ปกิณณกธรรม ตอนที่ 706


    ตอนที่ ๗๐๖

    สนทนาธรรม ที่มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

    พ.ศ. ๒๕๔๖


    ส. เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ถึงแม้ว่าเราจะได้ยินวันหนึ่งบางคนก็อาจจะบ่อยมาก อาจจะตั้งแต่ตี ๔ ครึ่ง ตี ๕, ๖ โมงเช้า ก็แล้วแต่ ขณะนั้นก็มีความเข้าใจ แต่หลังจากนั้นแล้ว ก็เป็นโอกาสหรือว่าเป็นปัจจัยของสิ่งที่สั่งสมมานานแสนนาน ที่จะต้องเป็นการไม่นึกถึงธรรม เพราะว่า มีเรื่องอื่นที่ปรากฏให้จำ ให้คิด แล้วก็ปรุงแต่งให้เหมือนเคย คือเป็นความไม่รู้ในลักษณะของสิ่งนั้นต่อไป

    เพราะฉะนั้น จึงปรากฏว่า แต่ละบุคคลซึ่งจากความเป็นปุถุชน สู่ความเป็นพระอริยบุคคล ไม่เร็ว เป็นจิรกาลภาวนา หมายความว่า ต้องเป็นการอบรมจริงๆ เป็นความตรงต่อธรรม ต้องเป็นสัจจะจริงๆ ว่า เรามีความเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏ ระดับไหน แค่ไหน ขณะนี้เราไม่ได้เห็นผิดจากการฟัง มีความรู้ความเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นธรรม แค่ฟัง แต่ตัวจริงของธรรมที่กำลังเห็น ไม่ใช่ว่าเมื่อฟังอย่างนี้แล้ว จะรู้ลักษณะที่เห็นความเป็นอนัตตาของสภาพธรรม ซึ่งไม่ใช่ตัวตน แต่ยังจะต้องมีการที่รู้ความต่าง ของความรู้ขั้นฟัง แล้วก็ขั้นคิด กับการที่เริ่มเห็นตัวจริงของธรรม ในขณะที่สภาพธรรมแต่ละอย่างปรากฏให้เห็น ตามความเป็นจริง ซึ่งไม่ใช่ระดับเพียงขั้นที่กำลังฟังเท่านั้น

    ชีวิตจริงๆ เราก็เริ่มเห็นว่า เราเป็นอย่างไร เทียบส่วนกับผู้ที่ได้ฟังมามาก หรือว่าผู้ที่ได้เป็นพระอริยบุคคลแล้ว แต่ว่าผู้ที่เป็นพระอริยบุคคล มี ไม่ใช่ไม่มี จากกาลครั้งหนึ่ง ซึ่งท่านก็เป็นปุถุชน ชีวิตของท่านที่เป็นสาวก ก็มีชีวิตที่เป็นไปตามการสะสม บางท่านก็น่าอัศจรรย์ ว่าทำไมชีวิตของท่านช่างแปลกอย่างนั้น อย่างมีพระเถรีท่านหนึ่ง ในอดีต ท่านก็มีสามี แล้วไม่เป็นที่รักของสามีเลย ไม่ว่ากี่คน คิดดูสิว่า ทำไมชีวิตของแต่ละคน ถึงได้แตกต่างกันไปชนิดซึ่งไม่มีใครสามารถจะสร้าง จะทำได้ หรือแม้แต่ชีวิตของเราเอง ตั้งแต่เด็กมา เราเคยคิดไหมว่าจะมีวันนี้ ที่มีความสนใจพระธรรม แล้วก็มีการศึกษา มีการพยายามที่จะเข้าใจพระธรรม ตอนเป็นเด็กทุกคนสนุกสนานมาก อยู่โรงเรียน มีเพื่อนเล่น จะคิดไหมว่าจะมีโอกาสได้ฟังสิ่งซึ่งคนเมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปีได้ฟังจากพระโอษฐ์ แล้วเมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปี เราอยู่ที่ไหน ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยเกิดเลย การที่จะมีโอกาสได้ฟังพระธรรม เป็นการสะสมของบุญ คือการได้เคยฟังมาแล้วในอดีต จะมากหรือจะน้อยขึ้นอยู่กับความเข้าใจธรรมที่ได้ยินได้ฟัง แต่อัธยาศัยหรือฉันทะที่ทำให้ฟัง ก็ต่างกับอัธยาศัยฉันทะของคนที่ไม่สนใจที่จะฟัง แม้ว่าจะเป็นญาติสนิท มิตรสหาย เพื่อนฝูง ซึ่งเป็นที่รักใกล้ชิด ก็บังคับไม่ได้ เพราะว่าจริงๆ แล้วโลกคนละใบ นี่แน่นอนที่สุด เกิดขึ้นคนเดียว มีใครเกิดร่วมด้วยขณะนั้นหรือเปล่า เดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็น เห็นคนเดียวหรือเปล่า นี่พูดโดยความเข้าใจทั่วๆ ไป ซึ่งยังไม่กล่าวถึง ธรรมแต่ละชนิด ขณะที่กำลังเห็น ใครมาร่วมเห็นในขณะที่จิตเห็นนี้กำลังเกิดหรือเปล่า หรือขณะที่กำลังคิด ใครมาร่วมคิดในจิตนั้นที่กำลังคิดหรือเปล่า ก็ไม่มีเลย

    เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ ยิ่งศึกษายิ่งเห็นว่า ขณะจิต ๑ ก็คือโลกขณะ ๑ ซึ่งแต่ละคน ก็เป็นโลกแต่ละใบ เต็มไปด้วยการคิดถึงสิ่งที่กระทบตา จำไว้มากมายเรื่องราวต่างๆ เสียงกระทบหู จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายกระทบสิ่งที่สัมผัส ใจคิดนึกปรุงแต่งจากสิ่งที่เห็นที่ได้ยินทั้งหมด ไม่ลืมเลย จำไว้เป็นอัตตสัญญามากมาย กว่าการได้ยินได้ฟังธรรมที่เป็นอนัตตา แล้วจะค่อยๆ ลบความเป็นอัตตสัญญาลงไป จากการที่ได้รู้ลักษณะของสภาพธรรมจนกว่าจะหมดสิ้น ไม่เหลือความเป็นเรา หรือ ความเป็น อัตตา

    นี่ก็แสดงให้เห็นว่า การตั้งต้นที่ถูกต้อง รู้ว่าศึกษาอะไร ธรรมคืออะไร ขณะนี้เป็นธรรม จะทำให้เราไม่หลงผิด ถ้ามีความเข้าใจในลักษณะของสภาพธรรม ยิ่งฟัง ยิ่งเข้าใจในสิ่งที่เราได้ยินวันนี้เพิ่มขึ้น แล้วจะได้ยินวันต่อๆ ไปเพิ่มขึ้นด้วย คือไม่เป็นเรื่องอื่น นอกจากเป็นเรื่องของธรรม

    เพราะฉะนั้น ก็เป็นสิ่งซึ่งต้องอดทนมาก ที่จะต้องฟัง แล้วก็รู้ตามความเป็นจริงว่า เป็นเรื่องขั้นฟัง หรือเป็นเรื่องที่ค่อยๆ เข้าใกล้ลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ จนกว่าจะประจักษ์แจ้งในลักษณะของสภาพธรรมนั้น

    ถ. อาจารย์อรรณพ เมื่อกี้เราก็พูดถึงสิ่งที่มีจริงเป็นธรรม สิ่งที่ไม่มีจริงก็ต้องมี

    วิทยากร. ที่ท่านอาจารย์เน้นให้เข้าใจถึงสิ่งที่มีจริง ตามความเป็นจริง เพื่อเป็นพื้นฐานของการที่ วันหนึ่ง เราจะรู้สิ่งที่มีจริง ซึ่งกำลังปรากฏ แล้วเราก็จะรู้ว่า สิ่งที่เราเคยคิดว่ามีจริงนั้น ไม่มีจริง

