ปกิณณกธรรม ตอนที่ 764


    ตอนที่ ๗๖๔

    สนทนาธรรม ที่ บ้านสวนส้มทิพย์ จ. ราชบุรี

    วันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๘


    อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นตัวจริงของอาจหาญ นี่คือสภาพธรรมอะไร?

    ท่านอาจารย์ ต้องเป็นฝ่ายกุศล อาจหาญไปทำอกุศลไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาจหาญที่จะไม่รู้อะไร แต่ทำทุกอย่างด้วยความหวัง ก็ไม่ใช่คำสอนของสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่อาจหาญที่จะรู้ว่าสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้เป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดง สิ่งที่พ้นไปแล้ว และสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ใครจะรู้ ในเมื่อสิ่งที่หมดแล้วก็ไม่กลับมาอีก และสิ่งที่ยังไม่เกิด ใครจะรู้ว่าอะไรจะเกิด

    อ.อรรณพ ผู้ที่เริ่มคิดที่จะหาหนทางที่จะเดินไปสู่การดับกิเลส แล้วผู้ที่เริ่มมีความเห็นถูกแล้วก็จะเดินไปยังไปตามหนทางการดับกิเลส มีกับดักอะไรเป็นระยะๆ บ้างครับท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ อวิชชา และโลภะเป็นสิ่งที่ควรละ นี่เป็นอริยสัจจะที่ ๒ แม้คำนี้ก็ไม่ได้คำนึงถึงตั้งแต่ต้น สำหรับผู้ที่ตามไปด้วยโลภะ ไม่เห็นโลภะเลย แต่โลภะควรละเพราะเหตุว่าโลภะเกิดพร้อมกับความไม่รู้ เพราะฉะนั้นความไม่รู้ทำให้ติดข้องต้องการผล แต่ไม่ได้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ แล้วจะไปเข้าใจอะไร และสิ่งนี้กำลังมีไม่เข้าใจ หวังว่าจะไปเข้าใจอะไรที่ยังไม่เกิดขึ้น

    อ.อรรณพ กลายเป็นว่าการศึกษาธรรมนี่ก็มีอันตรายอยู่เหมือนกัน

    ท่านอาจารย์ ท่านกล่าวว่าเหมือนจับงูพิษทางหาง

    อ.อรรณพ ครั้นจะไม่ศึกษาเลยก็เสียโอกาส แล้วก็เป็นชีวิตที่เปล่า แต่เมื่อเหมือนกับมีความสนใจแล้ว ก็ยังมีโอกาสที่จะได้รับโทษ ได้รับอันตรายจากการศึกษาผิดอีก

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นผู้ที่ฟังธรรม เป็นผู้ที่ได้สะสมบุญที่ทำไว้แล้วแต่ปางก่อน ทำให้เห็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นจะไปบอกใครว่าประโยชน์ของธรรมมีมากมาย เป็นคำสอนของสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้ให้ไปทำอะไรที่ลำบากเลยสักนิดเดียว แต่ให้ฟังให้เข้าใจ

    สนทนาธรรมที่โรงแรมเอเชี่ยนหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา วันที่ ๒๓ มิถุนายนพุทธศักราช ๒๕๕๘

    ผู้ฟัง เรียนถามว่า บางครั้งสภาพที่เกิดขึ้น เราจะมารู้ตัวหลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไปแล้ว อย่างไรที่เราจะรู้ทันสภาพธรรม

    ท่านอาจารย์ มีแต่คำว่า จะรู้ตัว จะรู้ทัน แต่จะรู้ตัว ตัวคืออะไร แล้วก็ทันอะไร เพราะฉะนั้นแต่ละคำที่ไม่เข้าใจก็ไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าเราพูดได้รู้ตัวหรือไม่ ทำอย่างนี้ คิดอย่างนี้ คำตอบก็คือว่ารู้หรือไม่รู้ตัว แต่ไม่ใช่ความเห็นถูก ไม่ใช่ความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริง ซึ่งเป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น คำที่เราเคยใช้ตั้งแต่เกิดจนตาย ใช้เป็นประจำเลย แต่ไม่ได้เข้าใจความจริงของคำที่เราใช้ เช่นรู้ตัวกับรู้ทัน ต้องรู้ก่อนว่า ตัวคืออะไรที่จะรู้ ถูกต้องไหม แล้วทันอะไร

