ปกิณณกธรรม ตอนที่ 868


    ตอนที่ ๘๖๘

    สนทนาธรรม ที่ ราวินโฮม รีสอร์ท จ.นครนายก

    วันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙


    อ.อรรณพ จริตที่พระองค์ท่านทรงจำแนกทั้ง ๖ นี่ เพื่อที่พระองค์ท่านจะแสดงพระธรรมให้กับผู้ที่สะสมมาหลากหลาย แตกต่างกัน

    ท่านอาจารย์ ก็ถูกต้อง มีใครที่จะรู้ นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความประพฤติเป็นไปตั้งแต่แสนโกฎกัปจนถึงขณะนี้ บางชาติเป็นอะไร ประพฤติอย่างไร คงจำได้ ท่านพระอานนท์สมัยหนึ่งที่ท่านยากจนมาก ท่านก็ฝังเงินไว้ที่กำแพง ภรรยาก็อยากจะไปเที่ยวงานมหรสพ บอกให้ไปเอาเงินนั้นมา ท่านก็ฝ่าแดดไปเลย แดดร้อนเท่าไหร่ ร้องเพลงไปด้วย จะได้ไปเอาเงินนั้นมาสนุกสนานรื่นเริงในวันนักขัตฤกษ์ สมัยหนึ่ง คือ ณ กาลครั้งหนึ่ง แต่ท่านก็เป็นท่านพระอานนท์ ผู้เลิศถึง ๕ สถาน

    เพราะฉะนั้น แต่ละคนนี่จะไม่รู้เลย ว่าทำอะไรมาบ้างแล้ว แต่ที่กล่าวถึงชาตินี้เป็นชาติก่อนของชาติหน้า ไม่ใช่พูดเล่น แต่พูดให้รู้ว่า ทำอะไรอยู่ เพราะเหตุว่าชาติหน้าไม่ไกล เพราะฉะนั้น ชาตินี้ ถ้าทำดีมาก ใช่ไหม แทนที่จะไปทำสิ่งที่ไร้สาระ ไม่มีประโยชน์ ก็จะรู้ได้ ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า ชาติก่อนเราเป็นอย่างไร ทำอะไรไว้ เพราะฉะนั้น ชาติปัจจุบันนี้ ชัดเจน ไม่ต้องไปหาคำตอบจากคนอื่นเลย ว่าชาติก่อนเราทำอะไรเมื่อถึงชาติหน้า คือตายจากชาตินี้แล้ว ชาตินี้ก็เป็นชาติก่อนของชาติหน้า

    ถ้าจะกลับกัน ชาตินี้เป็นชาติหน้าของชาติก่อน ถูกต้องไหม ชาตินี้ เดี๋ยวนี้แหละ เป็นชาติหน้าของชาติก่อน ชาติก่อนเราก็อาจจะคิดอย่างชาตินี้ ว่าจะไปเกิดเป็นอะไร ไม่มีใครรู้เลย มาจากไหนก็ไม่รู้ ทำอะไรมาบ้างก็ไม่รู้ แต่รู้เดี๋ยวนี้เอง ขณะนี้แหละ เป็นชาติหน้าของชาติก่อน ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ชาติหน้าเราจะเป็นอะไร ก็เป็นอย่างที่เป็นในชาตินี้แหละ เพราะว่าชาตินี้เป็นชาติหน้าของชาติก่อน ซึ่งไม่รู้เลยว่าเราจะเกิดที่นี่ อย่างนี้ เป็นคนนี้ แต่ละวัยที่ผ่านมานี่ จะพบอะไรบ้าง แล้วก็จะมีเหตุการณ์ใดๆ บ้างในชีวิต ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ ชาติก่อนไม่รู้ เพราะชาตินี้ยังไม่มี แต่เมื่อมีแล้ว ชาติก่อนก็หมดสงสัยไป ก็เกิดอย่างนี้แหละ เป็นอย่างนี้แหละ นี้คือชาติหน้าของชาติก่อน

