที่เกิดพร้อมจิตนั้นก็รู้อารมณ์เดียวกับจิตนั้น ต้องเป็นเจตสิกที่เกิด
ผู้ฟัง อนุสัยคือเจตสิกที่ไม่เกิด
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง
อ.สุภีร์ ก็ขอเพิ่มอีกศัพท์หนึ่ง เพราะเหตุว่าบางท่านที่ศึกษาเรื่องของจิต และเจตสิกที่ประกอบร่วมกับจิต ก็อาจจะสงสัยว่าในเมื่อเจตสิกที่เป็นอนุสัย ทั้ง ๖ ประเภทนี้ ก็เป็นฝ่ายของเจตสิกใช่ไหม เป็นนามธรรมที่เป็นเจตสิก แล้วเวลาท่านแสดงเรื่องของจิต แล้วก็มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วยเท่าใด แล้วที่ท่านอาจารย์ก็ได้อธิบายมาว่าในจิตทุกประเภท มีอนุสัยนอนเนื่องอยู่หรือว่าติดอยู่นั่นเอง แล้วเจตสิกที่เป็นอนุสัยหายไปไหน ทำไมไม่บอกไว้ เพราะเหตุว่าเวลาที่ท่านแสดงเรื่องจิตและเจตสิกที่เกิดทำหน้าที่ร่วมกัน ท่านแสดงโดยจิตตุปบาท จิตตุปปาทะ คำว่าจิตตุปปาทะก็มาจากคำว่า จิตตะ ก็คือจิตนั่นเอง และก็อุปาทะแปลว่าเกิด จิตตุปปาทะก็คือแสดงจิตที่เกิดขึ้น และแสดงสภาพธรรมที่เกิดร่วมกับจิตทำงานร่วมกัน
ฉะนั้นเวลาท่านแสดงเรื่องจักขุวิญญาณก็จะมีสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ประเภทที่เกิดร่วมกัน ฉะนั้นก็คือเวลาท่านแสดงคำว่าจักขุวิญญาณ ก็คือแสดงหนึ่งจิตตุปบาท แสดงจิตที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่การงาน และแสดงเจตสิกที่เกิดกับจิตนั้นทำกิจหน้าที่การงานด้วยกัน ก็แล้วแต่หน้าที่ของเจตสิกว่าจะกระทำหน้าที่ประเภทใด เวลาท่านแสดงจิตกับเจตสิกที่ทุกท่านเวลาศึกษาในพระอภิธรรม ก็แสดงด้วยชื่อที่เรียกว่าจิตตุปบาทนั่นเอง หรือว่าในภาษาบาลีก็เป็นจิตตุปปาทะ ก็คือจิตที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่การงาน และก็มีสภาพธรรมอื่นๆ ก็คือเจตสิกนั่นเองที่เกิดขึ้นร่วมด้วยเป็นสัมปยุตธรรมทำกิจหน้าที่การงานด้วยกัน แต่ว่าอนุสัยนี้ไม่ได้เกิดร่วมกับจิต ไม่ได้ทำกิจหน้าที่การงานในตอนนั้น
ท่านอาจารย์ ขอยกตัวอย่างอันหนึ่ง ที่จะแสดงให้เห็นถึงความละเอียดของอนุสัย สำหรับอรูปฌานที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ ความสงบของจิตที่ละเอียดปราณีตมากกว่าการที่มีรูปเป็นอารมณ์ อรูปฌานที่สูงที่สุด ไม่มีฌานใดจะสูงกว่านั้นอีกเลยชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญายตนจิต หมายความถึงจิตที่เป็นอรูปฌานระดับนี้ มีสัญญาก็เหมือนไม่มี ลองคิดดูว่า ธรรมดาของเราเวลาที่มีอารมณ์อะไรอารมณ์นั้นก็ปรากฏชัดเจน สัญญาก็จำอารมณ์นั้นชัดเจน แต่ว่าเวลาพอถึงระดับนั้นแล้ว ความละเอียดความปราณีตในอารมณ์ที่เป็นอรูป มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ลองคิดดู แต่มีเจตสิกที่เกิดกับจิตนั้น และคำอุปมาก็คือเหมือนกับอ่างกะปิ สำหรับคนไทยคงจะได้ ที่ล้างสะอาดแล้วแต่ก็ยังมีกลิ่น นั่นคือระดับของอรูปฌานซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยทำกิจการงาน แต่อนุสัยยังมีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนจิต
ถ้าบุคคลนั้นไม่ใช่พระอริยบุคคลก็จะมีครบทั้ง ๗ อนุสัย นี่ก็แสดงให้เห็นถึงแม้ผู้ที่บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนในครั้งนั้น ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองยังมีกิเลสอยู่ เข้าใจว่าตัวเองหมดกิเลสเพราะเหตุว่าไม่รู้อนุสัยกิเลส แต่เมื่อพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบโดยการตรัสรู้ ก็ได้ทรงแสดงเรื่องของอนุสัยกิเลส ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดอยู่กับจิตเว้นจิตที่ได้ดับกิเลสแล้ว