    ผู้ฟัง ตัวรู้ก็คือจิต

    ท่านอาจารย์ ค่ะ แล้วรู้ตัว รู้อะไรคะ

    ผู้ฟัง รู้ว่าเป็นกุศลจิตหรือเป็นอกุศลจิต

    ท่านอาจารย์ แล้วใครรู้

    ผู้ฟัง จิตค่ะ

    ท่านอาจารย์ จิตรู้หรือเรารู้

    ผู้ฟัง เรา

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ฟังธรรมเพื่อเข้าใจแต่ละคำ ซึ่งยากจริงๆ เพราะเหตุว่าไม่ใช่คำที่เคยได้ยินมาก่อน ในชาติก่อนๆ ด้วย ถ้าไม่เคยฟังมาเลย เพราะเหตุว่าเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งก่อนนั้นจะไม่มีการได้ยินคำของพระองค์เลย จนกระทั่งเมื่อพระองค์ได้ทรงตรัสรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง และก็เห็นว่าคนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้ด้วยตัวเอง จนกว่าจะได้ฟังจากพระองค์ถึงสิ่งที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ เพราะฉะนั้นคำของพระองค์ต้องต่างจากคำของคนอื่น และใครก็คิดเองไม่ได้ด้วย เพราะฉะนั้นแต่ละคำมีความลึกซึ้งมาก เพราะว่าเป็นคำที่เกิดจากการที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริง กว่าจะได้รู้ ๔ อสงไขยแสนกัปป์

    เพราะฉะนั้นได้ยินได้ฟังอะไร และส่วนใหญ่ไม่ใช่คำที่จะทำให้เราเข้าใจสิ่งที่ปรากฏถ้าคำนั้นไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำของคนอื่นทั้งหมดไม่ทำให้เข้าใจความจริง แต่ว่าวาจาสัจจะทุกคำกล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ขณะนี้ ซึ่งไม่เคยฟังมาก่อน แล้วก็ยากมาก เพราะเหตุว่าเกิดมาแล้วก็มีเห็น มีได้ยิน จากโลกนี้ไปโดยไม่รู้ความจริงตลอดชีวิต จะไปทันอะไรล่ะคะ แล้วก็จะไปรู้อะไร

    เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรม ต้องฟังให้ละเอียดเพื่อเข้าใจ แต่ไม่ใช่เพื่อรู้ตัว ไม่ใช่เพื่อรู้ทัน แต่เพื่อเข้าใจความจริง ซึ่งกำลังมีอยู่ในขณะนี้ เมื่อวานนี้ดับไปหมดแล้ว จะไปรู้ความจริงของสิ่งที่ดับแล้ว เป็นไปไม่ได้ สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็ไม่มีใครสามารถที่จะไปรู้ความจริงได้ และเดี๋ยวนี้มีสิ่งที่กำลังมี เพราะฉะนั้นรู้ตัวจะรู้อะไร รู้ทันจะรู้อะไรต้องเป็นสิ่งที่ค่อยๆ ไตร่ตรอง เพื่อละความไม่รู้ ไม่ใช่เพื่อจะไปเป็นเราที่รู้ตัว นึกว่าเป็นเราที่ทัน โดยไม่รู้ว่าทันอะไร

    เพราะฉะนั้นแต่ละคำเพื่อเข้าใจถูก ความเข้าใจถูกมีจริงๆ ก็ไม่ใช่เราอีก เพราะว่าทุกอย่างที่มีจริง มีจริงเมื่อเกิด ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี และเกิดแล้วก็ต้องดับไป ไม่มีอะไรที่จะยั่งยืนเลย แต่การเกิด และการดับในขณะนี้เองไม่ปรากฏ เพราะเหตุว่าการเกิดดับสืบต่อของสภาพธรรมนี้เร็วสุดที่จะประมาณได้ เกิดแล้วดับทันที และก็เกิดขึ้นสืบต่อทันที แล้วก็ดับทันที เร็วอย่างนี้ แล้วจะไปประจักษ์การเกิดดับได้อย่างไร

