พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 413


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ตอนที่ ๔๑๓

    ที่มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

    วันอาทิตย์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นแต่ละคนไม่สามารถที่จะรู้ถึงการสะสมของตนเอง จนกว่ามีปัจจัยใดที่จะให้สภาพธรรมใดเกิดขึ้น จึงรู้ว่าสภาพธรรมนั้นยังมีเหตุที่จะให้เกิดขึ้น มีหลายคนฟังพระไตรปิฎก หรืออ่านก็แล้วแต่ บุคคลที่ได้ฟังธรรมจบแล้วเป็นพระโสดาบัน ฝันไหม อยากจะเป็นอย่างนั้น หรือไม่ ไม่มีเหตุที่สมควร เป็นได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตรงตามที่ได้ฟังว่า เป็นธรรม มีเหตุปัจจัยเกิดแล้วก็ดับ ถ้าไม่ได้ยินได้ฟังอย่างนี้ จะค่อยๆ รู้ลักษณะที่กำลังปรากฏ คือไม่สนใจที่จะเป็นเรื่องอื่นเหมือนเดิม แต่ก็รู้ว่าขณะที่กำลังฟัง แล้วก็มีสภาพธรรมกำลังปรากฏ แม้แต่เพียงจะรู้ว่า เป็นธรรม ก็ยาก ลืมบ่อยๆ จนกระทั่งต้องฟังบ่อยๆ แล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏทางตาให้เข้าใจ แต่จะเข้าใจแค่ไหน ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ของแต่ละคนว่า ไม่ใช่ไปแลกเปลี่ยนกันได้ หรือว่าไปบังคับได้ แต่ทำไมคนที่จากความไม่รู้สามารถที่จะถึงการหมดกิเลสได้ เพราะปัญญา ความเห็นถูกต้อง

    ด้วยเหตุนี้ปัญญาเป็นสิ่งที่มีจริง มีผู้ที่ตรัสรู้ธรรมเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรม มีผู้อบรมเจริญปัญญาเป็นพระอริยสาวก จนกระทั่งมาถึงกาลสมัยนี้ก็ยังมีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม แต่พระธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง เพราะกำลังเห็น ก็ไม่รู้ความจริงของเห็น แต่ปัญญาสามารถที่จะแทงตลอดสภาพที่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏ ธาตุรู้เป็นธาตุรู้ มีเหตุปัจจัยที่จะเป็นธาตุรู้ประเภทไหน เพราะว่าธาตุรู้ ถ้าใช้คำรวมว่านามธาตุ ธาตุที่เกิดแล้วต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็จะมีทั้งธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏอย่างแจ้งชัด ใช้คำว่า เป็นสภาพธรรมที่รู้แจ้งในลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ กำลังปรากฏอย่างนี้ สภาพนั้นที่เห็น ไม่เหมือนกับนึกเห็น หลังจากที่ไม่เห็นแล้วก็คิด เวลาที่เคยเห็นแล้วไม่เห็น แล้วคิดถึงสิ่งที่เห็น จะไม่เหมือนกับขณะที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้เลย แม้ในความฝัน ฝันเห็น ก็ไม่เหมือนกับขณะที่กำลังเห็น เพราะว่าในฝันเป็นสภาพการจำสิ่งที่เคยเห็น จำเก่งไหม จำว่าเป็นคน จำว่าเป็นรถยนต์ จำว่าเป็นภูเขา จำว่าเป็นต้นไม้ จำเรื่องจำราวหมดเลย แต่ไม่เหมือนสภาพที่ปรากฏทางตา

