พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 945


    ตอนที่ ๙๔๕

    ณ มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

    วันอาทิตย์ที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๗


    ท่านอาจารย์ ธรรมคืออะไร

    ผู้ฟัง ธรรมคืออะไร คือสิ่งที่มีจริง

    ท่านอาจารย์ อภิคืออะไร

    ผู้ฟัง คือ สิ่งที่มีจริงที่ละเอียด แล้วก็ควรรู้ยิ่ง

    ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นสิ่งที่มีจริง เดี๋ยวนี้มีธรรมไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ มีอภิธรรมไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีจิต จะมีอะไรๆ ปรากฏไหม

    ผู้ฟัง ถ้าไม่มีจิต คือสิ่งนั้นก็เกิดไป แต่ว่าไม่มีตัวรู้ไปรู้ ก็ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นก็เลยต้องรู้จิตว่า คือเข้าใจความละเอียดของจิตว่าเป็นอย่างไร ก็เป็นการเรียนอภิธรรม แม้แต่กล่าวถึงอายตนะ ท่านอาจารย์บอกว่าก็เหมือนต้องมีจิตเห็น ถึงจะมีการประชุมของสิ่งที่ประชุมแล้วให้เกิดตรงนั้นได้

    ท่านอาจารย์ จะมีจิตเห็นได้ก็ต่อเมื่อมีสภาพธรรมหลายอย่างประชุมรวมกัน ไม่ใช่ขาดอย่างหนึ่งอย่างใดแล้วก็ขณะนี้จะเห็นได้เลย

    ผู้ฟัง ถ้าพูดถึงคำว่าอายตนะ ถ้าเหมือนกับไม่มีจิตเกิดขึ้นรู้อะไร ก็ไม่มีการประชุมเพราะว่าไม่มีตัวรู้ไปรู้สิ่งที่ปรากฏ

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีอะไรเลย จะมีอายตนะไหม

    ผู้ฟัง ก็ไม่มี เพราะฉะนั้นในการศึกษาถ้าฟังก็เข้าใจได้ว่า จะใช้ศัพท์คำว่า อภิธรรม ปรมัตถธรรม ธรรม อายตนะ ปฏิจจสมุปบาท ก็คือเข้าใจความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ทั้งนั้นเลย ทุกอย่างที่กำลังมีในขณะนี้ทั้งหมด

    ผู้ฟัง ซึ่งในการที่จะฟังให้เข้าใจตรงนี้ว่า ไม่ว่าจะกล่าวถึงศัพท์อะไรที่ฟังดูยากๆ หรือพูดแล้วเหมือนกับเป็นผู้ทรงภูมิ ถ้าไม่สามารถเข้าใจว่าเป็นเห็นที่เกิดขึ้นขณะนี้ หรือได้ยินที่เกิดขึ้นขณะนี้ ก็ไม่ใช่ศึกษาอภิธรรมหรือศึกษาอะไรที่กล่าวมา

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก่อนอื่น ต้องรู้จักธรรมก่อน ถ้าไม่รู้จักธรรมก็จะไม่ได้ศึกษาอะไรเลย เพราะฉะนั้นขณะนี้ธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ เราฟังเรื่องอะไร เราฟังเรื่องสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ทุกอย่าง เพื่อที่จะได้เข้าใจขึ้น ซึ่งลึกซึ้งมากที่จะรู้ว่าสภาพธรรมที่มีเดี๋ยวนี้ เกิดแล้วดับไปแล้วไม่กลับมาอีก จึงไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เช่นที่เราคิดว่ามีคน มีสัตว์ เกิดตาย แต่ระหว่างนั้นก็คือจิต เจตสิก รูป เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ใครเลย แต่เป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นธาตุ ธา-ตุ ซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงลักษณะนั้นไม่ได้ เพื่อที่จะได้ละการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา รักเรามากไหม รักตัวเองมากไหม แล้วเวลาตาย อย่างไร ตัวไหนที่รักมาก เป็นของใครจริงๆ หรือเปล่า หรือเป็นแต่ละหนึ่งขณะซึ่งมีปัจจัยเกิดแล้วดับเร็วมาก

