พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 374


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ตอนที่ ๓๗๔

    ที่มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

    วันอาทิตย์ที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐


    อ.วิชัย พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเรื่องของขันธ์ว่าเป็นภาระอย่างยิ่ง ในส่วนของรูปขันธ์ก็เข้าใจว่า เป็นสภาพที่ต้องบำรุงดูแลมาก คือต้องรับประทานอาหาร ต้องชำระ ต้องทำภาระต่างๆ มากเกี่ยวกับรูป ในส่วนของเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ที่ทรงแสดงว่าเป็นภาระคืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีนามธรรม

    อ.วิชัย ก็ไม่เดือดร้อน เพราะไม่มีความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วอะไรเป็นภาระ

    อ.วิชัย คือโดยสภาพธรรม เขาก็เกิดดับมีเหตุปัจจัยเป็นไปอยู่อย่างนี้

    ท่านอาจารย์ ต้นไม้ข้างนอกเป็นรูปเกิดดับมีภาระอะไรสำหรับเรา หรือไม่ ถ้าไม่มีนามธรรมเลย

    อ.วิชัย ก็ไม่มี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นอะไรแน่ที่เป็นภาระ

    อ.วิชัย ถ้ายึดถือว่าเป็นเรา หรือเป็นของเราก็เป็นภาระ

    ท่านอาจารย์ มีแต่รูป ไม่มีภาระเลย ถูกต้องไหม แต่เพราะมีนามธาตุ หรือมีนามธรรมก็เป็นภาระใหญ่ เกิดขึ้นแล้วจะไม่ให้เป็นไปได้ไหม ไม่มีใครสามารถจะบังคับบัญชาได้

    อ.วิชัย อย่างนั้นก็มีหนทางเดียวที่จะรู้ว่า จะต้องปลดเปลื้องภาระ คือต้องรู้ว่า ไม่ใช่ตัวเรา

    ท่านอาจารย์ คือต้องเห็นประโยชน์สูงสุดคือ ปัญญา มิฉะนั้นแล้วเราจะเห็นอย่างอื่นเหมือนสำคัญ เป็นภาระใหญ่ที่จะต้องทำ แต่ตามความจริง เพราะไม่รู้ต่างหากว่า ความจริงแล้วสิ่งที่เราคิดว่าสำคัญ และใหญ่ จะมีไม่ได้เลย ถ้าไม่มีจิต ไม่มีนามธรรม ทุกเรื่องหมด ไม่มีอะไรสำคัญเลย เพราะฉะนั้นอะไรจริงๆ ที่สำคัญ นามธรรมที่เกิดขึ้น มีเพราะเหตุปัจจัยแต่ด้วยความไม่รู้ จึงเห็นว่าอย่างอื่นทั้งหมดสำคัญ เป็นภาระ เพราะฉะนั้นภาระจริงๆ ขันธ์ ๕ แต่ต้องหมายถึงขันธ์ ๕ ที่เป็นสัตว์บุคคล เพราะเหตุว่าถ้าเป็นรูปขันธ์อย่างเดียว ก็ไม่มีความหมายอะไร

    ผู้ฟัง กลับมาที่ว่าไม่ใช่เราอีกสักครั้งหนึ่ง คือฟังตั้งแต่ต้นชั่วโมงว่า ธรรมไม่ใช่เรา ให้เข้าใจ หรือระลึกรู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏ

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ให้ระลึกรู้ มีสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นก็สามารถที่จะรู้ได้ว่า กำลังฟังเรื่องอะไร กำลังฟังให้เข้าใจความจริง ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ไม่ใช่จากที่เราไม่เคยสนใจ ไม่เคยรู้เรื่องแล้วก็ยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ คัมภีร ลึกซึ้งเกินกว่าที่เราจะคิด เพราะฉะนั้นจึงต้องฟังใคร ฟังคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งทรงตรัสรู้ คัมภีร ความลึกซึ้งของสภาพธรรมที่ปรากฏให้เข้าใจ

    ผู้ฟัง คำว่า “ความจริง” ที่เราสนทนากันนี้ ขอเรียนถามว่า ลึกซึ้งแค่ไหน จริงแค่ไหน ไปถึงความเป็นปรมัตถ์ หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ปรมัตถธรรมคืออะไร