    พอถึงจากโลกนี้ไป ถึงชาติหน้า ไม่ต้องถามใครถึงชาติก่อน เพราะชาตินี้เป็นชาติก่อนของชาติหน้า เพื่อให้ทำความดี เพื่อให้เข้าใจธรรม เพื่อให้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ เพราะต้องรู้ว่าอะไรเป็นประโยชน์จริงๆ อกุศลธรรมทั้งหมดไม่เป็นประโยชน์ แต่กุศลธรรมทั้งหมดเป็นประโยชน์ และที่ประเสริฐสุดก็คือ ปัญญา ความเห็นถูกต้อง ถ้าเราเป็นที่รักของใคร เช่น ของพ่อแม่ เพื่อนฝูง เขาก็อยากให้เราเป็นคนดี เขาคงไม่หวังร้ายกับเรา ครูบาอาจารย์ก็คงอยากจะให้เราดี ใช่ไหม เพราะฉะนั้น เมื่อทำความดี ก็เหมือนกับตอบแทนคุณของบุคคล ซึ่งได้กระทำดีต่อเรา และหวังดีต่อเรา แต่จริงๆ แล้วก็คือว่า ผู้ที่ควรที่จะบูชาสูงสุด ก็คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และควรจะรักษาพระธรรมไว้ให้ถูกต้อง มั่นคง ไม่คล้อยตามไปในส่วนใหญ่ ซึ่งไม่เข้าใจและประพฤติผิด

    เพราะฉะนั้น ก็เป็นการที่จะรู้ว่า “ความดี” เป็นสิ่งที่คนที่ได้รับ เป็นการบูชาสูงสุดของคนนั้น ที่จะบูชาคนอื่นด้วยการทำความดี และชาติหน้าก็ไม่ต้องเสียใจ ใช่ไหม เพราะชาตินี้ทำดี

    ผู้ฟัง ความทุกข์ทำให้ผมเห็นธรรมของพระพุทธองค์ แต่ที่ผมกว่าจะพลิกตรงนี้ได้ ผมแปลกใจตัวเองอยู่ว่า ทำไมผมเป็นมิจฉาทิฏฐินานเหลือเกิน

    ท่านอาจารย์ แต่ละคนก็เป็นแต่ละหนึ่ง ไม่มีทางที่จะเหมือนกันได้เลย แต่ละหนึ่งของท่านพระอานนท์ในแสนโกฎกัป แต่ละหนึ่งของท่านพระสารีบุตร แต่ละหนึ่งของมหาอำมาตย์ทั้งหลายในสมัยโน้น ก็เป็นแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะไปกะเกณฑ์ได้ เพราะเหตุว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา แต่ก็เห็นสิ่งที่ได้สะสมมาแล้ว ถ้าไม่เคยสะสมการได้ยินได้ฟัง และไม่สะสมการที่จะรู้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ ก็ไม่สามารถที่จะละมิจฉาทิฏฐิได้ แต่ก่อนที่จะได้เข้าใจถูกต้อง ก็ต้องผ่านเหตุการณ์ที่เป็นไปเพราะความไม่รู้ เด็กทุกคนก็เป็นอย่างนั้นแหละ ก็ไม่รู้ บางคนจะสอบ ก็ไปให้คนเสกปากกา จะเข้าสาขาไหน ก็ให้เป็นสีนั้นด้วย นี่คือเพราะความไม่รู้ทั้งหมด จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม จึงรู้ความจริงว่าไม่มีเรา แต่มีสภาพธรรมซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัย บังคับบัญชาไม่ได้ จิตเจตสิกเป็นสภาพรู้ เกิดขึ้นรู้ แล้วดับไปเร็วสุดที่จะประมาณได้ แล้วก็สภาพธรรมอื่นก็เกิดสืบต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่น

    เพราะฉะนั้น ก็เป็นการสะสมทุกอย่าง ที่เป็นกุศลและอกุศล ที่เกิดขึ้นแล้วดับไป จนกระทั่งเป็นแต่ละหนึ่งๆ เป็นอนัตตา ให้เข้าใจในความหมายของคำว่า ไม่มีเราที่จะไปเปลี่ยนแปลง ไม่มีเราที่จะทำอะไร แต่ปัจจัยที่สะสมมาต่างหาก ที่ทำให้มีความเห็นถูก ความเข้าใจถูกได้ หลังจากที่ผิดมานาน