    ผู้ฟัง เวลาศึกษาท่านอาจารย์ก็จะเน้นย้ำมากว่า มีแต่ธรรมที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย แต่ละขณะก็ดับไปสั้นมาก และไม่กลับมาอีก

    ท่านอาจารย์ พูดถูกไหม

    ผู้ฟัง ความจริงถ้าไตร่ตรองตาม ก็เป็นเช่นนั้น แต่ยังไม่รู้ตรงเช่นนั้น

    ท่านอาจารย์ แต่ถูกไหม

    ผู้ฟัง ถูก

    ท่านอาจารย์ ถ้าถูกก็ต้องอบรมเจริญความเข้าใจจนกระทั่งสามารถรู้จริงเช่นนั้นได้ เพราะความรู้มีหลายขั้น ขั้นฟังไม่ได้ประจักษ์การเกิดดับเลย แต่เริ่มรู้ว่าต้องเกิด และต้องดับแน่นอน ความเข้าใจที่มั่นคงเช่นนี้ก็จะไม่ไปทำอย่างอื่นเลยทั้งสิ้น เพราะไม่มีใครสามารถจะไปทำอะไรให้เกิดขึ้น และดับไปได้ แต่เข้าใจขึ้นเข้าใจขึ้นจนค่อยๆ ละความไม่รู้ไปทีละเล็กทีละน้อย จึงสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งซึ่งกำลังเกิดดับในขณะนี้ได้ ไม่ใช่ขณะอื่น ขณะนี้เดี๋ยวนี้เอง

    ผู้ฟัง เมื่อวานมีท่านผู้ศึกษาถามว่า มีผู้สอนที่มีชื่อเสียงโด่งดังสอนว่า ไม่มีภพชาติ คือหมายความว่าไม่มีชาติที่แล้ว ไม่มีชาติหน้า ตายแล้วสูญ ประมาณนี้ ตรงนี้ถ้าเข้าใจความเป็นธรรม และความสืบต่อเนื่อง จะสามารถตอบคำถามพวกนี้ที่คนจะชอบถามกันว่า จริงๆ ถ้าศึกษาก็จะรู้ว่าเห็นขณะนี้รู้หรือยัง แล้วอยากจะไปรู้ว่ามีชาติที่แล้วชาตินี้ หรือว่าทุกอย่างก็เป็นเหตุเมื่อผลมี อย่างที่เกิดมา อยู่ดีๆ จะลอยลงมาจะเป็นไปได้อย่างไร ก็จะต้องมีเหตุ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ก็ทราบว่า เป็นผลของกุศลกรรมเพราะเป็นกุศลวิบาก ในตรงนี้ถ้าศึกษาเข้าใจว่าในเมื่อไม่มีสัตว์ตัวตนบุคคล ก็จะไปมีอะไรเกิดอะไรตาย แต่ก็จะเป็นธรรมที่เกิดดับสืบต่อตามเหตุปัจจัย ในตรงนี้ดูเหมือนถ้าเข้าใจจริงๆ ก็จะหายสงสัย ไม่มีคำถามที่ว่าคนเรามีชาติที่แล้วไหม มีชาติหน้าไหม ตายแล้วไปไหน แล้วมาจากไหน