    นอกจากปัญญาที่ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ค่อยๆ มั่นคงในการรู้ว่า ความจริงเป็นอย่างนี้แล้วใครรู้ พระอรหันตสัมมาสัมเจ้าทรงตรัสรู้ ถ้าพระสัมมาส้มพุทธเจ้าไม่ทรงตรัสรู้ความจริงเดี๋ยวนี้ ซึ่งกำลังเกิดดับ ไม่มีทางที่จะละกิเลส ความไม่รู้ได้ เพราะว่าสภาพธรรมขณะนี้เป็นอย่างนั้นแต่ไม่รู้ ด้วยเหตุนี้ ไม่มีใครสอนให้ไปทัน หรือว่าไม่มีใครสอนให้รู้ตัว โดยไม่กล่าวถึงสภาพธรรมที่มีจริงๆ และเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงว่า จะทันอะไร เกิดแล้วดับแล้ว เร็วมาก แต่ว่าความค่อยๆ เข้าใจถูก ในสิ่งที่มี สามารถที่จะทำให้ค่อยๆ เข้าใจความจริงตามลำดับขั้น

    เพราะฉะนั้นไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องทันกับเรื่องรู้ตัว แต่ควรที่จะคิดว่าขณะนี้ฟังอะไร ฟังเรื่องสิ่งที่มีจริง มีจริงแน่นอน เมื่อไร เดี๋ยวนี้เองก็กำลังมี ภาษาบาลีใช้คำว่าธรรม หมายความถึงสิ่งที่มีจริงๆ ปรากฏให้รู้ว่ามี แต่ละอย่างๆ ซึ่งถ้าไม่มีการฟัง ก็ยึดถือมั่นคงว่าเป็นสิ่งที่เที่ยงไม่เกิดดับเลย เสานี้ไม่เกิดดับใช่ไหม เก้าอี้ก็ไม่เกิดดับ อะไรก็ไม่เกิดดับ เพราะไม่ได้เข้าใจความจริงว่า ขณะนี้อะไรที่กำลังปรากฏ แม้แต่อะไรกำลังปรากฏ ก็ไม่เหมือนที่เราเคยคิด มีจริงๆ แต่ยากที่จะเข้าใจ ต้องค่อยๆ ฟัง ต่อไปนี้ไม่ต้องทันแล้วใช่ไหม สบายใจได้ เหนื่อย ทันอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็ไม่ต้องไปรู้ตัว ซึ่งตัวก็มี แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร และจะไปรู้ตรงไหนที่เป็นตัว

    ผู้ฟัง ถ้าตอนนี้ เรามาฝึกในกิจวัตรประจำวัน ที่จะทำให้เกิดกุศลจิต คือให้โลภ ให้โกรธ ให้หลง เพื่อให้ทางกาย และวาจาเป็นกรรมที่ดี

    ท่านอาจารย์ เราจะทำเอง หรือว่าจะฟังพระธรรมให้เข้าใจ

    ผู้ฟัง ทำไปพร้อมกัน คือฟังด้วย แล้วระหว่างที่กำลังจะเข้าใจ แล้วมีการศึกษา

    ท่านอาจารย์ การศึกษาธรรมนี้ คือ ศึกษาทีละคำ จึงสามารถที่จะเข้าใจได้ เพราะเราไม่รู้เลยสักคำ ปฏิบัติคืออะไร ก็จะปฏิบัติ ก็เลยไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอย่างไร แต่ถ้าเราศึกษาทีละคำถ้าเข้าใจคำนี้ รอบรู้ในคำนี้ พอไปได้ยินได้ฟังคำนี้ที่ไหนก็สามารถที่จะเข้าใจได้ และจากคำหนึ่งไปอีกคำหนึ่ง ใน ๔๕ พรรษาที่ทรงแสดง สามารถที่จะเริ่มเข้าใจ รอบรู้ขึ้น แต่รู้จริงๆ ไม่ใช่ฟังเผินๆ

