พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 417


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ตอนที่ ๔๑๗

    ที่มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

    วันอาทิตย์ที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑


    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีสิ่งที่ปรากฏเลย จะไปรู้ความจริงของอะไรได้ แต่สิ่งที่มีจริงในขณะนี้เริ่มฟัง เริ่มเข้าใจ เริ่มละความไม่รู้ แม้แต่ได้ยินว่าเป็นธรรม ก็จะต้องเข้าใจด้วย เพราะอะไรจึงเป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง ถ้าเป็นธรรมคือไม่มีใครบังคับบัญชาได้ ให้เป็นอย่างอื่น แล้วก็ไม่เป็นของใครด้วย แล้วจริงๆ สิ่งใดก็ตามมีปัจจัยเกิดขึ้นสิ่งนั้นก็ดับไป ใครจะรู้ หรือไม่รู้ก็เป็นธรรมที่เป็นอย่างนี้ ความเข้าใจอย่างนี้ เริ่มต้นที่จะค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะว่าวันหนึ่งๆ ก็มีสิ่งที่ปรากฏตลอดทั้งวัน แต่ไม่เคยรู้เลยว่า เป็นธรรมแต่ละลักษณะ แม้แต่ในขณะนี้ไม่ว่าอะไรปรากฏ สิ่งนั้นแหละเป็นธรรม เกิดแล้วจึงปรากฏ ถ้ามีความเข้าใจขึ้นๆ เวลาที่มีการรู้สิ่งที่แข็ง แข็งเป็นธรรม หรือไม่ เกิดแล้วปรากฏ รู้ว่าเป็นธรรม และไม่ได้มีแต่แข็งอย่างเดียว เห็นก็มี

    เพราะฉะนั้นขณะนี้เห็นก็เป็นธรรม มีจริงๆ เกิดขึ้นกำลังเห็น และก็ไมใช่มีแต่เห็นกับแข็ง ได้ยินก็มี เสียงก็มี เพราะฉะนั้น วันหนึ่งๆ การฟังธรรมเพื่อเข้าใจธรรมตามความเป็นจริงว่า ไม่ใช่เรา

    นี่คือความเห็นที่ถูกต้อง ก็จะค่อยๆ ละความเห็นที่เคยยึดถือสภาพธรรมนั้นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จนกว่าจะประจักษ์ความจริง เพราะเป็นสิ่งที่มีจริงก็ประจักษ์ได้ ถ้าสิ่งนั้นไม่มีจะไปประจักษ์ความจริงของสิ่งที่ไม่มีไม่ได้ แต่สิ่งนี้ความจริงเป็นอย่างนี้ และกำลังปรากฏให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ก็จะมีคำว่า อบรมความเห็นถูก ความเข้าใจถูกในลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ จนกระทั่งรู้จริงๆ ว่าไม่มีเรา ทุกอย่างเป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ แล้วระหว่างเกิดกับตายนี้เป็นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้เกิดแล้วนานแล้ว แต่ยังไม่ตาย ใช่ไหม แต่วันหนึ่งต้องตาย หรือไม่ต้องตาย

    ผู้ฟัง ตาย

    ท่านอาจารย์ ก็จริง แต่ว่าก่อนจะตาย รู้ หรือไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ

    ผู้ฟัง ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ ไม่รู้ เกิดอีกก็ไม่รู้อีก ตายอีก ก็ไม่รู้อีก ก็เกิดตายไปด้วยความไม่รู้

    ผู้ฟัง แต่ว่าเรื่องเกี่ยวกับตาย จะช่วยให้มีความเข้าใจได้อย่างไร ในสภาพความจริงที่มี และปรากฏ

    ท่านอาจารย์ สิ่งใดที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไป เรียกว่าตายได้ไหม เพราะว่าสิ่งนั้นไม่ได้กลับมาอีกเลย

    ผู้ฟัง เรียกได้

    ท่านอาจารย์ แต่เมื่อมีสิ่งที่เกิดสืบต่อ ยังไม่สิ้นสุดในความเป็นบุคคลนี้ในชาตินี้ ก็เข้าใจว่ายังไม่ตาย แต่ถ้ามีความเข้าใจ จะรู้ว่า สิ่งใดก็ตามที่เกิดแล้วดับไม่กลับมาอีกเลย นั่นก็เป็นลักษณะหนึ่งที่ตาย ชั่วขณะหนึ่งๆ เมื่อกี้นี้ตายแล้วทุกคน ตายแล้วก็เกิดแล้วก็ตาย แล้วก็เกิดแล้วก็ตาย เป็นสภาพธรรมที่เกิด ตายแต่ละอย่าง บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ให้เป็นแบบนี้ไม่ได้