    เพราะฉะนั้นนี่คือความละเอียดความลึกซึ้งของธรรม ที่จะต้องมีความเข้าใจถูกจริงๆ ว่ากำลังฟังสิ่งที่มีจริง จากการที่ไม่เคยเข้าใจเลย มาเป็นการที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้นแล้วประโยชน์สูงสุดก็คือว่า ถ้าไม่รู้ความจริงอย่างนี้ ยังรัก ยังชัง ยังมีอกุศลมากมาย ทั้งริษยา ทั้งมานะ เพราะว่ามีความสำคัญว่ามีเรา แล้วก็มีเขา ไม่เข้าใจเลยว่า เป็นธรรมที่เกิดแล้วดับไปตามเหตุตามปัจจัยของแต่ละชีวิต ไม่เหมือนกันด้วย เกิดมาก็ไม่เหมือนกัน ความเป็นไปในวันหนึ่งๆ ลาภ ยศ สักการะ นินทา สุข ทุกข์ก็ไม่เหมือนกัน แม้แต่การสนใจ การที่จะฟังให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ ก็ไม่เหมือนกัน นี่ก็แสดงให้เห็นว่า มีปัจจัยทั้งนั้นเลย ซึ่งถ้าเข้าใจเมื่อไรก็คือไม่มีเราเลย ทั้งหมดเป็นการสะสมของธรรมซึ่งจะต้องเกิดขึ้นเป็นไปตั้งแต่เกิดจนตาย

    เพราะฉะนั้นจะมีคำที่แสดงถึงกาละ คือขณะแรก คือ ปฏิสนธิกาล หมายความถึงขณะเกิดขึ้นซึ่งสืบต่อจากขณะสุดท้ายของชาติก่อน ขณะที่สิ้นสุดความเป็นบุคคลในชาติก่อน เพราะจิตขณะสุดท้ายทำจุติกิจ พราก หรือ พ้น หรือเคลื่อน จากสภาพความเป็นบุคคลนั้น ซึ่งจะกลับไปเป็นบุคคลนั้นอีกไม่ได้เลย กำลังใกล้เข้ามาแล้ว ใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ กำลังจะถึงขณะนั้น แต่ว่าปฏิสนธิที่เกิดต่อ ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ ว่าจะเกิดเป็นอะไรที่ไหน มีโอกาสที่จะได้ฟังธรรมในขณะที่มีการกล่าวถึงธรรม หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นภพหนึ่งภพใด ที่สวรรค์มีศาลาสุธรรมา ไม่ต้องห่วงสำหรับคนที่สะสมมาแล้วที่จะมีศรัทธาแล้วก็สนใจที่จะฟัง จากโลกนี้ไปก็มีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังธรรม ซึ่ง ณ ที่นั้นพระอริยบุคคลมาก ไม่ต้องห่วงอีกเหมือนกัน ผู้รู้จริงๆ ผู้เข้าใจจริงๆ มีในสวรรค์ชั้นต่างๆ แต่ใครจะรู้ จากโลกนี้แล้วจะไปเป็นนก หรือว่าปลา หรือเกิดในนรก เกิดเป็นเปรต เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ในอบายภูมิ เมื่อรู้ไม่ได้ แต่วันนั้นต้องถึง เพราะว่าเป็นธรรมที่เป็นอนัตตา ชีวิตที่ยังมีอยู่ ประโยชน์สูงสุดคืออะไร อันนี้คือผู้ที่มองเห็น ว่าถึงแม้ว่ามีชีวิตอยู่ ๑๐๐ ร้อยปีด้วยความยินดีพอใจในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ด้วยความเพลิดเพลิน ก็ต้องหมดไป แล้วความจริงหมดเร็วกว่านั้นด้วย โดยไม่รู้เลย สิ่งที่ปรากฏทางหู พอจะเห็นได้ เสียง ไม่มี แล้วมี แล้วหามีไม่ แล้วไปไหน ใครจะไปตามกลับมา ใครจะไปตามรู้สิ่งที่หมดไปแล้ว ไม่ได้เลย แต่ว่าไม่ใช่เฉพาะเสียง รูปธรรมทั้งหมดซึ่งเป็นสภาวะรูป มีลักษณะจริงๆ ปรากฏเป็นปกติในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย มีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ

    นี่คือความไม่ประมาทที่จะรู้ว่า ขณะนี้แม้ธรรมเป็นอย่างนี้ ก็เพียงฟังเข้าใจ เพื่อที่จะคลายความไม่รู้ แล้วก็อบรมความรู้ให้ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะว่าไม่รู้ว่า จะมีโอกาสได้ยินได้ฟังอีกมากน้อยแค่ไหน

