ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1060


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ตอนที่ ๑๐๖๐

    สนทนาธรรม ที่ บริษัทสยามแฮนด์ส จ.นครปฐม

    วันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๐


    ท่านอาจารย์ แปรเปลี่ยนไปตั้งแต่เกิดทุกขณะ ไม่มีอะไรที่ยั่งยืนตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่เป็นรูปธรรม แข็ง อ่อนเย็น ร้อน ตึงไหว สิ่งที่กำลังปรากฏรู้อะไรรึเปล่า แค่กระทบตาได้ แล้วก็ปรากฎ เมื่อจิตเห็นเกิด ทุกคนหลับตา ไม่มี เพราะฉะนั้นพอลืมตา นี่แหละคือสิ่งที่มี เมื่อลืมตา และเห็น ถ้าเพียงเสียงปรากฏไม่เห็นเลยว่าตรงนั้นมีอะไร เพราะเฉพาะเสียงอย่างเดียวที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นจะแสดงให้เห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ใช่ไหม ฟังธรรมยิ่งฟังเพื่อละความเป็นเรา จนกว่าสามารถที่จะเป็นปัญญาอีกระดับหนึ่ง จนสามารถประจักษ์แจ้งทุกคำที่ได้ฟัง ซึ่งสามารถจะรู้ได้ เมื่อนั้นก็เป็นผู้ที่เป็นสาวก คือผู้ฟังคำของพระสัมมาส้มเจ้าแล้วเข้าใจ ถ้าไม่รู้จักพระพุทธเจ้า ได้แต่กราบไหว้พระพุทธรูป เป็นชาวพุทธหรือเปล่า เพราะพุทธคือผู้รู้ไม่ใช่ผู้ไม่รู้ อย่าลืมพุทธคือผู้รู้ ไม่ใช่ผู้ไม่รู้ แล้วรู้อะไร รู้คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ๒๕๐๐ กว่าปี ผ่านไป ผ่านไป เราอยู่ไหนตั้งแต่ครั้งนั้น เดี๋ยวนี้แม้ไม่มี พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่มีคำของพระองค์ตรัสกับบุคคลในครั้งนั้นอย่างไร คำที่พระองค์ได้ตรัสไว้แล้วก็จดจำสืบต่อกันมา จารึกเป็นพระไตรปิฏก ทุกคำที่ได้ฟังเหมือนเฝ้าเฉพาะพระพักตร์พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช่ไหม เพราะเป็นคำที่พระองค์ตรัส และเราก็กล่าวคำที่พระองค์ตรัสไว้เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปี ใครอยู่ตรงนั้นเมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปี ก็คือได้เฝ้าได้ฟังคำ ฉันใดใครก็ตามที่กำลังได้ยินได้ฟัง คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็เข้าใจ แม้ไม่เห็นพระกายแต่ก็รู้ว่า นี้เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้นผู้นั้นมีความเคารพอย่างยิ่ง ในการที่จะเห็นคุณของพระธรรมแต่ละคำ แล้วก็ฟัง แล้วก็มีความเข้าใจ ในความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้นั้นเป็นชาวพุทธ เพราะเหตุว่าพุทธคือผู้รู้ถูก ผู้เข้าใจถูก ผู้เห็นถูก โดยที่ว่าไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จริง แต่เป็นผู้ที่ได้ฟังคำของพระองค์ และมีความเข้าใจ เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นผู้ที่ตรง เป็นชาวพุทธหรือเปล่า ถ้าเขามาถามเราว่าคุณเป็นชาวพุทธ พระพุทธเจ้าสอนอะไร ตอบเขาไม่ได้เราเป็นชาวพุทธหรือเปล่า ถามอะไรไม่ได้ ใช่ไหม