    อ.คำปั่น ถ้ากล่าวถึงความเป็นไปของแต่ละคน ก็แตกต่างกัน แต่ว่าเมื่อกล่าวโดยความเป็นจริงก็คือ เป็นความเสมอกันโดยความเป็นจริงของธรรม แต่ว่าก็หลากหลายตามความเป็นไปของธรรม ที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย อย่างที่ท่านอาจารย์จะได้กล่าวถึงว่า แต่ละคนเป็นแต่ละหนึ่ง นี้ก็แสดงถึงความชัดเจนของความเป็นธรรม ที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแต่ละบุคคล ตามการสะสม แล้วก็ตามเหตุตามปัจจัย แต่ว่าการที่จะเข้าใจในความเป็นจริงของธรรมว่า ไม่ใช่เรา เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งว่า การที่จะมั่นคงในความเป็นจริงของธรรมว่า ไม่ใช่เรา นั้น เป็นอย่างไร เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วเวลาที่มีอะไรเกิดขึ้น ก็จะบอกว่า นี่เป็นเราที่เป็นอย่างนี้ เป็นตัวเราที่เป็นอย่างนี้ แต่จริงๆ ก็คือ ธรรมเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย

    ท่านอาจารย์ เพราะความเข้าใจธรรมยังไม่พอ ยังไม่เป็นปัจจัยที่จะให้ระลึกได้ เวลาโกรธเกิดขึ้น ไม่อยากโกรธ แต่ว่าที่จริงแล้ว ก็คือว่า ถ้าสะสมความเห็นถูกต้องมา ก็จะรู้ว่าขณะนั้นที่โกรธ ก็เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งกำลังแสดงอาการความจริงว่า ธรรมนั้นเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ถ้าทั่วหมดก็คือเป็นธรรมทั้งหมด แต่ถ้ายังไม่ทั่ว เดี๋ยวก็เป็นเราบ้าง เป็นธรรมบ้าง ตามกำลังของความเห็นถูกต้อง ต้องเป็นผู้ตรง ละความไม่รู้และการยึดถืออะไรเดี๋ยวนี้ ความไม่รู้ว่า เห็นเป็นเพียงธาตุรู้ เกิดเพราะเหตุปัจจัย จะเปลี่ยนธาตุรู้ ให้เป็นไม่รู้ ไม่ได้ และสิ่งซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ ก็จะเปลี่ยนให้เป็นสภาพรู้ไม่ได้

    เพราะฉะนั้น ธรรมแต่ละหนึ่งก็เป็นอย่างนั้น เมื่อมีเหตุปัจจัย จึงเกิดได้ เกิดแล้วก็ดับไป ถ้าเข้าใจอย่างนี้ มั่นคงขึ้น มั่นคงเรื่อยๆ ก็จะรู้ว่า กำลังไม่รู้อะไร กำลังไม่รู้เห็นที่กำลังเห็น กำลังไม่รู้ได้ยินที่กำลังได้ยิน กำลังไม่รู้คิดที่กำลังคิด ไม่รู้หมด จนกว่าจะค่อยๆ รู้ขึ้น โดยความเป็นอนัตตา ไม่ใช่ด้วยความเป็นตัวตน ที่อยากจะทำให้รู้อย่างนั้น ความรู้ซื้อได้ไหม ไม่มีทางเลย

    อ.คำปั่น ถ้ากล่าวถึงในความเป็นจริงของพระธรรมคำสอนแล้ว ก็เป็นความจริง เป็นสัจจธรรม ที่พระองค์ทรงแสดง แต่ว่าเมื่อกล่าวโดยความเป็นจริงแล้ว ธรรมนี่ก็หลากหลายมาก ซึ่งพระองค์ก็ทรงแสดงโดยนัยต่างๆ โดยนัยของขันธ์บ้าง ธาตุบ้าง อายตนะบ้าง เป็นต้น แต่ว่าเมื่อประมวลแล้ว ก็คือ เพื่อเข้าใจความจริง แต่ว่าความจริงก็หลากหลายมากจริงๆ ก็เป็นสิ่งที่ยากที่จะเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ถึงจะหลากหลายมากสักเท่าไหร่ ก็คือ จิต เจตสิก รูป นิพพานยังไม่ปรากฏ เพราะว่า จิตเป็นจิต เจตสิกมากเท่าไหร่ก็เป็นจิตไม่ได้ ก็เป็นเจตสิกแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งซึ่งหลากหลาย เพราะเหตุว่า ประกอบด้วยการสะสมของแต่ละครั้งที่มีจริงและปรากฏ เช่น ถ้าเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วชอบ จิตที่ชอบดับไปแล้ว แต่ความชอบที่เกิดแล้วในจิตนั้นก็ยังคงสะสมสืบต่อ