    ผู้ฟัง คือสิ่งที่มีจริง

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้จริง หรือไม่ ใช้ภาษาไทยธรรมดา

    ผู้ฟัง เราก็ยังระลึกไม่ได้ แล้วแต่รูปนาม

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ ฟังใหม่ ไม่ใช่ให้ระลึก มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เข้าใจถูกจากการฟัง เพราะว่าไม่สามารถจะเข้าใจถูกด้วยลำพังตัวเอง ว่าสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ ความจริงของสิ่งนี้ สัจธรรมของสิ่งนี้คืออะไร ให้เข้าใจ ฟังเพื่อเข้าใจ

    ผู้ฟัง เข้าใจว่าความจริงนั้นคืออะไร อาจารย์ช่วยขยายความ

    ท่านอาจารย์ กำลังปรากฏ

    ผู้ฟัง อะไรปรากฏ

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่มีจริง ปฏิเสธได้ไหม ขณะนี้ทางตากำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงปรากฏได้แต่ละทาง สลับกันไม่ได้ รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ หรือยัง นี่คือความจริง ต้องเป็นคนที่ตรง

    ผู้ฟัง ไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นฟังเพื่ออะไร

    ผู้ฟัง ฟังเพื่อรู้ เพื่อเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ฟังเพื่อเข้าใจถูกว่า สิ่งที่มีจริงคัมภีร ลึกซึ้ง เพราะเหตุว่าเกิดแล้วดับ แน่นอน ถ้าไม่เกิด ไม่ปรากฏ ถ้าไม่ดับไป ความคิดนึก หรือสิ่งต่างๆ อย่างอื่นปรากฏไม่ได้ และตามความจริงพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ว่า สภาวรูป รูปที่มีจริงทุกรูป มีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ จิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ ประมาณไม่ได้ เร็วแค่ไหน เพราะแม้ขณะนี้เหมือนกับเห็น และได้ยินพร้อมกัน แต่ความจริงจิตเกิดดับเกินกว่า ๑๗ ขณะจากขณะที่เห็นไปสู่ขณะที่ได้ยิน เพราะฉะนั้นรูปที่เกิด ดับแล้วไม่เหลือ

    เพราะฉะนั้นความหลงผิด ความเข้าใจผิดก็คือว่า เพราะไม่รู้ความจริงของการเกิดดับสืบต่ออย่างเร็ว ก็ทำให้จำทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงในขณะนี้ ตราบใดที่ยังเห็นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด หมายความว่าข้ามการที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมที่สามารถจะปรากฏได้ทางตาแล้วดับทันที แต่ต้องกระทบกับจักขุปสาท ถ้าไม่มีจักขุปสาท แม้รูปนี้มี ก็ไม่ปรากฏ และต้องมีจิตเห็นด้วย ถึงแม้ว่าจะมีจักขุปสาท และมีรูป แต่จิตเห็นไม่เกิด สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ธรรมดาๆ อย่างนี้ ก็ปรากฏไม่ได้ นี่คือสัจธรรม ความจริงที่จะต้องเข้าใจ และต้องเป็นผู้ตรงว่า ฟังเพื่อจะเห็นตามความเป็นจริงว่า ความเข้าใจถูกต้องในสิ่งที่ปรากฏต้องทีละอย่าง และแต่ละทาง ไม่ใช่รวมกัน อย่างสิ่งที่ปรากฏทางตาอย่าไปเข้าใจว่า จะไปรวมกับคน หรือสัตว์สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นธรรมอย่างหนึ่งจริงๆ กำลังปรากฏด้วย