    ท่านอาจารย์ แม้แต่คำสองคำ ก็จะทำให้สามารถเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ได้ เมื่อสักครู่พูดถึงธรรมคือสิ่งที่มีจริง แล้วก็ขณะนี้คุณอรวรรณก็พูดถึงภพกับชาติ ภพหรือภวคือความมีหรือความเป็น ขณะนี้เป็นหรือเปล่า มีหรือเปล่า มีอะไร เป็นอะไร เห็นไหม ต้องมีจิต มีเจตสิก และมีรูป เพราะฉะนั้นโดยรูปศัพท์ก็คือภว ความเป็นหรือความมี ก็เป็นใช่ไหม แต่ว่าจะเป็นอะไร เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงสิ่งที่มีชีวิต คือ จิต เจตสิก ยังไม่กล่าวละเอียดถึงรูปที่มีชีวิต ชีวิตินทริยรูป ความละเอียดของธรรมมีหลากหลายมาก แต่ให้ทราบว่าขณะนี้ มีเห็น มีได้ยิน เป็นภพหรือไม่ เป็นสิ่งที่มีจริงหรือไม่ ถ้าไม่มีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะมีภพหรือไม่

    ผู้ฟัง ก็ไม่มี

    ท่านอาจารย์ จะมีภว จะมีความเป็น เป็นคนเป็นสัตว์เป็นอะไรได้ไหม ก็มีไม่ได้ใช่ไหม แต่ว่าสิ่งที่มีต้องเกิดใช่หรือไม่ ขณะนี้สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตามที่กำลังมีขณะนี้สิ่งนั้นต้องเกิด เป็นชา-ติ แต่เราก็ไม่พูดถึงสิ่งที่ไม่มีชีวิต แต่ว่าเราพูดถึงสภาพธรรมซึ่งเป็นธาตุรู้ ธาตุรู้มี เป็นภว เป็นภพแน่นอน เพราะมีจริงๆ แล้วก็มีจริงๆ เมื่อเกิดขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นก็มี ชา-ติ เกิดเป็นอะไร เพราะฉะนั้นการเกิดเป็นก็คือว่าเกิดเป็นจิต หรือว่าเกิดเป็นเจตสิก หรือว่าเกิดเป็นรูป เพราะฉะนั้นการเกิดการมีการเป็น ส่วนใหญ่แล้วเมื่อรูปเป็นสิ่งที่ไม่รู้อะไร จำเป็นต้องกล่าวถึงหรือไม่ เพราะเหตุว่ารูปไม่รู้อะไรเลย ไม่หลากหลาย ไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล ไม่เป็นสุข ไม่เป็นทุกข์ ไม่เป็นอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าเกิดเป็นรูป

    เพราะฉะนั้นเวลาที่พูดถึงภพส่วนใหญ่ เราก็จะพูดถึงการเกิดขึ้นของจิต และเจตสิก แต่ภพซึ่งไม่มีจิต เจตสิก ก็ยังมี เห็นหรือไม่ แต่ว่าก่อนนั้นต้องมีจิต เจตสิก นี่คือความละเอียดอย่างยิ่งที่ทรงแสดงไว้โดยประการทั้งปวง แต่ยังไม่ต้องไปสนใจอยู่ตรงนี้ แล้วจะไปสนใจตรงโน้น โดยที่ตรงนี้ก็ยังไม่เข้าใจจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้ากล่าวถึงภพชาติส่วนใหญ่เราจะหมายความถึงเกิดเป็นคน เกิดเป็นสัตว์ เกิดเป็นเทวดา หรืออะไรก็ตาม แต่ตอนนี้ไม่มีให้ปรากฏ แต่มีแน่นอนตามเหตุปัจจัยที่จะทำให้เป็นเช่นนั้น