    อ.วิชัย กราบเรียนถามพระอาจารย์ นอกจากการที่จะรู้ว่าจิตเป็นธาตุรู้ แล้วจะมีความละเอียด ที่จะให้เข้าใจความเป็นธรรมของจิตอย่างไร ท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ถามซ้ำย้อนเดิม จิตเกิดรึเปล่า เราไม่ต้องไปออกข้อสอบที่ไหนเพื่อที่จะได้ใบเกียรตินิยมหรืออะไรเลยทั้งสิ้น เพราะว่าขึ้นอยู่กับความเข้าใจต่างหาก เมื่อครู่เราฟังแล้วใช่ไหมว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มี ที่ปรากฏ ต้องเกิด ไม่เกิดจะมีได้อย่างไร เพราะฉะนั้นคำถามนี้มาแล้วจิตเกิดรึเปล่า นี่คือปัญญาที่เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังมีคำอีกมากมายใน ๔๕ พรรษา แต่ต้องเริ่มทีละคำ ด้วยความเคารพที่จะเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่เผินๆ เพราะฉะนั้นรู้ว่าขณะนี้มีจิต และสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่มี หมายความว่าสิ่งนั้นเกิดปรากฏว่ามี ถ้าไม่เกิดจะปรากฏไหมว่ามี ลองไปหามาอะไรที่ไม่ปรากฏ เพราะไม่เกิดใช่ไหม แต่สิ่งที่มีต้องเกิดใช่ไหม ต้องเป็นผู้ที่ตรงตั้งแต่ต้น เดี๋ยวนี้กำลังมีจิต เพราะฉะนั้นถามว่า จิตเกิดรึเปล่า ต้องตรง คนที่ไม่ตอบเลยก็มี คนที่พยักหน้าก็มี แต่เชื่อว่าทุกคนก็คงได้ฟัง แต่จะตอบหรือไม่ตอบก็อยู่ในใจ

    เพราะฉะนั้นจิตต้องเกิดแน่นอน ถ้าไม่เกิดไม่มีจิต จิตเกิดแล้วต้องดับ นี่คือคำของผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ ใครล่ะ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่คำของเราเลย แต่พระองค์ทรงแสดงให้เราเริ่มคิด เริ่มไตร่ตรองเริ่มเข้าใจถูก เริ่มเป็นชาวพุทธ ที่จะรู้ว่าคำสอนของพระองค์ก็คือสอนให้เข้าใจความจริง ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ของเราจริงๆ เพราะอะไร เพียงเกิดแล้วดับไม่เหลือเลย แต่เราคิดว่าสิ่งที่ยังมีอยู่ต่างหากที่เป็นเรา และเป็นของเรา เพราะไม่รู้ความจริงว่า แต่ละหนึ่ง ทรงแยกสิ่งที่มีจริงซึ่งรวมกันเกิดดับ ก็ไม่รู้ เพราะรวมกันทั้งหมด แต่ว่าความจริงทั้งหมด แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง และเกิดดับทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นก็ต้องมีความเข้าใจที่มั่นคง แม้ว่าอันนี้ยังไม่ปรากฏ แต่ถ้าไม่ปรากฏพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะทรงตรัสรู้ ทรงตรัสรู้ว่าจิตเดี่ยวนี้เกิดแล้วดับไป จึงไม่ใช่เรา และไม่ใช่ของเรา และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเรา

    เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดดับ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเริ่มเข้าใจ ๓ คำนี้แล้วใช่ไหม ได้ยินบ่อยๆ พอแก้วแต่ก็ไม่เที่ยง แตกแล้วใช่ไหม เท่านั้นไม่พอ อนิจจัง เดี๋ยวนี้แก้วยังไม่ทันแตกเลย อนิจจัง ถ้ามีความสามารถที่จะเข้าใจจริงๆ ว่า ทรงแยกสิ่งที่เราเห็นรวมกันเป็นแก้วหนึ่งใบ ออกเป็นแต่ละหนึ่งอย่างละเอียดยิบ มีอากาศธาตุแทรกคั่น และแต่ละหนึ่งนั้นก็เกิดดับ แต่เร็วมาก สืบต่อ จนปรากฏเหมือนไม่ดับเลย แต่ละคำ ฟังเพื่อเข้าใจที่มั่นคง ไม่ต้องเปิดหนังสืออะไรก็ได้ เหมือนเฝ้าเฉพาะพระพักตร์ และได้ยินคำซึ่งมาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้แสนไกลถึง ๒๕๐๐ กว่าปี คำที่กล่าวถึงความจริงที่พระองค์ได้ตรัสไว้ในภาษาบาลี ก็ยังสามารถที่จะเข้าใจได้ในทุกภาษา เพราะเหตุว่าสภาพธรรมที่มีจริง ใช้ภาษาอะไรก็ได้ ตัวธรรมเอง ไม่มีชื่อ เราเรียกว่าดอกกุหลาบ ชาติอื่นเรียกว่าดอกกุหลาบหรือเปล่า ประเทศอื่นเขาก็ไม่ได้เรียก แต่เขาก็หมายความถึงสิ่งเดียวกัน พูดถึงเห็นเราใช้คำว่าเห็น ชาติอื่นเขาก็เป็นภาษาอื่นไป แล้วแต่ก็หมายความถึงสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ไม่ปนกันเลย เช่นเห็นก็ไม่ใช่ตา และก็ไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นด้วย ๓ แล้วได้ยินก็ไม่ใช่เสียง ถูกต้องไหม ได้ยินไม่ใช่เสียง เพราะฉะนั้นเสียงก็เป็นหนึ่ง ได้ยินก็เป็นหนึ่ง เป็นธรรม แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดดับ

    เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจธรรม ก็จะเข้าใจคำที่แสดงความจริงของสิ่งที่มี เช่นคำว่าโลก หรือโล-กะ ว่าเราเกิดมาในโลก เราอยู่ในโลก เราเห็นโลก แต่โลกคืออะไร ต้องมาจากพื้นฐานเลย ถ้าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นโลกก็ไม่มี เพราะฉะนั้นความจริงของโลกคือสิ่งที่เกิดดับ นั่นแหละเป็นโลก เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีสิ่งเกิดดับ โลกก็ไม่มี เรียกว่าความละเอียดจนกระทั่งทุกสิ่งทุกอย่างได้แตกย่อยละเอียดยิบ ก็ยังต้องเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดดับ ไม่มีโลกแต่เกิดรวมกันเร็วมาก ตามเหตุตามปัจจัย ก็ลวงให้เห็นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเหมือนเที่ยง อย่างนักเล่นกลมองดูน่าอัศจรรย์ ทำได้อย่างไร เคยเห็นใครที่แสดง หรือเขาเล่าต่อมาก็ได้ถ้าเราไม่เห็นเอง หยิบนกออกมาจากหมวก เราก็เห็นว่าหมวกไม่มีนก แต่เขาก็หยิบนกออกมาจากหมวกได้ แต่เวลาที่เขาอธิบายให้เราฟังลับหลัง จะมีวิธีการเลยว่าทำอะไร แม้แต่ตึกที่เห็นพังไปต่อหน้าต่อตา เขาก็แสดงเบื้องหลังมาจากไหน อย่างไร นั่นคือความคิดของคน แต่ว่าธรรมไม่มีใครสามารถที่จะไปจัดการ จะไปบงการ จะไปทำอะไรได้ เพียงมีปัจจัยเกิดแล้วดับเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นใครทำได้ ใครทำเห็นได้ไหม เพราะห็นเกิดแล้ว ไม่มีใคร ทำใครทำได้ยินเดี๋ยวนี้ได้ไหม ได้ยินเกิดแล้ว ได้ยินเกิดแล้ว ดับไปแล้วด้วย

    เพราะฉะนั้นความคิดของเราไม่ละเอียดพอ ที่จะรู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ คำว่าทรงตรัสรู้ ละเอียดอย่างยิ่ง ถึงที่สุด โดยประการทั้งปวง ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่เฉพาะโลกนี้ สากลจักรวาลทั้งหมด เพราะฉะนั้นปัญญาของใครเทียบไม่ได้เลย อย่างเราได้ฟังคำแค่ไม่กี่คำ จากการที่ได้ตรัสรู้ พระปัญญาของพระองค์จะแค่ไหนลองคิดดู เพราะฉะนั้นชาวพุทธต้องมีความเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญพระบารมี ให้เราได้ฟังคำซึ่งเราไม่มีโอกาสจะเข้าใจด้วยตัวเอง ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระองค์ว่า จิต ใจ เป็นธาตุรู้ เป็นสภาพรู้มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ถ้าไม่กล่าวไม่มีใครสามารถที่จะบอกได้ แล้วจิตเกิดจากอะไร ใช่ไหม แต่พระธรรมทรงแสดงไว้ละเอียดยิ่งทุกประการ ควรฟังไหม ควรที่จะเข้าใจไหม หรือว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดก็ผ่านไปเลยไป เหมือนไก่ได้เพชรพลอยไม่เห็นคุณค่าเลย