    เพราะฉะนั้นก็เป็นอย่างนี้ไม่ว่าจะมีสภาพใดที่เกิดขึ้น สภาพนั้นต้องตาย คือเกิดแล้วดับไม่กลับมาอีกเลยแต่ละขณะ และการเกิดในชาติหนึ่ง จิตขณะแรกเกิดแล้วก็จะต้องดับไป เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปสืบต่อ ตั้งแต่เกิดจนถึง ณ บัดนี้ และก็ต่อไปจนถึงจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ ทำให้สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้

    เพราะฉะนั้นขณะนั้นทุกคนเข้าใจได้ในเรื่องเกิดแล้วตาย แต่ว่าถ้าแต่ละขณะที่เกิดแล้วไม่ตาย คือไม่ดับก็จะไม่ถึงขนาดนั้นเลย เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่ก็เข้าใจว่าคนเกิด คนตาย สัตว์เกิด สัตว์ตาย เป็นสมมติมรณะ ที่ทุกคนเข้าใจได้ แต่ว่าเวลาที่สภาพธรรมเกิดแล้วดับเป็นขณิกมรณะ ทุกๆ ขณะกำลังเกิดแล้วตาย เพราะฉะนั้นจะมีความต่างกับจิตขณะนี้เกิดแล้วดับ กับจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ก็เกิดแล้วดับ มีความต่างไหม

    ผู้ฟัง ไม่ต่างกัน

    ท่านอาจารย์ ถ้าพูดถึงการเกิดดับไม่ต่าง แต่จิตขณะสุดท้ายทำให้สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ ถ้าจิตขณะสุดท้ายเกิดแล้วดับไป คนนั้นไม่มีทางที่จะเป็นบุคคลนี้อีกต่อไปเลย แต่ว่ากรรมที่ได้กระทำแล้วกรรมหนึ่งก็เป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิจิตเกิด ซึ่งประมวลทุกอย่างที่ได้สะสมมา ในการที่จะเกิดขึ้นเป็นบุคคลนั้น แล้วก็มีปัจจัยที่ได้สะสมมาที่จะทำให้สภาพธรรมใดเกิดขึ้นเป็นไปในชาตินั้น บังคับบัญชาไม่ได้ อย่างขณะนี้ทุกคนเกิดมาเป็นคนนี้ชาตินี้ ต้องเป็นอย่างนี้ตลอดจนกว่าจะถึงจุติ คือ สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ เพราะมีปัจจัยที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นไปตามที่ได้สะสมมา

    ผู้ฟัง กราบท่านอาจารย์ แล้วแก่ คืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ เกิดนาน แก่ก็คือแสดงความนานของการเกิด ว่าเกิดมานานเท่าไรแล้ว เกิดดับสืบต่อมานานเท่าไรแล้วในชาตินี้ เกิดดับ ๑ วัน ก็บอกว่าแก่ ๑ วัน ๒ วัน ๓ วัน จนถึงจะ ร้อยวัน หรือว่าจนถึง ร้อยปี ก็เป็นสภาพธรรมที่แสดงถึงการสืบต่อตั้งแต่เกิด

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ อย่างรูปเกิดแล้วก็มีแก่ แล้วก็มีดับ หมายถึงตาย แต่ว่าจิตเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นจิตไม่แก่ใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ เวลาเกิดแล้วดับแล้วก็เกิดแล้วดับ ความแก่ของจิตปรากฏไหม

    ผู้ฟัง ไม่ปรากฏ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นสำหรับจิตจึงมีอุปาทขณะ ฐีติขณะ ภังคขณะ แต่สำหรับรูปมีอุปจย สันตติ ชรตา และอนิจตา