    เพราะฉะนั้นก็รู้ได้ว่า ความไม่รู้ของเราแค่ไหน ถ้าไม่มีการฟังพระธรรมโดยรอบคอบว่า เป็นสิ่งที่สามารถประจักษ์ได้ แต่ต้องด้วยความรู้ ด้วยปัญญาที่เจริญขึ้น จนกระทั่งคลายความไม่รู้ จนกระทั่งเมื่อเห็นก็สามารถรู้ว่า เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ แต่ถ้าไม่มีการเริ่มต้นเลย ขณะนี้ก็ผ่านสิ่งที่ปรากฏไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งๆ ที่เกิดแล้วก็ดับไป เกิดแล้วก็ดับไป ก็ไม่รู้ ไม่เห็นก็ยังจำว่ามี ไม่ปรากฏก็ยังคิดว่า ยังอยู่ เช่น โต๊ะ เก้าอี้บางคนก็บอกว่ามี ในห้องนี้เข้ามาเมื่อไรก็เห็น เหมือนกับมีอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าตามความเป็นจริงไม่ได้รู้ความลึกซึ้งของสภาพธรรม ซึ่งแม้เกิดก็ต้องมีปัจจัยที่จะทำให้เกิด เมื่อเกิดแล้วก็ไม่ยั่งยืน สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เกิดแล้วดับ รวดเร็วมาก ถ้าไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญพระบารมี ๔ อสงไขยแสนกัป จะสามารถรู้ความจริงของสภาพธรรมซึ่งเกิดดับอย่างเร็วขณะนี้ได้ไหม และทรงประจักษ์แจ้งโดยประการทั้งปวง โดยความเป็นปัจจัย โดยความเป็นธาตุแต่ละอย่างซึ่งมีปัจจัยจึงเกิดขึ้น ใครจะเป็นเจ้าของธาตุแต่ละธาตุได้ มีใครเป็นเจ้าของไฟได้ไหมไฟที่กำลังร้อน มีใครเป็นเจ้าของบ้าง เป็นธาตุไฟ ลักษณะนั้นเปลี่ยนไม่ได้ เกิดแล้วดับไป

    เพราะฉะนั้นแต่ละอย่างที่มีจริงเป็นธาตุทั้งหมด แล้วแต่ว่าจะเป็นนามธาตุ หรือเป็นรูปธาตุ ฟังให้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ จนกว่าจะประจักษ์แจ้งความจริงของสิ่งที่ปรากฏ มิฉะนั้นพระธรรมที่ทรงแสดงไว้เหมือนโมฆะ คือ ไม่มีการรู้ความจริงว่า ความจริงนั้นเป็นอย่างนี้ แต่ว่าเมื่อได้ทรงตรัสรู้แล้ว ที่ไม่น้อมพระทัยที่จะทรงแสดง ก็ลองคิดถึงว่า ถ้าคนฟังในครั้งนั้นเป็นพวกเราทั้งหมด ไม่รู้อะไรเลย แล้วจะทรงแสดงพระธรรมไหม แต่กาลสมบัติ มีคนที่ได้สะสมปัญญามาที่จะถึงความเป็นพระอรหันต์ แล้วถ้าคิดถึงความเป็นพระอรหันต์ จะรู้ได้เลยว่าแสนไกล ไม่มีกิเลสใดๆ เหลือเลยทั้งสิ้น เพราะดับเหตุที่จะให้เกิดอกุศลธรรมทั้งหมด เกิดไม่ได้เลย หมดแล้ว เผาหมดแล้ว ดับหมดแล้ว ไม่เหลือเลย ซึ่งต่างกับคนที่มีกิเลสทุกวัน ไม่ว่าจะเห็นอะไร ได้ยินอะไร คิดนึกอะไร ก็เป็นไปด้วยความไม่รู้ และอกุศลทั้งนั้น

    เพราะฉะนั้นความไกลกันของปัญญาที่ได้อบรมแล้ว กับปัญญาที่ยังไม่ได้เกิด แล้วก็มีโอกาสเพียงที่จะได้ฟังแล้วก็เริ่มจะเข้าใจ ก็ต้องต่างกันมาก เพราะฉะนั้นฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่ไปฟังเพื่อเราจะได้มีสติปัฏฐาน แล้วเราจะได้ประจักษ์แจ้งอริยสัจธรรม อย่าคิดอย่างนั้นเลย เพราะเหตุว่าแม้แต่สิ่งที่กำลังปรากฏ ฟังแล้วเข้าใจด้วยการคิด หรือกำลังรู้ในลักษณะที่เป็นอย่างนั้น ที่ปรากฏได้เท่านั้นเอง การฟังธรรมเพื่อละความหวัง เพื่อละความติดข้อง เพื่อละความต้องการ ถ้ายังมีตัวตนอยู่ตราบใดก็ยังหวัง ฟังแล้วเราจะดีขึ้นไหม ฟังแล้วเราเอาไปใช้อะไร ฟังแล้วพรุ่งนี้เราจะโกรธน้อยลง หรือฟังแล้วเราอาจจะได้ทรัพย์สมบัติจากกุศลจิต กุศลกรรมที่ฟัง นั่นคือไม่ได้เข้าใจธรรม แต่ว่าฟังธรรม เพราะว่าขณะนี้มีธรรม ซึ่งกว่าจะเข้าถึงความเป็นธรรม โดยไม่ต้องใช้คำว่า “ปรมัตถธรรม” เลยก็ได้ เข้าถึงความเป็นธรรมซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าเป็นสิ่งที่มีจริง ปรากฏแล้วหมดไป