    เพราะฉะนั้นแต่ละคำมีค่ายิ่งกว่านั้นมากมาย เปรียบไม่ได้เลย ทรัพย์สมบัติทั้งหมดจักรวาล ก็มาเปรียบกับคำของพระองค์ซึ่งแสดงให้เรามีความเข้าใจถูก ว่าแท้ที่จริงที่ว่าเป็นเราเป็นธรรมทั้งหมด ตั้งแต่เกิดจนตายนาๆ หลากหลายเลย ทุกวันๆ อะไรทั้งหมด โกรธก็เป็นธรรม ได้ลาภก็เป็นธรรม เสื่อมลาภก็เป็นธรรม ทุกอย่างเป็นธรรม ซึ่งควรแก่การที่จะเข้าใจ จนกว่าไม่มีการยึดมั่นในความเป็นเราเพราะอะไ ตายแล้วอยู่ไหน หายไปเลยไม่เหลือเลย แล้วเราอยู่ไหน แต่ก่อนตายเป็นเราไปหมดเลย เพราะไม่รู้ เพราะฉะนั้นก็ควรที่จะเข้าใจถูกตั้งแต่ต้น ตั้งแต่เกิดจนตายไม่มีอะไรสักอย่างที่เป็นของเราเพราะเกิดจริง ดับแล้วหมด เมื่อวานนี้อยู่ไหน ใครย้อนกลับให้สิ่งที่เป็นเมื่อวาน มีอยู่เหลืออยู่ได้ไหม เพราะฉะนั้นวันนี้ก็เหมือนเมื่อวานนี้ของพรุ่งนี้ พอถึงพรุ่งนี้วันนี้ไม่เหลือเลย เวลานี้สำคัญมาก อยู่ตรงนี้อยากได้โน่นอยากได้ นี่อยากทำโน่นอยากทำนี่ หิวบ้าง โกรธบ้างอะไรบ้างก็หมดไปทุกขณะ เพราะฉะนั้นพอถึงพรุ่งนี้ วันนี้ไม่เหลือเลย ฉันได้ชาตินี้ก็แค่ชาตินี้ชาติเดียว

    เพราะฉะนั้นใครจะทำอะไรก่อนจากโลกนี้ไป สิ่งที่ทำแล้วจะสะสมสืบต่ออยู่ในจิต เพราะฉะนั้นจิตเป็นใหญ่ ที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถที่จะเกิดขึ้นเป็นปัจจัยหนึ่ง จากชาตินี้ไปสู่ชาติต่อไป จากขณะนี้สู่ขณะต่อไป แค่ขณะนี้เกิดแล้วดับ นำไปสู่ขณะต่อไป ถ้าไม่มีขณะนี้ขณะต่อไปก็ไม่มี เพราะฉะนั้นเราก็จะได้เข้าใจความจริงของจิตซึ่งทุกคนมี โดยละเอียดขึ้นว่าไม่ใช่เรา แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงอย่างละเอียดยิ่ง เพื่อประโยชน์มหาศาลซึ่งเราจะไม่รู้เลยว่า ความเข้าใจที่เริ่มต้นเพียงตรงนี้ จะนำประโยชน์มหาศาลมาได้อย่างไร เมื่อมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น

    อ.วิชัย ที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นทั้งดีบ้าง ไม่ดีบ้าง จะเป็นการสะสมสืบต่อ ต่อไป แล้วอะไรที่จะเป็นเหตุให้ความไม่ดีหรือความชั่วลดลง และความดีเจริญขึ้น ก่อนที่จะจากความเป็นบุคคลนี้ไป

