ปกิณณกธรรม ตอนที่ 871


    ตอนที่ ๘๗๑

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมแคนทารีฮิลล์ จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๙


    อ.วิชัย เพราะความไม่รู้จึงมีการสนทนาธรรม แต่ก็ดูเหมือนว่าขณะนี้รู้ว่ามีจริง แต่ว่าการที่จะรู้แล้วก็เข้าใจ หรือว่าเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงว่าคืออะไรในแต่ละอย่างของธรรม ก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ยากที่จะรู้มากเลย

    ท่านอาจารย์ ก็ต้องฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ได้แน่นอน แต่ว่ารู้ว่ามีผู้หนึ่งที่ทรงตรัสรู้ความจริงถึงที่สุด เพราะฉะนั้นคำของผู้นั้นเป็นคำที่ควรฟัง เมื่อฟังแล้วก็ต้องพิจารณาว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังจริงหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าฟังแล้วก็เชื่อ ถ้าเราจะเชื่อ เชื่อหมดเลยทุกคน แล้วจะถูกต้องได้อย่างไร ถ้าเป็นคำจริง คำนั้นก็กล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ เพื่อให้ผู้ที่ฟังมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่ารู้อะไรในสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้หรือเปล่า เริ่มต้นคือเกิดมาในโลกนี้มีทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏตั้งแต่เด็กจนโตจนถึงวันนี้ แล้วมีความเข้าใจในสิ่งที่มีจริงๆ หรือยัง หรือไม่คิดถึงเลย อยู่ไปวันๆ หนึ่ง แล้วก็ไม่รู้อะไรจนตาย สำหรับคนนั้นก็เกิดมาเห็น ทุกคนเกิดมาเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก ตื่นหลับ ตื่นหลับ ทุกวัน เป็นอย่างนี้หรือเปล่าตั้งแต่เกิดมา ก็มีสิ่งที่ปรากฏ กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ก็เห็นไป ออกไปข้างนอกก็เห็น กลับบ้านก็เห็น อยู่ที่ไหนก็เห็น ทั้งวันก็เห็น แล้วก็ถึงเวลาที่หลับ ไม่มีอะไรปรากฏเลยทั้งสิ้น ชื่ออะไรอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่มีอะไรปรากฏให้รู้เลย แล้วจะรู้ได้อย่างไร

    เพราะฉะนั้นก็จะรู้ได้จริงๆ ว่า ถ้าไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องอย่างนี้ เราจะคิดไหมว่าเราเกิดมามีอะไรบ้าง ตอนเป็นเด็ก ทุกคนก็เคยเป็นเด็กมาแล้ว ตุ๊กตาของเล่นมากมาย เดี๋ยวนี้อยู่ไหน ไม่มี หรือใครยังเก็บอยู่ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ว่าก็มีเห็น มีได้ยินไปจนตาย โดยไม่รู้ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเห็น ทำไมไม่เห็น ทำไมเห็นแล้ว ตื่นแล้วเห็น ทำไมตอนหลับไม่มีอะไรปรากฏเลย แล้วพอถึงสุดท้ายก็จากโลกนี้ไป โดยไม่รู้ว่าตั้งแต่เกิดจนตายทำอะไรมาบ้าง มีความสุขหรือมีความทุกข์ มีความดีหรือว่ามีความชั่ว มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ มีเรื่องเศร้าโศกทุกข์ร้อน แล้วหายไปไหนหมด ไม่เหลือเลย แล้วมีทำไม เกิดมาทั้งชาติแล้วก็จากโลกนี้ไป แต่ก่อนจะจาก มีหมดเลยตั้งแต่เล็กจนโต แล้วก็ไม่เหลือเลย แล้วมีทำไม บางคนอาจจะไม่คิดเลย ไม่มีใครชวนให้คิดว่า แท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่มีสามารถจะรู้ได้ สามารถจะเข้าใจถูกต้องได้ มีคำตอบ เกิดทุกขณะ มีสิ่งปรากฏทุกขณะ จากโลกนี้ไป ก็มีคำตอบ เพราะว่าผู้ที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะตรัสรู้ความจริง คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงตรัสรู้แล้ว และได้ทรงแสดงพระธรรมโดยละเอียดอย่างยิ่ง หลังจากที่ตรัสรู้แล้วไม่นาน และ ๔๕ พรรษา ใกล้ที่จะปรินิพพานก็ยังทรงพระมหากรุณาแสดงธรรมให้คนที่มีโอกาสจะได้ฟัง ได้เห็นประโยชน์ของการที่เกิดมาในโลกแล้วไม่รู้ความจริง กับการที่รู้ความจริงว่าอะไรที่เกิดและหายไปได้อย่างไร หมดไม่เหลือเลย แค่เป็นคนนี้ชั่วชาตินี้ชาติเดียว ก่อนเกิดมาเป็นคนนี้ก็ไม่ได้เป็นคนนี้ ตายจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ไม่ได้เป็นคนนี้อีกต่อไป

