พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 385


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ตอนที่ ๓๘๕

    ที่มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

    วันอาทิตย์ที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐


    ผู้ฟัง อาจหาญ ร่าเริง อย่างไร ขยายอีกหน่อย

    ท่านอาจารย์ ปัญญาคือความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ก็คือฟังพระธรรม พิจารณาสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง และมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น

    ผู้ฟัง แต่ถ้าเราคิดว่า อาจหาญด้วยความเป็นเรา อย่างนี้ก็ไม่ถูกใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ จะทำอะไร เวลาเป็นเราอาจหาญ

    ผู้ฟัง ก็คือเราทำมา ก็ต้องรับ

    ท่านอาจารย์ อย่างไรๆ ก็รับ หนีไปไหนได้ บนอากาศ ใต้น้ำ ซอกเขา หนีกรรมไม่พ้นเลย

    ผู้ฟัง แต่ว่าเวลาคิดอย่างนี้เป็นทุกข์ เพราะว่าเป็นเราที่คิด และเราที่รับ

    ท่านอาจารย์ รู้สึกว่า จะรู้ทุกอย่าง รู้ดี รู้ชั่ว ทุกอย่าง แต่ไม่ได้รู้จริงๆ จึงเป็นห่วงตัวเอง ยังมีเราอยู่

    ผู้ฟัง ความต่างกันของการฟังพระธรรมกับยังไม่ได้ฟัง ก็คือว่า ตอนยังไม่ได้ฟัง เราก็นึกว่าเป็นเราเห็น เราได้ยิน เราลิ้มรส เราคิดนึก ทุกอย่างเป็นเราหมด แต่เมื่อฟังพระธรรมเข้าใจขั้นฟัง ก็เข้าใจว่า ธรรมเป็นธาตุแต่ละอย่าง ที่มีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่างให้เรารู้ได้ตามนั้น ไม่ทราบว่าเข้าใจถูกไหม

    ท่านอาจารย์ คุณกุลวิไลคิดอย่างไร

    อ.กุลวิไล สภาพธรรมก็เป็นสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นการที่เราได้ฟังพระธรรมก็จะเป็นปัจจัยให้มีความเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏนั่นเอง เพราะจริงๆ แล้วจากการศึกษาก็มีเพียง ๒ อย่าง คือ นามธรรม และรูปธรรม ดังนั้นถ้าเรามีความเข้าใจในสภาพธรรมที่ปรากฏแต่ละทางที่แตกต่างกัน ก็เป็นปัจจัยให้มีปัญญาที่จะพิจารณาถูกต้องตามคลองแห่งธรรม เพราะถ้าเราไม่ได้ฟังพระธรรม เราจะไม่รู้ว่า รูปปรากฏได้ ๕ ทาง คือ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และต้องเป็นปรมัตถธรรมด้วย ไม่ใช่คน สัตว์ สิ่งของ เพราะฉะนั้นรูปก็เป็นรูป และรูปก็ไม่ใช่สภาพที่รู้อารมณ์

    รูปเดียวที่ปรากฏทางตา คือ สี และสีก็มีจริงด้วย เพราะว่าปรากฏทางตา จับสีไม่ได้ และสีก็ไม่ได้ปรากฏทางลิ้น ทางจมูก หรือแม้ทางหู เพราะฉะนั้นสีปรากฏได้แค่ทางตาเท่านั้นเอง และที่เรียกว่า สี ก็คือสิ่งที่ปรากฏทางตา เพราะว่าสีก็เป็นวัณณธาตุ และก็ไม่ใช่คนด้วย สีมีจริง เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงสิ่งที่ปรากฏทางตา จะต้องเป็นรูป ไม่ใช่นามธรรม ซึ่งก็มีจริงด้วย เพราะว่าปรากฏได้ทางตา ส่วนเสียงก็เป็นรูปเหมือนกัน เสียงก็มีจริง ที่เราพูดนี่ก็คือสิ่งที่มีในขณะนี้เอง เสียงมี และเสียงเป็นธรรม แต่เราชิน เราคุ้นเคยกับเสียงเป็นคน เป็นเรื่องราว ก็เหมือนทางตา เราก็แปลไปแล้ว เห็นเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ทั้งๆ ที่ไม่มีสี ที่จะคิดนึกต่อเป็นคน ไม่มีแน่นอน ดังนั้นปัญญาจึงเป็นความเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง

    อ.ธิดารัตน์ สภาพธรรมที่จะเข้าใจ คือ เกิดขึ้น ปรากฏแก่ทุกๆ ท่าน ระหว่างสิ่งที่ปรากฏทางตากับสภาพรู้ทางตา เวลาปรากฏกับสติ หรือปัญญาที่ระลึกรู้ สภาพของสิ่งที่ปรากฏก็มีเพียงสิ่งที่ปรากฏ หรือสภาพรู้ก็จะมีแต่เพียงลักษณะรู้เท่านั้น ซึ่งจะปรากฏชัดในแต่ละอย่าง ซึ่งแยกจากกันแล้ว โดยขณะที่รู้ ก็คือรู้ทีละอย่าง โดยไม่ปะปนกัน ถ้าหากว่าการเห็นกับสิ่งที่ปรากฏยังรวมๆ กันอยู่ อันนั้นก็พิจารณาได้เลยว่า เราคิด เพราะในสิ่งที่ปรากฏก็จะไม่มีสภาพรู้ ในสิ่งที่เป็นสภาพรู้ก็จะไม่มีสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นเวลาที่รู้ ก็คือรู้แยกกันจริงๆ แต่ละอย่าง แต่กำลังของปัญญาของเราจะเข้าใจได้ชัดเจนมากน้อยขนาดไหน ก็ต้องค่อยๆ ศึกษา และจะไปรู้ถึงความเกิดดับ ก็ยังอีกไกล เพราะถ้ารูปธรรมยังไม่ได้ปรากฏโดยความเป็นรูปธรรมจริงๆ นามธรรมยังไม่ได้ปรากฏโดยความเป็นนามธรรมจริงๆ จะรู้ความเกิดดับของนามธรรม และรูปธรรมได้อย่างไร ก็เป็นแต่เพียงการคิด และเข้าใจตามการศึกษาเท่านั้น

    ผู้ฟัง เรียนถามอาจารย์วิชัย ถ้าจำชื่อ และเรื่องธรรมนั้นได้ โดยที่ไม่เข้าใจลักษณะของรูปธรรม และนามธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ว่าเป็นอย่างไร คำถามก็คือว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ จะสามารถเข้าใจถูก หรือมีความเห็นถูกในลักษณะของรูปธรรม และนามธรรมในเบื้องต้น ตามลำดับขั้นจริงๆ และจะรู้ได้ถูกต้องได้อย่างไรว่า เข้าใจถูกต้องแล้ว

    อ.วิชัย คือบางครั้งเราต้องคำนึงถึงจุดประสงค์ของการฟัง เพราะเหตุว่าเรื่องของสภาพของจิตก็เกิดดับอย่างรวดเร็ว นี่ตามการศึกษา และเข้าใจด้วย เพราะเหตุว่าขณะนี้ก็มีเห็น มีได้ยิน มีได้กลิ่น มีลิ้มรส มีถูกต้องกระทบสัมผัสทางกาย แล้วก็มีจิตคิดนึกถึงเรื่องราวต่างๆ อันนี้คือปกติธรรมดา ก่อนที่จะได้ยินได้ฟังพระธรรมบ้าง แต่เมื่อเราได้ยินได้ฟังธรรมโดยละเอียด สิ่งที่ได้ยินได้ฟัง กำลังมี สามารถจะให้เราเข้าใจได้ไหม เพราะเหตุว่าไม่ใช่เราจะศึกษาในส่วนที่ไม่มี หรือไม่ปรากฏที่ไม่สามารถจะเข้าใจได้ แต่ว่าสนทนาเรื่องของการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การถูกต้องกระทบสัมผัส การคิดนึกเรื่องราวต่างๆ ซึ่งเป็นปกติในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่ว่าในปกตินั้นเป็นไปด้วยความไม่รู้ว่า จริงๆ แล้วทุกอย่างที่เป็นปกติในชีวิตประจำวันนั้นเป็นสภาพธรรมทั้งหมด