    นี่คือประโยชน์ของการที่มุ่งที่จะเข้าใจในสิ่งที่มีจริง เพราะเมื่อขณะใด เป็นขณะที่เข้าใจสิ่งที่มีจริง ขณะนั้นเป็นขณะที่ปัญญาเกิด ก็จะรู้ตามความเป็นจริงว่า สิ่งที่เราเคยยึดว่าเป็นสัตว์ บุคคล เป็นชื่อ เป็นรูปร่าง สัณฐาน เหล่านี้ ไม่มี แต่จริงๆ แล้วมีเพียงสภาพธรรมที่ปรากฏ ทีละอย่าง เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ประโยชน์ ก็คือ ศึกษาถึงสิ่งที่มีจริง แล้วจะเข้าใจตามความเป็นจริงว่า สิ่งที่เราถูกปกคลุมมาตลอด คือชื่อ แล้วก็ความเป็นสัตว์บุคคลตัวตนนั้นไม่มี ด้วยการที่ประจักษ์ในความที่ สิ่งที่มีจริงกำลังปรากฏ

    ถ. สิ่งที่ไม่มีจริงไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องมีความเห็นผิดเสมอไป อย่างเช่น บอกว่าวันอาทิตย์ บางคนอาจจะมีความเห็นว่า เป็นเพียงบัญญัติเท่านั้นเอง บัญญัติเรื่องราวบอกว่าให้รู้ว่ากำหนดวันนี้ นะ เป็นวันฟังพระธรรม ที่เรามากัน ถ้าเราไม่ มีคำว่า วันอาทิตย์ วันจันทร์ ก็คิดว่า คงจะดำเนินชีวิตไปด้วยความไม่สะดวกใช่ไหม

    ส. คุณจำนงค์ หาวันอาทิตย์มาสิ ว่าอยู่ที่ไหน

    ถ. วันอาทิตย์ก็อยู่ที่จิต กำลังมีจริงขณะนี้ จิตที่คิดว่าวันอาทิตย์ จิตนั้นมีจริง

    ส. วันอาทิตย์มีจริงๆ หรือเปล่า

    ถ. วันอาทิตย์ไม่มีจริง ที่ผมต้องแยกตรงนี้ เพราะผมติดอยู่ตรงนี้มา กว่าจะแยกออก

    ส. อันนี้จะลำบากหน่อยไหม วันอาทิตย์ไม่มีจริง

    ถ. จิตที่คิด เมื่อกี้ท่านอาจารย์ถาม

    ส. ถ้าจิตไม่คิด คำว่า วันอาทิตย์ จะมีความเข้าใจในคำนั้นไหมว่า วันอาทิตย์ เพราะฉะนั้น ถ้าจิตไม่คิดถึงวันอาทิตย์ ไม่คิดถึงวันจันทร์ วันอาทิตย์วันจันทร์อยู่ที่ไหนไม่มีเลย นี่ก็เป็นเรื่องต่อไปที่เราจะได้ทราบว่า ทั้งหมด เราจะแยกออกเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แล้วเรื่องราวทั้งหมดที่เคยมี แล้วก็คิดว่าจริง อะไรจริง ในขณะนั้น

    ถ. สิ่งที่มีจริงขณะนั้นคือ จิต แต่สตางค์ก็ไม่มีจริง

    ส. ยอมรับไหม ฟังเรื่องสิ่งที่มีจริง ฟังเรื่องธรรม แล้วตอนนี้บอกว่าสตางค์ไม่มี ไม่จริง สตางค์ไม่ใช่สิ่งที่มีจริง ยอมรับไหม ไม่ยอมรับ ใช่ไหม จนกว่าจะยอมรับด้วยการพิจารณาของเรา ว่าอะไรจริงในขณะที่กำลังคิดว่า สตางค์ จิตเห็นขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏ กำลังเห็น นี้คิดได้ไหม ได้หรือ แต่วันนี้ขอให้มีความมั่นใจ เพราะเมื่อกี้นี้พอถามว่าสตางค์มีจริงๆ หรือเปล่า ก็บอกว่าสตางค์ไม่มี ก็ยังสงสัยอยู่ เห็นไหม แสดงว่ามีความเข้าใจในปรมัตถธรรม สามารถที่จะรู้ความต่างของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะไหน

    ถ้ากล่าวว่าสิ่งที่มีจริงต้องในขณะไหน ขณะเห็น เฉพาะเห็น ชั่วขณะที่เห็น คิดนึกมีจริงๆ หรือเปล่า นี่แยกละเอียดไปแล้ว ว่าในขณะเห็นไม่ใช่ในขณะที่คิด คิดมีจริงต่อเมื่อขณะนั้นไม่ใช่เห็น แล้วเป็นคิด ขณะนั้นคิดจึงมีจริง

    นี่เริ่มเป็นปัญญาของเรา ที่จะต้องคิดพิจารณา มีอย่างเดียวหรือว่ามีหลายอย่าง หลากหลาย สิ่งที่ปรากฏจริงๆ ในชีวิตแต่ละขณะ แต่ว่ายังไม่ได้มีความเข้าใจจริงๆ ว่าสิ่งที่ปรากฏคืออะไร จนกว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จะทรงแสดงพระธรรม เมื่อนั้นก็จะมีผู้ที่สามารถเข้าใจ และเข้าถึงลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ในขณะนี้ ตามควรแก่การสะสม

    ผู้ที่ฟังในครั้งโน้น เป็นผู้ที่ได้อบรมเจริญปัญญามามาก อย่างท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ เพียงท่านได้ฟัง เมื่อจบเทศนา ท่านก็สามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมที่มีจริงๆ จนกระทั่งเป็นพระอริยบุคคล เป็นสาวกรูปแรก เพราะการที่ท่านได้สะสมความเข้าใจในลักษณะของสภาพธรรมมามาก ที่จะเข้าใจว่า เมื่อตรัสถึงสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ท่านก็มีความเห็นถูก ความเข้าใจถูกจนกระทั่งประจักษ์ความจริง เป็นอริยสัจจธรรม สามารถรู้ความจริงของสภาพธรรมได้

    ถ้าเปรียบเทียบ เรา กับ บุคคลในครั้งโน้น ขณะนี้ก็ได้ยินได้ฟังเรื่องธรรม เพราะฉะนั้น ก็เป็นเครื่องวัดด้วยปัญญา ความเข้าใจของเราเอง ไม่ต้องอาศัยคนอื่นบอกเลย ว่าขณะนี้เรามีความรู้มากหรือน้อย หรือว่ายังไม่รู้ หรือเพิ่งเริ่มที่จะสนใจที่จะรู้ว่าสัจจธรรม ความจริงแท้ที่สุด ก็คือลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้เอง แล้วก็ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็จะต้องมีลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ซึ่งวันนี้เริ่มจะได้ทราบว่าทุกอย่างเป็นธรรม แต่ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องคิดด้วยความเข้าใจของเราเอง ว่า ธรรมที่ปรากฏมีเพียงลักษณะเดียว อย่างเดียว หรือว่ามีความหลากหลาย มากมายหลายอย่าง ตามความเป็นจริง

    ถ. ก็มีทีละลักษณะ ทีละอย่าง แต่ธรรมนั้น มากมายหลายอย่าง หลากหลาย

    ส. เพราะฉะนั้น ให้ทราบว่า สิ่งที่มีที่ปรากฏจริงๆ ลักษณะต่างกัน เช่น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ในขณะนี้ เป็นสภาพธรรมที่มีจริงอย่างหนึ่ง เริ่มรู้แล้ว ใช่ไหม ว่าเราเข้าใจสิ่งนี้แค่ไหน หรือว่ายังไม่ได้เข้าใจเลย ทั้งๆ ที่มองเห็นอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ก็ให้ทราบว่า ขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา มีจริงๆ เป็นลักษณะของสภาพธรรมหนึ่งลักษณะ ได้ยินเสียง เสียงก็มีจริงๆ ในขณะนี้เองที่กำลังได้ยินเสียง เสียงก็เป็นธรรมอีกอย่างหนึ่ง ลักษณะของเสียงต้องต่างกับสิ่งที่ปรากฏทางตา