    ขณะนี้กำลังฟังธรรมหรือไม่ แต่ต้องรู้ว่าธรรมคืออะไร มิฉะนั้นไม่ชื่อว่าฟังธรรม จากการที่ไม่เคยเข้าใจ สภาพที่มีจริง สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ เราก็คิดว่าเราจะฟังธรรม แต่ธรรมอยู่ไหน อะไรเป็นธรรมบ้าง

    ผู้ฟัง ก็คือภาพที่เห็น เสียงที่ได้ยิน

    ท่านอาจารย์ ภาพคืออะไร ลองบอกสักภาพ

    ผู้ฟัง ภาพอาจารย์

    ท่านอาจารย์ เห็นไหมว่าเราคิดเองใช่ไหม หลับตาแล้วมีหรือไม่ ลองหลับตา หายไปไหน เพราะฉะนั้นเราศึกษาธรรม ด้วยความคิดของเราผสมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเราไม่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่ได้ฟังได้ เพราะเราคิดเองแทรกอยู่ตลอด แต่ถ้าเราจะรู้ว่า ใครก็ตามจะคิดสักเท่าไร ก็ไม่ตรงความจริงของสภาพธรรม ไม่สามารถที่จะคิดเองไม่ว่าเขาเป็นใครก็ตาม

    เพราะฉะนั้นการที่ได้ฟังพระธรรมจะเริ่มเข้าใจถูกต้อง เริ่มรู้สิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน และเป็นสิ่งที่จริงพิสูจน์ได้ แต่ยากที่จะรู้ โดยการประจักษ์แจ้ง เช่นเมื่อครู่นี้เป็นภาพหมดขณะที่กำลังเห็นใช่ไหม ถูกไหม เริ่มรู้แล้วว่าจริงหรือไม่ ถ้าคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ลองฟัง ขณะใดก็ตามที่เห็น มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เท่านั้น แค่นี้ค่ะ คิดไม่ออกอีกล่ะ ใช่ไหมคะ มีเห็นก็ต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ เห็นเสียงได้ไหม ไม่ได้ เห็นกลิ่นได้ไหม เห็นรถได้ไหม ไม่ได้ เริ่มรู้ว่าขณะนี้ที่เห็น ต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นจริงๆ เหมือนเวลาได้ยินเสียง เสียงมีจริงๆ ในขณะที่ได้ยิน

    เพราะฉะนั้นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้ขณะนี้ มีจริง ขณะที่เห็นเกิดขึ้น เพียงเท่านี้ไม่เป็นภาพ ไม่เป็นอะไรเลย ถ้าไม่คิด เพราะอะไร แค่หลับตาก็ไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ต้องไม่ใช่สิ่งที่คิด เป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ เป็นคนนั้นเป็นคนนี้ แต่พอหลับตาก็ยังคิดถึงด้วยความจำว่า คนนั้นหน้าตาอย่างนั้น แต่ว่าเวลาที่เห็นกับเวลาที่คิดต่างกัน ที่ว่าขณะที่คิด ไม่มีสิ่งที่ปรากฏทางตาให้เห็น อย่างในฝัน ฝันเห็นมากมายเลย แต่ไม่มีสิ่งที่ปรากฏทางตาสักอย่าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏทางตาเดี๋ยวนี้ต้องเป็นอย่างหนึ่ง และการจำ และคิดถึงสิ่งที่ปรากฏทางตา เหมือนในฝันที่ เห็นโน่นเห็นนี่ ก็ต้องไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น