    ท่านอาจารย์ ก่อนจะโลกนี้ไป ได้ฟังธรรม ได้เข้าใจคำว่าธรรมประโยชน์ไหม แค่นี้ก่อน เพราะว่าเพียงแค่นี้ยังมีอีกเยอะใช่ไหม แต่เห็นได้เลย ถ้าเราจากโลกนี้ไปเย็นนี้ เดี๋ยวนี้เรากำลังได้ฟังธรรม เพราะฉะนั้นการที่เราได้มีความเข้าใจถูกต้องจริงๆ ไม่หายเลย เราเรียนตั้งแต่โรงเรียนเด็กๆ อ่านหนังสือออกเดี๋ยวนี้ยังอ่านออก ใช่ไหม เพราะฉะนั้นจากโลกนี้ที่เราได้มีความเข้าใจธรรม แล้วก็ติดตามไป เพราะฉะนั้นเรื่องของจิตมีมากมาย ซึ่งถ้าฟังต่อไปแล้วก็มีความเห็นประโยชน์จริงๆ ว่าเกิดมาแล้วสิ่งที่มีค่าที่สุดคือได้เข้าใจธรรม ถึงจะจากโลกนี้ไปเอาสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปไม่ได้เลยทั้งสิ้น เพื่อนฝูงก็เอาไปไม่ได้ครอบครัวก็เอาไปไม่ได้ ทรัพย์สมบัติก็เอาไปไม่ได้ แม้ร่างกายที่กำลังนั่งอยู่ และคิดว่าเป็นเราก็เอาไปไม่ได้ สิ่งเดียวที่ติดตามไปได้ คือการสะสมในจิตแต่ละขณะ ซึ่งดีชั่ว ไม่ได้หายไปไหนเลย แต่ทุกคนไม่รู้ว่าทำไมเราเกิดมาต่างกัน ทำให้เราแม้คิดเดี๋ยวนี้ก็ต่างกัน แม้ได้ฟังธรรมขณะนี้ก็ต่างกัน ไม่รู้แม้แต่เหตุที่ฟังธรรม เพื่ออะไร ฟังเพื่อเข้าใจ เพราะว่าปัญญาคือความเข้าใจถูก ความเห็นถูก จะนำไปสู่ความเข้าใจยิ่งขึ้น แล้วก็จะได้เข้าใจ และได้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อนั้นก็เป็นชาวพุทธ

    อ.วิชัย ท่านอาจารย์ถ้ากล่าวถึงความดีคือสิ่งที่ดีงาม พระสัมมาส้มพุทธเจ้า ตรัสว่าเป็นธรรมอย่างหนึ่ง และก็นำมาเพื่อให้เกิดความสุขความเจริญขึ้น ดังนั้นการที่จะอบรมธรรมที่ดีงาม ให้เกิดขึ้นให้เจริญขึ้น จะมีการอบรมเจริญขึ้นอย่างไร นอกจากที่จะมีการฟังธรรมแล้ว

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เข้าใจ อะไรเจริญได้ไหม

    อ.วิชัย ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่รู้จักว่า อะไรดีหรืออะไรชั่วด้วย

    ท่านอาจารย์ ถ้าวันนี้ไม่ฟังให้เข้าใจ แล้วจะเอาอะไรมาเจริญต่อไป ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการที่มีโอกาสได้ฟังพระธรรม ก็จะนำมาซึ่งความเข้าใจขึ้น แล้วก็จะเห็นประโยชน์จริงๆ ว่าความไม่รู้นั่นแหละทำให้มีการหลงผิดมากมาย อุปมาซ้ำอีกครั้งก็ได้จากวันก่อน เหมือนคนหลงทางอยู่ในป่า ไม่รู้ตัวเลยสักนิด และในป่ากันดารด้วย เต็มไปด้วยสิ่งที่ลำบากเดือดร้อนต่างๆ แต่ก็ไม่รู้ เพราะหลงอยู่ในป่า ป่าคือสังสารวัฎ ออกไปไม่ได้เลย และไม่รู้ด้วยว่ากำลังหลงอยู่ทุกวันจนกว่าจะมีการเข้าใจธรรมเมื่อไหร่ เริ่มมีทางซึ่งยาวไกลอีกมากนักกว่าจะออกจากป่าที่กันดาร เพราะฉะนั้นเราพูดคำว่ากันดารเหมือนลำบากนิดหน่อย ใช่ไหม ในป่าไม่มีอะไร มีนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็คือโลกนั่นคือชีวิตของเราทั้งชีวิตนั่นแหละ คือสังสารวัฎซึ่งหลงอยู่ ไม่พ้นจากสังสารวัฎได้เลย เพราะเหตุว่ายังหลงอยู่ ต่อเมื่อใดมีทางนำออกจากสังสารวัฎ จนออกไปแล้วเมื่อนั้นจะรู้เลยว่าแสนที่จะโล่ง พ้นจากทุกข์ ไม่ต้องมีการเปลี่ยนไปที่จะหลงอยู่ในป่าอีกต่อไป ใครคิดว่ากำลังหลงอยู่ในป่าบ้าง เปล่าเลย ใช่ไหม กำลังนั่งฟังธรรมอย่างนี้ แต่ว่าความจริงตราบใดที่ยังไม่มีทางที่จะนำออกจากความไม่รู้ ไปสู่ความรู้ที่จะนำไปสู่การออกจากสังสารวัฎ เมื่อนั้นก็จะไม่รู้เลยว่ากำลังหลงทาง พ้นเมื่อไหร่เมื่อนั้นโล่งใจ หาอะไรเปรียบไม่ได้เลย ที่พ้นจากป่ากันดารเสียที แต่ก็ไม่มีใครรู้ จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม แล้วก็มีความเข้าใจว่าไม่ใช่เรา มีดีก็ไม่ใช่เราชั่ว ก็ไม่ใช่เรา แต่ว่ามีหนทางที่จะรู้ความจริง ที่จะพ้นจากการที่จะลงอยู่ในชีวิต เพราะฉะนั้นหลงป่านี่ไม่ใช่หลงเมื่อไหร่เลย ในชีวิตนี่แหละ ไม่ใช่ขณะอื่น