    เพราะฉะนั้น ก็แสดงให้เห็นว่า ไม่มีอะไรพ้นจากธรรมเลย ไม่ว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาก็เป็นธรรม เสียงก็เป็นธรรม ทุกอย่างที่มีจริง เป็นธรรม คิดมีจริงหรือเปล่า

    ถ. คิดมีจริง

    ส. คิดมีจริง เป็น ธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งต่างกับสิ่งที่ปรากฏทางตา และต่างกับเสียงที่ปรากฏทางหู เพราะฉะนั้น ความรู้สึกโกรธมีจริงไหม มี เป็นธรรม เพราะฉะนั้น หลากหลายมาก ธรรมนี่ แต่ประมวลลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ก็จะต่างกันเป็น ๒ อย่างใหญ่ๆ แต่ว่าถ้าต่างกันโดยละเอียดก็มากมายกว่านั้น นี่ก็เป็นสิ่งที่เราฟังไป คิดไป แล้วก็เข้าใจไป

    เพราะถ้าเราจะใช้คำว่า สิ่งนี้เป็นนาม สิ่งนั้นเป็นรูป รับฟังได้ แต่ว่าเราพิจารณาในความเป็นจริงของสิ่งนั้น ด้วยความเข้าใจของเรา มากน้อยแค่ไหน เช่น ถ้ากล่าวถึงสภาพธรรม ที่มีจริงๆ ขณะนี้ แล้วก็มีลักษณะหลากหลายต่างกัน แต่ประมวลโดยประเภทใหญ่ๆ ก็จะรู้ ได้ว่า ธรรมที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น มี ใช่ไหม เช่น เสียง ปรากฏลักษณะของเสียง เป็นลักษณะที่ดัง จะมาก จะน้อยอย่างไรก็ตามแต่

    แต่ที่เราใช้คำว่า เสียง บ่งถึงลักษณะของสภาวะธรรมที่มีจริงอย่างหนึ่ง ซึ่งสามารถปรากฏทางหูได้ ขณะนั้นก็เป็นลักษณะของสภาพธรรมที่ไม่รู้ คือว่าไม่หิว ไม่จำ ไม่โกรธ เสียงโกรธ เป็นไปได้ไหม ตัวเสียงไม่ได้เลย เสียงหิว เป็นไปได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น เสียงก็เป็นสภาพธรรม ที่มีจริงประเภทหนึ่ง คือประเภทของธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งมีจริง คำว่าธาตุ กับคำว่า ธรรม ความหมายเหมือนกัน หมายความถึงสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นธรรม เป็นธาตุ แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ทางภาษาบาลี ใช้คำว่า รู-ปะ หรือว่ารูปธาตุ หรือรูปธรรม คือธรรมที่ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลย ถ้าเป็นอย่างนี้ วันนี้เราตอบได้หมด ใช่ไหม ว่ารูปธรรม หรือรูปธาตุ ที่มีจริงๆ ที่เรารู้ เอาที่เรารู้ก่อน เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องไปตามตำราว่ามีจำนวนเท่าไร แต่ที่มีจริงๆ ที่ปรากฏให้รู้ ในวันหนึ่งๆ ลองคิดดูสิว่ามีอะไรบ้าง รูปธรรม หรือรูปธาตุ สิ่งที่ไม่สามารถจะรู้อะไร แต่มีลักษณะที่ปรากฏให้รู้ได้ทุกวันๆ มีอะไรบ้าง

    ถ. มีรูป ที่เกิดทางตา เสียงทางหู กลิ่นทางจมูก รสทางลิ้น แล้วก็โผฏฐัพพะทางกาย

    ส. พิสูจน์ได้ใช่ไหม ที่คุณปรเมศร์กล่าวถึงเมื่อกี้นี้ คือสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็น ๑ รูป คนที่ไม่เห็นคือคนตาบอด แต่คนตาไม่บอด ต้องมีสิ่งที่ปรากฏทางตาให้เห็น เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏทางตามีจริง เป็นรูปรูปหนึ่ง