    นี่คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทำให้สามารถที่จะเข้าใจได้ถูกต้องว่า เราติดข้องในความไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ซึ่งทรงแสดงไว้ว่า ขณะนี้แต่ก่อนนี้ไม่เห็น เห็นยังไม่เกิดขึ้น จะเห็นไม่ได้ และสิ่งที่ยังไม่ปรากฏก็ยังไม่เกิดด้วย ต่อเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้วก็กระทบกับตา ต้องมีตาที่กระทบได้ เป็นปัจจัยให้จิตเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่กระทบตาในขณะนี้ เพราะฉะนั้น อะไรที่สามารถจะกระทบตาได้ คนกระทบตาไม่ได้ ถ้วยแก้วก็กระทบตาไม่ได้ แจกันก็กระทบตาไม่ได้ แต่มีสิ่งที่สามารถกระทบตาได้ ที่อยู่ที่สิ่งนั้นๆ ที่เราเคยยึดถือว่าเป็นคน เป็นแก้ว แต่ความจริงก็คือ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม มีที่ไหนก็มีสิ่งที่กระทบตา และก็ปรากฏให้เห็น แล้วก็จำรูปร่างสัณฐานของสิ่งที่ปรากฏ แล้วก็นึกคิด เป็นเรื่องเป็นราวว่าสิ่งนั้นมีจริงตลอดเวลา แต่ตามความเป็นจริง สิ่งนั้นขณะเพียงแค่หลับตาก็ไม่มี ถูกต้องไหม แม้ก่อนหลับก็ดับแล้ว ก็ไม่เห็นตามความเป็นจริง

    เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรมนี่ไม่คิดอย่างที่เคยคิด ไม่เอาความเห็น ความเข้าใจของเรามาเติมว่าพอฟังแล้วจะปฏิบัติ และจะพยายามทำให้รู้ว่าสิ่งที่ปรากฏในขณะนี้เป็นอย่างไร เกิดดับอย่างไร นั่นผิด เพราะเหตุว่านั่นไม่ใช่คำสอนของสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เข้าใจตามลำดับ เช่นเมื่อกี้นี้ เห็นภาพ ไม่ใช่ตามลำดับ แต่เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เท่านั้น ตามลำดับ ก่อนที่จะเป็นภาพ ก่อนที่จะเป็นจำ ก่อนที่จะเป็นคิดเรื่องราวต่างๆ เพียงมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ซึ่งเดี๋ยวนี้กำลังปรากฏ นี่คือธรรม คือสิ่งที่มีจริง ซึ่งใครก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่า ขณะนี้สิ่งที่ปรากฏนี่แหละเกิดขึ้นจึงปรากฏแล้วก็ดับไป เร็วสุดที่จะประมาณได้ เสียง ไม่มี ไม่ปรากฏ แล้วก็มีเสียงปรากฏแล้วก็หมดไป หมายความว่าต้องมีธาตุที่ได้ยิน เสียงจึงปรากฏได้ และธาตุที่ได้ยินเมื่อเสียงดับ จะได้ยินต่อไปก็ไม่ได้

    เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่เกิดจนตาย ก็เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งมีเหตุปัจจัยเกิดขึ้น ไม่ใช่ใครอยากให้เกิดก็เกิด เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าใจจริงๆ ว่าศึกษาธรรมคือศึกษาให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ โดยไม่เอาความคิดของเราเข้ามาใส่ หรือเข้ามาต่อเติม ถ้าทำอย่างนั้นเมื่อไหร่ก็คือว่า ไม่ได้ฟังพระธรรม คิดด้วยความคิดของตัวเอง เพราะฉะนั้นลืมหมดเลย ไม่สนใจสิ่งที่เราเคยคิดมาก่อน เพราะอะไร เพราะกำลังฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดง ถ้าไม่ทรงตรัสรู้อย่างนี้จะถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ไหม ที่จะรู้ความจริงถึงที่สุดอย่างละเอียดยิ่ง

    เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรม เริ่มด้วยการเคารพอย่างยิ่งในแต่ละคำที่ได้ฟัง ว่าเป็นวาจาสัจจะ ลึกซึ้งเพราะแม้สิ่งที่กำลังปรากฏ ก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ได้ยินเสียงไหมคะ ต้องการได้ยินหรือว่าได้ยินเกิดตามเหตุตามปัจจัย