    ผู้ฟัง สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือว่า เรารู้ว่าการฟังธรรมนี่มีประโยชน์มาก แต่เมื่อเรา จุติจิตเกิดใหม่แล้ว เราก็ยังไม่แน่ใจว่า จะได้พบกับกัลยาณมิตรผู้ที่จะสามารถแนะนำการฟังธรรมที่ถูกต้องได้ อันนี้นี้ก็น่าเป็นห่วงมาก

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นฟังให้เข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นก็ลืมไปเลยในเรื่องหักดิบ ที่ว่าจะละ

    ท่านอาจารย์ จนกระทั่งเป็นสัจญาณ การรู้แจ้งอริยสัจธรรม ๔ ต้อง ๓ รอบ ถ้าไม่มีสัจญาณ ความเข้าใจขั้นฟังอย่างมั่นคงที่จะไม่ไปทำอย่างอื่นเลย เพราะว่าสภาพธรรม ทั้งหมดที่ปรากฏ เกิดแล้วจึงปรากฏ ใครจะไปทำอะไรอีกได้ ไม่มีทางที่ใครจะไปทำอะไรได้เลย แต่ว่าสามารถที่จะเริ่มเข้าใจสิ่งที่เกิดแล้วปรากฏในขณะนี้ ทีละเล็กทีละน้อยจนมั่นคงเป็นสัจญาณ แล้วก็จะเป็นปัจจัยให้เริ่มเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่ได้ยินได้ฟัง โดยที่ไม่สามารถจะประมาณได้ว่า ได้ยินได้ฟังนานเท่าไร แล้วจะรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังเป็นจริงอย่างนี้ในขณะนี้ แต่อาศัยการฟังแล้วเริ่มเข้าใจขึ้น ว่าขณะนี้จิตเห็นก็เกิดดับไปเรื่อยๆ แต่กำลังฟังเรื่องที่กำลังได้ยิน แล้วแข็งที่ปรากฏ เกิดแล้วปรากฏ แล้วก็ดับไป แต่ว่ายังไม่มีการรู้ลักษณะที่เป็นธรรม ก็ยังไม่สามารถที่จะคลายความสงสัย และความไม่รู้ได้ จนกว่าความเข้าใจเพิ่มขึ้นเมื่อไร สัจญาณนั่นแหละเป็นปัจจัยให้เกิดกิจญาณ คือการสามารถที่จะเข้าใจลักษณะถึงความเป็นลักษณะของธรรมแต่ละลักษณะเพิ่มขึ้นจนกว่าจะถึงกตญาณ การแทงตลอดความจริงในอริยสัจทั้ง ๔

    นี่แสดงให้เห็นว่า ถ้าใครก็ตามไม่เข้าใจสภาพธรรมว่า ขณะนี้เป็นธรรม แล้วก็ไปทำอย่างอื่น โดยหวังว่าจะรู้แจ้งอริยสัจธรรม เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าไม่รู้ขณะนี้เป็นทุกข อริยสัจจะ สำหรับผู้ที่อบรมเจริญปัญญามาแล้ว

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นการละก็ละอริยสัจ ๓ รอบ

    ท่านอาจารย์ ละความไม่รู้ในขณะที่ กำลังเข้าใจสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟัง

    อ.กุลวิไล ท่านอาจารย์กล่าวมาถึงเรื่องของทุกขอริยสัจจะ นี่ก็คือสภาพธรรมที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ ซึ่งก็ทำให้คิดถึงพระสูตรเมื่อวานที่ว่า ข้อปฏิบัติที่จะเพิกถอนความสำคัญสิ่งทั้งปวง ก็คือสภาพธรรมที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ด้วยตัณหา มานะ ทิฏฐิ

    ท่านอาจารย์ การศึกษาธรรม คงไม่ลืมพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี ไม่ต้องกล่าวถึงตอนตรึก ตอนอะไร หลังจากที่ได้รับคำพยากรณ์แล้ว สำหรับผู้ยิ่งด้วยปัญญา ๔ อสงไขยแสนกัป