    เพราะฉะนั้นเกิดแล้วเป็นแล้ว เป็นอะไรในขณะนี้รู้ไหม ภพใด ภพซึ่งเต็มไปด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ไม่เคยขาดไปเลย ไม่ว่าเมื่อใดก็จะเกี่ยวข้องวนเวียนอยู่ที่รูปบ้าง เสียงบ้าง กลิ่นบ้าง รสบ้าง โผฏฐัพพะบ้าง จึงเป็นกามภพ ภพของกามคือรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ก็ต้องหมายความว่ามีจิต เจตสิก เกิดขึ้น เป็น แล้วแต่ว่าขณะนั้นจะอยู่ที่ใด รู้อะไร ถ้าอยู่ที่รูป เสียง กลิ่น รส ก็เป็นกามาวจรจิต แต่ก็ต้องเป็นภพหนึ่งแน่นอนคือมีการเกิดขึ้นในภพนี้ และสำหรับ ชา-ติ คือการเกิดขึ้น เป็นอย่างหนึ่งอย่างใด เราก็ไม่ได้กล่าวถึงรูปอีก เพราะเหตุว่ารูปไม่ได้เกิดเป็นกุศล อกุศล รูปไม่ใช่สภาพรู้ เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่เราก็จะหมายความถึง การเกิดขึ้นของจิตเจตสิกซึ่งหลากหลายมาก

    เพราะฉะนั้นจิตมี ๔ ชาติ ธาตุรู้เกิดเป็นกุศลหนึ่ง ภว เกิด มี เป็น กุศล สิ่งที่ดีงาม สภาพที่ดีงาม อกุศล ภว ภพ เกิดขึ้น มี เป็น อกุศล โดยการเกิดขึ้นเป็นอกุศล ตอนนี้พอจะเข้าใจ กุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา อัพยากตา ธัมมา ฟังธรรมคือเรื่องเข้าใจ ไม่ต้องกังวลว่าจะรู้มากรู้น้อยรู้กี่คำ แต่ให้ทราบถึงว่ามีจริงๆ เป็นจริงๆ ถ้าไม่มีก็ไม่มีอะไร แต่มีก็เมื่อเกิดขึ้น และเกิดขึ้นก็หลากหลายมาก สามารถที่จะแสดงโดยโวหารเทศนาโดยประการต่างๆ เพราะฉะนั้นเวลานี้ให้ทราบความหมายของคำว่าภพชาติ เกิดมาแต่ที่ใดภพ เกิดแล้วใช่ไหม ภพใด กามภพ แล้วก็มาจากที่ใด มาเกิดที่นี่ ไม่มีเหตุเกิดได้ไหม

    เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคทรงแสดงถึงเหตุในอดีตที่จะทำให้เกิดผลในปัจจุบัน เพราะแม้แต่จิตขณะแรกที่เกิดขึ้นเป็นผลที่มาจากอดีต ถ้าไม่มีเหตุในอดีตเกิดไม่ได้ เลย พระอรหันต์ทั้งหลายไม่มีเหตุที่จะทำให้เกิดอีกต่อไป เพราะฉะนั้นเมื่อท่านปรินิพพานก็ไม่มีการที่จะมีภพชาติ การเกิดขึ้นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดอีกต่อไป

    อ.อรรณพ พระธรรมที่พระองค์ท่านทรงแสดงในเรื่องของสภาพธรรมที่ละเอียด ลึกซึ้ง โดยตรงก็คือพระอภิธรรม ซึ่งก็ต้องมีความเข้าใจแต่เบื้องต้น และแต่ละข้อความที่แสดง ไม่ว่าจะแสดงเรื่องอายตนะ เรื่องวัตถุ เรื่องอะไรก็แล้วแต่ เช่น อารมณ์ เรื่องทวารอะไรเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ในการที่จะประกอบความเข้าใจ หรือเป็นพื้นฐานให้มีความเข้าใจสภาพธรรม แต่ก็บางครั้งก็ขึ้นกับการสะสมของผู้เรียนที่เราก็จะคิดกันไป บางครั้งเราก็มุ่งไปทางวิชาการ บางครั้งก็เลยข้ามประโยชน์ไป ขอความกรุณาท่านอาจารย์พูดถึงว่าประโยชน์ของการที่เราได้ทราบถึงว่า จิตที่เกิดขึ้นในภูมิที่มีทั้งรูปธรรม และนามธรรมต้องอาศัยที่เกิด เพียงแค่ข้อความเท่านี้ว่ารูปที่เป็นที่เกิด หรือวัตถุรูป จะประกอบความเข้าใจในการที่จะเข้าใจความเป็นธรรมอย่างไร