    อ.วิชัย ดังนั้นเริ่มรู้จักใจแล้วใช่ไหม ใจเป็นธรรมาแล้วก็เป็นธาตุรู้ด้วย ขณะนี้กำลังมีธาตุรู้ เกิดขึ้นรู้เห็น เป็นธาตุรู้ เป็นจิตไหม เป็น จิตได้ยินก็เป็นถ้ารู้ ได้ยินเสียงก็เป็นจิต

    ท่านอาจารย์ ได้ยินคำว่าธาตุรู้ เหมือนรู้ ธาตุทีนี่คือ ธา-ตุ เราได้ยินคำว่าธาตุ จะทางวิชาการหรือวิชาใดก็ตามเป็นสิ่งที่มีจริงใช่ไหม ใช่ไหม ธาตุทั้งหลายมีจริงแต่ละธาตุใช่ไหม ใช่ไหม เพราะฉะนั้นธาตุก็เป็นอีกคำหนึ่งของธรรม ใช่ไหม ในเมื่อธรรมก็มีจริง แต่ความจริง ช่างมากมายเหลือเกิน เอามาแบ่งย่อยออกเป็นพวกๆ จะได้รู้ว่าเป็นพวกไหน ประเภทไหน เพราะมากมายมหาศาล เพราะฉะนั้นธรรมคือสิ่งที่มีจริง แต่ทำไมใช้คำว่าธาตุ ต้องมีเหตุผล เพราะสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนได้เลย เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หนึ่งคือหนึ่ง เกิดขึ้นไปในนั้นเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ปนกันได้ไหม ไม่ได้ ถึงอยู่ด้วยกัน เกิดพร้อมกัน ก็เป็นแต่ละหนึ่ง

    เพราะฉะนั้นธาตุคือสิ่งที่มีจริง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของตน ซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่ผู้ที่ทรงบันดาลให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น แต่ทรงแสดงความจริงของสิ่งที่เป็นจริงอย่างนั้น จึงได้ทรงพระนามพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงรู้ความจริงของสิ่งที่มีตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น ด้วยเหตุนี้รู้จักธรรมาก็ต้องรู้จักว่าธาตุเป็นธรรม แต่มีลักษณะเฉพาะ แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง พอพูดถึงธรรมก็อะไรก็ตามที่มีจริงๆ เป็นธรรมทั้งหมด แต่พอย่อยออกไปแล้วก็เป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของตน ของตน ร้อนกับแข็ง เหมือนกันไหม ไม่เหมือน เพราะฉะนั้นธาตุร้อนเปลี่ยนเป็นแข็งไม่ได้ ภาษาบาลีใช้คำว่า เตโชธาตุ เวลาพูดภาษาธรรม ก็จะมีคำภาษาบาลีเพิ่มขึ้น ไม่ต้องตกใจ ทีละเล็กทีละน้อย จำก็ได้ไม่จำก็ได้ แต่ความจริงคุ้นหู เพราะว่าคนไทยเราใช้บ่อยๆ หมอยาโบราณก็อาจจะใช้คำนี้ใช่ไหม ธาตุ ๔ ปฐวี เตโช วาโย อาโป ใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็คือว่าสิ่งคุ้นหู แต่ไม่รู้ ต่อไปนี้สิ่งคุ้นหูนี้แหละ เริ่มรู้ว่าแท้ที่จริงมีจริงพอได้ยินคำว่าธาตุ ธาตุไฟ เตโชธาตุ เข้าใจเลยใครเปลี่ยนธาตุนี้ให้เป็นอื่นไม่ได้ วาโยธาตุ ธาตุลม เปลี่ยนลมให้เป็นแข็งได้ไหม ไม่ได้ แค่เกิดเป็นลม เป็นธาตุลมแล้วก็ดับ แค่เกิดเป็นธาตุแข็งแล้วก็ดับ