    เพราะฉะนั้นเราจะศึกษาธรรมเพียงได้ยินคำหนึ่ง แล้วก็คิดเอง ได้ยินคำว่า “กรรม” ได้ยินคำว่า “ของเรา” เข้าใจว่ามีเรา และกรรมก็คือมีการกระทำ คร่าวๆ ง่ายๆ เลย มีทำดีมีทำชั่ว ก็เข้าใจเพียงว่า ทุกคนมีการกระทำที่ดี หรือชั่ว แล้วจะเอาการกระทำนั้นไปให้เกิดผลกับคนอื่นได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็มีความเข้าใจเพียงเท่านี้ แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทรงแสดงให้เข้าใจเพียงเท่านี้ นี่คือจะเห็นความต่างของการที่อ่านพระไตรปิฎกเอง ได้ยินได้ฟังเอง ความรู้ก็ตรึกไป คิดไปเท่าที่จะคิดได้ แต่ว่าไม่ใช่มีพระธรรมเป็นสรณะ ถ้ามีพระธรรม หรือพระรัตนตรัยเป็นสรณะแล้ว ความเคารพในพระบรมศาสดา พระรัตนตรัย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีบุคคลใดเทียบได้ในสากลจักรวาลทั้งหมด เพราะเมื่อมีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งหนึ่งเพียงพระองค์เดียว จะมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒ พระองค์พร้อมกันไม่ได้เลย เพราะว่าทรงบำเพ็ญบารมีเพื่อที่จะตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง และทรงประกอบด้วยพระญาณเหนือบุคคลอื่นใดทั้งสิ้นที่สามารถจะทรงแสดงธรรมเกื้อกูลให้บุคคลอื่นเข้าใจ

    เพราะฉะนั้นจึงมีสาวก คือ ผู้ฟังธรรมที่พระองค์ทรงแสดง ด้วยเหตุนี้ถ้าเป็นผู้ที่เคารพในพระรัตนตรัย ธรรมเป็นสิ่งที่ละเอียด แค่คิดเองไม่พอที่จะเข้าใจความจริง แม้แต่คำว่า มีกรรมเป็นของเราก็เหมือนกับมีเรา แต่ว่าทรงแสดงความจริง ขณะนี้ถ้ากล่าวว่ามีเรา เราอยู่ที่ไหน ก็ต้องเข้าใจได้ ใช่ไหม เมื่อได้ฟังแล้ว

    เพราะฉะนั้นจึงต้องเป็นผู้ที่ละเอียด ถ้าไม่มีสภาพธรรมใดๆ เลยเกิดขึ้น จะมีความคิดความเข้าใจว่า สิ่งนั้นเป็นเราไหม ถ้าไม่เห็น จะเป็นเราเห็นไหม ถ้าไม่คิด จะเป็นเราคิดไหม ถ้าไม่ชอบ จะเป็นเราชอบไหม เพราะฉะนั้นเป็นธรรมทั้งหมด แต่เมื่อไม่รู้ เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นปรากฏ ก็ยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็นเรา หรือว่าเป็นของเรา

    ถ้าเป็นเราจริงๆ ลองหาดู ใครจะเอาเรามาให้ดูได้บ้าง อยู่ตรงไหน อีกประการหนึ่งใช้คำว่า “กรรม” รู้ หรือไม่ว่ากรรมคืออะไร เพราะฉะนั้นเราใช้คำที่เราไม่รู้ แต่กรรมคืออะไร ตัวกรรมคืออะไร

    ผู้ฟัง กรรมคือเจตนา

    ท่านอาจารย์ ความจริงจะสามารถถึงที่สุดได้ เมื่อมีการซักถามจนกระทั่งเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่เข้าใจผิวเผินว่า เข้าใจแล้ว ใครบ้างไม่รู้จักกรรม ทุกคนก็รู้จักกรรมทั้งนั้น กุศลกรรมก็รู้จัก อกุศลกรรมก็รู้จัก เหมือนรู้จักแล้ว แต่กรรมอยู่ที่ไหน กรรมคืออะไร เดี๋ยวนี้เป็นกรรม หรือไม่ เห็นไหม ขณะนี้ เพราะอะไรจึงกล่าวว่า เป็นกรรมเดี๋ยวนี้