    ผู้ฟัง อย่างนั้นที่กล่าวว่าแก่ ก็ คือรูป

    ท่านอาจารย์ แล้วแต่ รูปที่เกิด ๑ ขณะดับไป ยังไม่ปรากฏความแก่ แต่ว่าทุกรูปเมื่อเกิดแล้วต้องดับ ก่อนดับก็คือชรตา เสื่อม ซึ่งไม่มีใครมองเห็น เพราะฉะนั้นที่เราเห็น ไม่ใช่การเสื่อมของรูปๆ หนึ่ง ซึ่งอุปจย สันตติ ชรตา อนิจตา แต่จะเห็นต่อเมื่อรูปนั้นเกิดดับสืบต่อนานจนกระทั่งปรากฏสภาพที่เราใช้คำว่า “แก่”

    อ.อรรณพ จริงๆ แม้รูปจะมีอายุยืนยาวกว่าจิต ก็คือรูปๆ หนึ่ง เท่ากับจิต ๑๗ ขณะ ซึ่งก็เป็นความเร็วมาก ระหว่างเห็นกับได้ยิน ยังห่างกันมากกว่า ๑๗ ขณะ เพราะฉะนั้นขณะนี้เห็นกับได้ยิน ดู เหมือนปนกัน แต่จริงๆ แล้วรูปดับไปในระหว่างนั้นมากมาย นับไม่ถ้วนเลย ในระหว่างการเห็นไปสู่การได้ยิน มีรูปเกิดดับมากมาย นั่นก็ยังแสดงถึงความต่างกันของรูปที่มีการเกิดขึ้นแล้วก็ดำเนินไป ชราไป แล้วก็ดับไป ยาวกว่าจิต ท่านก็จะต้องมีปัญญาไม่เพียงนั้น มีปัญญาจนกระทั่งสามารถรู้ลักษณะสภาพธรรมในขณะนี้ว่า เกิดขึ้น และดับไปอย่างไร เพราะฉะนั้นจะเป็นผู้ที่เข้าใจการเกิด และการดับ หรือการเกิดการตายจริงๆ ว่า ไม่ใช่กว้างๆ ว่า เกิดแก่เจ็บตายอย่างนี้ แต่เป็นการเกิดดับของสภาพธรรม จึงจะเป็นปัญญาที่จะสามารถอบรม และก็ดับกิเลสได้จริงๆ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของสภาพธรรม เป็นอภิธรรม เป็นพื้นฐานความเข้าใจที่เรากำลังสะสมอยู่

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ จะเรียนถามว่าในการศึกษา ในขั้นที่ยังไม่ประจักษ์ว่า สภาพธรรมเกิดดับ ก็จะหลงเข้าใจผิดว่า อย่างความตายเป็นเรื่องธรรมดา ก็ไม่ธรรมดา เพราะฉะนั้นถ้าผู้ที่ประจักษ์การเกิดดับเท่านั้นถึงจะเห็นว่า ความตายก็เหมือนกับจุติจิตเกิดแล้วเป็นเหตุปัจจัยให้ปฏิสนธิจิตเกิดในชาติต่อไป ก็มันไม่ต่างจากขณะที่ขณะนี้ จิตเกิดดับแล้วก็เป็นอนันตรปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด แต่เมื่อศึกษาเพียงขั้นเรื่องราว แล้วก็ชื่อแล้วยังไม่ประจักษ์ คนใกล้ชิดที่จะต้องตาย หรือเป็นอะไรที่แบบเรื่องใหญ่โต และโศกเศร้า

    ท่านอาจารย์ จะไม่ให้เป็นอย่างนี้ได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้เพราะมีเหตุปัจจัยให้ต้องเป็นอย่างนั้น แม้ขั้นฟัง ก็คือเพียงแค่นึกได้ แต่เจอเหตุการณ์จริง ก็คือเป็นอะไรที่มันคงรู้สึก ...

    ท่านอาจารย์ คนที่ไม่โศกเศร้ามีไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ แล้วคนที่โศกเศร้า มีไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ต่างกันเพราะอะไร

    ผู้ฟัง เพราะปัญญาเข้าใจความจริง

    ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วก็เกิด ตายแล้วก็ที่จะสูญไปไม่มีเลย เกิดอีก ชอบไหม อย่างไรก็เกิด ตายแล้วที่ไม่เกิดไม่มี นอกจากพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นก็เหมือนเมื่อวานนี้กับวันนี้ เมื่อกี้กับเดี๋ยวนี้ แต่เปลี่ยนสภาพจากความเป็นบุคคลนี้สู่บุคคลใหม่