    ดังนั้นจึงเริ่มมีความเห็นถูกขึ้นบ้างที่จะรู้ว่า สิ่งที่มีปกติในชีวิตประจำวันที่เป็นสภาพธรรมมีลักษณะอย่างไรบ้าง ซึ่งมีลักษณะ และกำลังปรากฏให้รู้ แต่ว่าการรู้ต้องอาศัยการค่อยๆ อบรมเจริญขึ้น เพราะไม่ใช่เพียงรู้แค่นี้ แล้วปัญญาสามารถจะรู้ลักษณะทันที แต่ผู้ที่ได้สั่งสมปัญญามาแล้ว เพียงฟังเล็กน้อยเท่านั้น ปัญญาที่สั่งสมมาแล้วก็สามารถแทงตลอดในสภาพธรรมได้ แต่บุคคลที่ฟังในยุคนี้ก็ต้องเป็นผู้ที่ตรงต่อตัวเองว่า รู้ และเข้าใจแค่ไหน เพราะขณะที่รู้ก็คือเป็นสภาพที่เข้าใจในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ขณะที่ยังไม่เข้าใจ ก็คือยังไม่เข้าใจ ก็ต้องฟังอีก ฟังอีก ดังนั้นการรู้ลักษณะของสิ่งที่มีจริงก็เป็นปัญญาอีกขั้นหนึ่ง แต่ปัญญาขั้นนั้นก็ต้องอาศัยปัญญาจากขั้นการฟัง การไตร่ตรองพิจารณา ที่จะเป็นปัจจัยให้ปัญญาที่รู้ในลักษณะของสภาพธรรมเกิดขึ้นได้

    ท่านอาจารย์ การฟังธรรมต้องเป็นผู้ที่ละเอียดตั้งแต่ต้น คือ รู้ว่าฟังอะไร เพื่ออะไร ไม่ใช่พอได้ยินคำว่า “จิต” ก็อยากจะรู้ว่าจิตมีเท่าไร โดยชื่อ โดยเรื่องราว แต่ต้องรู้ว่า ขณะนี้จิตมีจริงๆ หรือไม่ และอยู่ที่ไหนทำอะไรด้วย ไม่ใช่พอได้ยินคำว่า “จิต” ก็มีจิตก็จบ แล้วก็ไปหาเรื่องราวของจิต แล้วก็เข้าใจว่ารู้จิตแล้ว ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ต้องเป็นผู้ละเอียดที่ต้องพิจารณาแต่ละคำ และมีความเข้าใจที่มั่นคง เช่น คำว่า “ธรรม” เป็นสิ่งที่มีจริง แค่นี้ แต่เราสามารถไตร่ตรองว่า ขณะนี้อะไรมีจริง และสิ่งที่มีจริงเป็นธรรม หรือไม่ มิฉะนั้นจะไปหาธรรมที่ไหน

    เพราะฉะนั้นแต่ละคำ ไม่ใช่เพียงฟัง แล้วก็จำตามๆ และก็พูดตามๆ แต่ต้องเป็นการไตร่ตรอง และเป็นความเข้าใจของตัวเอง ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นฟังเรื่องอะไร ให้เข้าใจอะไร ไปฟังเรื่องสิ่งที่ไม่ปรากฏ ให้เข้าใจสิ่งที่ไม่ปรากฏ หรือมีสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ เข้าใจถูกต้อง หรือไม่ และถ้าได้ยินได้ฟังมากขึ้นก็จะรู้ว่า จุดประสงค์ของการฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ และปรากฏ ซึ่งไม่เคยเข้าใจมาก่อน ถ้าจำเรื่องตัวหนังสือมีมากมาย ข้อความต่างๆ ในพระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์ต่างๆ และอรรถกถา แต่ถ้าไม่รู้ว่า ขณะนี้เป็นธรรม คนนั้นเข้าใจผิดได้ไหม