    ผู้ฟัง เพราะว่าเคยมีเจตนามาก่อน เป็นวิบากที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก่อนอื่น ไม่ว่าจะสนทนากันเรื่องอะไร ควรที่จะเข้าใจว่าสิ่งที่จะสนทนานั้นคืออะไร มิฉะนั้นก็พูดกันคนละเรื่อง พูดกันไปตั้งยาว แต่ก็ไม่รู้ว่าพูดกันเรื่องอะไร เพราะว่าต่างคนต่างก็เข้าใจไปคนละเรื่อง เพราะฉะนั้นก่อนอื่น กรรมมีไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ รู้ได้อย่างไรว่ามี

    ผู้ฟัง ก็ที่เกิดขึ้นอยู่ในชีวิตประจำวัน

    ท่านอาจารย์ อะไรเกิดในชีวิตประจำวัน

    ผู้ฟัง สภาพธรรมที่เกิดขึ้น

    ท่านอาจารย์ สภาพธรรมอะไรเป็นกรรม

    ผู้ฟัง เป็นเจตนาเจตสิก

    ท่านอาจารย์ ต้องอาศัยการฟังทั้งนั้นเลย ถ้าไม่ฟัง จะมีใครกล่าวว่าเจตนาเป็นกรรม หรือไม่ แล้วถ้าบอกว่าเจตนาเป็นกรรม ก็ยังถามต่อไปอีกแล้ว เจตนาเป็นอะไร

    ผู้ฟัง เจตนาก็เป็นเจตสิก

    ท่านอาจารย์ เห็นไหม ก็มีคำเพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจจริงๆ ก็คือเข้าใจ ไม่สงสัย ถ้ายังตอบไม่ได้ หรือไม่ตรง ก็คือว่ายังเข้าใจน้อยมาก หรือว่าอาจจะเข้าใจผิดก็ได้

    ด้วยเหตุนี้เมื่อครู่ตอบว่า กรรมเป็นเจตสิก ใช่ไหม เจตนาเจตสิก ใช้คำใหม่ทั้ง ๒ คำ ได้ยินคำอะไรอย่าเพิ่งคิดว่าเข้าใจแล้ว ยังมีสิ่งที่จะต้องเข้าใจอีกมากในความจริงของสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นเจตนาเป็นเจตสิก ใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เจตสิกเป็นอะไร

    ผู้ฟัง เจตสิกเป็นปรมัตถธรรม ๑ ใน ๔

    ท่านอาจารย์ ปรมัตถธรรมคืออะไร

    ผู้ฟัง คือความจริง

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่มีจริง ทำไมว่าจริง

    ผู้ฟัง เพราะเกิดขึ้นมีจริง รู้ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะมีลักษณะที่ปรากฏให้รู้ว่าสิ่งนั้นมี อย่างเสียง ถามว่า เสียงมีไหม มีเมื่อไร

    ผู้ฟัง มีเมื่อปรากฏ

    ท่านอาจารย์ เมื่อเสียงปรากฏ เมื่อไร

    ผู้ฟัง เมื่อปรากฏ

    ท่านอาจารย์ ที่รู้ว่ามีเสียง เพราะอะไร เพราะเสียงมีจริงๆ ทำไมบอกว่าเสียงมีจริง มีจริงเมื่อไร

    ผู้ฟัง มีจริงเมื่อจิตรู้

    ท่านอาจารย์ เมื่อจิตได้ยินเกิดขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นจิตได้ยินก็จริง เสียงก็จริง เพราะฉะนั้นปรมัตถธรรม คือ สิ่งที่มีจริง เสียงเป็นคนหนึ่งคนใด หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ ได้ยินเป็นคนหนึ่งคนใด หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ คือธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ที่ใช้ปรมัตถธรรม ก็เพราะเหตุว่าสิ่งที่มีจริง ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะนั้นได้เลย ใช่ไหม แข็งต้องเป็นแข็ง แข็งจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะแข็งเกิดเป็นแข็ง เสียงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะเสียงเกิดเป็นเสียง กลิ่น ก็ใครไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้เพราะเกิดเป็นกลิ่น เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่มีลักษณะเฉพาะของตนจริงๆ พระพุทธเจ้าเปลี่ยนลักษณะของสภาพธรรมเหล่านี้ได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ นี่คือความเข้าใจที่ถูกต้อง แต่ทรงแสดงความจริงของสภาพธรรมนั้นว่าที่หลงเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นโลกกว้างใหญ่ กี่จักรวาล ความจริงก็คือชั่ว ๑ ขณะที่จิตเกิดคิดแล้วก็รู้สิ่งที่กำลังปรากฏ