    เพราะฉะนั้นจะเป็นคนนี้อีกนานเท่าไหร่ ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่า มาจากไหนที่มาเกิดเป็นคนนี้ แล้วก็ไม่รู้ว่าจากโลกนี้แล้วไปไหน แต่ว่าถ้าเข้าใจความจริง ก็จะรู้ว่ามีผู้ที่มีพระปัญญาเหนือบุคคลใดทั้งสิ้นในจักรวาล ไม่ใช่จักรวาลเดียว ไม่ว่าในโลกมนุษย์ เทวโลก พรหมโลก ทั้งหมด ไม่มีใครสามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ได้ แต่ว่าผู้ที่มีโอกาสได้ยินได้ฟัง เริ่มรู้ว่าคำจริงแต่ละคำมาจากใคร ถ้าไม่มีใครที่รู้ ไม่มีใครที่เข้าใจ จะรู้ไหมว่า ขณะนี้เห็นมี แต่เห็นเกิดแล้วก็ดับจริงหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าต้องเชื่อหรือให้เชื่อ แต่ขณะที่ได้ยินไม่ใช่เห็นเลย ขณะที่คิดก็ไม่ใช่เห็น ขณะที่กำลังรู้สึกเย็นหรือร้อน ก็ไม่ใช่ขณะที่เห็น เพราะฉะนั้นตลอดชีวิตมีแต่สิ่งที่เกิดหลากหลายมาก ไม่ซ้ำกันเลย แล้วก็ไม่กลับมาอีกด้วยแต่ละวัน

    เพราะฉะนั้นประโยชน์จริงๆ สำหรับผู้ที่เริ่มเข้าใจว่า เกิดแล้วต้องตาย ไม่มีใครเลยส้กคนที่ไม่ตาย และตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แล้วจะตายด้วยโรคอะไรก็ไม่รู้ มีท่านผู้หนึ่ง ท่านเล่าว่าก็มีญาติผู้ใหญ่ของท่าน ก็สูงอายุ จากไปโดยนั่งพิงฝาในห้องน้ำ สบายมากเลยใช่ไหม แต่ว่าทุกคนก็ไม่ได้จะเป็นอย่างนี้เหมือนกันทุกคน บางคนก็เจ็บปวดทรมานมาก ทำไมหลากหลายอย่างนี้ ต้องมีเหตุที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้น ไม่มีอะไรที่จะเกิดขึ้นมาได้เพียงลอยๆ อยู่ดีๆ ก็เกิดขึ้นมาเป็นอย่างนั้น ไม่มี ไม่ได้ ถ้าไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ ทำไมถึงเกิดเป็นอย่างนี้ แต่ผู้ที่รู้ทรงตรัสรู้ความจริงว่า ทุกอย่างที่เกิดได้ต้องมีสิ่งที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น แต่ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร

    เพราะฉะนั้นการศึกษามีมากมายหลายวิชาสาขาในโลก จนกระทั่งปรากฏเหมือนความน่าอัศจรรย์อย่างยิ่งของคนที่สามารถคิดประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ใหม่ๆ ไปถึงโลกไหนก็ได้ แค่โทรศัพท์อันเดียวก็สามารถที่จะทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง นั่นก็คือความคิดของคนที่คิดว่าคิดเก่ง แต่รู้ไหมว่าเดี๋ยวนี้คืออะไร เพราะฉะนั้นจะเห็นได้เปรียบเทียบได้ว่า ทุกวิชาบางคนก็สงสัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะรู้ไหม จนกระทั่งมีคนหนึ่งถามว่า พระพุทธเจ้าเล่นเปียโนได้ไหม ขณะที่ว่าเดี๋ยวนี้สิ่งที่มีทั้งหมดทุกอย่างทุกประการทรงตรัสรู้ แล้วเพียงแค่นี้ไม่เหลือวิสัยเลย เพราะฉะนั้นมีสิ่งที่น่าอัศจรรย์มากมาย ซึ่งคนในยุคนี้ก็คิดว่า เขามีแต่สิ่งในยุคนี้เท่านั้นที่ใหม่ ดูน่าอัศจรรย์ แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้น คือรู้สิ่งที่คนยุคนี้ไม่รู้

    เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งซึ่งถ้าถามคนที่คิดประดิษฐ์อะไรต่างๆ เก่งมากเลย ถามเขาว่าขณะนี้มีอะไรบ้าง และให้แสดงความจริงอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้และได้ทรงแสดงพระธรรมไว้ ไม่มีใครสามารถที่จะทำได้เลย เป็นไปไม่ได้ แม้แต่คำเดียว คำพูดของใครก็ตาม เราสามารถที่จะหยั่งถึงปัญญาของเขาได้ใช่ไหม อย่างคำถามเรื่องอะไร ถามเรื่องง่ายๆ เรื่องยากๆ เรื่องจริง เรื่องไม่จริง เรื่องรู้ เรื่องไม่รู้ คำถามวกวนหรือว่าคำถามตรงประเด็น หรืออะไรสารพัดอย่าง คำทุกคำมาจากจิต เพราะฉะนั้นก็ส่องไปถึงจิตว่า จิตของคนนั้นมีความเข้าใจถูกมีความเห็นถูก ยังมีความไม่รู้ หรือว่ายังมีธรรมอะไรอีกมากมายที่ทำให้คำนั้นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเหมือนคำของคนอื่นไหม ไม่มีทางแม้แต่คำเดียว ต้องเป็นผู้ที่เห็นพระคุณอย่างยิ่งว่า เมื่อได้ทรงตรัสรู้แล้ว ถ้าไม่ทรงแสดงธรรมเลย สัตว์โลกไม่มีโอกาสที่จะรู้ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไร แน่นอน แต่เพราะแต่ละคำที่ตรัสแสดงความจริงของธรรม ทำให้คนฟังมีความเข้าใจขึ้น มีความเห็นถูกต้องขึ้น รู้ได้เลยว่า แต่ละคำต้องเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่สามารถที่จะรู้ความจริงนี้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าใครคิดว่า พระธรรมง่าย ถูกหรือผิด ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คิดว่าไม่ต้องฟังก็ได้ ปฏิบัติเลย จะรู้ความจริงได้ไหม

