พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 835


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ตอนที่ ๘๓๕

    ณ มูลนิธิศึกษาและมูลนิธิศึกษาพระพุทธศาสนา

    วันอาทิตย์ที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ ขณะใดก็ตามที่มีความเข้าใจถูกว่าจะละโลภะได้ ซึ่งแยบยลมาก ก็ด้วยความเข้าใจ เพราะฉะนั้นฟังธรรมเพื่อเข้าใจ นั่นคือหนทางที่จะละโลภะตั้งแต่ขั้นการฟัง

    ผู้ฟัง ทุกข์ทางกายก็เป็นธรรมอย่างหนึ่ง เมื่อเกิดขึ้นก็ต้องดับไป แต่ว่าความเป็นเราก็ยึดถือสิ่งนั้นจนกระทั่งเกิดขึ้นแล้วก็ไม่ดับ

    ท่านอาจารย์ เวลานี้เห็นเกิดแล้วดับไหม เพราะฉะนั้นความเจ็บกายก็เหมือนไม่ดับ เหมือนเห็นเดี๋ยวนี้ ซึ่งแท้ที่จริงก็เกิดดับก็เหมือนไม่ดับ

    ผู้ฟัง ทุกข์ทางกายก็เป็นธรรมอย่างหนึ่ง

    ท่านอาจารย์ เพราะอะไร ที่ใช้คำว่าธรรมอย่างหนึ่ง

    ผู้ฟัง เพราะเป็นสิ่งที่มีจริง

    ท่านอาจารย์ ถ้าเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่มีจริง ต้องบอกไหมว่าเป็นธรรมก็คือธรรม นั่นแหละคือสิ่งที่มีจริง เรากำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ ภาษาบาลีก็ใช้คำว่าธรรม ภาษาไทยก็ใช้คำว่าสิ่งที่มีจริง

    ผู้ฟัง แต่เมื่อปวดเกิดขึ้น

    ท่านอาจารย์ ปวดจริงหรือไม่

    ผู้ฟัง จริง

    ท่านอาจารย์ เป็นสิ่งที่มีจริงหรือเปล่า

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ เราทำให้เกิดขึ้นหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ เราทำให้หมดไปหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นบังคับบัญชาได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เป็นเราหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่เป็น แต่ยึดว่าเป็นเรา

    ท่านอาจารย์ เพราะไม่รู้ ให้ทราบได้เลยว่า ขณะใดที่ยึดถือสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพราะไม่รู้ แม้เกิดเป็นอรูปพรหมบุคคล ยึดถือเพราะไม่รู้ความจริง แล้วเราเป็นใคร กิเลสยังเต็มไม่ใช่อรูปพรหมสักหน่อย

    ผู้ฟัง แล้วความเดือดร้อนที่ตามมา ที่มันยิ่งใหญ่มากกับความปวด

    ท่านอาจารย์ ความเดือดร้อนมีจริงๆ หรือเปล่า

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ ทำให้เกิดได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ บังคับบัญชาได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เกิดแล้วหมดไหม

    ผู้ฟัง ก็ต้องหมด

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นความรู้ขั้นฟังก็จะต้องมั่นคงจริงๆ ว่า แม้ขณะนั้นมีสภาพธรรมใดปรากฏ ถ้ารู้ในความเป็นเพียงสิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้น ก็ต้องหมดไป เพราะว่ามีสิ่งอื่นเกิดสืบต่อ ทำให้เหมือนกับว่าไม่มีอะไรดับไปสักอย่างเดียว เพราะการสืบต่อก็เร็วมาก