    เพราะฉะนั้นถ้าจะกล่าวถึงโลกก็อาจจะมีหลายตำรา ภูมิศาสตร์ อะไรๆ ก็แล้วแต่ โลกดึกดำบรรพ์ หรือโลกสมัยใหม่ โลกโน้นโลกนี้ แต่โลกจริงๆ ถ้าจิตซึ่งเป็นธาตุรู้ ไม่เกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่มีโลกใดๆ เลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น โลก คือ ๑ ขณะที่เกิดแล้วก็ดับ แต่ว่าขณะที่เกิดนั้นก็รู้สิ่งที่ปรากฏ แต่เร็วมาก จนกระทั่งปรากฏเหมือนกับว่าเป็นโลกซึ่งไม่ได้ดับ ไม่ได้สลายไปเลย

    นี่ก็คือการที่เราเริ่มจะรู้ว่า สิ่งที่เราจะได้ยินได้ฟังแล้วเข้าใจโดยการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังมีอีกมาก จนกว่าจะรู้ว่าเป็นธรรมจริงๆ ธรรมก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ ขณะนี้สบายไหม ถ้าสบายแล้วไม่ต้องทรงแสดงหนทางที่จะทำให้สบาย ใช่ไหม เพราะฉะนั้นคนที่เคยเข้าใจว่า สบายแล้ว สบายจริงๆ หรือไม่ ถ้าสบายแล้วไม่ต้องฟังธรรม ใช่ไหม แต่รู้ หรือไม่ว่า ขณะนี้เดี๋ยวนี้ตั้งแต่เกิดมาแล้วไม่รู้อะไรที่มีจริงๆ ในชีวิตประจำวัน ถูกต้อง แล้วหลงคิดว่า สุขบ้าง สบายบ้าง ความจริงสบาย หรือไม่ ขณะนี้สบายไหม

    ผู้ฟัง ไม่สบาย

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ ไม่มีกิเลสใดๆ เลย สบายกว่านี้ไหม

    ผู้ฟัง สบาย

    ท่านอาจารย์ นี่คือความจริง ซึ่งคนมองไม่เห็นเลย เพราะเข้าใจว่าความสุขความสบายทั้งหมดก็มาจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แต่ว่าความจริง ลาภเท่าไรพอไหม

    ผู้ฟัง ไม่พอ

    ท่านอาจารย์ สุขเท่าไรพอไหม

    ผู้ฟัง ไม่พอ

    ท่านอาจารย์ สรรเสริญเท่าไรพอไหม

    ผู้ฟัง ไม่พออีก

    ท่านอาจารย์ ก็แสดงว่าจนไหม

    ผู้ฟัง จน

    ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่าต้องการอยู่เรื่อยๆ ไม่ใช่คนที่พอแล้ว มีแล้ว ไม่ต้องการอะไรอีกเลย นี่คือการที่พระผู้มีพระภาคทรงเห็นความทุกข์เพราะกิเลส ซึ่งไม่มีวันที่จะทำให้เป็นสุขได้เลย เพราะว่าจริงๆ แล้วไม่ว่าเป็นกิเลสประเภทใดๆ ทั้งสิ้น นำมาซึ่งความทุกข์ ความติดข้องดูเหมือนดีใช่ไหม แต่ว่าความจริงขณะที่กำลังติดข้อง สบาย หรือไม่ มีความต้องการ ยังไม่ได้ ก็ต้องการ ได้แล้วก็ไม่พอ ก็ยังต้องการอีกต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบสิ้น