    อ.วิชัย ไม่ได้เลย

    ท่านอาจารย์ ผู้นั้นก็อภิเษกตนเองว่าเป็นผู้ที่รู้หนทางนั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่จะสนทนากัน ก็คือผู้ที่เห็นประโยชน์ของการที่เกิดมาแล้ว ควรจะได้เข้าใจความจริง เพราะยึดถือว่าเป็นเราเกิด แล้วทำไมเราตาย และเรามาจากไหน และตายแล้วไปไหน แต่ก็ยังคงยึดถือว่าเป็นเรา ถูกหรือผิด ก็เป็นสิ่งซึ่งถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะไม่รู้จักคำว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง มีจริงแน่นอน ไม่มีใครไปทำอะไรเลย ทำไม่ได้ด้วย แต่เมื่อสิ่งนั้นมีจริง สิ่งนั้นก็เกิดโดยอาศัยกันและกันเกิดขึ้น เกิดแล้วไม่ยั่งยืนเลย ดับไปไม่กลับมาอีก เมื่อวานนี้อยู่ไหน เมื่อเช้านี้อยู่ไหน เมื่อสักครู่นี้เองอยู่ไหน ถ้ารู้ความจริงก็คือว่า ไม่เหลือ ไม่มีอะไรเหลือเลย เพียงแต่มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่มีใครรู้ ยังคงยึดถือสภาพธรรมที่เกิดสืบต่อเร็วมากเหมือนว่า สิ่งนั้นยังมีอยู่

    ด้วยเหตุนี้ต้องเป็นผู้ที่ไม่ประมาท และรู้ว่าเราเป็นใคร พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใคร เทียบกันไม่ได้เลย เมื่อเทียบกันไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปคิดเอง แต่ฟังคำของผู้ที่ทรงตรัสรู้ แล้วพิจารณาไตร่ตรองจนเป็นความเข้าใจของเราเอง ความเข้าใจของเราที่เกิดจากการฟัง เทียบกับผู้ที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีจนรู้ความจริงถึงที่สุด และพระธรรมที่ทรงแสดงไว้มากมายหลายคำ แต่เราก็เพิ่งรู้ทีละคำสองคำโดยประมาทไม่ได้เลยว่าคำนั้นต้องรอบรู้ เพราะว่าพระธรรมที่ทรงแสดงไว้มาก ถ้าไม่รู้ทีละคำจริงๆ เข้าใจผิด แต่ถ้ารอบรู้ในแต่ละคำ คำนี้รู้จริงๆ คำต่อไปรู้จริงๆ คำต่อไปเข้าใจจริงๆ ก็ไม่มีทางที่จะผิดได้ เพราะฉะนั้นการสนทนาธรรม ก็คือว่า ผู้รู้น้อยทั้งหลาย มีใครรู้มากไหม ไม่มีเลย ไม่มีใครจะบอกได้ว่า เข้าใจทุกคำในพระไตรปิฎกหมดแล้ว รอบรู้ทั้งหมดเป็นไปไม่ได้เลย เป็นไปไม่ได้แน่นอน เพราะว่าเพียงคำเดียวยังต้องมีคำอธิบายขยายความโดยท่านผู้รู้ที่อนุเคราะห์บุคคลรุ่นหลัง แต่ต้องเป็นบุคคลรุ่นแรกในครั้งพุทธกาลที่สามารถที่จะได้ยินได้ฟังแล้วบอกว่า คำนี้หมายความว่าอย่างไร เพื่อไม่ต้องคิดเองเพราะคิดเองผิดแน่ เพราะไม่รู้อะไรแล้วไปคิดได้อย่างไร

    ด้วยเหตุนี้แต่ละคำที่เราได้ฟัง ไม่ว่าจะกี่คำทั้งชาติ ก็ขอให้ได้มีความเข้าใจขึ้น และก็มีความเข้าใจมั่นคงขึ้น จะได้รู้ว่าความจริงเป็นอย่างนี้ และก็มีความเข้าใจขึ้น ปัญญาที่เพิ่มขึ้นนั่นเองก็จะทำกิจของปัญญาที่จะรู้ว่าไม่มีเรา แต่ว่าทั้งหมดเป็นธรรมแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่ง

    อ.วิชัย ก่อนการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้พระองค์เป็นพระโพธิสัตว์ก็ยังถูกห่อหุ้มด้วยความมืดคืออวิชชา ฉะนั้นขณะนี้แต่ละคน แม้มีโอกาสที่ได้ยินได้ฟังบ้าง มีโอกาสเข้าใจขึ้นบ้าง แต่ว่าความมืดที่จะให้เห็นถึงว่า มืดกว่าสิ่งใดๆ คืออวิชชา เป็นลักษณะอย่างไร ที่เป็นความมืดแม้ในขณะนี้