    คนที่หูไม่หนวก ก็มีเสียงปรากฏให้รู้ได้ เป็นรูปที่ ๒

    คนที่กำลังได้กลิ่นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ขณะนั้นกลิ่นมีจริงๆ ปรากฏ เป็นรูปที่ ๓

    ขณะที่กำลังรับประทานอาหาร ก็มีการลิ้มรสต่างๆ รสหวานจะกระทบกับตัว ไม่มีทางจะรู้ได้เลย แต่ต้องถึงลิ้น จึงสามารถที่จะมีการรู้รส ว่ารสนั้นหวาน รสนั้นเค็ม รสนั้นเปรี้ยว เพราะฉะนั้น รสก็เป็นอีกรูป ๑ ที่รู้ได้ทางลิ้น

    ส่วนทางกายก็มี เย็นไหม ตอนนี้ หรือว่าร้อน ขณะนั้นก็เป็นรูป อ่อนหรือว่าแข็ง ขณะนั้นก็เป็นรูป ตึงหรือไหว ขณะนั้นก็เป็นรูป ที่สามารถจะรู้ได้ขณะที่กระทบสัมผัสกาย

    ตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย รูปจริงๆ ที่ปรากฏไม่ขาดเลย ก็มีเพียง ๗ รูป ทางตา ๑ รูป ทางหู ๑ รูป ทางจมูก ๑ รูป ทางลิ้น ๑ รูป ทางกาย ๓ รูป คือ เย็นหรือร้อน ๑ อ่อนหรือแข็ง ๑ ตึงหรือไหว ๑ เป็นรูป นอกจากนั้นเป็นสภาพธรรมอื่นทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่ ๗ รูปนี้

    เพราะฉะนั้น การที่จะมีรูป ๑ รูปใดปรากฏ จะต้องปรากฏกับสิ่งที่มีจริงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเราไม่เคยคิดเลย เพราะว่าเป็นเราหมดที่เห็น เราเห็น เราได้ยิน เราคิดนึก เราได้กลิ่น เราโกรธ เราขยัน เราทุกอย่างหมด แต่ว่าความจริงแล้วสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ไม่ใช่ว่าไม่มี เป็นสิ่งที่มี แต่ว่าเป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่าง ไม่มีหน้าตา ไม่อ่อน ไม่แข็ง ไม่หวาน ไม่เค็ม แต่ว่าธาตุชนิดนี้ เป็นธาตุซึ่ง เป็นสภาพที่สามารถจะรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏให้รู้ ซึ่งเคยเป็นเรา แต่จริงๆ แล้วก็เป็นธาตุแต่ละอย่างซึ่ง ถ้าเป็นนามธาตุก็ คือเป็นธาตุที่ต่างจากรูปธาตุ โดยสิ้นเชิง

    เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นในโลกนี้หรือในโลกไหน บนสวรรค์ หรือว่าที่ในนรก ในน้ำ บนบก ก็จะมีธรรมที่ต่างกันเป็น ๒ ประเภท ใหญ่ๆ คือ นามธรรม กับ รูปธรรม แล้วอะไรที่ทำความเดือดร้อนให้เรา นามธรรม หรือรูปธรรม

    ถ. เป็นนามธรรม เป็นกิเลสที่เราได้สะสมมา

    ส. เพราะเหตุว่า นามธรรม เป็นสภาพรู้ หรือธาตุรู้ ถ้ามีแต่รูปธรรมเท่านั้น ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีการเดือดร้อนใดๆ เลยทั้งสิ้น