    อ.คำปั่น เป็นการศึกษาสิ่งที่มีจริง คำว่า โรคหรือคำว่าโรคะไม่พ้นไปจากโรคสองโรคก็คือ โรคทางกายกับโรคทางใจ โรคทางกายเป็นผลของกรรม เพราะคำว่าโรคะโดยศัพท์หมายถึงสภาพที่เสียดแทง ถ้าเป็นโรคกายก็เสียดแทงกายให้ได้รับความเจ็บปวด เกิดทุกข์ แต่ถ้าโรคใจก็เสียดแทงจิต ก็คือกิเลสอกุศลธรรมทั้งหลาย ก็มีความแตกต่างกัน ในตอนต้นท่านอาจารย์กล่าวถึงว่า ส่วนใหญ่แล้วก็คิดว่าอารมณ์เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่เป็นเหตุให้มีกิเลสเกิดขึ้นเป็นไป แต่จริงๆ แล้วเป็นผลของการสะสมของแต่ละคนแต่ละท่าน ที่จะเป็นเหตุให้กิเลสประการต่างๆ เกิดขึ้นเป็นไป ทำกิจหน้าที่ที่เป็นความโลภ ติดข้อง ยินดีพอใจบ้าง เป็นโทสะความโกรธความขุ่นเคืองใจบ้าง ทั้งหมดก็เป็นธรรมที่มีจริง ในช่วงนี้ขอเชิญคุณณรงค์

    ผู้ฟัง ผมจะขอความกรุณาท่านอาจารย์สุจินต์ช่วยอธิบายความละเอียดลึกซึ้งของสโลแกนของชมรมบ้านธรรมที่ว่า ทำดีและศึกษาพระธรรม ทำดีเป็นอย่างไร และก็ศึกษาพระธรรม

    ท่านอาจารย์ ดีคือไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง หลักใหญ่ๆ เพราะเหตุว่าถ้ามีโลภ โกรธ หลง ความไม่ดีอย่างอื่นก็ติดตามมา เพราะฉะนั้นไม่ดีที่หนึ่งก็คือความไม่รู้ ถูกต้องไหม

    ผู้ฟัง ถูกต้อง เพราะฉะนั้นความไม่รู้จะรู้ได้ก็คือฟังธรรม

    ท่านอาจารย์ ต้องมีความเข้าใจตามความเป็นจริงว่า เมื่อสักครู่พูดถึงว่าอะไรดีคือ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่ดีก็ต้องตรงกันข้าม คือโลภ โกรธ หลง เพราะฉะนั้นเราเลือกไม่ได้ ถูกไหม แล้วแต่เหตุปัจจัย ทุกคนอยากดี แต่มีเหตุปัจจัยที่จะไม่ดี ก็ต้องไม่ดี ไม่อยากไม่ดีเลย ก็ไม่ดีแล้ว เพราะมีเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้จริงๆ ก็รู้ถึงเหตุที่ทำให้เกิดความไม่ดี เหตุที่ทำให้เกิดความไม่ดีก็คือความไม่รู้แน่นอนที่สุด ถ้าค่อยๆ รู้ขึ้นความดีก็เพิ่มขึ้น เราจะประมาทความไม่ดี หรือความไม่รู้ไม่ได้เลยว่ามากแค่ไหน วันทั้งวันไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏเป็นพื้นฐาน และการสะสมมาที่จะดีเป็นบางกาลก็เกิดได้ เช่นการให้ทาน หรือการไม่ประพฤติเบียดเบียนคนอื่น เป็นต้น ก็ตามการสะสมมา แต่ก็ยังมีความไม่รู้อยู่นั่นเอง

    เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะดีอย่างไรก็ตาม พอไหม จะดีขึ้นอีกได้ไหม ถ้าไม่เข้าใจถูก เห็นถูกตามความเป็นจริง เพียงเป็นคนดีตามที่ได้เคยสะสมมา แต่ยังมีความไม่รู้ ไม่เข้าใจสิ่งที่มีในชีวิตประจำวันตามความเป็นจริง ก็จะทำให้ดีถึงที่สุดไม่ได้ หรือดีจริงๆ ด้วยความเข้าใจถูกก็ไม่ได้ เพราะว่ายังคงเป็นเรา ด้วยเหตุนี้ผู้ที่จะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งจะขาดการศึกษาธรรมได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นคนดีเท่าที่ชาวโลกและตัวเองเข้าใจว่าดี ไม่ได้ลักขโมยใคร ไม่ได้ประทุษร้ายเบียดเบียนใคร แต่ก็ไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏ จะชื่อว่ามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งไม่ได้ ไม่ได้พึ่งอะไรเลย บอกว่าพึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วพึ่งตอนไหน ใช่หรือไม่ พึ่งพระธรรมพึ่งตอนไหน พึ่งพระอริยบุคคลพึ่งตอนไหน ก็ไม่ได้พึ่งเลย ถ้าไม่มีการฟังพระธรรมให้เข้าใจ เพราะฉะนั้นการเป็นคนดีก็ไม่พอ ถ้ารู้ความจริงว่าไม่สามารถที่จะดีตลอด หรือว่าดีโดยที่ว่าไม่มีความไม่ดีเกิดขึ้นบ้างเลยก็ไม่ได้ จนกว่าจะได้เข้าใจพระธรรม ซึ่งมีอยู่หนทางเดียวคือต้องศึกษา จึงสามารถที่จะเข้าใจได้

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นตามความเข้าใจก็คือว่า ทำดีและศึกษาพระธรรม หมายความว่าขณะนี้เราเป็นปุถุชนอยู่ มีอนุสัยครบเจ็ด เพราะฉะนั้นความดีก็แล้วแต่ที่เราสะสมมาดั้งเดิมของแต่ละคน ที่อาจจะมีทั้งดีทั้งไม่ดีอยู่แล้ว ตรงนั้นก็ดำเนินไปส่วนที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า ทำดีเพิ่มขึ้น ก็มีปัจจัยของการศึกษาพระธรรม เมื่อศึกษาพระธรรมเข้าใจขึ้น จะส่งผลให้ความดีข้างหน้าตรงนั้นเพิ่มขึ้นๆ

    ท่านอาจารย์ เพียงเข้าใจถูกว่า ขณะใดที่ดีไม่เกิด กุศลไม่เกิด ขณะนั้นเป็นอกุศล เพียงเข้าใจอย่างนี้ประมาทกุศลแม้เพียงเล็กน้อย หรืออกุศลแม้เพียงเล็กน้อยหรือเปล่าในขณะที่ไม่ทำดี เคยเป็นคนที่ไม่ได้เบียดเบียนใคร แต่ไม่ได้ทำดีอะไรเล็กๆ น้อยๆ คิดว่าไม่เป็นไร ไว้ทำความดีใหญ่ๆ ก็แล้วกัน ใช่หรือไม่ แต่ว่าตามความเป็นจริง ถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจจริงๆ ขณะใดที่กุศลจิตไม่เกิด ขณะนั้นเป็นอกุศลแล้ว และอกุศลทุกประเภทก็มีความไม่รู้ ซึ่งทำให้ไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ

    เพราะฉะนั้นขณะนี้ที่กำลังฟังพระธรรม แล้วไม่เข้าใจตามที่ทรงแสดงไว้ เพราะยังมีอวิชชามากมายที่ได้สะสมมา จึงกั้นไม่ให้สามารถเข้าใจทุกคำที่กล่าวถึงความจริงของสิ่งที่มีจริงขณะนี้ ซึ่งเกิดขึ้นและดับไป รู้เลยว่าอะไรกั้น คือความไม่รู้หรืออวิชชาที่สะสมมานานมาก เมื่อมีอวิชชาก็มีโลภะ มีโทสะ ทั้งวันก็ลองดูพิจารณา เข้าใจให้ถูกตามความเป็นจริงว่า อกุศลเพิ่มขึ้นเท่าไร อวิชชาเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร แล้วหวังจะเข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง เป็นไปได้ไหม แต่ถ้าไม่ประมาท เริ่มเห็นว่าแม้กุศลเพียงเล็กน้อยก็เป็นโอกาสที่ขณะนั้นอกุศลเกิดไม่ได้ เพราะเหตุว่ากุศลเกิด อวิชชาก็จะค่อยๆ ลดน้อยลงพร้อมทั้งกิเลสอื่นๆ ด้วย กุศลทั้งหลายก็จะค่อยๆ ชำระจิต ซึ่งทุกคนขณะนี้มองไม่เห็นเลยว่าดำมืด เน่า ขยะ จริงๆ เป็นอย่างนั้น แต่สภาพจิตอย่างนี้ หรือจะไปรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ อวิชชารู้ไม่ได้ โลภะก็รู้ไม่ได้ มานะก็รู้ไม่ได้ ริษยาก็รู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะรู้ได้ต่อเมื่อจิตนั้นค่อยๆ ผ่องแผ้วสะอาดขึ้นด้วยกุศลที่สะสม จึงมีบารมี มิฉะนั้นแล้วไม่ต้องบารมีก็ได้ แค่ฟังใช่หรือไม่ แต่ความจริงเพราะฟังจึงรู้ว่าอกุศลมากอย่างนี้ และที่จะเข้าใจธรรมขึ้น ก็เพราะกุศลเพิ่มขึ้น แม้แต่สุเมธดาบส ในชาตินั้นท่านจะได้ถึงความเป็นพระอรหันต์ แต่ด้วยความตั้งความปรารถนาที่จะอนุเคราะห์สัตว์โลก เพราะรู้ว่าเพียงเป็นพระอรหันต์ไม่สามารถที่จะสงเคราะห์สัตว์โลกได้เท่ากับการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อได้รับคำพยากรณ์ ท่านตรึกถึงว่าอะไรจะเป็นคุณธรรมที่จะเกื้อกูลให้สามารถที่จะบำเพ็ญไป ขัดเกลาชำระล้างจิตไป จนกว่าจะถึงการรู้แจ้งอริยสัจธรรม ความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่มีคุณความดี ไม่มีทางแม้แต่ที่จะเข้าใจธรรม เพราะอกุศลเพิ่มขึ้นทุกวัน ใช่หรือไม่ และถ้าไม่เห็นว่ากุศลแม้เพียงเล็กน้อยถ้าไม่ทำ หรือไม่เกิดขึ้นขณะนั้น เหมือนเดิม อกุศลก็เพิ่มขึ้นแล้ว เมื่อเห็นภัยของความไม่รู้ เมื่อเห็นภัยของอกุศล จึงเกิดหิริโอตัปปะ ที่ละอายที่จะไม่รู้ต่อไป และก็ไปเพิ่มอกุศลขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นก็เป็นผู้ที่ขวนขวายก็ได้ หรือทำความดีทุกโอกาสก็ได้ พร้อมทั้งการศึกษาธรรมให้เข้าใจด้วย มิฉะนั้นเพียงแค่ความดีก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ แต่เพราะความดีนั่นแหละเป็นบารมี เป็นบริวารของปัญญา ที่จะทำให้เข้าใจถูกในลักษณะของสภาพธรรม ก็ทำความดีเพิ่มขึ้นหรือยังจากวันก่อน ก็ไม่ต้องถามกันเอง นอกจากสำนึกหรือละลึกได้ หรือรู้สึกตัว หรือว่าขณะนั้นหิริเกิด โอตัปปะเกิด กุศลแม้เพียงเล็กน้อยก็เริ่มเพิ่มขึ้น

    ผู้ฟัง แล้วเป็นไปได้ไหม ผู้ที่ฟังเผิน ทำดีและศึกษาพระธรรมก็อาจจะทำดีด้วยความหวัง หรือโลภะที่หวังจะได้ดี

    ท่านอาจารย์ ดีอย่างนั้นก็ไม่ได้รู้แจ้งอริยสัจธรรม ถ้ายังไม่รู้แจ้งอริยสัจธรรม กิเลสก็ดับไม่ได้

    ผู้ฟัง ก็เป็นตัวตนที่จะทำดีใหญ่เลย

    ท่านอาจารย์ แล้วก็เพิ่มความไม่รู้ และความยึดมั่น ยากต่อการที่จะรู้ เพราะเหตุว่าไม่ได้มีความดีที่ขณะใดที่เกิดความไม่รู้ และอกุศลทั้งหลายเกิดไม่ได้

