พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 833
ตอนที่ ๘๓๓
ณ สำนักงานมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา
วันอาทิตย์ที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๖
อ.อรรณพ อย่างตอนนี้ทุกคนฟังธรรมเหมือนกัน ข้อความเดียวกัน พิจารณาแยบคายหรือไม่แยบคาย เพียงอ่านข้อความในพระไตรปิฎกว่ากุศลควรเจริญ คิดแล้วว่าต้องเป็นเราที่ทำกุศล แยบคายไหม เป็นตัวตนไปแล้ว เพราะฉะนั้นแม้คำสอนจะถูกต้องแต่การฟังของผู้ฟังนั้นคิดไปตามการสะสมที่ไม่แยบคาย เลยคิดว่าทุกคำในพระไตรปิฎกให้ทำ แต่ถ้าพิจารณาแยบคายก็รู้ว่าไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน แต่เป็นกิจของความเข้าใจหรือปัญญาที่ทำกิจในขณะนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์เหตุเกิดของความเห็นผิด หรือความเห็นถูก ถ้าฟังธรรมแล้วพิจารณาแยบคายตามพระธรรม ตามครรลอง ตามคลองของพระธรรมก็เข้าใจตาม เพราะถ้าเว้นจากพระพุทธเจ้าสองแล้ว คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ที่จะเป็นพุทธคือรู้ ก็เป็นเพียงรู้ตาม อนุพุทธ เพราะฉะนั้นรู้ตามเพราะพิจารณาแยบคายตามพระธรรม ซึ่งก็ไม่ใช่เรา แต่เป็นสภาพของความดีหลายๆ อย่าง มีการใส่ใจถูกต้องแยบคาย เกิดประกอบ ท่านถึงแสดงว่าการพิจารณาไม่แยบคายก็เป็นเหตุให้มิจฉาทิฏฐิเกิด แม้จะได้ยินเสียงของพระธรรมถูกต้องไหม แต่ปัจจัยอื่นก็ด้วย อย่างเช่น ปรโตโฆษะ ก็คือเสียงที่กำลังได้ยิน แม้จะสะสมมาดี อย่างท่านพระสารีบุตรตอนที่ท่านเป็นอุปะติสสะมานพ ท่านสะสมคุณความดีในจิตพร้อมที่จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ และเป็นพระอัครสาวกด้วย แต่ยังไม่ได้มีโอกาสได้ยินปรโตโฆษะ คือเสียงซึ่งแสดงถึงคำสอน ท่านก็ไปฟังเสียงคือคำสอนของอาจารย์สัญชัย แม้ท่านจะสะสมมาดี แต่เสียงนั้นไม่ได้เกื้อกูลให้เข้าใจความหมายของสิ่งที่มีจริงที่เกิดตามเหตุตามปัจจัยเลย แต่เมื่ออาศัยปรโตโฆษะคือเสียงที่แสดงธรรมของท่านพระอัสสชิว่า ธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเช่นนี้ ท่านก็สามารถรู้ลักษณะสภาพธรรม ความเป็นเหตุ ความเป็นปัจจัยการเกิดดับทุกอย่างจนเป็นพระโสดาบัน อาศัยเสียงด้วยใช่ไหม เพราะฉะนั้นอาศัยเสียงนั้นการสะสมความแยบคายในการพิจารณาตามพระธรรมนั้นช่างรวดเร็วมากสำหรับท่าน แต่พวกเราค่อยๆ สะสมเริ่มต้นไป ฟังธรรมแล้วจะเตือนใจมากเลยว่าพิจารณาแยบคายหรือเปล่า แม้จะสะสมมาดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่เมื่อมีพระธรรมคำเตือนก็ควรจะเห็นว่าแยบคายคืออย่างไร เพราะฉะนั้นจะแยบคายขึ้นเมื่อมีการสนทนาสอบถาม แล้วเป็นผู้ที่พิจารณาในเหตุผล ก็จะได้ความละเอียดของพระธรรมเพิ่มขึ้น
อ.วิชัย คำนี้ก็ได้ฟังบ่อย ที่เป็นโยนิโสมนสิการหรือพิจารณาโดยแยบคาย ครั้งแรกเมื่อฟังใหม่ๆ เช่นเรื่องของจิต เจตสิก ก็ไม่เข้าใจเลย แต่ว่าเมื่อฟังบ่อยมากขึ้นก็เริ่มเข้าใจบ้าง การที่ทรงแสดงเรื่องการพิจารณาโดยแยบคายคือ ต้องเข้าใจพื้นฐานว่าไม่มีตัวตน แล้วจะให้เข้าใจอย่างไรที่จะให้รู้ว่าแยบคายหรือไม่แยบคาย
ท่านอาจารย์ ไม่มีตัวตนแน่นอน แล้วมีอะไร
อ.วิชัย ก็ต้องมีธรรม
ท่านอาจารย์ นั่นแหล่ะ ถ้าเข้าใจขณะนี้ก็แยบคาย แม้เล็กๆ น้อยๆ ก็เข้าใจถูก เช่นไม่มีตัวตนแล้วมีอะไร ก็มีสิ่งที่มีจริงๆ ไม่ใช่ตัวตน เพราะเหตุว่าปรากฏแล้วก็หมดไป
อ.วิชัย แต่ว่าการสะสมของแต่ละบุคคลก็ต่างกัน การที่จะให้เกิดความเข้าใจก็บังคับบัญชาไม่ได้ ก็ต้องฟังต่อไป