    เมื่อวานนี้มีอะไรเหลือบ้าง เมื่อวานนี้สำคัญไหม สำหรับเมื่อวานนี้สำคัญมาก ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ แต่พอถึงวันนี้ เมื่อวานนี้ไม่มีสาระ เพราะหมดแล้วไม่เหลือเลย จะมีสาระได้อย่างไร หมดแล้ว ไม่เหลือเลย แล้ววันนี้ก็เป็นอย่างนี้ กำลังมีสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากในวันนี้ ถึงพรุ่งนี้ สิ่งที่เราคิดว่าสำคัญ หายไปไหน ไม่เหลือเลย ไม่ได้มาปรากฏทางตาอีก ไม่ได้ปรากฏทางหูอีก เป็นสภาพธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยทีละ ๑ ขณะจิต แล้วก็ดับไป ไม่เหลือเลย

    เพราะฉะนั้นผู้ที่มีปัญญาก็กล่าวว่า วันคืน คือ สิ่งที่ไม่เป็นสาระเป็นไป แต่ต้องเป็นปัญญาถึงจะเห็นความไม่เป็นสาระ เพราะว่าระหว่างที่ยังมีวันนั้นอยู่เป็นสาระ แต่พอวันนั้นหมดไปแล้วก็ไม่เป็นสาระ แล้วก็หมดไปทุกวันๆ ด้วย เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม พระผู้มีพระภาคทรงอนุเคราะห์สัตว์โลกให้รู้ความจริง เพราะเหตุว่าความจริงแม้กำลังปรากฏ แต่ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมจนกระทั่งมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น สามารถเข้าถึงความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ หรือไม่ แม้แต่เพียงสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ แค่คิดเท่านั้นเองให้เข้าใจว่า เกิดแล้วจึงปรากฏ ถ้าไม่เกิดไม่ปรากฏ แค่นี้ก็ข้ามไปอีกแล้ว แล้วจะรู้ความจริงเมื่อไร

    เพราะฉะนั้นอย่าหวังที่จะหมดกิเลส หรืออย่าหวังที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรม เพราะเหตุว่าไม่ใช่ตัวตน แต่ต้องเป็นปัญญาที่เป็นสังขารขันธ์ปรุงแต่งจากขณะที่ไม่เคยได้ฟัง แล้วฟัง แล้วเห็นประโยชน์ ฟังแล้วเห็นว่า อะไรมีประโยชน์ หรือมีค่าที่สุดในชาติซึ่งเกิดมาแล้วสามารถที่จะได้ยินได้ฟัง ถ้าเป็นสัตว์เดรัจฉานแม้อยู่ตรงนี้ก็ไม่รู้ ได้ยินแค่เสียง ไม่สามารถเข้าใจความหมายได้ หรือว่าถ้าเป็นคนซึ่งไม่เห็นประโยชน์ ฟังแล้วก็ไม่เห็นค่าของพระธรรมที่ทรงแสดงทุกคำ เพื่อประโยชน์ เพราะว่าเป็นความจริงในชีวิตทั้งหมดเลย อกุศลมีจริง เป็นประโยชน์ไหมที่จะรู้ว่าไม่ใช่เรา กุศลก็มีจริง มีประโยชน์ไหมที่จะรู้ว่าเป็นธรรม หรือว่ายังแบกภาระ เป็นเราที่มีอกุศล วันนั้นเดือดร้อนมาก และวันนี้เป็นกุศลก็ดีใจมาก ทั้งๆ ที่เพียงเกิดขึ้นแล้วก็หมดไป โดยที่ไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาได้