ผู้ฟัง พูดถึงจิตตุปบาท ปกติเราก็ทราบว่าจิตมี ๘๙ ประเภท เจตสิก ๕๒ แต่ทำไมบางครั้งกล่าวว่านามธรรมรวมแล้วมี ๕๓
อ.สุภีร์ ที่แสดงจิตว่ามี ๘๙ ก็แสดงตามประเภทต่างๆ ของจิตที่มีความวิจิตรแตกต่างกัน จิตที่วิจิตรแตกต่างกัน ก็เพราะว่ารู้อารมณ์ต่างกันด้วย แล้วก็เกิดในภูมิที่ต่างๆ กันด้วย แล้วก็มีเจตสิกต่างประเภทที่เกิดด้วย ฉะนั้นจิตจึงแตกต่างกันไปหลายๆ ประเภท แต่ว่าลักษณะของจิตแล้วมีลักษณะเดียว ก็คือเป็นสภาพธรรมที่รู้แจ้งอารมณ์เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้อารมณ์เท่านั้น ฉะนั้นเมื่อว่าโดยลักษณะของจิต เป็นนามธรรมประเภทหนึ่ง เมื่อว่าโดยลักษณะมีลักษณะเดียวก็คือลักษณะที่รู้แจ้งอารมณ์ หรือว่าเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้อารมณ์ ฉะนั้นสภาพธรรมที่รู้อารมณ์ก็มี ๕๓ ประเภท นี่แสดงโดยลักษณะของนามธรรมที่รู้อารมณ์ เพราะว่าเจตสิกมี ๕๒ ใช่ไหม รู้อารมณ์โดยลักษณะที่ต่างๆ กันไป อย่างเช่น ผัสสเจตสิกก็รู้อารมณ์โดยการกระทบอารมณ์ เวทนาเจตสิกก็รู้อารมณ์โดยการรู้สึกกับอารมณ์ อย่างนี้เป็นต้น จิตทั้ง ๘๙ ก็มีลักษณะเดียวก็คือรู้อารมณ์โดยการรู้แจ้งอารมณ์ หรือว่าเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้อารมณ์เท่านั้น
ผู้ฟัง คำว่าเจตสิก ก็ได้ยินว่าแปลว่าเกิดในจิต แต่บางครั้งตอนนี้ได้ยินว่ามีเจตสิกเกิดก็มี ไม่เกิดก็มี ทำไมใช้ในความหมายว่าไม่เกิดด้วย
อ.สุภีร์ คำว่าเจตสิก แปลว่า เกิดร่วมกับจิต หรือว่าเกิดสัมปยุตกับจิต ก็คือเป็นสัมปยุตตธรรมนั่นเอง ก็หมายความว่าเจตสิก ถ้าเกิดในจิตตุปบาท ก็คือเกิดร่วมกับจิต เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน และในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ก็เกิดที่วัตถุรูปที่วัตถุเดียวกัน คำว่าเจตสิกที่แปลไว้ว่าเกิดประกอบกับจิต ก็มาจากคำว่าเจตสิกที่แปลว่าในจิตนั่นเอง หรือว่าประกอบร่วมกับจิต เจตสิกก็แปลว่าเกิดประกอบกับจิต หมายความว่าเจตสิกนี้ เมื่อเกิดก็เกิดร่วมกับจิตเท่านั้น ไม่ได้ไปเกิดที่อื่น เพราะว่าจิตเป็นใหญ่เป็นประธานใช่ไหม ก็มีเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตด้วย แต่ก็มีเจตสิกส่วนที่ไม่ได้เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่การงานด้วย ก็คือเจตสิกประเภทที่เป็นอนุสัยที่มีความละเอียดมาก มีเฉพาะพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงรู้
ท่านอาจารย์ อนุสัยจะไม่อยู่กับจิตได้ไหม ไปอยู่ที่อื่น
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ก็เป็นการพูดถึงเรื่องของจิต ซึ่งก็ไม่มีวันจบ เพราะเหตุว่ามีจิตอยู่ทุกขณะ ตั้งแต่เช้ามาจนกระทั่งถึงขณะนี้ จิตทุกคนไม่มีเหมือนกันเลย ต่างกันมากตามการสะสม แม้แต่ในขณะนี้เองจิตของแต่ละคนก็ยังต่างกันไปตามการสะสม ซึ่งวิจิตรมาก เพราะเหตุว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะ ย่อมมีปัจจัยที่จะสะสมสืบต่อจากขณะที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนกระทั่งถึงขณะนี้ การสะสมของแต่ละคนก็จะวิจิตรต่างๆ กันไปอีก ในคราวก่อนได้พูดถึงเรื่องของจิตซึ่งสะสมกิเลสอย่างละเอียด ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดอกุศลจิต ซึ่งในวันหนึ่งๆ ก็เกิดบ่อยกว่ากุศลจิต ขอเชิญคุณสุภีร์กล่าวถึงเรื่องการสะสมทั้งทางฝ่ายกุศลและทางฝ่ายอกุศล