ท่านอาจารย์ แน่นอน ก็เป็นอย่างนี้เกิดมาแล้วก็สุขบ้างทุกข์บ้าง เดี๋ยวโลภ เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวเสียใจ เดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวสบายดี เดี๋ยวเจ็บไข้ ก็เป็นของธรรมดา แต่อะไร เพราะฉะนั้นถ้าลึกซึ้งลงไปจริงๆ ที่กล่าวว่า เมื่อมีความเห็นผิดแล้วจะเป็นเหตุให้เกิดอกุศลมากเพิ่มขึ้น ก็ต้องตรงตามความเป็นจริง เพราะเหตุว่าขณะนี้เห็นผิดว่าเป็นเรา ถ้าลึกลงไปจริงๆ ก็คือว่า มีสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ แต่ก็ยังไม่เห็นความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ยังเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งเที่ยง เป็นดอกไม้จริงๆ เป็นโต๊ะจริงๆ เป็นคนจริงๆ ถ้ามีการยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วที่อกุศลจะไม่เกิดเจริญขึ้นได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นความเห็นผิดทั้งหมดก็นำไปสู่ซึ่งอกุศลเพิ่มขึ้นๆ
อ.วิชัย ท่านอาจารย์ยกตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องดอกไม้ คือปกติทุกบุคคลก็ต้องเห็น และรู้ว่านี่คือสิ่งอะไร แต่อะไรที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงการยึดถือต่างกับการที่จะรู้ว่าเป็นดอกไม้อย่างไร
ท่านอาจารย์ เห็นแล้วชอบหรือไม่ชอบ
อ.วิชัย สวยดี ก็ชอบ
ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นดอกไม้ แต่ถ้าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เท่านั้น แล้วก็ดับไป ชอบไหม ไม่ใช่ดอกไม้เลย แต่ตราบใดซึ่งยังคงเป็นดอกไม้ต้องชอบหรือไม่ชอบ เป็นของธรรมดาเพราะไม่รู้ความจริง เพราะฉะนั้นการที่อกุศลทั้งหลายจะลดน้อยลงก็ด้วยปัญญาที่เห็นถูกต้องตามความเป็นจริงค่อยๆ เพิ่มขึ้น แต่ถ้ายังไม่มีการเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เข้าใจว่าดี แต่ว่าดีตลอดไปหรือเปล่า เพราะว่ายังมีความไม่ดีอยู่ และตราบใดที่ยังมีความไม่ดีคือความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่เห็นถูกต้องตามความเป็นจริง ก็ต้องมีการยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เมื่อมีการยึดถือว่าเป็นเรา เป็นเขา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ขณะนั้นต้องเป็นการติดข้องแน่นอน ซึ่งถ้าไม่ได้สิ่งพอใจติดข้อง ขณะนั้นก็เป็นอกุศลประเภทอื่น เพราะฉะนั้นอกุศลทั้งหลายก็ย่อมมาจากการได้เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง แล้วก็ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ
อ.วิชัย การเห็นว่าเป็นดอกไม้จริงหรือปลอม ก็อาจจะไม่ได้เป็นความยึดถือด้วยความเห็นผิด แต่เป็นความวิปลาส ดังนั้นความต่างของความเห็นที่ยึดถือว่าเป็นจริง หรือว่ามีจริง หรือกับความเพียงวิปลาส คืออย่างไร
ท่านอาจารย์ วิปลาสมีเท่าไร
อ.วิชัย มี ๓ อย่าง
ท่านอาจารย์ คือ
อ.วิชัย มีสัญญาวิปลาส จิตวิปลาส และทิฎฐิวิปลาส
ท่านอาจารย์ เห็นแล้วไม่วิปลาสไม่ได้ ถ้าไม่รู้ความจริงใช่ไหม
อ.วิชัย เป็นอกุศล
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเห็นแล้วเป็นอกุศลประเภทไหน เริ่มรู้ว่าที่ว่าเป็นคนดี ดีแค่ไหนเมื่อกล่าวถึงความละเอียด เพราะว่าอย่างหยาบ เช่น คนนั้นก็ดี คนนี้ก็ดี แต่ตราบใดที่ยังไม่รู้ความจริง ขณะนั้นแม้เพียงเห็นก็นำมาซึ่งอกุศลต่อๆ ไป เมื่อไม่ได้เข้าใจสภาพนั้นตามความเป็นจริง จะกล่าวได้ไหมว่าพอเห็นแล้วไม่รู้ จะไม่ยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