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราชอบ ชาติไหนๆ ก็ตามแต่ แล้วก็พลัดพรากจากไปในชาตินั้น แต่ความชอบไม่ได้หายไปเลย สิ่งนั้นเป็นสิ่งอื่นไปแล้ว ชาติก่อนชอบใคร ชอบอะไร พอถึงชาตินี้ ไม่มีอีกแล้วสำหรับชาติก่อนที่จะเป็นคนนั้น หรือเป็นสิ่งที่เราชอบ และอะไรๆ แม้แต่รูปร่างกายของเราเอง ก็ติดตามไปไม่ได้ ก็เป็นบุคคลใหม่ เพราะเหตุว่าเกิดจากกรรมที่ไม่ใช่กรรมที่ทำให้สิ้นสุดจากความเป็นบุคคลในชาติก่อน แต่ว่าสิ่งที่มีในชาติก่อนทั้งหมด ไม่ได้หายไปเลยสักอย่าง ไม่ว่าจะเห็นดอกไม้แล้วชอบ ชอบดอกไม้สีอะไร บางคนก็ชอบดอกกุหลาบ แต่ต้องสีชมพู อันนี้ก็เป็นการสะสมของแต่ละคน ไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น สิ่งใดก็ตามที่ชอบแล้ว ดอกกุหลาบสีชมพู ก็ไม่มีอีกแล้ว แต่ความชอบติดตามไปในจิต พร้อมที่จะชอบสีอื่นแล้ว หรือว่าสีชมพู แต่ก็เพิ่มเป็นชมพูเข้ม ชมพูอ่อน ทุกอย่างนี้เป็นขณะซึ่งเราไม่รู้ได้เลยว่า ไม่มีเรา แต่เป็นจิตและเจตสิก ซึ่งสะสมทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะเห็นอะไร ได้ยินอะไร คิดอะไร

    ด้วยเหตุนี้ แต่ละคนจึงหลากหลาย เพราะเหตุว่าการสะสมซึ่งเป็นธรรม ซึ่งเกิดแล้วไม่ได้หายไปไหน อยู่ในจิต เพราะฉะนั้น ไม่ต้องห่วงว่าจะจากใคร เพราะโลภะมีอยู่ พร้อมที่จะเกิดใหม่ ชาติไหน ก็พอใจติดข้องอีก ลืมเก่าไปเลย ใช่ไหม

    อ.อรรณพ แม้เพียงในชาตินี้ พอจะเห็นได้ อย่างตอนนี้เราก็เห็นดอกไม้ ก็ชอบ เดี๋ยวดอกไม้วันสองวันก็เหี่ยวแล้ว เดี๋ยวตามไปชอบที่มูลนิธิต่อ สัปดาห์หนึ่ง อีกสัปดาห์หนึ่งก็เหี่ยวใหม่ แล้วก็มีมาใหม่ คือ เหมือนมีอะไรใหม่ๆ ให้โลภะติดเรื่อยๆ