อ.สุภีร์ ลักษณะของจิตก็มีการสั่งสมในชวนวิถี จิตทุกๆ ประเภทก็มีการที่ดวงเก่าดับไปแล้ว จิตดวงใหม่ก็เกิดขึ้น ก็คือเป็นปัจจัยๆ หนึ่งที่เรียกว่าอนันตรปัจจัยนั่นเอง ก็คือจิตดวงเก่าดับไปเป็นปัจจัยให้จิตดวงใหม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย ก็คือปัจจัยที่ทำให้จิตดวงต่อไปเกิดขึ้นโดยไม่มีระหว่างคั่นนั่นเอง การที่จิตดวงเก่าดับไปแล้วจิตดวงใหม่เกิดขึ้น เรียกว่าการสืบต่อของจิต
การสืบต่อของจิตก็จะเป็นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เริ่มต้นของสังสารวัฏจนกระทั่งถึงบัดนี้ ก็มีการสืบต่อมาทุกๆ ขณะ สิ่งเก่าๆ ที่ได้สั่งสมไว้แล้วในจิตก่อนๆ ก็จะถูกถ่ายทอดหรือว่าส่งมาสู่จิตดวงใหม่ แต่ละคนจึงมีอัธยาศัยหรือว่ามีอุปนิสัยที่แตกต่างกัน ด้วยอำนาจของการสั่งสมมาเก่าๆ ที่เคยสั่งสมไว้แล้วนั่นเอง ซึ่งการสั่งสมสิ่งใดๆ จะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นในชวนวิถีนั่นเอง
ในชวนวิถีลักษณะของจิตประการหนึ่ง ก็คือสั่งสมสันดานของตนด้วยอำนาจชวนวิถี ไม่ว่าจิตนั้นจะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม ก็จะสะสมกุศลประเภทนั้นๆ หรือว่าอกุศลประเภทนั้นๆ สืบต่อมาในจิตเรื่อยๆ ซึ่งก็ทำให้แต่ละคนมีอัธยาศัยที่แตกต่างกันไป บางคนก็มีอัธยาศัยในการให้ทาน บางคนก็มีอัธยาศัยในการรักษาศีล เป็นต้น อันนี้ก็เป็นฝ่ายดี บางท่านก็เป็นผู้ที่มักโกรธ หรือว่าบางท่านก็เป็นผู้ที่มีความชอบใจในสิ่งนั้นสิ่งนี้มากเป็นพิเศษ อันนี้ก็เป็นส่วนที่ไม่ดี ซึ่งการสะสมทั้งส่วนที่ดีและไม่ดี เรียกตามภาษาบาลีก็เรียกว่า อาสยะ ก็คือการสั่งสมที่มีมาก่อนทั้งส่วนที่ดีและไม่ดี
จะมีการสั่งสมอีกประเภทหนึ่งเป็นส่วนของอกุศลอย่างเดียว เป็นส่วนของอกุศลที่มีกำลัง เป็นประเภทของเจตสิกที่เป็นฝ่ายอกุศล ๖ ประเภท แล้วก็เป็นอนุสัย ๗ ประเภทที่เป็นอนุสัย ก็คือเป็นการสั่งสมกิเลสที่มีกำลัง เพราะว่ากิเลสประเภทนี้ละได้ด้วยมรรคเท่านั้น ในทางภาษาบาลีก็จะเรียกกิเลสที่มีกำลังว่า ถามคตกิเลส ก็คือ กิเลสประเภทที่มีกำลังเพราะว่าต้องละด้วยมรรคเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ก็ได้รับการสั่งสมมาด้วยเช่นเดียวกัน สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีก็สั่งสมมาทั้งหมด
แต่ว่าส่วนที่สั่งสมมาแล้วต้องละด้วยมรรคเท่านั้น ก็คือส่วนที่เป็นอนุสัยนั่นเอง อนุสัยก็มี ๗ อย่างเป็นประเภทของเจตสิกที่เป็นฝ่ายไม่ดี ๖ ประเภท ซึ่งการสั่งสมส่วนที่ดีและไม่ดีแล้วก็อนุสัยของสัตว์ทั้งหลาย มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้ด้วยพระญาณที่เรียกว่า อาสยานุสยญาณ ก็เป็นพระญาณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงทราบอาสยะและอนุสยะของสัตว์ทั้งหลาย