อ.วิชัย เท่าที่เข้าใจคือต้องมีความยึดถืออยู่ ถ้าไม่รู้ความจริง
ท่านอาจารย์ เริ่มแล้วใช่ไหม เริ่มแล้วจากการยึดถือ แล้วต่อไปก็เริ่มมากขึ้น เจริญขึ้นว่าเป็นสิ่งที่เราชอบหรือไม่ชอบ เป็นคนนั้นหรือเป็นคนนี้ เป็นเรื่องนั้นหรือเรื่องนี้ ทั้งหมดก็มาจากการที่ไม่มีความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริง ตราบใดที่ยังมีความไม่รู้อยู่ที่จะเป็นกุศลที่บริสุทธิ์เป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่าขณะนั้นยังไม่ได้เข้าถึงความจริงของสภาพธรรม เพราะฉะนั้นที่จะดับอกุศลใดๆ เป็นไปไม่ได้เลย ตราบใดที่ยังไม่รู้ความจริง เป็นคนดีระดับที่เกิดในอรูปพรหม กว่าจะได้เกิดเป็นอรูปพรหมบุคคล จิตต้องสงบขั้นไหน ไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะด้วย แต่ก็ไม่ใช่ปัญญาที่จะเห็นถูก เข้าใจถูกในลักษณะของสภาพธรรม เพียงแต่รู้ว่าจิตจะสงบมั่นคงขึ้นถึงระดับนั้นได้อย่างไร แต่ก็ยังไม่ใช่สัมมาปฏิปทา ข้อปฏิบัติที่ตรง ทั้งหมดจึงกล่าวว่าเป็นมิจฉาปฏิปทา เป็นหนทางผิดเพราะอะไร เพราะไม่ทำให้รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ
อ.วิชัย มีข้อความในพระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ภิกษุว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายสัมมาทิฏฐิเป็นไฉน ความรู้ในทุกข์ ความรู้เหตุเกิดของทุกข์ ความรู้ในการดับทุกข์ ความรู้ในข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ อันนี้เรียกว่าสัมมาทิฎฐิ
ท่านอาจารย์ ก็เพิ่มความชัดเจนขึ้น ตราบใดที่ยังไม่เห็นถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏ จะรู้ได้ไหมว่าสิ่งนั้นเกิดปรากฏแล้วหมดไป ที่ใช้คำว่าทุกข์ ถ้าไม่เห็นอย่างนี้ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ หรือเปล่า
อ.วิชัย ก็ยังไม่ถึง
ท่านอาจารย์ ในอริยสัจจธรรม ซึ่งก็ต้องเริ่มจากการค่อยๆ อบรมความเห็นถูก การฟังและการเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งเริ่มมีความมั่นใจไม่เปลี่ยนแปลงว่า ขณะนี้สภาพธรรมเป็นอย่างนี้จากการฟัง ถ้าฟังเพียงเล็กน้อยแล้วจะให้มีความมั่นคงว่าเดี๋ยวนี้เห็นก็เกิดดับ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็เกิดดับ ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าใครจะพยายามไปทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ประจักษ์การเกิดดับ แต่ต้องเป็นความรู้ความจริงที่ค่อยๆ คลายความไม่รู้ จนกระทั่งไม่มีอะไรปิดกั้นสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับในขณะนี้ ก็ปรากฏกับปัญญาที่อบรมแล้ว ไม่ใช่ปัญญาเพียงขั้นฟังเล็กๆ น้อยๆ หรือว่าจำได้แล้วก็ลืมอยู่เรื่อยๆ ยังไม่มั่นคง
อ.วิชัย ความเห็นถูก หรือว่าปัญญาก็ต้องค่อยๆ อบรมขึ้น
ท่านอาจารย์ ในแต่ละคำด้วย ไม่ใช่ว่าอริยสัจมีสี่ เพราะฉะนั้นสัมมาทิฏฐิก็คือความเห็นถูกในอริยสัจสี่ แม้แต่หนึ่งคือทุกข์ก็ยังไม่เข้าใจว่าเดี๋ยวนี้เองคือสิ่งที่เกิด เกิดแล้วดับ ไม่เห็นทั้งการเกิดและการดับ เพราะเหตุว่ามีแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏ และไม่รู้ความจริงจึงยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
อ.วิชัย ดังนั้นการที่จะละความยึดถือก็ต้องเป็นปัญญาคือความเห็นถูก ค่อยๆ ตรงยิ่งขึ้น
ท่านอาจารย์ แล้วอะไรละ
อ.วิชัย ก็ต้องปัญญา