    ท่านอาจารย์ เห็นใช่ไหม

    อ.วิชัย เห็น

    ท่านอาจารย์ มืดหรือสว่าง

    อ.วิชัย ตอนนี้ก็สว่าง

    ท่านอาจารย์ ได้ยิน มืดหรือสว่าง

    อ.วิชัย มืด

    ท่านอาจารย์ แล้วก็รส มืดหรือสว่าง

    อ.วิชัย รสก็มืด

    ท่านอาจารย์ ร้อน มืดหรือสว่าง

    อ.วิชัย ร้อนก็มืด

    ท่านอาจารย์ คิด มืดหรือสว่าง

    อ.วิชัย คิดก็มืด

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นอะไรสว่าง สว่างเมื่อเห็น นอกจากนั้นมืดหมด หลับตา คิดก็มี เสียงก็มี จำก็มี โกรธก็มี มีทุกอย่างในความมืด ทุกคนรู้แค่นี้ แต่ความมืดกว่านั้นมี เพราะไม่รู้ความจริง รู้กับไม่รู้ ๒ อย่าง อะไรสว่าง อะไรมืด

    อ.วิชัย รู้ต้องสว่างกว่าไม่รู้

    ท่านอาจารย์ สว่างจึงรู้ใช่ไหม เพราะรู้นั่นแหละสว่าง แต่ถ้าไม่รู้แล้วจะสว่างได้อย่างไร เพราะฉะนั้นจะเปรียบเทียบความมืดก็คือว่า ชาติก่อนมี เกิดแล้วหมดแล้ว จำได้ไหม

    อ.วิชัย จำไม่ได้

    ท่านอาจารย์ มืดไหม

    อ.วิชัย ก็มืด

    ท่านอาจารย์ ต้องมืดสนิทแน่เลยใช่ไหม จากโลกไหนไป โลกนั้นมืดสนิท จำอีกไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้เหมือนสว่าง พอจากไปแล้วก็มืดสนิท จำไม่ได้เลย เคยนั่งอยู่ตรงนี้ใช่ไหม เห็นคนโน้นคนนี้กำลังสนทนากันเรื่องนี้ เหมือนชาติก่อนจะเคยอยู่ที่ไหนอย่างไร เหมือนกับไม่มืดเลย แต่พอจากชาตินั้นไปแล้ว ชาติก่อนมืดสนิท จำไม่ได้เลย แล้วความไม่รู้จะยิ่งมืดกว่านั้นสักแค่ไหน ทุกชาติที่ผ่านมาในแสนโกฏิกัปเป็นอย่างนี้ มืดมาทุกชาติ จนกว่าจะได้ฟังความจริง เหมือนหลับ ในฝันมีทุกอย่างเลย วันนี้ฝันว่ามาเชียงใหม่นั่งตรงนี้ได้ไหม