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ อย่างจริงๆ ก็เข้าใจว่า ก็เปลี่ยนภพภูมิก็ได้เกิดอีกแต่ว่า ตายทันที่จุติจิตดับ ปฏิสนธิ แต่คงจะเป็นความที่ว่ายึดมั่นผูกพันมาก แม้แต่ตัวเอง หรือว่าคนรอบข้างใกล้ชิด มันก็เลยทำให้เหมือนว่าเป็นอะไรที่ เหมือนผ่านวิกฤตการณ์ที่มันยากมากเลย

    ท่านอาจารย์ ยังไม่ทันตายก็โศกเศร้าเสียแล้ว เวลาพลัดพราก ไม่ต้องไปถึงเวลาไหน อย่างไรๆ ก็ไม่พ้นตราบใดที่ยังมีกิเลส

    ผู้ฟัง แล้วอาจารย์คะ แล้วการฟังธรรม เข้าใจในขั้นเรื่องราว ก็ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าต่างจากคนที่เขาไม่ได้ฟังอย่างไร หรือไม่ หรือว่าเขาก็โศกเศร้า เราก็โศกเศร้าเหมือนกัน

    ท่านอาจารย์ แล้วต่างกันตรงไหน ระหว่างคนที่ไม่ได้ฟังกับคนที่ฟัง

    ผู้ฟัง คนฟังก็เพียงคิดว่า ก็ธรรมดา ต้องไปเกิด แต่มันก็ยังเศร้า

    ท่านอาจารย์ แล้วทำไมคิดได้ ในเมื่อคนที่ไม่ได้ฟังคิดไม่ได้

    ผู้ฟัง เพราะฟังว่าเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นปัญญาแค่นี้ก็ให้แค่รู้ว่าเป็นอย่างนั้น แต่

    ท่านอาจารย์ รู้ตัวเองตามความเป็นจริง ว่าขณะนี้เป็นธรรม แล้วก็ฟังเพื่อให้มีความเข้าใจจริงๆ ว่าเป็นธรรมยิ่งขึ้น ไปหวังอย่างอื่นใช่ไหม หวังว่าจะไม่เสียใจ หวังว่าจะไม่โศกเศร้า ฟังเพื่อที่จะเข้าใจว่าธรรม มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นว่าเป็นธรรมจริงๆ

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ ก็เพียงคิดว่า เมื่อ โศกเศร้าเสียใจเกิด ก็รู้ว่าเป็นธรรม เมื่อ โศกเศร้าเสียใจก็ยังโศกเศร้าเสียใจ

    ท่านอาจารย์ แล้วห้ามได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็คือเพียงเข้าใจแล้วรู้

    ท่านอาจารย์ ฟัง เพื่อเข้าใจถูกต้อง มีความเห็นว่าสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้เป็นธรรม มั่นคงขึ้น จนกว่าจะรู้ความจริงของสภาพธรรม

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ มันจะเป็นความชัดเจนมาก เมื่อเหตุการณ์ไม่เกิด เมื่อยังไม่มีเหตุปัจจัยให้ความโศกเศร้าเสียใจ ก็นึกว่าฟังธรรมเข้าใจแล้ว ทุกอย่างก็เป็นธรรม แล้วก็เกิดดับ ก็นึกว่าสบายมาก แต่เมื่อมีเหตุการณ์จริง ก็จะรู้เลยว่า โอ ไม่สบาย เพราะว่าธรรมอันนั้นก็คือทำให้โศกเศร้าเสียใจกับเรื่องราว กับเหตุการณ์ที่เหมือนว่า เข้าใจว่า เข้าใจธรรมแล้ว จะทำให้ไม่เป็นอย่างนั้น

    ท่านอาจารย์ คุณอรวรรณเห็นไหม เดี๋ยวนี้

    ผู้ฟัง เห็น

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรม หรือไม่

    ผู้ฟัง จากศึกษา เห็นว่าเป็นธรรม แต่ก็ยังเป็นเรา

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ไม่สามารถที่จะไม่มีความโศกเศร้าเสียใจได้ เพราะว่ายังไม่รู้ความจริงว่าทุกอย่างเป็นธรรม

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นต้องฟังให้มีปัญญา และมีสัญญาที่มั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ทุกอย่างเป็นธรรมจริงๆ