    อ.กุลวิไล ขอเชิญคุณคำปั่นให้ความหมายศัพท์ อนัตตาและนิรัตตา

    อ.คำปั่น คำแรกที่กล่าวถึงก็คือคำว่า อนัตตา อนัตตาหมายถึงสภาพธรรมที่มีจริงๆ ที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน มีจริงๆ แต่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน นี่คือความหมายของอนัตตา ซึ่งในอรรถกถาทั้งหลายก็ได้มีการอธิบายถึงอรรถของอนัตตาไว้สี่ประการด้วยกัน ประการแรกก็คือ เป็นสภาพธรรมที่ว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล ประการที่สองก็คือ เป็นสภาพธรรมที่ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ประการที่สามก็คือ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ และประการสุดท้ายก็คือ เป็นสภาพธรรมที่ตรงกันข้ามกับอัตตา นี่คือความหมายหรืออรรถของอนัตตา ถ้าหากว่าฟังเผินๆ ก็จะคิดว่าเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกัน คือคำว่านิรัตตา มาจากคำว่า นิรกับอัตตา นิรคือไม่มี นี้กล่าวถึงโดยศัพท์ก่อน นิรคือไม่มี อัตตาก็คือตัวตน แต่ท่านอธิบายไว้ว่า หมายถึงความเห็นผิดว่าขาดสูญ ความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนที่ขาดสูญ เพราะฉะนั้นคำหลัง นิรัตตาหมายถึงความเห็นผิดว่าขาดสูญ เห็นผิดว่าตายแล้วจบเลยไม่มีการเกิดอีกอย่างนี้เป็นตัวอย่างของนิรัตตา หรือว่านิรัตทิฏฐิ เป็นความเห็นผิดว่าขาดสูญ เพราะฉะนั้นคำสองคำนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คำแรกอนัตตาแสดงถึงสภาพธรรมที่มีจริงๆ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน เป็นสภาพธรรมแต่ละหนึ่งๆ ส่วนนิรัตตาหมายถึงความเห็นผิดว่าขาดสูญ ซึ่งก็มีข้อความจากพระไตรปิฎกคือขุททกนิกายมหานิทเทส มีคำอธิบายถึงสองคำนี้ คือคำว่าอนัตตาก็เข้าใจแล้วคือสภาพธรรมที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน กล่าวถึงนิรัตตาก็มีข้อความดังนี้ว่า ภิกษุพึงสงบกิเลสเป็นภายในนี้แหล่ะ ไม่พึงแสวงหาความสงบโดยทางอื่น เมื่อภิกษุสงบกิเลสเป็นภายในแล้ว อัตตทิฏฐิ หรือนิรัตทิฏฐิย่อมไม่มีแด่ที่ไหนๆ นี่ก็แสดงถึงผู้ที่ดับกิเลสแล้ว ความเห็นผิดว่าเป็นสัตว์ เป็นตัวตน เป็นบุคคล ความเห็นผิดว่ายั่งยืน ไม่มีเลย หรือความเห็นผิดว่าขาดสูญก็ไม่มี นี้คือข้อความหนึ่งที่ปรากฏในขุททนิกายมหานิทเทส และก็มีอีกข้อความหนึ่งที่แสดงชัดเจนเลยว่า แสดงถึงความเป็นพระอริยบุคคลสูงสุดคือพระอรหันต์ มีข้อความดังนี้ บุตร ปศุสัตว์ ไร่นาและที่ดินย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น อัตตทิฏฐิก็ดี นิรัตทิฏฐิก็ดี ย่อมไม่เข้าไปได้ในบุคคลนั้น นี้ก็แสดงถึงความเป็นพระอริยบุคคล และก็มีคำอธิบายไว้ว่า สัสสตทิฏฐิคือความเห็นว่าเที่ยง ชื่อว่าอัตตา ในคำว่าอัตตทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิชื่อว่านิรตา แสดงถึงข้อความที่ต่างกันอย่างชัดเจนถึงคำว่า อนัตตาและนิรัตตา เพราะว่าคำว่า อนัตตาได้ฟังธรรมก็มีความเข้าใจไปตามลำดับ แต่คำว่านิรัตตาก็เป็นคำใหม่ที่ได้ยิน ได้ฟัง แต่ก็ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า หมายถึงความเห็นผิดว่าขาดสูญ