    ก็จะเห็นได้ว่า บางคนฟังมา ๒๐ ปี ๓๐ ปี แต่เป็นผู้ที่ฟังด้วยความเพลิดเพลินในอรรถรส ในข้อความ ในเรื่องราว แต่ไม่รู้ว่า ขณะนี้เป็นธรรม ตรงกับที่ได้ยินได้ฟังทั้งหมด นี่ก็แสดงให้เห็นว่า แม้แต่ละคำที่ได้ยินได้ฟัง ต้องพิจารณาไตร่ตรองให้เข้าใจถูกต้องจริงๆ ว่า มีจริง และเพราะไม่รู้จึงฟัง จนกว่าจะเข้าใจแต่ละคำที่ได้ยินได้ฟังถูกต้องว่า เป็นขณะนี้ หรือไม่ เช่นธรรม ขณะนี้มี หรือไม่ ถ้าไม่มี หาไม่เจอ แล้วจะฟังไปทำไม ฟังธรรมไปทำไม ไม่มี หาไม่เจอ ฟังก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร แต่ถ้ารู้ว่า ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏนี่เอง เป็นสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจในความเป็นจริงว่า ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล มีจริงเพราะเหตุว่าเกิดขึ้นปรากฏ แต่ละคำต้องพิจารณาไตร่ตรอง มิฉะนั้นแล้วถ้าเป็นผู้ที่เพียงจำชื่อ ก็เข้าใจผิดได้ โดยเฉพาะในเรื่องหนทางการอบรมเจริญปัญญา ที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรม เพียงฟังว่า พิจารณากาย แค่นี้จะสามารถพิจารณากายได้ไหม จะเข้าใจตามความเป็นจริงได้ไหม อะไรเป็นกาย ก็เป็นเรื่องที่ไม่ประมาทในพระธรรมว่า มีความลึกซึ้ง

    ผู้ฟัง เมื่อศึกษาพระธรรมแล้ว เราก็ต้องประพฤติปฏิบัติตาม อย่างน้อยฟังเพื่อละความไม่รู้ หลังจากนั้นก็รู้ว่าติดข้องอะไร ก็ควรค่อยๆ ขัดเกลา ค่อยๆ ละ บ่อยครั้งที่ดูเหมือนว่า ไม่กระจ่างชัด แล้วขัดแย้ง สับสนว่า แล้วมันอย่างไรกันแน่

    ท่านอาจารย์ เป็นเรื่องของความคิด แต่ว่าการฟังธรรมแต่ละครั้ง ขอความกรุณาว่า ไม่ลืมสิ่งที่กำลังฟัง ไม่ใช่ไปคิดเรื่องอื่น จึงสามารถเข้าใจได้ และไม่ลืมว่าขณะนี้เป็นธรรม ไม่ว่าเราจะได้ยินได้ฟังข้อความใดๆ ในพระไตรปิฎก ก็ไม่พ้นจากสภาพธรรมที่มีจริงๆ แล้วก็ไม่เคยรู้ความจริงของสภาพธรรมนั้น แต่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมโดยประการทั้งปวง เพื่อให้มีความเข้าใจถูก มีความเห็นถูก แม้แต่เพียงคำว่า “ธรรม” ข้ามไป หรือไม่ ไปหาที่อื่น เรื่องราวอื่นในพระไตรปิฎก หรือว่าฟังแล้ว ขณะนี้ เดี๋ยวนี้ มีธรรมกำลังปรากฏ นี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะว่าไม่ว่าเราจะฟังนานเท่าไร ก็เพื่อให้มีการระลึกได้คือจำได้มั่นคงว่า ขณะนี้เป็นธรรมที่กำลังปรากฏ

    เพราะฉะนั้นสิ่งที่ได้ยินได้ฟังก็คือว่า กำลังเริ่มเข้าใจความจริงของสิ่งที่มี ซึ่งไม่ต้องไปคิดเรื่องอื่นเลย สิ่งนี้กำลังมี และจะได้รู้ว่า เรามีความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีระดับไหน หรือแค่ไหน หรือทั้งๆ ที่เราพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ คือ สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาว่าเป็นธรรม แต่ผ่านหูไปบ่อยๆ แต่สิ่งที่ปรากฏทางตาก็ยังคงเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เคยจำไว้มั่นคง ยังไม่ถึงกาละเวลาที่สังขารขันธ์ปรุงแต่งจากการที่ฟังแล้วเข้าใจว่า การฟังธรรมเพื่อคลายความไม่รู้ ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เอง เพราะธรรมเป็นเรื่องที่คัมภีร สุขุม ลึกซึ้ง เกิดดับสืบต่อในขณะนี้อย่างรวดเร็ว จนไม่ปรากฏเลยว่า เป็นลักษณะของธรรมแต่ละอย่างเท่านั้นเอง