    เพราะฉะนั้นอยากให้เข้าใจธรรมในภาษาอะไรก็ได้ แต่ต้องตรง ถ้าจะใช้คำว่า “ธรรม” ก็คือสิ่งที่มีจริงๆ ถ้าจะใช้คำว่า “ปรมัตถธรรม” ก็คือสิ่งที่มีจริงนี่เอง เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาได้เลย มีเหตุปัจจัยก็เกิด รู้ไหมว่า พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร แต่มีเหตุที่จะให้เป็นอย่างที่จะเป็นพรุ่งนี้ ใครก็เปลี่ยนไม่ได้เลยทั้งสิ้น ถูก หรือผิด เพราะว่าทั้งหมดเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ถ้าไม่มีปัจจัยที่จะเกิด ใครจะไปบังคับให้เกิดก็ไม่ได้ จะไปบังคับให้เป็นไปก็ไม่ได้ จะบังคับให้เปลี่ยนจากนี้ให้เป็นอื่นก็ไม่ได้

    เพราะฉะนั้นถึงเวลาก็จะได้เข้าใจธรรมตามความเป็นจริง ถึงความเป็นอนัตตาว่า ไม่ใช่เรา เป็นธรรม เพราะเกิดแล้วดับ โดยที่เราไม่ได้คิดมาก่อนว่า เราจะเกิดในโลกนี้ด้วย แล้วก็จะเป็นคนนี้ทุกวัน จนกระทั่งถึงขณะนี้ก็ไม่ได้คิดมาก่อนใช่ไหม มีใครคิดล่วงหน้าได้ ทุกขณะจิตว่าต่อไปเราจะเป็นอะไร เป็นไปไม่ได้เลยใช่ไหม นี่คือ ธรรม ฉะนั้นถ้าจะเข้าใจธรรมจริงๆ ก็คือว่า เมื่อไรที่เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ แล้วรู้ว่า ไม่ใช่ของใคร มีจริงๆ เพราะเกิดขึ้น แต่ว่าเกิดแล้วก็ดับไป ไม่เหลือเลย อย่างเร็ว จนกระทั่งทำให้ไม่รู้ความจริงว่า เป็นสิ่งที่ปรากฏเพียงนิมิตของสิ่งที่เกิดดับสืบต่อจนจำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งเป็นอัตตสัญญา แต่ความจริงต้องถึงความเป็นอนัตตสัญญา เดี๋ยวนี้มีอนัตตสัญญา หรือยัง คุณรักษ์

    ผู้ฟัง ขณะนี้ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ต้องเป็นวิปัสสนาญาณที่ประจักษ์ลักษณะที่เป็นอนัตตาเมื่อไร เมื่อนั้นสัญญาจำไม่ลืมในความเป็นอนัตตา แต่ขณะนี้เพียงได้ยินชื่อ ได้ยินคำว่า เป็นธรรม แล้วก็เป็นอนัตตา แต่ถ้าไม่มีการได้ยิน ได้ฟัง ได้เข้าใจอย่างนี้เลย จะไม่มีการประจักษ์แจ้งลักษณะที่เป็นอนัตตาได้ เพราะฉะนั้นจากการฟังแล้วก็รู้ว่า มีมูล คือ โลภะ โทสะ โมหะ สะสมมานานแสนนาน แต่มูล คือ อโมหะ คือ ปัญญาสะสมมาเท่าไร น้อย หรือมาก เพราะฉะนั้นเลิกคิดที่จะไปประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรม โดยการไม่เข้าใจสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ

    เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่ฟัง ไม่ลืมว่า กำลังฟังเพื่อให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ และลองคิดถึงความหมายของปัญญา ปัญญาคือความเห็นถูก ถ้าไปเห็นถูก เข้าใจถูกในสิ่งที่ไม่ปรากฏ นั่นเป็นปัญญา หรือไม่ คิดว่าตัวเองมีปัญญามาก แต่ไม่ได้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ ขณะนั้นจะเป็นปัญญา หรือไม่ ก็ใช้คำว่า “ปัญญา” เรียกชื่อว่า “ปัญญา” แต่ความจริงปัญญาก็มีหลายขั้น ขั้นฟังเข้าใจ "สุตมยญาณ" ปัญญาที่เกิดจากการฟัง ถ้าเข้าใจเมื่อไร จะรู้ได้เลยว่า เพราะได้ยินได้ฟังพระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณาแสดงทั้งๆ ที่ลึกซึ้ง แต่ก็เห็นประโยชน์ว่า สามารถทำให้คนเข้าใจได้จากการที่ทรงแสดงพระธรรมตลอด ๔๕ พรรษา เพื่ออนุเคราะห์ ถ้าเป็นสิ่งที่ง่ายก็ไม่ต้องทรงแสดงโดยละเอียด โดยประการทั้งปวง ทุกกาลเวลา เช้า สาย บ่าย ค่ำ แต่เพราะเห็นประโยชน์ ระหว่างที่ยังไม่ปรินิพพาน ประโยชน์สูงสุดก็คือ อนุเคราะห์สัตว์โลก แม้แต่คนสุดท้าย คือ สุภัททปริพาชก ก็ยังมีโอกาสได้ยินได้ฟัง ใกล้ต่อการปรินิพพาน เป็นการสงเคราะห์สัตว์โลกตามที่มีพุทธประสงค์ที่บำเพ็ญพระบารมีเพื่อที่จะได้อนุเคราะห์สัตว์โลก ซึ่งถ้าพระศาสนาอันตรธาน ไม่มีการศึกษา ไม่มีการเข้าใจธรรม ไม่มีการพูดถึงสิ่งที่ปรากฏ ไม่มีการได้ยินคำว่า นามธรรม รูปธรรม เป็นธรรมซึ่งเป็นอนัตตา นี่ก็เป็นสิ่งซึ่งทุกครั้งที่ฟังเพื่อละความต้องการ แม้แต่ความต้องการที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรม โดยปัญญาไม่ได้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ

    เพราะฉะนั้นก็เป็นผู้ตรงจริงๆ บารมี ๑๐ สัจบารมี ตรงต่อการฟังด้วยความเคารพ เพราะว่ายากที่จะได้ยินได้ฟัง และจะมีความต่างกัน เวลาที่ฟังด้วยความเคารพ ด้วยความนอบน้อม กับฟังเพราะอยากจะได้บุญ หรือฟังเพราะอยากจะแก้ปัญหา เรากำลังทุกข์ไปหาใครดี อย่างที่นางวิสาขา หลานตาย ร้องไห้ มีความโศกเศร้า แต่ผู้ที่นางไปหา ก็คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่ออะไร ฟังธรรม แต่ไม่ใช่ไปเพื่ออย่างอื่นเลย ใช่ไหม เพราะรู้ว่า แม้พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ไม่ใช่พระองค์จะให้ขอยืมปัญญาของพระองค์มาใช้ในการที่หลานตาย แต่จากการฟังแล้วเข้าใจ ความเข้าใจซึ่งเป็นปัญญาของตนเองต่างหากที่จะทำให้สามารถรู้ความจริงของสภาพธรรมได้

    เพราะฉะนั้นคงไม่ต้องพูดถึงเรื่องสติปัฏฐาน เมื่อไรจะเกิด เมื่อไรจะมีมากๆ เมื่อไรจะเข้าใจแทงตลอดลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ เพราะขณะนั้นโลภะทั้งหมดก็ไม่รู้ และโลภะเป็นสิ่งซึ่งถ้าไม่ละ สัจจะที่ ๒ ทุกขสมุทยอริยสัจจะ เหตุของทุกข์ที่เป็นโลภะ ไม่มีทางที่จะรู้แจ้งนิพพาน เพราะเหตุว่านิพพานไม่ได้สามารถประจักษ์แจ้งด้วยโลภะ

    อ.อรรณพ ในชีวิตประจำวันก็มีขันธ์ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่รู้ในความเป็นภาระของขันธ์ ตอนนี้ก็เหมือนไม่ปรากฏว่าขันธ์เป็นภาระจริงๆ