    ท่านอาจารย์ จากการที่ไม่เข้าใจว่าขณะนี้เป็นธรรม จึงฟังแล้วฟังอีก เพื่อที่จะค่อยๆ เข้าใจว่าเป็นธรรม สิ่งที่กำลังปรากฏ เห็นถูกต้องว่าสิ่งนั้นเป็นธรรม แข็งปรากฏ เป็นธรรม มีความเห็นถูกในลักษณะแข็ง รู้ว่าแข็งเป็นธรรม ขณะที่เห็น เห็นเป็นธรรม ขณะที่ได้ยิน ได้ยินเป็นธรรม ขณะที่คิด คิดเป็นธรรม ขณะที่เสียใจ เสียใจก็เป็นธรรม คือ ให้มีความมั่นคงจริงๆ ที่จะเข้าใจให้ถูกต้องว่า ทั้งหมดเป็นธรรม ทุกอย่างเป็นธรรม เป็นอนัตตา ถ้าเข้าใจอย่างนี้จะมีคำถามอะไรไหมคะ ว่าทำไมอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะว่ามีปัจจัยก็เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เปลี่ยนไม่ได้

    อ.อรรณพ กราบเรียนถามท่านอาจารย์ การพิจารณาความตาย หรือว่ามรณานุสสติ มรณสติ ก็อาจมีความเข้าใจกันว่า ก็คิดถึงว่ามีเรื่องราวที่ตาย คนโน้นตาย คนนี้ตาย ก็เป็นปัจจัยให้เกิดความสังเวช ที่นี้ ในเรื่องของการพิจารณาความตาย คือ มรณานุสสติที่จริง เป็นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ทุกคนรู้เรื่องตาย ไม่มีใครไม่รู้ใช่ไหม ว่าเกิดแล้วต้องตาย แล้วยังจะต้องมาคิดเรื่องตาย หรือไม่ หรือว่าไหนๆ ก็ต้องตายแน่ๆ ก่อนตายควรเป็นอย่างไร อย่างท่านพระอานนท์ ที่ท่านระลึกรู้ความตาย ไม่ใช่มานั่งคิดเรื่องตาย แต่เมื่อรู้ว่าต้องตาย อาจจะเป็นวันนี้ พรุ่งนี้ ต่อไปสักครู่หนึ่งก็ได้ ประโยชน์สูงสุดคืออะไร เพราะฉะนั้นไม่ใช่ให้ใครไปนั่งไตร่ตรองคิดเรื่องตาย ว่ามีมรณสติแล้วก็ต้องคิดเรื่องตาย ไม่ใช่อย่างนั้น แต่จากการรู้ว่าจะต้องตาย แต่ว่าเมื่อไรก็ไม่รู้ ก็ทำให้มีการรู้ประโยชน์ของการที่จะมีชีวิตว่า ประโยชน์สูงสุดจริงๆ ของการที่เกิดมาในโลกนี้คืออะไร

    อ.อรรณพ เพราะฉะนั้น ถ้าคิดแต่เรื่องตาย คนโน้นตาย คนนี้ตายทุกวัน ก็คงไม่ไปคิดเรื่องธรรมอื่น หรือว่าทำกิจการอะไรคงไม่ได้

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ ถ้าตราบใดที่ยังไม่รู้ว่า สิ่งที่มีจริง ที่ปรากฏเป็นธรรม ความคาดหวัง หรือความเป็นตัวเรา ก็ทำให้ยึดถือสภาพธรรมนั้นแล้วก็ทุกข์โศก ทีนี้อยากจะกราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า จริงๆ ในระดับของปัญญาแค่ความเข้าใจ แต่ยังไม่ได้ว่ารู้ในสิ่งนั้นแล้วก็เต็มไปด้วยความยึดมั่น กับความคาดหวัง มันไม่สามารถที่จะบรรเทาเบาบางอารมณ์ขณะนั้นได้เลย

    ท่านอาจารย์ หวังอะไร

    ผู้ฟัง หวังให้ไม่เป็นอย่างนั้น

    ท่านอาจารย์ แล้วจะเป็นไปได้ไหม

    ผู้ฟัง จริงๆ ถึงรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ยังหวัง

    ท่านอาจารย์ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่อะไรจะเป็นไปได้ หวังไม่ให้ตาย เป็นไปไม่ได้ หวังไม่ให้เสียใจ เป็นไปไม่ได่แต่อะไรจะเป็นไปได้