    ท่านอาจารย์ จะเข้าใจความเป็นธรรมได้อย่างไร ต้องเป็นธรรมหมายความว่าไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีแล้วไม่รู้ตามความเป็นจริงย่อมยึดถือสิ่งนั้นว่าเป็นอะไรสักอย่างหนึ่ง จะเป็นดอกไม้ เป็นอาหาร เป็นข้าว เป็นคนหรือเป็นอะไรก็ตามแต่ เพราะไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว ความจริงของแต่ละหนึ่งแยกจากกัน เช่น สภาพธรรมซึ่งเป็นธาตุรู้เกิดเมื่อใด ต้องรู้แต่ไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น เช่น ในขณะนี้เห็นไม่ใช่ตา และก็ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นด้วย คือการฟังต้องรู้ว่าสภาพธรรมคือสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปหลากหลายมาก ใช้คำว่าเป็นธาตุ หรือธา-ตุ แต่ละชนิดก็ได้ เพราะฉะนั้นธาตุรู้มีไหม

    อ.อรรณพ สภาพรู้มีจริงๆ

    ท่านอาจารย์ มี เกิดหรือไม่

    อ.อรรณพ เกิด

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี แต่เดี๋ยวนี้เป็นเราหรือว่าเป็นธาตุรู้

    อ.อรรณพ ก็จำว่าเป็นเรามานานมาก

    ท่านอาจารย์ แล้วเมื่อใดจะหมดความเป็นเรา และรู้จริงๆ ว่าไม่ใช่เราเลย แต่เป็นธาตุรู้แน่นอน ต้องอาศัยพระธรรมเทศนาหลากหลายมาก แสดงทุกอย่างแม้แต่ว่าจิตในภูมิที่มีรูปต้องเกิดที่รูป เกิดนอกรูปได้ไหม จิตใครไปเห็นตรงนั้นบ้างถ้าไม่ใช่ที่ตา จิตใครไปได้ยินตรงนั้นที่ไม่ใช่ที่หูบ้าง ใช่ไหม นี่ก็แสดงอยู่แล้วว่าความเกี่ยวข้องที่ต้องอาศัยกัน และกันระหว่างนามธรรมกับรูปธรรมมีโดยหลายสถาน เช่น จิตเป็นธาตรู้ก็จริง ขณะนี้กำลังเห็น แต่ถ้าไม่มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ จิตจะเกิดขึ้นเห็นได้ไหม

    อ.อรรณพ ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่ได้ แล้วเราก็ฟังเช่นนี้ ก็รู้ว่าไม่ใช่ว่าจิตเห็นไปอยู่ข้างนอกกายใช่ไหม นี่ก็เริ่มรู้ว่าในภูมิที่มีขันธ์ ๕ นามธรรม และรูปธรรมอาศัยกัน แม้แต่การเกิดขึ้นของจิตจะไปเกิดนอกรูปไม่ได้ แต่ต้องเกิดที่รูปหนึ่งรูปใด ซึ่งทรงแสดงไว้ละเอียดมาก จิตเห็นขณะนี้อาศัยจักขุปสาทเป็นที่เกิด เพราะฉะนั้นจะไม่มีจิตเห็นที่อื่นนอกจากที่จักขุปสาท เท่านี้พอเข้าใจได้ใช่ไหม ขณะนี้จิตกำลังได้ยินเสียง เพราะฉะนั้นจิตได้ยินเสียงจะไปเกิดที่อื่นที่ไม่ใช่โสตปสาทไม่ได้ ไปเกิดที่แขนได้ไหม ได้ยินตรงแขนได้ไหม เพราะฉะนั้นแม้แต่การได้ยินได้ฟัง พิสูจน์ได้เลย พูดถึงธาตุรู้ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ต้องอาศัยรูปหนึ่งรูปใดเป็นที่เกิด ที่พิสูจน์เดี๋ยวนี้ก็คือว่าเห็นต้องเห็นในขณะนี้ที่มีจักขุปสาทตรงไหน ก็คือนั่นเองเป็นรูปที่จิตเกิดที่นั่น แล้วเห็นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นจะไม่มีการเห็นข้างหลัง จะไม่มีการเห็นที่มือ จะไม่มีการเห็นที่เท้า แต่ว่ามีเห็นตรงที่จิตเกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป

    อ.อรรณพ ความเข้าใจตรงนี้ก็เป็นประโยชน์ที่จะทำให้เราเข้าใจว่า แม้จิตเห็นซึ่งก็เป็นธรรม เกิดแล้วดับ ก็ต้องอาศัยตาเป็นที่เกิด ถ้าไม่มีตา จิตเห็นก็เกิดไม่ได้ แล้วจิตได้ยินก็ไม่ได้ไปเกิดที่ตา ไปเกิดที่หู จิตคิดนึกก็ไปเกิดที่หทยวัตถุเช่นนี้ เหมือนกับพอจะเห็นคร่าวๆ ในเรื่องราวว่าเป็นอนัตตาโดยเรื่อง

    ท่านอาจารย์ ถ้าจะให้เข้าใจจริงๆ ขณะแรกที่จิตเกิดจะเข้าใจชัดขึ้น เพราะว่าต้องมีจิตขณะแรกเกิด ถ้าไม่มีจิตขณะแรกเกิดจะไม่มีเมื่อวานนี้จนกระทั่งถึงวันนี้ เพราะฉะนั้นการเกิดดับสืบต่อของธาตุรู้ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธาน ขณะนี้เราไม่รู้หรอก เราคิดว่าเราเกิดมาพอเราจำความได้เราก็เห็น แต่ก่อนนั้นต้องมีจิตเจตสิกรูปเกิดแน่นอน เพราะเหตุว่าเราไม่ได้มีแต่เห็นได้ยิน แต่ยังมีรูปร่างกายด้วย เพราะฉะนั้นที่ว่าเป็นเราเป็นคน เป็นสัตว์ จะปราศจากจิต เจตสิก และรูปไม่ได้ คือต้องมีธาตุรู้ ถ้าไม่มีธาตุรู้จะเป็นคนเป็นสัตว์ได้ไหม ไม่ได้ใช่ไหม แต่ขณะแรกที่จิตเกิดขึ้น ใครจะรู้บ้างว่าจิตเกิดเพราะอะไร ทำไมมีจิตเกิดขึ้น เรารู้ว่าเกิดมาแล้วก็ต้องมีจิตขณะแรกด้วย และอะไรเป็นปัจจัยให้จิตขณะแรกเกิดขึ้นมาได้ แต่ที่ทรงแสดงไว้ ก็คือต้องมีกรรมที่ได้ทำแล้ว กรรมเดียวกรรมหนึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดเป็นอะไร แต่ก็ประมวลมาซึ่งกรรมอื่นๆ ที่สามารถที่จะให้ผลในชาตินั้นได้ตามกำลังของปฏิสนธิจิต ถ้าปฏิสนธิจิตเป็นผลของกรรมที่เป็นกุศลอย่างปราณีต ผลของกรรมก็ปราณีตด้วย แต่ว่าถ้ากุศลจิตนั้นไม่ใช่ผลของกรรมอย่างปราณีต ก็ทำให้มนุษย์หลากหลายต่างๆ กัน แม้แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตก็ต่างๆ กันไปตามกรรมนั้นๆ ที่สะสมมาที่สามารถจะให้ผลได้ตามฐานะของปฏิสนธิจิต