ท่านอาจารย์ ปัญญาละ แล้วเดี๋ยวนี้มีปัญญาที่จะละหรือยัง ยัง เพราะฉะนั้นไม่ต้องคิดเรื่องละ เพราะว่าไม่มีปัญญา ใช่หรือไม่ ก็เพียงแต่ว่ารู้จักตัวเองตามความเป็นจริงว่าธรรมเป็นอย่างนี้ ผู้ที่ทรงตรัสสรู้ทรงแสดงความจริงอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเริ่มเข้าใจในขั้นการฟังว่าความจริงเป็นอย่างนี้ นี่คือปริยัติต้องเป็นความรู้ความเข้าใจในพระพุทธพจน์ และเป็นความรอบรู้ที่มั่นคงเป็นสัจจญาณ จึงจะทำให้สามารถเริ่มปฏิปัตติ ปฏิบัติธรรมคือเริ่มรู้จักและเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมเพียงทีละหนึ่งที่ปรากฏ เพราะเหตุว่าหนึ่งเกิดแล้วหนึ่งดับและไม่กลับมาอีก
อ.วิชัย มีข้อความในพระสูตรว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายสิ่งที่เริ่มต้นเป็นนิมิตรเบื้องต้นแห่งดวงอาทิตย์เมื่อจะอุทัยคือแสงเงินแสงทอง ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลายสิ่งที่เริ่มต้นเป็นนิมิตเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลายคือสัมมาทิฎฐิ ฉันนั้นเหมือนกันแล เบื้องต้นของกุศลธรรมคือสัมมาทิฎฐิอย่างไร
อ.ธิดารัตน์ พูดถึงสัมมาทิฎฐิก็ต้องหมายถึง ปัญญาที่เป็นความเข้าใจถูก เพราะฉะนั้นความเข้าใจถูกก็ต้องเริ่มต้นตั้งแต่เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ เมื่อปัญญาค่อยๆ เจริญขึ้น จริงๆ ที่ท่านแสดงถึงแสงเงินแสงทองจะเป็นวิปัสสนาญานซึ่งเป็นปัญญาที่มีกำลัง เริ่มที่การอบรมเจริญปัญญาที่เจริญขึ้นจากการรู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง เห็นความเกิดความดับของสภาพธรรมตามความเป็นจริง และเริ่มที่จะรู้ว่าสภาพธรรมที่ไม่เกิดไม่ดับมีก็คือ ปัญญาที่เริ่มเห็นลักษณะของพระนิพพานหรือโคตรภูญาณ ที่อุปมาเหมือนกับเห็นแสงเงินแสงทองก่อนที่อริยมรรคจะเกิดขึ้น และส่วนรายละเอียดก็ต้องกราบเรียนท่านอาจารย์ว่า ขณะนี้อะไรที่จะเป็นปัจจัยที่จะทำให้ความเข้าใจที่จะค่อยๆ เจริญขึ้น
ท่านอาจารย์ ก็คือฟังและสนทนาธรรม
อ.วิชัย เรื่องของสัมมาทิฎฐิและมิจฉาทิฎฐิ อย่างเช่นสัมมาทิฎฐิในพระสูตรก็แสดงไว้หลายๆ แห่ง และพระผู้มีพระภาคก็ตรัสโดยในอริยสัจจะด้วยว่า ความเห็นถูกคือความรู้ในอริยสัจจะ หรือแม้ในพระสูตร เช่นสัมมาทิฎฐิสูตร ท่านพระสารีบุตรก็แสดงเหมือนกันเรื่องของสัมมาทิฎฐิ ก็แสดงไว้หลากหลายนัย ถ้ากล่าวบางหัวข้อ เช่นกล่าวถึงเรื่องของอริยสาวกผู้รู้ชัดซึ่งอกุศลและรากเหง้าของอกุศล รู้ชัดซึ่งกุศลและรากเหง้าของกุศล แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าสัมมาทิฎฐิ ดังนั้นการกล่าวคือแสดงโดยนัยต่างๆ ให้เข้าใจถูกต้องในธรรม ก็ชื่อว่าสัมมาทิฎฐิทั้งหมดหรือ
ท่านอาจารย์ โดยเฉพาะอริยสาวกผู้ที่เจริญแล้ว รู้แล้ว อบรมปัญญาแล้ว เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วถึงเราจะได้ยินได้ฟังข้อความมากมาย แต่ถ้าสามารถเข้าใจเดี๋ยวนี้ได้ ก็จะทำให้เริ่มที่จะเห็นถูก แม้แต่ว่าเดี๋ยวนี้ขณะนี้เห็นผิดหรือเปล่า เห็นหรือไม่ ไม่ใช่ให้เราไปติดเรื่องราวของสัมมาทิฎฐิและมิจฉาทิฎฐิ แต่เมื่อเข้าใจแล้วว่าเห็นผิดคืออะไร และเห็นถูก เข้าใจถูกคืออย่างไร คำตอบน่าคิดมาก เพราะคำตอบนั้นจะบ่งบอกว่าคิดละเอียดแค่ไหน เช่นถามว่าเดี๋ยวนี้เห็นผิดหรือเปล่า
อ.วิชัย ไม่เห็นผิด
ท่านอาจารย์ ไม่เห็นผิด เดี๋ยวนี้ชอบดอกไม้ไหม
อ.วิชัย ชอบ ก็สวย