    อ.กุลวิไล เพราะฉะนั้นความเห็นผิดว่าเป็นอัตตา เป็นคน เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือแม้แต่ความขาดสูญย่อมไม่มีแก่ผู้ที่เป็นพระอริยะนั่นเอง ขอกราบเรียนท่านอาจารย์ถึงความเข้าใจ เพราะว่าสภาพธรรมที่เป็นอนัตตา ท่านก็แสดงว่าเป็นสภาพธรรมที่ว่างเปล่าจากตัวตน สัตว์ บุคคล และความหมายในข้อที่สองก็คือไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ข้อที่สามก็คือไม่มีใครเป็นเจ้าของ และแน่นอนข้อสุดท้ายตรงข้ามกับอัตตาที่ปุถุชนคิดว่ามี

    ท่านอาจารย์ ก็ต้องขออนุโมทนาคุณคำปั่น ที่ทำให้ข้อความชัดเจน เพราะเหตุว่าเวลาศึกษาธรรมก็จะได้ยินคำ ซึ่งถ้าไม่มีความรู้ในภาษาบาลีแล้วคิดเอง ก็เป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะเหตุว่าเข้าใจผิด และไม่ใช่เข้าใจผิดแต่เฉพาะคนเดียว ก็ยังทำให้คนอื่นเข้าใจผิดด้วย เช่นคำว่านิรัตตา แต่ถ้าได้ศึกษาพระธรรมโดยเคารพอย่างยิ่ง คือได้ยินแล้วไม่เผิน แต่ต้องพิจารณาไตร่ตรองว่า ด้วยเหตุใดจึงมีคำว่า นิรัตตาเพราะว่าปรกติก็ได้ยินคำว่าอัตตา ก็จะได้มีข้อความที่ชัดเจนว่าหมายความถึง สภาพความเห็นผิดว่าขาดสูญ ไม่ใช่เราคิดเองว่าไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล เหมือนอย่างคำว่าอนัตตา นี่ก็เป็นประโยชน์อย่างมากของการที่จะเข้าใจถูก แต่ว่าเพียงคำไม่สามารถที่จะทำให้เข้าใจความจริงของสภาพธรรม จนกว่ามีการได้ยินได้ฟังว่า ธรรมก็คือสิ่งที่กำลังมี กำลังปรากฏในขณะนี้ น่ารู้น่าฟังไหม หรือว่าจะไปฟังเรื่องอื่นที่ไม่ใช่สิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้

    เพราะฉะนั้นการมีโอกาสได้เข้าใจสิ่งที่มีจริง แน่นอนเพราะว่ากำลังปรากฏ แต่ว่าเป็นความลึกซึ้ง ซึ่งแม้แต่คำที่ได้ยินได้ฟังครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ไม่ใช่หมายความว่าปัญญาจะสามารถประจักษ์แจ้งความจริงได้ทันที แต่ต้องอาศัยความเข้าใจว่า ฟังในสิ่งที่ไม่เคยฟัง ในสิ่งที่มีจริง เพื่อความเข้าใจถูกต้อง ว่าแม้สิ่งที่มีจริงก็ลึกซึ้งอย่างยิ่ง ถ้าไม่มีการฟังใครจะรู้ได้ เมื่อวานนี้ก็ได้ฟังเรื่องรูปไก่ที่ผ้าเช็ดตัวห้อยหัว เพราะว่าคนตาก ตากเอารูปหัวไก่ลง แต่ว่าเท่านี้พอจะทำให้เข้าใจละเอียดขึ้นถึงขณะนี้ได้ไหม ไม่ได้ต่างกันเลย นั่นคือผ้าเช็ดตัว และก็มีเส้น เหมือนเดี๋ยวนี้ก็มีรูปร่าง สัณฐาน และก็เข้าใจว่าขณะนั้นมีตัวไก่ที่ผ้าเช็ดตัว จนกระทั่งคนที่แขวนผ้าเช็ดตัวสงสารไก่ คิดดูเป็นไปได้ถึงอย่างนั้น