    ทุกอย่างเป็นธาตุ คือสิ่งที่เป็นธรรมนั่นแหละ มีลักษณะเฉพาะของตนของตน โกรธเป็นธรรม หรือเปล่า ถ้าตอบว่าเป็นธรรม อย่าลืมต้องไม่ใช่เรา เพราะตอบแล้วว่าเป็นธรรม ต้องเป็นหนึ่ง เป็นธรรมต้องเป็นธรรม จะเป็นเราได้อย่างไร ก็บอกแล้วว่าเป็นธรรมก็เป็นธรรมหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้น แต่เพราะไม่รู้ ก็หลงยึดถือว่าเราโกรธ แต่ถ้าโกรธไม่เกิด จะมีเราโกรธไหม และเมื่อโกรธแล้ว โกรธดับไปแล้ว เราอยู่ไหน ก็ไม่มี แต่เพราะความไม่รู้ ก็ยึดถือสิ่งที่มีด้วยความไม่รู้ว่าเป็นเรา อย่างมั่นคง นานแสนนานมาแล้วในสังสารวัฎ ตั้งแต่เกิดมาเราทั้งนั้น ใช่ไหม แต่ความจริงก็เป็นธรรมทั้งนั้น แล้วก็เป็นธาตุแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งด้วยซึ่งหลากหลายมาก เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจคู่กันไปด้วย ธรรมก็คือธาตุแต่ละหนึ่ง มีลักษณะเฉพาะของตน ของตน จึงเป็นแต่ละธาตุ ความไม่รู้คือความไม่รู้ ก็เป็นแต่ละธาตุ ไม่รู้จริงๆ จะให้รู้ก็ไม่ได้ เกิดแล้วไม่รู้ ก็ต้องไม่รู้ ไม่รู้มีไหม ไม่รู้มี แล้วไม่รู้เป็นอะไร บอกไม่ได้ แต่ความจริงก็เป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดกับจิต เพราะฉะนั้นต่อไปจะมีการที่จะเข้าใจจิต หลากหลายเพิ่มขึ้น ไม่ใช่มีแต่ละหนึ่งจิต แต่มีจิตหลายประเภท ซึ่งเกิดแล้วดับไปไม่กลับไปอีก แต่ก็เป็นประเภทหนึ่งประเภทใดใน ๘๙ ประเภทอย่างย่อ

    อ.วิชัย ก็น่าคิดใช่ไหมว่าจิตเนี่ยมีหลากหลาย แต่ตอนนี้ดูเหมือนกับว่ามีจิต ใช่ไหม แต่ก็ไม่รู้ว่าจิตหลากหลาย เพราะอะไร เคยโกรธกันหรือเปล่า แต่โกรธไม่ใช่จิต น่าคิดแล้วใช่ไหม โลภก็ไม่ใช่จิต ดังนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงแสดงธรรมแต่ละอย่าง เพื่อให้คนฟังได้เข้าใจ เพราะก่อนฟังธรรมไม่เข้าใจเลย ทำไมเราโกรธ ทำไมเราโลภทำไมถึงเป็นจิตที่ดีงามคิดช่วยเหลือคนอื่น แต่ความเป็นจริงแล้วทั้งหมดเป็นธรรม ถ้าบุคคลนั้นสะสมมาอย่างไร ก็มีปัจจัยให้ความโลภก็เกิด ความโกรธก็เกิด บางคนไม่อยากโกรธก็โกรธ ถูกต้องใช่ไหม ท่านอาจารย์การศึกษาธรรมจะไม่ให้โกรธได้อย่างไร หรือไม่ให้โลกได้อย่างไร หรือจะให้เป็นคนดีงามขึ้นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ถ้ามีคนบอกคุณวิชัย ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้เชื่อไหม

    อ.วิชัย ก็ไม่เชื่อ เพราะว่าไม่ได้เข้าใจอะไร

    ท่านอาจารย์ แสดงให้เห็นว่าจะไม่โกรธ เป็นไปไม่ได้ เพราะโกรธเกิดแล้ว แต่สามารถเข้าใจโกรธได้ ตรงตามที่ได้ฟังว่าเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เรา

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 181
    23 ก.ค. 2567