    ท่านอาจารย์ เป็นของธรรมดา เพราะว่าเก่าไม่มี หมดแล้ว ไม่เหลือ

    อ.อรรณพ แล้วก็ติดข้องกันใหม่

    ท่านอาจารย์ ใหม่มา ก็ติดข้อง ก็ดับไปอีก แต่ความติดข้องไม่หายไป

    อ.อรรณพ แต่กลับเพิ่มพูนความติดข้องมากขึ้นเรื่อยๆ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ละโลภะ ละยากไหม ละความไม่รู้ ละยากไหม ถ้าไม่ใช่ปัญญา ไม่มีทางเลย ซึ่งจะรู้ความจริงของสภาพธรรม แล้วรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรละ โลภะนี้รู้สึกไม่อยากละ เพราะไม่รู้ความจริง ว่าสภาพธรรมทั้งหลายนี่ ไม่เที่ยง เมื่อคิดว่าเที่ยง ก็เป็นที่ตั้งของความยินดีพอใจ แต่ถ้าประจักษ์แจ้งจริงๆ จากไม่มี แล้วเกิดขึ้น ปัจจัยทั้งหลายที่ได้เรียนมาตามตำรา เข้าใจขณะนั้นหรือเปล่า เพราะว่าตอนเรียนก็เป็นชื่อหมดเลย ใช่ไหม สัมปยุตตปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย อารัมมณปัจจัย เรียนไปเพื่อเข้าถึงความเป็นธรรม ซึ่งไม่ใช่เรา แต่ไม่ได้หมายความว่า ขณะใดก็ตามที่สภาพธรรมนั้นปรากฏ จิตต้องไปคิดถึงปัจจัย ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ว่าเรียนจนกระทั่ง เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น ก็เห็นความจริงว่า เพราะมีปัจจัยที่ทำให้เกิดเป็นสิ่งนั้น ไม่เป็นสิ่งอื่น

    เพราะฉะนั้น ความเข้าใจนี้ ก็จะติดตามไป ตั้งแต่ขั้นปริยัติ เข้าใจ จนกระทั่งเมื่อสภาพธรรมนั้นปรากฏ การที่ได้เข้าใจแล้ว ก็สามารถที่จะรู้ความจริงในขณะนั้น เมื่อสภาพธรรมนั้นเกิดแล้วดับ แต่อย่างอ่อน ขันติญาณ มีหลายขั้น เป็นวิปัสสนาญาณ ทั้งหมด

    เพราะฉะนั้น ที่ใช้คำว่า วิปัสสนาอย่างอ่อน ที่ยังเป็นดรุณวิปัสสนา ก็คือ เพียงสภาพธรรมที่ไม่เคยปรากฏเลย ก็ปรากฏ แต่ว่าความไม่รู้ ซึ่งไม่เคยพบเคยเจอ ก็เพียงแต่เริ่มเห็นว่าเป็นธาตุ ซึ่งเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่อะไรทั้งสิ้น จึงประจักษ์ในสภาพรู้ ซึ่งเป็นธาตุรู้ ซึ่งมืดสนิท ใครว่าธาตุรู้สว่างบ้าง สิ่งที่ปรากฏกับจิตเห็นเท่านั้นอย่างเดียว ที่ทำให้เห็นว่าสว่าง แต่สภาพธรรมอื่นทั้งหมด จิตไม่ได้สว่างที่จะให้ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ เจตสิกและรูปอื่นใดทั้งหมด ไม่สามารถที่จะปรากฎทางตาได้เลย

    เพราะฉะนั้น ความเข้าใจธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว จนถึงขณะที่ได้ยินได้ฟังมาว่า ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักอย่างเดียว จะมีโลกไหม ไม่มี เพราะฉะนั้น พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ใช้คำว่า โลกะ หรือ โลก นี่ ต่างจากโลกของคนไม่รู้ ไม่ว่าจะนักวิทยาศาสตร์จะกล่าวถึง ดาวนพเคราะห์ต่างๆ หรือพระอาทิตย์ พระจันทร์ ในสากลจักรวาลอย่างไร แต่ก็ไม่ได้รู้ความจริงว่า เป็นธรรม ซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัย และก็เกิดดับอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ในคำสอน โล-กะ หรือ โลก ก็คือ ธรรมซึ่งเกิดดับ แตกสลาย สภาพธรรมที่ตรงกันข้าม พ้นจากการเกิดดับก็คือ โลกุตตระ

    เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม ก็ต้องเข้าใจสิ่งที่กำลังมี ไม่ใช่เอื้อมไปถึงว่าจะไปประจักษ์แจ้งลักษณะของนิพพาน เพราะไม่ได้รู้เลย ถึงความต่างของสภาพธรรมที่กำลังมีในขณะนี้ กับสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งตรงกันข้าม แต่ก็เป็นที่ปรารถนามากเลย เพราะ"นิพพานะ"หมายความถึง ดับความยินดี ติดข้อง ถูกต้องไหมคุณคำปั่น และเห็นได้จริงๆ ความยินดีติดข้อง มีตั้งแต่เกิด ตั้งแต่ขณะที่เกิดแล้ว ไม่รู้สึกตัวเลย เพราะโลกนี้ไม่ปรากฏกับปฏิสนธิจิตขณะแรก เป็นอารมณ์ที่สืบทอดมาจากจิตใกล้จุติของชาติก่อน เพราะฉะนั้น เมื่อไม่อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โลกก็ปรากฏไม่ได้ แต่เวลาหลับสนิท ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่ได้กระทบสัมผัส แต่คิดนึก คิดนึกก็เกิดเป็นโลก ซึ่งต่างจากโลกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เพราะฉะนั้น ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นเป็นโลกทั้งหมด แล้วเกิดแล้วก็ดับด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีความเข้าใจที่มั่นคง ยังเป็นเราอยู่ สภาพธรรมก็จะปรากฏอย่างนี้ไม่ได้ เพราะยังติดข้องด้วยความไม่รู้และกั้นไว้

    เวลานี้ อะไรขวางกั้นไม่ให้เห็นความจริงของสภาพธรรม ซึ่งกำลังเกิดดับ ก็เพราะสะสมความไม่รู้ และความติดข้อง เมื่อไม่รู้และติดข้อง สภาพธรรมอื่นที่เกิดดับ จะปรากฎได้อย่างไร เพราะเหตุว่ากำลังติดข้องในสภาพธรรมที่ปรากฏ โดยไม่รู้ว่าแม้สภาพธรรมนั้นก็ดับไปด้วย นี่ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก และต้องเป็นผู้ตรงจริงๆ ที่จะต้องมีการเข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง ตามลำดับขั้น เพราะฉะนั้น กว่าจะไม่ใช่เรา ไม่ใช่วิปัสสนาญาณเดียว ต้องมีกำลังเพิ่มขึ้นๆ และต้องประจักษ์ความจริงของสภาพธรรม แม้เกิด ละไม่ได้เลย ถ้าไม่รู้ว่าเกิดได้อย่างไร แต่ต้องมีปัจจัยให้เกิด ไม่ต้องไปนั่งทบทวนว่า อารัมมณปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย หรือ สหชาตปัจจัย แต่สภาพธรรมนั้นกำลังเกิดปรากฏให้รู้ว่า ไม่มีใครทำ ไม่มีตัวตนไปบันดาลเลย แต่สภาพธรรมนั้นเกิดปรากฏกับอะไร กับธาตุรู้ ซึ่งไม่ใช่เราขณะนั้น

    เพราะฉะนั้น วิปัสสนาญาณแรก นามรูปปริจเฉทญาณ เป็นปัญญาที่ประจักษ์แจ้งความต่างของนามธรรม และรูปธรรม เพราะทั้งสองกำลังปรากฏ ในสภาพที่นามธรรมเป็นนามธรรมนั้น ไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น รูปธรรมก็เป็นรูปธรรมนั้น ซึ่งเกิดตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีใครไปดลบันดาล หรือว่าไปบังคับบัญชาให้เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้น ปัญญาเริ่มอนัตตสัญญา จากการที่ไม่เคยรู้เลย ว่าสภาพธรรมนี่จริงๆ แล้วเป็นธรรมซึ่งเกิดดับ เมื่อเป็นสภาพธรรม มีลักษณะที่เป็นธรรมนั้นๆ จึงไม่ใช่เรา แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะถึงการดับกิเลสเป็นสมุจเฉท เพราะว่าสะสมความไม่รู้ และความติดข้องมามาก

    เพราะฉะนั้น ปัญญาต้องรู้กว่านี้มาก ซึ่งต้องเป็นปกติในชีวิตประจำวัน ถ้าผิดปกติ ก็ไม่รู้ในความเป็นอนัตตา แต่ปกตินี่ใครทำให้เกิด ไม่ว่าอะไรเดี๋ยวนี้ เกิดแล้วทั้งนั้น แต่อะไรเดี๋ยวนี้ มากมาย เพราะไม่เคยรู้ เพราะเหตุว่าไม่มีสติสัมปชัญญะ ที่จะรู้เฉพาะลักษณะของสภาพธรรมที่ละหนึ่ง