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นชอบเกิด แต่ความเห็นผิดไม่ได้เกิดร่วมด้วย เป็นชีวิตปกติประจำวัน ไม่ใช่ว่ามีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วยตลอดในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่อย่างนั้น ความละเอียดคือจิตแต่ละหนึ่งขณะจะเกิดขึ้นเป็นไปตามปัจจัย ละเอียดมากเกิดดับเร็วมาก ยากที่จะรู้ได้ ด้วยเหตุนี้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงจิต ซึ่งเป็นที่อาศัย ที่อยู่ หรือที่เกิดของเจตสิก คือความเห็นผิดโดยละเอียดว่าต่างกันอย่างไรในแต่ละหนึ่งขณะ เช่นในขณะที่เห็น เพียงเห็นจิตเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย จึงอุปัตติเกิดขึ้นได้ เพราะการประจวบกันของสภาพธรรมที่ยังไม่ดับไป คือจักขุปสาทกับสิ่งที่กระทบจักขุปสาท แล้วถึงกาลที่กรรมจะทำให้ผลของกรรมเกิดขึ้น จิตเกิดขึ้นเห็นเป็นผลของกรรม แค่นั้นเอง ไม่ได้ทำอะไรมากมายเลย ขณะนี้เรามีการเห็นๆ แต่ไม่รู้เลยว่าเห็นเพียงเป็นชั่วขณะที่เกิดขึ้นเห็นแล้วดับ ยังไม่มีอกุศลใดๆ เจือปนเลย เพราะฉะนั้นหลังจากเห็นแล้วมีความชอบเป็นของธรรมดา มีความไม่ชอบก็เป็นของธรรมดา แต่ว่าในขณะที่เรากำลังพอใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใดตั้งแต่ลืมตาเต็มไปด้วยความติดข้องต้องการ แต่ขณะนั้นไม่มีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วยได้ นี่เป็นการที่แม้ข้อความในพระสูตรจะแสดงสั้นๆ อย่างนี้ แต่ในพระอภิธรรมก็แสดงให้ละเอียดจนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจความต่างของขณะที่วันหนึ่งๆ มีความติดข้องคือความพอใจในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในเรื่องราวต่างๆ แต่ไม่ได้มีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย แต่ถ้าถูกถามว่าเห็นเกิดดับหรือเปล่า เริ่มแล้วใช่ไหม คิดแล้ว คิดอย่างไร นั่นก็คือตามความเข้าใจ ถ้าได้ฟังมามีความเข้าใจถูกต้องว่า สิ่งที่เกิดทุกอย่างดับเร็วแสนเร็วและเกิดดับสืบต่อจนปรากฏเป็นนิมิตให้เข้าใจรูปร่างสัณฐานโดยนิมิตที่เกิดดับสืบต่อกัน ทำให้รู้ปัญญัติ คือเข้าใจโดยอาการนั้ๆ ที่ปรากฎว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร ไม่ใช่ความเห็นผิด เพราะแม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เห็น และก็รู้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร ทุกคนเหมือนกันหมด ไม่ว่ามนุษย์ สัตว์ เทพ พรหม หลังจากเห็นแล้วก็มีขณะที่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร แต่ขณะนั้นมีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วยหรือเปล่า ก็คือต้องเป็นผู้ที่ละเอียด
เพราะฉะนั้นชีวิตประจำวัน แม้มีความเห็นผิดซึ่งยังไม่ดับไป และความเห็นผิดที่ยังไม่ดับที่ละเอียดมากก็คือเห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ในขณะที่เกิดความยินดี ไม่ได้มีความเห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ที่ยั่งยืน แต่พอใจในสิ่งที่ปรากฏ ชั่วขณะที่เพียงเห็นยังไม่รู้เลย เพราะฉะนั้นความเห็นผิดก็ไม่ได้เกิดขึ้นในขณะที่เพียงพอใจ เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆ ก็ดีขึ้นมาหน่อยคือว่า ถึงแม้ว่ามีโลภะความติดข้องแต่ก็ไม่มีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย แต่เมื่อไรที่มีการคิด และมีการยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็นเรา หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ขณะนั้นเป็นความเห็นผิด เช่นขณะนี้ถ้ามีการเข้าใจถึงปัญญาที่สามารถรู้เฉพาะลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ในขณะนั้นจิตขณะนั้นจะไม่มีอย่างอื่นปรากฏเลยทั้งสิ้น ขณะนี้มีคน มีพัดลม มีโต๊ะ มีเก้าอี้ แต่ไม่ใช่ลักษณะของสภาพธรรมที่จิตกำลังเกิดขึ้นรู้เฉพาะสิ่งนั้น