    ผู้ฟัง ได้ยินตามเหตุตามปัจจัย

    ท่านอาจารย์ และก็ไม่เคยรู้เลยว่าได้ยินก็ดับแล้ว ในขณะที่เห็นจะมีได้ยินไม่ได้ เพราะฉะนั้นเริ่มจากการรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็นผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง ซึ่งคนอื่นไม่สามารถจะรู้อย่างพระองค์ได้ เพราะได้ทรงบำเพ็ญพระบารมี ถึงการที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะทรงพระมหากรุณาแสดงธรรม ที่ได้ตรัสรู้แล้วให้คนอื่นได้รู้ตาม รู้ตามแม้แต่คำเดียว สิ่งที่มีจริงเป็นธรรม ซึ่งใครก็ไม่รู้จนกว่าจะได้ฟัง

    เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมก็คือ ฟังพระธรรมจนกระทั่งเข้าใจขึ้น แล้วก็เป็นผู้ตรงด้วยว่าทุกอย่างเป็นธรรม หมายความว่า แม้ความเข้าใจก็ไม่ใช่เรา ความเข้าใจเกิดขึ้นแล้วก็ดับ เห็นก็ไม่ใช่เข้าใจ เสียงก็ไม่ใช่เข้าใจ เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่ง เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดแล้วก็ดับ และก็ยังไม่รู้ด้วยว่าสิ่งที่ดับแล้ว ไม่กลับมาอีกเลย นี้คือความละเอียดอย่างยิ่ง ของการที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็เริ่มได้รับมรดกที่ล้ำค่า เพราะเหตุว่าไม่มีใครสามารถที่จะทำให้ ใครเข้าใจสิ่งที่มีจริงได้ นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    อย่างไรทุกคนก็ต้องจากโลกนี้ใช่ไหม อาจจะเป็นเย็นนี้ พรุ่งนี้ก็ได้ หรือขณะต่อไปนี้ก็ได้ แต่ก่อนจากไป ควรเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้หรือไม่ เพราะว่าถ้าไม่สะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูก ไม่มีทางอื่นเลย ที่จะได้เข้าใจ ถ้าไม่ได้ยินไม่ได้ฟังพระธรรม

    อ.อรรณพ พระธรรมเป็นมรดกที่ล้ำค่า คุณสมบัติของผู้ที่จะรับเหมือนกัน

    ท่านอาจารย์ ล้ำค่าอย่างไร ก็ต้องรู้ว่าเงินเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้ มีใครจะเอาเงินไปซื้อความเห็นถูก ความเข้าใจถูก จากการที่ได้ฟังแต่ละคำได้ไหม คนที่เข้าใจแล้วก็มีความหวังดีต่อคนอื่นอยากที่จะให้คนอื่นเข้าใจด้วย แต่ทำอย่างไรที่เขาจะเข้าใจ ก็มีหนทางเดียวคือ หนทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือการพูดถึงสิ่งที่มีจริง สนทนาธรรมเพื่อที่จะได้เข้าใจ จากการที่ได้ฟังเพิ่มขึ้น เพราะว่าไม่มีใครสามารถที่จะมีเงินทองไปซื้อธรรมได้ จึงล้ำค่า เงินทองเท่าจักรวาล ก็ไม่สามารถที่จะซื้อแม้ความเห็นถูก เพียงเท่าที่ได้ฟังเมื่อครู่นี้ว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ แต่ละหนึ่ง

    อ.อรรณพ ท่านอาจารย์พูดให้คิดว่าถ้าเงินทองซื้อได้แล้วอะไรก็ตามที่ว่าจะแพงขนาดไหน ถ้าเงินทองซื้อได้ สิ่งนั้นก็ต้องถูกลง

    ท่านอาจารย์ ไม่มีค่า เพราะว่าเงินซื้อได้

    อ.อรรณพ แต่เงินทองก็จำเป็นในการดำรงชีวิต ไม่มีเงินทองก็ไม่สะดวก

    ท่านอาจารย์ นกต้องมีเงินไหม

    อ.อรรณพ ไม่มีครับ

    ท่านอาจารย์ นกก็มีชีวิตอยู่ เพราะฉะนั้นไม่ได้รู้เลยว่า อยู่ไปทุกวันเพราะอะไร งูมีเงินไหมคะ