    ด้วยเหตุนี้จึงทรงแสดงหนทางที่จะทำให้สบาย เพราะเหตุว่าดับความติดข้องในความเป็นเรา ทั้งด้วยโลภะ คือ ตัณหา ทิฏฐิ คือ ความเห็นผิด มานะ คือ ความสำคัญตน ยากไหมที่จะรู้จักว่ามี แม้แต่เพียงมีก็ยังไม่เห็น อย่างมานะนี่คะ พระอรหันต์ดับได้ ถ้ามานะอย่างหยาบๆ ก็มีการมองเห็นได้ใช่ไหม เวลาที่มีการคิดว่าเราเก่ง มีความภาคถูมิใจ เป็นต้น แต่ขณะนั้นก็จะมีมานะที่เราไม่เคยสังเกต ไม่เคยรู้เลย แต่ถ้ามีปัญญาละเอียดขึ้น ก็สามารถที่จะเห็นความสำคัญตนเพิ่มขึ้นได้ และขณะที่มีความสำคัญตน ถ้าคนอื่นไม่เห็นว่าสำคัญ เป็นทุกข์ไหม สำคัญไปคนเดียวก็เป็นทุกข์ไปคนเดียว

    นี่ก็แสดงให้เห็นว่า อกุศลทั้งหมดไม่ได้ทำให้สบายจริงๆ ได้เลย ด้วยเหตุนี้หนทางที่จะทำให้สบายมีหนทางเดียว ไม่ใช่ปฏิบัติอย่างที่เราเข้าใจของเราในภาษาไทย เพราะเหตุว่าคำนี้มาจากภาษาบาลี "ปฏิปัตติ" ปฏิ แปลว่า เฉพาะ ปัตติ แปลว่า ถึง ถึงเฉพาะ ขณะนี้มีสภาพธรรมที่กำลังพูดถึง เห็น ถึงเฉพาะลักษณะเห็น หรือไม่ ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องว่า เห็นเป็นอย่างนี้ เห็นไม่มีรูปร่างใดๆ เลย ทั้งสิ้น เห็นมีเพราะเกิดแล้วก็เห็น เวลาที่เห็นดับแล้ว เห็นจะเกิดเปล่าๆ โดยไม่มีเหตุ แล้วก็จะไปเห็นอีกไม่ได้เลย แม้แต่การจะเกิดขึ้นของเห็น ก็ต้องมีปัจจัยที่จะทำให้ธาตุชนิดนี้เกิดขึ้น เห็นแล้วก็ดับ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใครเลย เห็นเป็นเห็น อย่างเวลาที่เราบอกว่า คนเห็น นกเห็น ปลาเห็น เราอาศัยรูปร่างสัณฐาน ก็กล่าวว่าเป็นปลา เป็นนก เป็นคนเห็น แต่เห็นไม่ใช่ปลา เห็นไม่ใช่นก เห็นไม่ใช่คน เห็นเป็นธาตุที่เป็นนามธรรม เกิดแล้วก็ดับไป

    เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่าไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวตน มีแต่ธรรม ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้จริงๆ ความยึดถือสภาพธรรมว่า เป็นเรา เป็นตัวตนสามารถที่จะดับได้เป็นสมุจเฉท เมื่อนั้นความทุกข์ก็ลดลงไป ที่จะเกิดอีกมากมายนับไม่ถ้วนในสังสารวัฏฏ์ก็จะเหลือเพียง ๗ ชาติ

    เพราะฉะนั้นไม่ง่าย ใช่ไหมคะ จากการที่จะต้องเกิดขึ้นอีกนานแสนนานกับการที่จะเกิดอีกอย่างมากเพียง ๗ ชาติ ต้องเป็นผู้ที่เห็นความจริงว่า สิ่งที่มี ที่หลงยึดถือ ที่พอใจ เป็นสิ่งที่ปรากฏชั่วคราวที่แสนสั้น เพียงเกิดปรากฏแล้วก็หมดไป ถ้ายังไม่ประจักษ์อย่างนี้จริงๆ ก็ไม่สามารถที่จะละคลายความติดข้องได้

    ด้วยเหตุนี้ก็ยังไม่สบาย จนกว่าจะรู้หนทางที่จะทำให้ถึงความสบายจริงๆ เมื่อไม่มีกิเลส

    ผู้ฟัง คือ ปัญหาอยู่ที่ว่า เรามีโลภะเป็นเพื่อนสอง เมื่อสักครู่อาจารย์ถามว่าหาเราเจอแล้ว หรือยัง ผมคิดว่าผมหาเจอแล้ว คือโลภะนี่เอง

    ท่านอาจารย์ แล้วโลภะดับไปแล้ว เวลานี้เห็นเป็นเรา หรือไม่


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 168
    11 ม.ค. 2567