    เพราะฉะนั้นถ้าฟังเผินๆ ก็น่าสงสาร หรือว่าน่าเห็นใจคนที่ช่างขี้สงสารแม้แต่รูปไก่ที่อยู่ที่ผ้าเช็ดตัวห้อยหัวก็สงสาร แต่ว่าตามความเป็นจริงทุกคนกำลังเป็นอย่างนี้ หรือเปล่า ถ้าคิดให้ลึกและตรงตามความเป็นจริง เวลาที่ดูโทรทัศน์ซึ่งในยุคนี้สมัยนี้ ก็จะเห็นรูปร่างสัณฐาน เส้นต่างๆ แล้วก็คิดว่าเป็นคนนั้นคนนี้ อาจจะยิ่งกว่าคิดว่าห้อยหัว เพราะเหตุว่ากำลังจะตายก็ได้ ใช่ไหม ทำให้ขณะนั้นสงสารระดับไหน น้ำตาก็จะไหลออกมาก็ได้ ไม่ต่างจากเห็นผ้าเช็ดตัวที่มีรูปไก่ห้อยหัว เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าแม้ไม่ใช่โทรทัศน์ เดี๋ยวนี้เองเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ความไม่รู้มากแค่ไหน ต้องเป็นผู้ที่ตรงกว่าจะรู้ว่า แม้แต่เพียงสิ่งที่มีจริงกำลังปรากฏ แต่ว่าเพราะไม่รู้ความจริง ก็เข้าใจว่าเป็นเรา เป็นเขา เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ เป็นคนนั้นคนนี้ กว่าความไม่รู้จะค่อยๆ น้อยลงไปแต่น้อยนี่ก็มาก บางเบาทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าชำระล้างความไม่รู้และการยึดถือสภาพธรรม ซึ่งทำให้เกิดอกุศลอีกมากมายที่สะสมอยู่ในจิต เพราะเหตุว่าการฟังธรรมเพื่อขัดเกลาละคลายกิเลส และกิเลสอยู่ที่ไหน ไม่ได้อยู่ภายนอกเลยสักนิดเดียว แต่อยู่ที่จิตของทุกคน จิตใครไม่มีกิเลส พระอรหันต์จะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือสาวก หรือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า สามารถที่จะดับสิ่งที่มีสะสมมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดีทั้งหมดในใจออกไปได้ แม้แต่ความเห็นผิดที่ว่าไก่บนผ้าเช็ดตัว แค่นี้ แล้วคนที่กำลังนั่งอยู่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ผ้าเช็ดตัว ไม่ใช่โทรทัศน์ แต่ก็มีการเข้าใจว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นวัตถุสิ่งต่างๆ เมื่อไรจะฟังจนกระทั่งสามารถที่จะระลึกได้ เข้าใจถูก แม้เพียงเล็กน้อยว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ซึ่งต้องเป็นความตรงถึงสามารถที่จะรู้ได้ว่า แม้ได้ยินคำนี้มาแล้วหลายครั้ง ชาติก่อนใครไม่รู้ว่าฟังหรือเปล่า ได้ยินหรือเปล่า แต่ชาตินี้แน่นอนได้ยินแล้ว แต่พอถึงชาติหน้าจะได้ยินอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ได้ แต่ว่าความเข้าใจอย่างเดียวจากคำที่ได้ยินได้ฟัง ค่อยๆ ลึกลงไปถึงใจ ที่จะเริ่มแม้แต่เมื่อไรก็ตามคำที่ได้ยินได้ฟัง เช่นท่านพระสารีบุตรได้ฟังคำจากท่านพระอัสสชิ


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 185
    28 ธ.ค. 2568