    ผู้ฟัง ก็ต้องตายแน่ๆ

    ท่านอาจารย์ ตายโดยไม่รู้ หรือว่าก่อนตายควรรู้อะไรที่จะเป็นประโยชน์สูงสุด มีเงินทองทรัพย์สินมหาศาลก็ต้องตาย มีความรู้ความสามารถก็ต้องตาย มีมิตรสหาย มีผู้ช่วยเหลือเพื่อนฝูงมากมายก็ต้องตาย เพราะฉะนั้นก่อนตาย อะไรเป็นประโยชน์สูงสุด เพราะอย่างไรต้องตายแน่ๆ

    ผู้ฟัง คือจริงๆ ก็กราบท่านอาจารย์ ตอบได้ว่าความเข้าใจความเป็นจริง หรือว่าปัญญาเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ว่าในขณะที่มันไม่มีเลยในจุดนั้น ก็เลยทำให้ถึงรู้ว่าจะต้องตายจริง ถึงรู้ว่าทุกคนจะต้องตาย แต่เมื่อเผชิญสภาวะนั้น ซึ่งมันไม่ใช่ตัวเราตาย แต่เป็นคนที่รัก และผูกพันที่จะต้องจากไป มันก็หวังนะท่านอาจารย์ ว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น ซึ่งจริงๆ ถ้าท่านอาจารย์ถามว่าห้ามได้ไหม ก็คือห้ามไม่ได้ แต่ว่าทุกข์ แล้วก็ไม่สามารถที่จะไม่ทุกข์ได้

    ท่านอาจารย์ พระพุทธเจ้าจะช่วยให้ไม่ทุกข์ได้ไหม แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ช่วยใครไม่ได้ที่จะไม่ให้ทุกข์เกิดขึ้น แต่ทรงแสดงความจริงของธรรมให้ไตร่ตรอง ให้รู้ตามความเป็นจริงว่า เสียใจมีจริงๆ แน่ๆ ผู้ที่ไม่มี คือ พระอนาคามีบุคคล แล้วเราเป็นใคร แล้วหวังอะไร ในสิ่งที่หวังไม่ได้เลย เพราะไม่มีปัญญาระดับนั้น

    เพราะฉะนั้นเพียงเข้าใจธรรมทีละเล็กทีละน้อย เป็นประโยชน์ หรือไม่เป็นประโยชน์ เพราะว่าถ้าไม่เข้าใจเลย ไม่ฟังเลย ก็ไม่มีการที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏได้ แต่เมื่อมีความเข้าใจแม้เล็กน้อย แล้วเป็นผู้ที่ไม่ประมาทจริงๆ ในความลึกซึ้งของธรรม ก็จะทำให้มีการที่ฟังอีก พิจารณาอีก เข้าใจเพิ่มขึ้นอีก จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงได้ นี่คือความต่างกันของพระอริยบุคคลกับปุถุชน

    ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้นเมื่อทุกข์เกิดก็ต้อง ยอมรับว่าทุกข์มีแล้วต้องเกิด ใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ใครยอมรับ

    ผู้ฟัง จริงๆ มันยังไม่มีปัญญาที่จะรู้จริงๆ ว่าเป็นสภาพธรรม

    ท่านอาจารย์ ฟังให้เข้าใจว่าไม่มีเรา เป็นชั่วขณะที่จิตเกิดขึ้นคิด เพราะว่ามีทาง ๖ ทางที่จะทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ คือ ทางตาขณะนี้ สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาปรากฏได้ เพราะมีจักขุปสาท และมีจักขุวิญญาณ คือ จิตเห็น ถ้าไม่ใช่ขณะที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ขณะนั้นคิดนึก แล้วก็หมด คิดเมื่อกี้นี้หมดแล้ว แล้วก็เห็น แล้วก็ได้ยิน

    เพราะฉะนั้นการฟังไม่ใช่เพียงเป็นเราที่ฟัง เพื่อตัวเราที่ฟังจะไม่ได้ทุกข์โศก แต่ฟังเพราะเห็นประโยชน์ว่า รู้กับไม่รู้นี้ต่างกันมาก แม้สภาพธรรมกำลังปรากฏมีเป็นจริง ก็ไม่รู้ แต่ว่าสามารถที่จะเข้าใจถูกต้องเพิ่มขึ้นได้ และควรที่จะเข้าใจ หรือไม่ต้องเข้าใจก็ได้ เกิดไป แก่ไป เจ็บไป ตายไป ทุกภพทุกชาติ ไม่ต้องรู้อะไรก็ได้ ก็เป็นอย่างนี้ไปตลอด