    เพราะฉะนั้นในขณะนี้ที่กำลังฟัง ไม่ไปคิดเรื่องอื่น แต่ว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏ แล้วก็จะได้รู้ว่า แม้แต่ความหมายของคำว่า “ธรรม” สิ่งที่ปรากฏเป็นธรรมอย่างหนึ่ง จริงไหม ให้มีความเข้าใจที่มั่นคง ไม่เลยไปถึงเรื่องอื่นเลย แต่ว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้แน่นอนมีสิ่งที่กำลังปรากฏ พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ว่า สิ่งนี้เป็นธรรม ซึ่งใครก็สร้างไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ สามารถจะปรากฏได้ทางตากับจิตที่เกิดขึ้นเห็น นี่คือกำลังจะให้รู้ว่า ไม่มีเรา ทั้งหมดนี่ฟังเพื่อให้มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นว่า ในขณะนี้ก็เป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใคร และขณะนี้สิ่งที่มีจริงๆ เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ไหม ไม่ได้เลย ใช่ไหม แล้วถ้าไม่มีจิตเห็น สิ่งนี้ปรากฏได้ไหม

    เพราะฉะนั้นเราอยู่ที่ไหน เป็นเราจริงๆ หรือไม่ จากการที่เคยไม่รู้ และเป็นเรามานานแสนนาน ก็เพื่อที่จะให้รู้ความจริง ที่ใช้คำว่า “สติปัฏฐาน” หรือ “ระลึกได้” ไม่ใช่ไประลึกเรื่องราวในพระไตรปิฎก เรื่องนั้นเรื่องนี้ที่เกี่ยวกับจิตที่กำลังเห็น แต่กำลังนี้มีสิ่งที่ปรากฏ ระลึก คือ ไม่ลืมว่า ขณะนี้เป็นธรรมที่กำลังปรากฏ ลักษณะอย่างนี้ไม่ลืมว่า ลักษณะนี้เป็นธรรม นี่คือการศึกษาธรรม เพื่อที่จะเข้าใจธรรม เพื่อที่จะละความไม่รู้ในธรรม เพราะว่าบางคนก็ถามว่า ทำไมไม่พูดเรื่องรส ทำไมไม่พูดเรื่องกลิ่น พูดแต่สิ่งที่ปรากฏทางตา ขณะนี้มีกลิ่นไหม ไม่มี มีรสไหม ไม่มี แต่มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา เพราะฉะนั้นไม่ว่าขณะที่กำลังคิดก็มีสิ่งที่ปรากฏทางตา ขณะที่กำลังรับประทานอาหารก็มีสิ่งที่ปรากฏทางตา ขณะที่กำลังได้กลิ่นก็มีสิ่งที่ปรากฏทางตา ขณะที่กำลังได้ยินเสียงก็มีสิ่งที่ปรากฏทางตา แต่ไม่รู้

    เพราะฉะนั้นจะข้ามไปแล้วไม่รู้ แล้วหวังว่าจะดับกิเลสเป็นพระอริยบุคคล เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่าเป็นเรื่องของปัญญา พระธรรมที่ทรงแสดงเพื่อให้คนฟังมีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูก แม้เพียงเริ่ม แต่ก็ตรง และก็เป็นความจริง แล้วก็จะได้เข้าใจภาพธรรมที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎก เมื่อมีความเข้าใจลักษณะของภาพธรรมที่กำลังปรากฏ มิฉะนั้นจะเป็นแต่ชื่อทั้งหมด ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่า แท้ที่จริงชื่อนั้นก็คือลักษณะความเป็นจริงของสภาพธรรมเดี๋ยวนี้เอง แต่ความลึกซึ้งนั้นมีมาก เพราะฉะนั้นก็ต้องเริ่มขณะนี้กำลังฟังเรื่องที่มีจริงที่กำลังปรากฏ โดยไม่ข้าม เพราะเหตุว่าคนส่วนใหญ่ไม่สนใจที่จะรู้ว่า สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเดี๋ยวนี้เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ไม่ได้คลายการที่เคยยึดถือสภาพที่ปรากฏว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งความจริงถ้าไม่มีสิ่งที่ปรากฏทางตาให้เห็น จะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ไหม