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่รู้ความเป็นภาระของขันธ์ ไม่ถึงความเป็นพระอรหันต์ ใช่ไหม ก็ต้องอยากเกิดต่อไป เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ภาระของขันธ์จริงๆ ได้ ก็คือรู้ความจริงของสภาพธรรมซึ่งเกิดแล้วดับ แต่กำลังของปัญญาของผู้เริ่มรู้ ไม่เหมือนกับผู้ที่รู้จนหมดสิ้น จนไม่เหลือ เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังมีขันธ์ คิดว่าดี หรือ แค่เกิดโดยเหตุปัจจัย เลือกไม่ได้ ทุกคนอยากจะมีกุศลทั้งนั้นเลย ไม่อยากจะมีอกุศลเลย อยากจะมีความรู้สึกที่เป็นโสมนัส เป็นสุข แต่ก็มีเหตุที่จะให้โทมนัสเกิดขึ้น

    เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดมีปัจจัยสำหรับสิ่งนั้น สิ่งนั้นจึงเกิดได้ เปลี่ยนไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้ บงการอย่างไรก็ไม่ได้ แม้พระผู้มีพระภาคเองก็ไม่สามารถจะบันดาลให้คนที่มีความเดือดร้อนให้หมดความเดือดร้อนได้ โดยที่กุศลจิตของเขาไม่เกิด เป็นไปไม่ได้เลย ฉะนั้นถ้าไม่รู้ความจริงว่า ขณะนี้ไม่มีใคร แต่ว่าเป็นธรรมแต่ละอย่างด้วย ไม่ใช่อย่างเดียวกันเลย เกิดขึ้นเพราะปัจจัยเฉพาะธรรมนั้นๆ แล้วก็ดับ เป็นอย่างนี้ตลอด ทั้งวันนี้เลย และทั้งชาติที่เกิดมา และทั้งในชาติก่อนๆ ที่เกิดมาแล้ว และยังในชาติต่อๆ ไปที่จะเกิดอีก พอใจไหมที่จะให้มีธาตุชนิดนี้เกิดขึ้นเป็นไป โดยไม่ใช่เรา ไม่มีความเป็นของเราด้วย และเกิดมาทำไม เกิดมาเห็นแล้วก็ชอบ ไม่ชอบ เป็นทุกข์เดือดร้อน คิดไปต่างๆ นานา สุขบ้าง ทุกข์บ้าง แล้วก็หมด ซึ่งความจริงก็หมดไปแล้วทุกขณะ เป็นภาระ หรือไม่ แต่ไม่ใช่ของใคร เป็นภาระที่ต้องเกิดเพราะมีเหตุ

    อ.อรรณพ แล้วกุศลขันธ์ก็ยังคงเป็นภาระอยู่

    ท่านอาจารย์ จนกว่าจะถึงกิริยาขันธ์ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ดับเพียงอกุศล เพราะเหตุว่าอกุศลเป็นเหตุให้เกิดสิ่งที่ไม่น่าพอใจทั้งหมด สำหรับกุศลก็ไม่ได้ให้โทษอย่างนั้น เป็นเหตุให้เกิดสิ่งที่น่าพอใจ แต่ก็ยังต้องเกิด เพราะฉะนั้นเมื่อวานนี้เราก็อ่านพระสูตร ที่ต้องดับทั้งกุศล และอกุศล เพราะว่าถ้ายังเป็นกุศล และอกุศลตราบใด ก็ยังเป็นเหตุให้เกิดสืบต่อตราบนั้น มิฉะนั้นจะมีพระอรหันต์ไหม เห็นโทษ ซึ่งต่างจากพระโสดาบัน ก่อนที่จะเป็นพระโสดาบัน ไม่รู้เลยว่าเป็นธรรมซึ่งเกิดดับ ฟังอย่างนี้ ถ้ายังไม่เป็นพระโสดาบัน วิปัสสนาญาณยังไม่เกิดก็จะไม่รู้การเกิดดับ ไม่เห็น ไม่ประจักษ์ เพราะว่าต้องเป็นปัญญาเท่านั้นที่คลายความไม่รู้ และคลายการยึดถือเสียก่อน

    ด้วยเหตุนี้ถ้าศึกษาวิปัสสนาญาณอย่างละเอียด จะเห็นคำที่แสดงความชัดเจนเพิ่มขึ้น เช่น นามรูปปริจเฉทญาณ ปัจจยปริคหญาณ สัมมสนญาณ ญาณทั้งหมดรู้แจ้งสภาพธรรมจึงเป็นวิปัสสนาญาณ แต่เป็นตรุณวิปัสสนา


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 168
    10 ม.ค. 2567