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์กำลังกล่าวว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากความคิดนึก ที่คิดนึกแล้วก็ทำให้ทุกข์ ใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ต้องพิจารณาเอง เป็นอย่างนั้น หรือไม่

    ผู้ฟัง เหมือนเข้าใจ แต่ยังไม่เข้าใจเลย เพราะว่าพอเจอสภาพของความทุกข์โทมนัส คือ สิ่งนั้นปรากฏจริงๆ เลย แล้วก็เป็นสภาพจริงๆ ที่ปรากฏ

    ท่านอาจารย์ กำลังเห็นเป็นทุกข์ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ทุกข์เพราะเห็น

    ท่านอาจารย์ ได้ยิน

    ผู้ฟัง ไม่ทุกข์

    ท่านอาจารย์ กำลังได้กลิ่น

    ผู้ฟัง ไม่ทุกข์

    ท่านอาจารย์ กำลังลิ้มรส

    ผู้ฟัง ไม่ทุกข์

    ท่านอาจารย์ กำลังรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส

    ผู้ฟัง ก็ไม่ทุกข์อีก

    ท่านอาจารย์ ถ้าเจ็บ

    ผู้ฟัง เจ็บนี้เริ่มทุกข์แล้ว

    ท่านอาจารย์ เป็นเจ็บ หรือเป็นเรา

    ผู้ฟัง จริงๆ ก็เป็นเจ็บ

    ท่านอาจารย์ จริงๆ ก็ต้องจริง

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ การที่ว่าเห็นเป็นธรรม โดยเป็นธรรม ไม่ได้เลย

    ท่านอาจารย์ เพราะอะไร

    ผู้ฟัง เพราะยังไม่เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ แล้วจะรู้ว่าเป็นธรรมเมื่อไร

    ผู้ฟัง ก็ต้องฟังให้เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ พูดถึงสภาพธรรมแต่ละอย่างทีละลักษณะ จะทำให้เห็นความเป็นธรรมได้ไหม ถ้ารวมๆ กันก็ไม่มีทางเลย ต้องเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ถ้าพูดถึงลักษณะของธรรมแต่ละลักษณะ แล้วเข้าใจขึ้น ก็จะรู้ว่า ธรรมปะปนกันไม่ได้เลย เป็นธรรมแต่ละลักษณะจริงๆ จึงจะสามารถรู้ว่า เป็นธรรมไม่ใช่เรา จะรู้ธรรมต่อเมื่อมีลักษณะปรากฏ จริงๆ แล้วฟังเข้าใจ ความจริงของสภาพธรรมนั้น จนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจว่า เป็นธรรม จนกว่าสามารถที่จะรู้จริงๆ ประจักษ์แจ้งการเกิดดับของสภาพธรรมซึ่งต้องเข้าใจขึ้น มีความเห็นถูกต้องขึ้น ขอยกตัวอย่างแข็ง ก็ธรรมดาๆ ลักษณะที่แข็งกำลังปรากฏ เป็นธรรม หรือไม่ แข็ง

    ผู้ฟัง แข็งเป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ พูดว่าแข็งเป็นธรรม แต่ลักษณะที่แข็งเป็นธรรม หรือไม่

    ผู้ฟัง ลักษณะที่แข็งก็เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา กำลังปรากฏเป็นธรรม หรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ พูดว่าเป็นธรรม แต่ว่าลักษณะที่ปรากฏทางตาเป็นธรรม หรือเป็นใคร

    ผู้ฟัง โดยการศึกษาแล้ว ลักษณะที่ปรากฏเป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ตามความเข้าใจนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะประจักษ์ความจริง กว่าจะชิน กว่าจะชิน เพราะชินกับการเป็นเรา ชินกับการเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาแสนนาน จนกระทั่งแม้ทรงแสดงว่าสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้ ความเป็นจริงก็คือสามารถปรากฏให้เห็นเท่านั้นเอง ดับแล้ว หมดแล้ว แต่คิดนึกเรื่องราวมากมาย สุขทุกข์ในเรื่องราวที่คิดนึกมาก วันนี้อาจจะคิดเรื่องเมื่อวานนี้ต่อ แต่ว่าไม่ใช่แข็ง ซึ่งมีลักษณะจริงๆ ขณะที่กำลังมีแข็งปรากฏ เรื่องราวไม่มีเลย


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 168
    11 ม.ค. 2567