    เพราะฉะนั้นความไม่รู้เริ่มจากไหน เริ่มจากตรงสิ่งที่แม้ปรากฏอยู่ทุกวัน ทุกขณะก็ไม่รู้แล้ว แล้วจะไปรู้อะไร เพราะเหตุว่าข้ามการที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นการฟังธรรมก็คือเพื่อให้เข้าใจขึ้น แม้ในขณะนี้เข้าใจแล้ว แต่ลืม หลงลืมสติ จะไม่เข้าใจคำนี้เลย ถ้าไม่รู้ว่า แท้ที่จริงแล้วลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเป็นอย่างนี้ แล้วฟังให้มีความเข้าใจขึ้น จนกว่าจะรู้ว่า ขณะที่ไม่ได้คิดเรื่องอื่น แต่กำลังมีสิ่งที่ปรากฏให้รู้ และค่อยๆ รู้ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น นี่คือจุดประสงค์ของการฟัง เพราะเหตุว่าปริยัติที่ถูกต้องเป็นความจริงที่จะนำไปสู่ปฏิปัตติ ไม่ใช่ไปมีใครไปปฏิบัติ หรือไม่ใช่มีใครไปทำด้วยความไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น ด้วยความเป็นตัวตนที่คิดว่า เพียงแต่ไปนั่งแล้วจะได้ประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรม ใครประจักษ์ ในเมื่อขณะนี้สภาพธรรมก็กำลังปรากฏ แล้วก็เกิดดับ แต่ต้องเป็นปัญญาที่อบรมแล้ว จึงสามารถที่จะประจักษ์ได้

    เพราะฉะนั้นก็เป็นผู้ที่ตรง ตรงจริงๆ ต่อสภาพธรรมที่ปรากฏ ว่ามีความรู้ความเข้าใจสิ่งที่ปรากฏระดับไหน หรือว่าต้องฟังต่อไปอีกเพื่อไม่ลืมว่า ขณะนี้เป็นธรรม และจะเห็นได้ว่า เมื่อมีความเข้าใจสภาพธรรมที่ปรากฏเพิ่มขึ้น อะไรจะเกิดขึ้น ยังไม่ไปประจักษ์การเกิดดับเลย เพราะเหตุว่าเพียงค่อยๆ ชิน ค่อยๆ รู้ลักษณะที่เป็นธรรม จะกล่าวได้ว่า กำลังค่อยๆ คลายความไม่รู้ก็ได้ แต่ว่าคลายความติดข้อง หรือยัง แค่เพียงค่อยๆ รู้ ค่อยๆ คลายความไม่รู้ แต่ยังไม่เห็นกำลังของความติดข้อง ว่าสามารถที่จะคลายความติดข้องในสิ่งที่กำลังปรากฏได้อย่างไร และเมื่อไร ถ้าปัญญายังไม่ถึงที่จะสามารถคลายความติดข้อง เพราะเพียงแต่กำลังเริ่มที่จะเข้าใจถูกในลักษณะของสภาพธรรม การละคลายความติดข้องมีไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าความติดข้องนานแสนนาน สุดที่จะประมาณได้ในแสนโกฏิกัปป์ เพราะไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม เพราะฉะนั้นเมื่อใดที่ปัญญาเจริญ แล้วมีการคลายความติดข้อง ก็จะรู้ว่า ขณะนั้นละเพราะไม่ใส่ใจ แต่กำลังมีสติที่ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่เกิดสืบต่อ เพื่อจะละคลายแม้สภาพธรรมที่เกิดสืบต่อ จนกระทั่งในที่สุดปัญญาก็สมบูรณ์ สามารถแทงตลอดความจริงของสภาพธรรมได้

    เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม โดยที่ไม่รู้ว่า ขณะนี้เป็นธรรม จะไม่นำมาซึ่งประโยชน์ เพราะเหตุว่าเป็นแต่เพียงชื่อ ทั้งๆ ที่ขณะนี้ตัวธรรมก็มี แต่ไปจำชื่อ แต่ไม่รู้ลักษณะจริงๆ ของสภาพธรรม เพราะฉะนั้นการฟังธรรมก็ต้องละเอียดที่จะรู้จุดประสงค์ว่า ไม่ว่าจะศึกษาเมื่อไร ชาติไหน ได้ยินได้ฟังพระธรรมมาแล้ว และกำลังได้ยินได้ฟังอีก และจะได้ยินต่อไปก็เพื่อจะได้มีความเห็นถูก เข้าใจถูกในลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นธรรม

    ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้นหมายความว่า ฟังไม่เข้าใจพอก็จะคิดเป็นเรื่องราวต่างๆ ทั้งๆ ที่ท่านอาจารย์ก็ย้ำว่า ให้ฟัง และเข้าใจสิ่งที่ฟัง อย่างคำถามที่ได้ถามก็หมายความว่า ก็คิดเป็นเรื่องราวไปยืดยาวมากมายว่า จะละอย่างไร จะสะสมอย่างไร ซึ่งจริงๆ ถ้าเข้าใจธรรม ความคิดอย่างนี้ก็เป็นธรรมอย่างหนึ่งที่มีเหตุปัจจัยให้คิดแบบนี้ แล้วเราก็คิดแบบนี้ แต่เพราะลืมที่จะเข้าใจว่า ทุกอย่างเป็นธรรม ก็คิดไปเรื่อยเป็นเรื่องราว

    ท่านอาจารย์ ไม่มีใครจะไปจำกัดธรรมได้เลย เพราะว่าธรรม คือ ธรรม เป็นอนัตตา เป็นธาตุที่มีจริง เกิดเพราะเหตุปัจจัย แล้วก็ดับ ใครจะไปทำอะไรธรรมไม่ได้เลยทั้งสิ้น เพราะว่าไม่มีใคร มีแต่ธรรม ซึ่งมีปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ตลอดมาเป็นธรรมมาโดยตลอด แต่เพราะความไม่รู้ จึงคิดว่า อย่างนั้นไม่ได้ อย่างนี้ไม่ได้ หรือจะต้องทำอย่างนั้น หรือจะต้องทำอย่างนี้ ซึ่งขณะนั้นไม่ใช่ความเข้าใจแม้ความหมายของธรรม แม้ลักษณะจริงๆ ของธรรม เพราะฉะนั้นไม่ได้จำกัด ไม่มีคำว่า “ต้อง” ไม่มีคำว่า “ห้าม” ไม่ให้คิดนี่เป็นไปไม่ได้เลย ไม่ให้รู้ ก็เป็นไปไม่ได้อีก เพราะว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นปรากฏ เป็นสิ่งที่มีจริง แล้วเป็นธรรมด้วย

    เพราะฉะนั้นจากความคิดก็จะรู้ได้ด้วยว่า เราไม่รู้จักธรรมแค่ไหน หรือเพียงได้ยินได้ฟัง เริ่ม ขณะนี้มีธรรม เสียงก็เป็นธรรม ทุกอย่างเป็นธรรม ให้เข้าถึงความหมายของธรรม ว่าเป็นธรรมซึ่งมีลักษณะหลากหลายต่างๆ กันไป เพราะฉะนั้นการที่จะรู้จักธรรม ไม่ใช่รู้จักธรรมเดียว แต่ไม่ว่าจะเป็นธรรมใดก็ตามทั้งหมดไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา แต่สามารถมีความเข้าใจในการเป็นธรรมในสภาพที่เป็นธรรมเพิ่มมากขึ้น

    ผู้ฟัง ถ้าเผื่อเราฟังธรรมคำเดียว ๒ คำ ๓ คำ อย่างที่ท่านอาจารย์ว่า แล้วเราก็เข้าใจแค่คำนั้น มันต่อไม่ได้ ทำอย่างไรดี

    ท่านอาจารย์ ฟังให้เข้าใจ อย่างขณะนี้จิตเห็นมีจริง ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตา

    ผู้ฟัง ก็รู้ว่ามีจริง

    ท่านอาจารย์ มีจริง ไม่ใช่เราเพราะอะไร บอกว่าเป็นธรรม เป็นธาตุชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย จบแค่นี้ไม่ได้เลย

    ผู้ฟัง ไม่ได้ หรือ

    ท่านอาจารย์ จะจบได้อย่างไร ปัจจัยอะไรก็ไม่รู้ ก็ต้องฟังให้เข้าใจว่า ถ้าไม่มีจักขุปสาท เห็นไหม จิตเห็นจะเกิดเห็นได้ไหม ทั้งหมดเพื่อให้เห็นความเป็นอนัตตา ไม่ว่าจะฟังอีกมากสักเท่าไรถึงปัจจัย ปฏิจจสมุปปาท หรือข้อความใดๆ ก็ไม่พ้นจากการที่จะให้เข้าใจความเป็นอนัตตาของสภาพธรรมนั้น ไม่ใช่ขณะนี้เป็นธรรม เห็นเป็นธรรม สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นธรรม แล้วเข้าใจแล้วว่าเป็นธรรม เป็นไปไม่ได้เลย


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 168
    10 ม.ค. 2567