เพราะฉะนั้นในขณะที่จิตเกิด และรู้เฉพาะสิ่งหนึ่งถูกต้องไหม ทีละหนึ่งขณะ กล่าวถึงจิตทีละหนึ่งขณะจะรู้หลายๆ อย่างพร้อมกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นในขณะที่สิ่งเดียวปรากฏพร้อมกับจิตที่กำลังรู้สิ่งนั้น สิ่งอื่นปรากฏไม่ได้ ตอนนี้จะรู้ว่ามีทิฎฐิเกิดร่วมด้วยหรือเปล่า ถ้าทิฎฐิขณะนั้นไม่เกิด ความติดข้องเกิดก็ได้ หรืออะไรก็ได้แล้วแต่ในสิ่งที่กำลังปรากฏ ซึ่งชีวิตประจำวันไม่ปรากฏให้เห็น เพราะเหตุว่าจิตเกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้ ทั้งคิด ทั้งจำ ทั้งพอใจ ไม่พอใจ ทั้งเรื่องราวต่างๆ ก็ทำให้ไม่สามารถจะรู้ได้ว่าขณะไหนเป็นความเห็นผิด ขณะไหนไม่ใช่ความเห็นผิด เป็นแต่เพียงความติดข้อง หรือความขุ่นเคืองเท่านั้นเอง แต่เมื่อใดที่สภาพธรรมปรากฏเพียงหนึ่ง จะรู้ได้ว่าจิตขณะนั้นมีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วยหรือเปล่า ถ้าขณะนั้นยึดถือว่าเรา แน่นอนไม่ต้องเอ่ยว่าชื่อสักกายทิฎฐิ หรืออะไรก็ตามแต่ แต่มีความเห็นผิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นเรา ขณะนี้เรานั่ง มีแขน ใช่หรือไม่ มีขา แต่ถ้าสภาพธรรมปรากฏจะเป็นแขน เป็นขาได้ไหม
อ.วิชัย ไม่ได้ เพราะมีลักษณะของสภาพธรรมนั้น
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ ต้องมีเฉพาะลักษณะนั้น ถ้ากล่าวถึงลักษณะก็เฉพาะลักษณะนั้นปรากฏ ตอนนี้จะรู้ได้ด้วยปัญญาว่าขณะนั้นยึดถือสภาพนั้นว่าเป็นเราหรือเปล่า หรืออย่างเสียงพอได้ยินเสียงแล้วก็ดับไป ไม่ได้ยึดถืออะไรทั้งสิ้น ก็ต่างกับขณะที่เคยยึดถือและเข้าใจว่าแข็งตรงนั้นเป็นเรา เพราะฉะนั้นความจำว่าเป็นเรายังไม่หมดไป แม้เพียงแข็งปรากฏขณะนั้นก็เข้าใจยึดถือเป็นเรา ชื่อสักกายทิฎฐิที่ได้ยินบ่อยๆ ก็จะปรากฏเมื่อเกิด และขณะนั้นปัญญาเห็นความติดข้องยึดถือว่าเป็นเรา แต่ถ้าขณะนั้นไม่ปรากฏ อย่างเสียงหรือกลิ่นปรากฏก็เพียงแต่รู้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงเท่านั้น ขณะนั้นจริงๆ แล้วถ้ารู้ลักษณะของเสียงด้วยปัญญาที่ค่อยๆ เจริญขึ้น จะเริ่มเข้าใจว่าเท่านั้นเองในโลกของความจริงมีแต่เพียงสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งปรากฏแล้วก็หมดไป ความเห็นถูกต้องก็เริ่มชัดเจนขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะละความยึดถือว่าเป็นเรา และสภาพธรรมนั้นก็ปรากฏด้วยดี ขณะนี้สภาพธรรมก็ปรากฏ แต่ไม่ใช่ด้วยดี เพราะเหตุว่าปรากฏเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วก็มีความติดข้อง แต่ขณะใดก็ตามที่ปรากฏลักษณะที่เป็นธรรมจริงๆ
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 781
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 782
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 783
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 784
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 785
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 786
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 787
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 788
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 789
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 790
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 791
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 792
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 793
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 794
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 795
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 796
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 797
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 798
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 799
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 800
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 801
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 802
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 803
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 804
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 805
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 806
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 807
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 808
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 809
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 810
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 811
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 812
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 813
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 814
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 815
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 816
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 817
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 818
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 819
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 820
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 821
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 822
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 823
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 824
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 825
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 826
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 827 --- ไม่ถอดเทป
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 828
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 829
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 830
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 831
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 832
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 833
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 834
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 835
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 836
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 837
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 838
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 839
- พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 840