    เพราะฉะนั้น ความต่างของสติขั้นทาน ขั้นศีล ไม่ใช่สติที่ประกอบด้วยปัญญาที่สามารถที่จะเกิดเพราะเข้าใจธรรมที่ได้ฟัง จนเป็นสัจจญาณ มั่นคง ที่จะไม่เปลี่ยนไปอย่างอื่นว่า การรู้ธรรมต้องรู้ธรรมที่ปรากฏเท่านั้น โดยความเป็นอนัตตา เพราะไม่มีใครไปทำ เดี๋ยวนี้กำลังปรากฏแล้ว

    เพราะฉะนั้น ก็ต้องรู้ คำใดที่ไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นการบ่อนทำลายคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยไม่รู้ ด้วยความเขลา เพราะไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่คนที่เพียงได้ยินคำหนึ่ง แล้วคิดเอง แล้วก็บอกคนอื่น ว่าให้ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ ซึ่งไม่มีการทำได้เลยสักอย่างเดียว ใครทำอะไรได้ บอกได้ไหม เกิดแล้วทั้งนั้น แม้แต่คิดที่จะทำ ก็เกิดแล้ว

    เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไรเลยที่ใครจะทำได้ เพราะมีปัจจัยที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นไปอยู่ตลอดเวลา โดยที่ไม่รู้ความจริงว่า เกิดเพราะอะไร แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงถึงปัจจัย สภาพธรรมที่จะทำให้สภาพธรรมเดี๋ยวนี้ เกิดขึ้นได้ โดยละเอียดอย่างยิ่ง โดยฐานะของปัจจัยต่างๆ หลากหลาย เพื่ออะไร เพื่อให้คนที่ไม่รู้ ได้เข้าใจถูกต้องว่า ธรรมบังคับบัญชาไม่ได้ แล้วก็แต่ละหนึ่ง ก็ไม่มีการรู้ล่วงหน้าเลย ขณะต่อไปอะไรจะเกิด แต่เมื่อเกิด เพราะมีปัจจัยของสภาพธรรมนั้น เท่านั้น สภาพธรรมนั้นจึงเกิดได้ เพราะฉะนั้น ก็ไม่ต้องไปคำนึง จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมเมื่อไหร่ จะดับกิเลสเมื่อไหร่ ถ้าไม่มีความเข้าใจ ไม่มีทางเลย ทำอะไรก็ไม่ใช่หนทาง ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี ยิ่งด้วยปัญญา ก็ต้องถึง ๔ อสงไขยแสนกัป และพระสาวกแต่ละท่าน ท่านก็แสดงอดีตชาติของท่าน เคยเป็นอะไรมาก่อน แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เคยเป็นคนยากจน มาตังคะ เป็นคนจัณฑาล แต่ชาตินั้นก็มีปัญญา

    นี่ก็เป็นสิ่งซึ่งแต่ละคนก็จะเห็นความเป็นแต่ละหนึ่ง ว่าหลากหลายมาก และก็หลากหลายต่อไปอีกทุกขณะจิต จากการที่ไม่มีปัญญาเลย ฟัง เกิดปัญญา ก็หลากหลายไปอีก พอฟังเข้าใจเพิ่มขึ้น ก็หลากหลายไปอีก ที่จะไม่เห็นผิดอย่างเก่า แต่ก็ต้องเป็นผู้ที่ระวังกับดักของโลภะ อุปมาเหมือนกับอยู่ท่ามกลางหนาม แล้วจะเดินไปทางไหน ก็ต้องระวังอย่างยิ่ง ที่จะไม่ให้เป็นอันตราย ถ้าใครคิดว่าจะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม เป็นพระโสดาบันชาตินี้ ถูกไหม อะไรรู้ เหตุมีพอไหม เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏหรือเปล่า หรือว่าไปทำด้วยความเข้าใจผิดว่า การทำอย่างนั้น ด้วยความเป็นตัวตน จะทำให้สามารถละกิเลสได้ นั่นคือ หลงกลของโลภะ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 178
    25 ก.พ. 2569