ฉะนั้นการสั่งสมของทุกๆ ท่าน ในชวนก็มีทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล ฉะนั้นแต่ละคนจึงมีอัธยาศัยและอุปนิสัยที่ต่างๆ กัน แต่มีอยู่กิเลสที่เป็นประเภทของเจตสิกที่มีกำลังต้องละด้วยมรรคเท่านั้นก็สั่งสมอยู่ในจิตติดอยู่กับจิตตลอดไป จนกว่าจะถึงกาลเวลาที่มรรคจิตเกิด ก็จะค่อยๆ ละไปตามลำดับของมรรคจิตนั้นๆ โสตาปัตติมรรคจิตก็ละได้ ๒ อนุสัย ก็คือทิฏฐานุสัยกับวิจิกิจฉานุสัย ละได้โดยไม่เหลือ ถ้าเป็นอนาคามีมรรคก็ละอนุสัยได้เพิ่มอีก ๒ ก็คือปฏิฆานุสัยกับกามราคานุสัย อรหัตตมรรคก็ละอนุสัยที่เหลือได้ทั้งหมด ก็คือภวราคานุสัย มานานุสัยแล้วก็อวิชชานุสัย ฉะนั้นทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่างนั่นเองก็สั่งสมมา แต่ว่าอนุสัยนี้เป็นชนิดที่พิเศษเพราะว่าเป็นกิเลสที่มีกำลังต้องละด้วยมรรคเท่านั้น
ท่านอาจารย์ ขอทบทวนชวนจิต เพราะว่าท่านที่มาใหม่ก็ได้ยินบ่อยๆ แต่ว่าท่านที่ได้ฟังแล้ว ก็คงจะเข้าใจได้ว่าหมายความถึงจิตขณะใด เพราะว่าจิตทุกขณะเกิดดับสืบต่อเร็วมาก แล้วก็จิตที่เกิดขึ้นแต่ละขณะต้องทำกิจการงาน ในขณะนี้ที่ทุกท่านกำลังคิดว่าท่านกำลังฟัง ความจริงก็คือจิตประเภทหนึ่ง ซึ่งได้ยินแล้วก็หลังจากที่ได้ยินแล้วก็สามารถที่จะคิดนึกเรื่องราวของสิ่งที่ได้ยิน ก็เป็นจิตแต่ละขณะซึ่งต่างกัน ซึ่งขณะที่นอนหลับสนิทไม่ใช่ชวนจิต แต่ว่าจิตขณะนั้นทำภวังคกิจ คือใคร่ที่จะทบทวนให้ทราบความหมายของชวนอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่นอนหลับขณะนั้นไม่รู้อะไรเลย แต่จิตขณะนั้นก็มีทุกสิ่งทุกอย่างที่สะสม ตั้งแต่เกิดในชาตินี้จนถึงขณะนี้ แล้วก็ถอยไปถึงชาติก่อนๆ ก็ไม่ได้หายไปไหนเลย ทุกขณะที่เห็น แล้วก็จะเกิดกุศลจิตบ้างอกุศลจิตบ้าง สะสมสืบต่อในจิตขณะต่อๆ ไป
เพราะฉะนั้นแต่ละคนในขณะนี้ จิตสะสมสืบต่อยาวไกลนานมากกว่าจะถึงขณะนี้ ซึ่งเป็นอย่างนี้ จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ตามการสะสม ขณะที่นอนหลับจิตทำภวังคกิจ ขณะที่ตื่นขึ้นก็มีการเห็นก็เป็นจิตชนิดหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยจักขุปสาทจึงสามารถที่จะเกิดขึ้น แล้วรู้คือสามารถที่จะเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ขณะนี้ที่กำลังเห็นเป็นจิต ชื่อว่าจักขุวิญญาณทำทัสสนกิจไม่ใช่ชวนจิต เพราะเหตุว่าจักขุวิญญาณในขณะนี้เป็นผลของกรรม ใครจะเห็นอะไรเลือกไม่ได้ บางคนนอนแล้วก็คนหนึ่งตื่นขึ้นเห็น อีกคนหนึ่งก็ยังหลับต่อไป
เพราะฉะนั้นก็ไม่มีทางที่ใครสามารถที่จะเป็นตัวเราที่จะทำอะไรกับสภาพธรรม การศึกษาธรรมก็คือให้เข้าใจในความเป็นธรรมทุกขณะว่า ต้องเป็นจิต เป็นเจตสิก เป็นรูป เพื่อที่จะละความที่เคยไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมในขณะนี้ แล้วก็หลงยึดถือสภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมากว่าเป็นเรา แล้วก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เหมือนในมายากล ถ้าจะคิดถึงความไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม ก็เปรียบได้ว่าเหมือนในมายากล ทุกวันทุกขณะไม่มีใครสามารถที่จะรู้ว่าแท้ที่จริงไม่มีเรา แล้วก็ไม่มีอะไรเหลือด้วย
ทุกขณะที่จิตเกิดดับทันทีไม่กลับมาอีก แต่ก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทีละขณะ แล้วจะเหลืออะไร ขณะเมื่อสักครู่นี้ก็หมดแล้ว ขณะนี้ก็หมด ขณะต่อไปก็หมด มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ขณะที่จิตเกิดขึ้น แล้วก็ทำกิจเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกาย ๕ ทาง เป็นผลของกรรม ไม่ใช่ชวนจิต เพราะเหตุว่าเป็นจิตที่อาศัยเหตุปัจจัยคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ถ้าไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย จะเห็นจะได้ยินจะได้กลิ่นจะลิ้มรสจะรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสไม่ได้