    เพราะฉะนั้นในขณะแรกที่จิตเกิด มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยหรือไม่ เพราะจิตกับเจตสิกแยกกันไม่ได้เลย จิตอาศัยเจตสิกปรุงแต่ง เจตสิกก็ต้องอาศัยจิตเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเกิดพร้อมกันในขณะนั้นโดยเป็นผลของกรรม นี่คือชาติ ชา-ติ ของจิต ซึ่งเกิดเป็นผลของกรรมไม่ใช่กรรม แต่กรรมที่ได้ทำแล้วจะเห็นแรงกำลังของเจตนาที่ทำกรรมว่า เมื่อจากโลกหนึ่งโลกหนึ่งไปแล้ว ไม่ต้องคิดว่าจะไปไหน กรรมพาไปได้ หรือกรรมเป็นปัจจัยให้เกิดได้ จากโลกนี้ไปถึงสวรรค์ชั้นดุสิตก็ได้ ไปถึงนรกอเวจีก็ได้ เพราะกำลังของกรรมที่ได้กระทำแล้วพร้อมที่จะให้ผล กรรมนั้นจึงสามารถที่จะทำให้วิบากจิตคือผลของกรรมนั้นเกิดขึ้น แล้วแต่ว่าจะภพใด เช่นที่เราเคยพูดถึงภพแล้ว แล้วก็ชาติที่เป็นผลของกรรมไม่ใช่ตัวเหตุก็ต้องเป็นชาติวิบาก

    เพราะฉะนั้นในขณะแรกที่เกิดขึ้นต้องมีจิตเจตสิก แล้วอย่างไรมีรูปมาจนถึงวันนี้ได้ ถ้าไม่มีรูปที่เกิดพร้อมกับปฏิสนธิจิต ซึ่งจะเป็นปัจจัยให้รูปนั้นเกิดดับสืบต่อ จนกระทั่งเป็นผู้ที่กำลังฟังพระธรรมอยู่ขณะนี้ได้ เพราะฉะนั้นขณะแรกกรรมไม่ลืมว่าไม่ใช่อย่างอื่นเลย แต่เจตนาที่ได้กระทำกรรมนั้นๆ เป็นปัจจัยที่จะทำให้จิตเจตสิกรูปเกิดขึ้นในภพหนึ่ง แล้วแต่ว่ากรรมนั้นเป็นกรรมอะไร ถ้าเป็นกรรมที่เป็นความสงบอย่างปราณีตถึงขั้นฌาณไม่เกิดในโลกนี้ เพราะเหตุว่ากว่าฌานจิตคือความสงบขั้นระดับที่ไม่ติดข้องในรูปเสียงพวกนี้จะเกิดได้ ก็ต้องอาศัยปัญญาระดับหนึ่ง ที่เมื่อให้ผลไม่เกิดในโลกนี้