    อ.วิชัย ฝันได้

    ท่านอาจารย์ ฝันได้ทุกอย่าง ไปไหนก็ได้ในฝัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความต่างระหว่างฝันกับไม่ฝัน เพราะฉะนั้นการที่เราจะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องตามลำดับขั้น ทำไมว่าฝัน เพราะตื่นแล้ว สิ่งที่มีในฝันไม่มีเลยใช่ไหม เพราะฉะนั้นถ้าตื่นแล้ว สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ไม่เหลือเลย นี่คือความหมายของมืดกับฝัน เหลือไหมพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้ เป็นเมื่อวานนี้ของพรุ่งนี้ วันนี้เองจะเป็นเมื่อวานนี้ของพรุ่งนี้ พอถึงพรุ่งนี้แล้วบอกได้เมื่อวานนี้เรามาที่นี่ใช่ไหม แต่พรุ่งนี้จะบอกว่าเมื่อวานนี้ และเช่นเดียวกัน วันนี้เป็นพรุ่งนี้ของเมื่อวานนี้ใช่ไหม เมื่อวานนี้เรายังไม่รู้เลยว่า เราจะมาถึงที่นี่เมื่อไหร่กี่โมง จะมีอะไรที่นี่บ้างก็ไม่รู้ แต่เมื่อวานนี้ไม่รู้ วันนี้รู้ แต่วันนี้ก็ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร รู้แค่วันนี้ มืดไหม เพราะเมื่อเป็นอีกชาติหนึ่งก็ไม่เหลือเลย ไม่รู้เลยด้วย ไม่รู้ มีแต่ไม่รู้ ไม่รู้ เกิดก็ไม่รู้ ทำไมเกิดต่างกัน หญิงบ้างชายบ้าง ที่โน่นบ้างที่นี่บ้าง รูปร่างอย่างนั้นบ้างอย่างนี้บ้าง ยิ่งสัตว์เดรัจฉานยิ่งหลากหลาย ผีเสื้อแต่ละตัวก็ปีกไม่เหมือนกัน ทุกสิ่งทุกอย่างหมดเลย แม้แต่สิ่งที่ไม่มีชีวิต ดอกไม้ต้นไม้ยังไม่เหมือนกัน

    นี่คือความหลากหลายอย่างยิ่งของสิ่งที่มีจริง ถูกต้องไหม สิ่งที่มีจริงนั่นแหละเป็นธรรมทั้งหมด คือไม่ใช่ใครสักอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่เป็นแต่ละหนึ่ง ไม่ปะปนกันเลย หนึ่งคือหนึ่ง เห็นเป็นหนึ่ง แข็งเป็นหนึ่ง เสียงเป็นหนึ่ง ได้ยินเป็นหนึ่ง โกรธเป็นหนึ่ง แล้วเราที่ไหนมี แต่เพราะไม่รู้และเมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น มีหรือที่จะไม่ติดข้องในสิ่งที่มีให้ติดข้อง ถ้าไม่มีจะติดข้องไหม ไม่มีเลยแล้วจะไปติดข้องในอะไร แต่ติดข้องทันทีที่มี นี่ก็เป็นสิ่งซึ่งกว่าจะรู้ความจริงว่าเกิดมาทำไม ในเมื่อเกิดแล้วก็หมดไปหมดไปหมดไป จนถึงไม่เหลือเลยทุกชาติ แล้วก็ห้ามไม่ได้ หยุดยั้งไม่ได้ เพราะกำลังเป็นอย่างนี้ ต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาที่เห็นความไม่มีสาระของการที่จะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพียงชั่วคราว ไม่ให้ไม่มีก็ไม่ได้ มีแล้วไม่ให้หมดไปก็ไม่ได้ นี่คือความจริง

    เพราะฉะนั้นผู้ที่มีปัญญาอย่างยิ่ง แล้วก็สามารถที่จะรู้ได้ว่า ไม่ได้เป็นอย่างนี้เพียงแค่เดี๋ยวนี้ เป็นมาก่อนนั้นนานแสนนานแสนโกฏิกัป และต่อไปอีกข้างหน้าก็จะเป็นอย่างนี้ แต่ไม่มีอะไรเลย นอกจากสิ่งที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้นดับไป เร็วมากเหมือนหมุนไปอย่างเร็วตลอดเวลาไม่หยุดยั้งเลย แต่ว่าไม่เหลืออะไรเลยสักหนึ่งหรือสักขณะเดียว เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรม ก็คือผู้ที่รู้ความจริง และก็เห็นประโยชน์อย่างยิ่งของการที่เกิดมาแล้วจะอยู่อย่างไร จะเป็นอย่างไร จะจากไปอย่างไร ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะเหตุว่าสิ่งที่มีก็หลากหลายมาก มีทั้งดีและชั่ว ซึ่งมีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้น เขาชั่วเขาดีเพราะมีเหตุ ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็มีดีมีชั่วขึ้นมาได้ แต่ถ้ามีความเข้าใจลองคิดดู ถ้าเข้าใจความจริง ก็ย่อมเห็นสิ่งที่ไม่ดีว่าไม่ดี เห็นสิ่งที่ดีว่าดี

    เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจความจริงอย่างนี้ ก็รู้ว่าสิ่งที่ดีมีประโยชน์ เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่เราจะรู้ว่า การฟังพระธรรมต้องเป็นสิ่งที่ดีแน่นอน เพราะเหตุว่าเราจะไปเรียนที่ไหน ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เมื่อยังมีคำที่บุคคลในครั้งโน้นได้ฟังได้จารึกไว้สืบทอดมาจนถึงเรา เราก็จะศึกษาด้วยความเคารพอย่างยิ่งคือไม่ประมาท ไม่คิดเอง ทุกคำต้องไตร่ตรอง ประโยชน์สูงสุดคือ แม้คำเดียวที่เข้าใจ ก็เป็นประโยชน์ที่จะสืบต่อไปทุกชาติ

    อ.วิชัย เมื่อกล่าวถึงว่าสิ่งที่มีก็เหมือนกับเป็นสิ่งชั่วคราว คือเหมือนกับถ้าเทียบว่าแต่ละขณะก็กำลังเป็นไป แล้ววันนี้ก็จะเป็นอดีตของวันพรุ่งนี้ ทุกคนที่ก่อนฟังก็รู้ว่า วันนี้ก็ต้องผ่านไปก็ต้องมีพรุ่งนี้ แต่การที่จะรู้และเข้าใจที่จะเห็นอะไรที่ว่าเป็นของชั่วคราว แล้วก็จะรู้ได้อย่างไรว่า เป็นธรรมไหนเป็นส่วนที่ดีไม่ดี ก็ดูเหมือนกับมีธรรมมากมายที่ยังไม่เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ คิดเองได้ไหม

    อ.วิชัย คิดเองไม่ได้แน่นอน

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นมีทางที่จะรู้ได้โดยไม่ต้องคิดเองใช่ไหม เพราะคิดเองอย่างไรก็ผิด

    อ.วิชัย ก็ต้องฟังจากผู้ตรัสรู้คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ท่านอาจารย์ มิฉะนั้นผู้นั้นก็จะไม่กล่าวว่า มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง แต่เมื่อได้ฟังเข้าใจแล้ว ก็เข้าใจทันทีว่าที่พึ่งอื่นไม่มีแน่นอน นอกจากพระรัตนตรัยเท่านั้น

    อ.อรรณพ มืดสว่างก็มีหลายนัย ทีนี้ความมืดความสว่างที่จะเตือนให้เราเข้าใจ ก็คือว่ามีปัญญาหรือไม่มีปัญญาที่จะรู้ความจริง

    ท่านอาจารย์ ถามทุกคนว่าเดี๋ยวนี้สว่างไหม ทุกคนก็ต้องพูดว่าสว่าง ถ้าถามว่าแล้วเห็นคืออะไร ตอนนี้มืดแล้ว

    อ.อรรณพ เห็นก็คือสภาพรู้

    ท่านอาจารย์ เขาไม่รู้

    อ.อรรณพ เขาไม่รู้ เขาก็บอกว่าเห็นกับสว่างก็ปนๆ กันไป

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นที่ตอบว่าอย่างนั้น มืดหรือสว่างที่ไม่รู้ว่าเห็นคืออะไร

    อ.อรรณพ มืดด้วยปัญญาไม่มี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเวลาไม่รู้ต้องมืดแน่ เพราะอะไร มืดแล้วไม่เห็นอะไร เวลามืด เพราะฉะนั้นเวลาที่ไม่รู้ว่าเห็นคืออะไร ขณะนั้นก็ต้องมืด เพราะไม่รู้ว่าเห็นคืออะไร

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 178
    26 ก.พ. 2569