เพราะฉะนั้นจิตเหล่านี้เป็นวิบากเป็นผลของกรรม ขณะที่เห็นที่ไหนอะไรก็ตาม ถ้ามีการระลึกได้ก็รู้ว่าก็เป็นเพียงจิต ซึ่งกรรมทำให้เห็น กรรมทำให้ได้ยิน กรรมทำให้ได้กลิ่น ขณะนี้อยากได้กลิ่นแต่ไม่สามารถจะได้ ถ้ากรรมไม่เป็นปัจจัยให้จิตได้กลิ่นเกิดขึ้น ขณะที่ลิ้มรส รสก็มีหลายรสแล้วแต่ว่ากรรมจะทำให้ลิ้มรสที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ เป็นผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรม
ขณะนี้ไม่ใช่ชวนจิต เมื่อมีการเห็นการได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรสแล้ว นี่โดยนัยของพระสูตรที่จะไม่กล่าวถึงขณะจิตโดยละเอียด ถ้าโดยนัยของพระอภิธรรม ก่อนที่จิตเห็นจะเกิดได้ ภวังค์จะต้องเป็นภวังคจลนะ ภวังคุปเฉทะที่จะไม่มีอารมณ์ของภวังค์อีกต่อไป โดยที่ว่าเมื่อภวังคุปเฉทะ กระแสของภวังค์สิ้นสุดแล้ว กิริยาจิตของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นปุถุชนหรือพระอรหันต์ก็เกิดขึ้น เป็นการรู้ว่ามีอะไรกระทบทวารไหน เท่านั้นเอง แต่ไม่ใช่ผลของกรรม เป็นกิริยาจิต
นี่ก็เป็นเรื่องของจิตอย่างละเอียด ซึ่งต้องทราบว่าจิตนั้นเป็นชาติอะไร เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดกุศลวิบากหรืออกุศลวิบากซึ่งเป็นผล แล้วก็มีกิริยาจิตด้วย ซึ่งไม่ใช่จิตที่เป็นเหตุให้เกิดผล และไม่ใช่ผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว แต่ก็เป็นจิตที่จะต้องเกิดขึ้นก่อนวิถีจิตอื่นๆ
เพราะเหตุว่าจิตทั้งหมดจัดโดยประเภทเป็น ๒ อย่าง จิตที่ไม่ใช่วิถีจิต คือไม่ได้อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดขึ้นรู้อารมณ์ หรือว่าคิดนึกก็ไม่มี ขณะนั้นไม่ใช่วิถีจิต ได้แก่ ปฏิสนธิจิต ภวังคจิต จุติจิต นอกจากนั้นแล้วเป็นวิถีจิตทั้งหมด เพราะเหตุว่าต้องอาศัยทางหนึ่งทางใด เพราะฉะนั้นขณะเห็นเป็นวิถีจิต ขณะได้ยินเป็นวิถีจิต ขณะได้กลิ่นเป็นวิถีจิต ขณะลิ้มรสเป็นวิถีจิต ขณะรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสเป็นวิถีจิต ขณะที่กำลังคิดนึกขณะนี้ก็เป็นวิถีจิต
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 061
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 062
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 063
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 064
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 065
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 066
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 067
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 068
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 069
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 070
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 071
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 072
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 073
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 074
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 075
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 076
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 077
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 078
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 079
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 080
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 081
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 082
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 083
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 084
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 085
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 086
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 087
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 088
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 089
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 090
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 091
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 092
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 093
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 094
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 095
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 096
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 097
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 098
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 099
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 100
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 101
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 102
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 103
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 104
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 105***
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 106
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 107
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 108
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 109
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 110
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 111
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 112
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 113
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 114
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 115
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 116
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 117
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 118
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 119
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 120