    เพราะฉะนั้นทุกคนที่เกิดในโลกนี้ต้องเป็นผลของกุศลหนึ่ง แล้วแต่ เป็นผลของทานก็ได้ เป็นผลของศีลก็ได้ เป็นผลของการฟังธรรมได้ไหม ก็ได้ เพราะขณะนี้เป็นกุศลกรรมที่ประกอบด้วยปัญญาในขณะที่กำลังเข้าใจ เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่เกิดมาแล้วเป็นคนที่มีปัญญาหรือไม่มีปัญญา ก็ตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว แต่ขณะที่เกิดไม่ได้มีแต่เฉพาะจิต และเจตสิก แต่มีรูปเกิดด้วย โดยรูปนั้นเกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน เพราะฉะนั้นต้องมีรูปอื่นๆ หลังจากที่เติบโตมา เพราะว่าจะรู้ได้ว่าในภูมิของมนุษย์ ยังไม่มีรูปครบในขณะที่เกิดขึ้นครั้งแรก นี่ก็เป็นความละเอียดกว่าจะมาถึงจักขุปสาท โสตปสาท และก็รูปอื่นๆ ซึ่งไม่น่าสงสัยเลย แม้จิตขณะแรกยังต้องเกิดที่รูปที่กรรมเป็นปัจจัยทำให้เกิด เพราะฉะนั้นรูปที่เป็นที่เกิดของจิตในขณะปฏิสนธิชื่อว่าหทยรูป แล้วเราก็ใช้คำว่าหทยวัตถุ พอใช้คำว่าวัตถุหมายเฉพาะรูปซึ่งเป็นที่เกิดของจิต แต่ถ้าไม่กล่าวถึงวัตถุก็เป็นรูปธรรมดา แต่ว่าถ้าขณะใดที่กล่าวว่าจักขุวัตถุคือรูปนั้นเป็นที่เกิดของจิต เพราะว่าจักขุปสาทในขณะนี้ กรรมก็ทำให้เกิดดับเร็วมากทุกอนุขณะจิต จิตหนึ่งขณะก็จะมีขณะเกิดขึ้นอุปาทขณะ ขณะที่ยังไม่ดับฐีติขณะ ขณะที่ดับภังคขณะ หนึ่งขณะจิตสามารถที่จะเห็นว่า แม้หนึ่งขณะก็มีขณะเกิด และขณะดับ และขณะที่ตั้งอยู่ซึ่งต่างกัน แต่กรรมทำให้รูปซึ่งเกิดจากการเกิดทุกอนุขณะของจิต ใครจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม ขณะนี้หรือขณะนอนหลับ จักขุปสาทก็มีแต่ไม่เป็นที่เกิดของจักขุวิญญาณ เพราะว่าจิตเห็นไม่ได้เกิด แต่ขณะใดก็ตามที่จิตเห็นเกิด จิตเห็นจะเกิดที่อื่นไม่ได้เลย นอกจากที่จักขุปสาทรูป ซึ่งขณะที่เป็นที่เกิดของจิตก็เรียกว่าจักขุวัตถุ เมื่อใช้คำว่าจักขุวัตถุหมายความว่าต้องเป็นที่เกิด แล้วเป็นที่เกิดของอะไร ก็เป็นที่เกิดของเห็นทุกขณะ

    เพราะฉะนั้นรูปเป็นที่เกิดของจิต ๖ รูป จักขุปสาท ๑ เป็นที่เกิดของเห็นเดี๋ยวนี้ กุศลวิบากหรืออกุศลวิบาก โสตวัตถุ ใครทำให้เกิดไม่ได้เลยนอกจากกรรม เป็นที่เกิดของจิตที่กำลังได้ยินเดี๋ยวนี้ จิตที่ได้ยินเดี๋ยวนี้ไม่ได้เกิดที่อื่นเลย เพราะฉะนั้นเวลาที่มีการรู้กลิ่น จิตที่รู้กลิ่นฆานวิญญาณก็เกิดที่ฆานปสาท เมื่อเป็นที่เกิดก็ใช้คำว่าฆานวัตถุ ขณะที่กำลังลิ้มรสกำลังรู้รสที่กำลังปรากฏ ขณะนั้นก็เป็นจิตที่รู้รสเป็นชิวหาวิญญาณ เกิดที่ชิวหาปสาทรูป ซึ่งขณะนั้นเป็นชิวหาวัตถุ ขณะนี้ถ้าแข็งหรืออ่อนปรากฏ ใครยับยั้งได้ เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย จิตที่รู้แข็งก็เกิดที่กายปสาท ซึ่งขณะนั้นเป็นกายวัตถุ ซึ่งจริงๆ แล้วกรรมก็ทำให้เกิดทุกอนุขณะ ซึมซาบอยู่ทั่วตัว เพราะฉะนั้นจิตจะเกิดนอกรูปไม่ได้ ตั้งแต่ขณะแรกที่เกิด และขณะต่อๆ ไป จิตก็จะต้องเกิดที่รูปหนึ่งรูปใดใน ๖ รูป


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 194
    19 เม.ย. 2567

    ซีดีแนะนำ