    อ.อรรณพ ไม่มีครับ

    ท่านอาจารย์ นก กระต่าย สุนัข แมว

    อ.อรรณพ ไม่มีทั้งนั้น

    ท่านอาจารย์ แล้วทำไมอยู่ได้ เห็นด้วย ได้ยินด้วย คิดนึกด้วย

    อ.อรรณพ อยู่ไปตามกรรม และปัจจัย

    ท่านอาจารย์ ค่ะ ต้องมีสิ่งที่ทำให้ดำรงอยู่ ซึ่งใครก็ไปทำให้สิ่งที่เกิดตามเหตุตามปัจจัยนั้น หมดสิ้นหรือดับไปไม่ได้ นอกจากเหตุที่จะทำให้สิ่งนั้นหมดไป คือธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก เป็นผู้ที่ตรง

    อ.อรรณพ ในเมื่อพอจะเข้าใจในระดับหนึ่งว่า พระธรรมนี่ล้ำค่า เพราะว่าเงินทองก็ซื้อไม่ได้ ซื้อความเข้าใจไม่ได้ ทีนี้คุณสมบัติของผู้ที่จะรับมรดก เป็นอย่างไรถึงจะรับมรดกได้

    ท่านอาจารย์ กล่าวได้เลยว่า ถ้าไม่มีบุญที่ได้ทำแล้วแต่ปางก่อน ไม่มีโอกาสจะได้ฟังพระธรรม เพราะฉะนั้นมีใครบ้างที่จะมานั่งที่นี่แล้วฟังธรรม คนข้างนอกมากมาย

    อ.อรรณพ โดยที่ไม่มีบุญเก่ามา ก็เป็นไปไม่ได้

    ท่านอาจารย์ และคนที่ฟังแล้วเห็นประโยชน์ก็ฟังต่อไป ไม่มีใครบังคับใครได้เลย

    ผู้ฟัง บางครั้งที่เราทำอกุศลด้วยโทสะ อย่างเช่นว่า ใครที่มาด้วยโทสะ มันผ่านไปแล้ว แต่เราก็กลับมาคิดเรื่องนั้นที่เราได้เคยว่าคนไป หรือเคยทำอะไรไปด้วยโทสะ เรียนถามว่าอกุศลที่เกิดทุกครั้งที่จิตซ้ำๆ ในเรื่องไม่ดี เป็นอกุศลวิบากที่เกิดจากความเศร้าหมอง หรือเป็นอกุศลวิบากที่เกิดจากวิบากกรรมในครั้งนั้น

    ท่านอาจารย์ ทุกคำต้องชัดเจน กุศลเป็นเหตุ อกุศลเป็นเหตุ ถ้าเป็นผลของอกุศล ใช้คำว่าวิปากะหรือวิบาก หมายความว่ากุศลที่ได้กระทำแล้วสามารถที่จะเป็นปัจจัยทำให้ผลเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่ออกุศลเป็นจิตที่ไม่ดีดับไปแล้วก็จริง เป็นเหตุให้เกิดจิตที่เป็นผล ดีหรือไม่ดี

    ผู้ฟัง ไม่ดี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเป็นผลที่ไม่ดีเป็นอกุศลวิบาก แล้วถ้าเป็นเหตุที่ดีคือกุศลที่ได้ทำแล้วดับไปแล้ว เปลี่ยนให้อกุศลวิบากเกิดขึ้น เพราะกุศลนั้นได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจที่มั่นคงในเหตุ และผล ถ้าใช้คำว่ากุศลหรืออกุศลต้องเป็นเหตุ แต่ถ้าใช้คำว่ากุศลวิบากเกิดขึ้นเพราะกุศลที่ได้กระทำแล้ว แล้วถ้าเป็นอกุศลวิบากเกิดขึ้นเพราะอกุศลที่ได้ทำแล้วเปลี่ยนไม่ได้

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 176
    7 เม.ย. 2567