    เพราะฉะนั้น เพราะเหตุว่านามธรรม เป็นธาตุชนิด ๑ ซึ่งมีปัจจัยก็เกิดขึ้น เช่นเดียวกับรูปธรรมก็ต้องมีเหตุปัจจัย ปรุงแต่งจึงเกิดขึ้น แต่ว่าลักษณะของสภาพธรรม ๒ อย่างที่เกิดขึ้น ต่างกัน คือลักษณะของรูปธรรม นั้นไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ส่วนนามธรรมก็เป็นสภาพรู้ นี่คือการทรงแสดงธรรมทั้งหมด ก็เพื่อให้สามารถประจักษ์ความจริง ของธรรม ๒ อย่างนี้ ถ้าประจักษ์ความจริงว่าเป็นแต่เพียงธาตุ หรือว่าเป็นแต่เพียงธรรม ก็ไม่มีการที่จะเป็นทุกข์อีกต่อไป เพราะเหตุว่า ใครจะไปยับยั้งการเกิดขึ้นของธาตุแต่ละอย่างได้ เมื่อมีเหตุปัจจัย นามธาตุก็เกิด หรือว่าเมื่อมีเหตุปัจจัยของรูปธาตุ รูปธาตุก็เกิด

    เพราะฉะนั้น เราก็จะเข้าถึงความหมายของคำว่า อนัตตา หมายความว่าสภาพธรรมมีจริง แต่ว่าสภาพธรรมนั้น ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของใครเลย บังคับบัญชาไม่ได้ แต่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยทั้งสิ้น นี่คือความหมายของอนัตตา ซึ่งอนัตตาสำหรับธรรมทุกอย่าง สัพเพ ธัมมา อนัตตา เคยเป็นตัวเราทั้งหมด แต่เมื่อศึกษาธรรมแล้วก็จะรู้ว่า เป็นธรรมแต่ละอย่างซึ่งเป็นอนัตตา คงไม่มีใครอยากจะมีจิตใจที่ไม่ดี ริษยา มานะ ต่างๆ แต่ธาตุชนิดนี้มี เพราะฉะนั้น การสั่งสมของธาตุแต่ละอย่าง ก็ปรากฏเป็นอาการของบุคคลซึ่งมีอุปนิสัยต่างๆ กัน แต่เราเรียกชื่อ ทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่ชอบชื่อนั้น เพราะเป็นคนนั้นใช่ไหม แต่ความจริงอกุศลธรรมต่างหาก ที่ไม่มีใครชอบเลย เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ก็รู้จัก สิ่งที่มีจริงๆ เอาชื่อออก ก็เหลือแต่ธรรมทั้งหมด เวลาที่อกุศลธรรมประเภทไหนเกิดขึ้น เราก็สามารถที่จะรู้ได้ว่า จริงๆ แล้วไม่มีคนนั้น แต่มีธรรมซึ่งปรากฏโดยการที่เราใช้ชื่อ

    นี่คือการที่เราจะค่อยๆ เข้าใจว่า จริงๆ แล้วโลกนี้ ไม่ใช่คน สัตว์ใดๆ ที่เราเคยยึดถือว่าเป็นสิ่งที่มีจริง แล้วก็เที่ยง แล้วก็ไม่แตกดับเลย แต่ก็เป็นสภาพธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป พอจะคล้อยตามได้หรือยังอย่างนี้ ต้องฟังอีกนานไหม กว่าจะรู้จริงๆ ว่าที่เราฟังมาแล้ว เราเข้าใจถึงตรงนี้จริงๆ หรือเปล่า หรือว่าเพียงแต่ว่าได้ยินได้ฟัง แล้วก็ค่อยๆ เริ่มที่จะเข้าใจว่า สิ่งที่ปิดบังเรา ก็คือสิ่งที่ปรากฏแต่ไม่รู้ความจริง รู้ความจริงเมื่อไร ก็เริ่มที่จะเห็นตามความเป็นจริงตามที่พระผู้มีพระภาค ทรงตรัสรู้ และทรงแสดง ทีนี้ก็มีปัญหา ว่าขณะนี้เห็นอะไร

    ถ. เห็นแต่สิ่งที่ปรากฏได้ทางตา

    ส. ท่านผู้ฟังท่านอื่น ทำไมรู้ว่าเป็นคุณวิชัย

    ถ. เพราะว่าคิด

    ส. เวลานี้เห็นคุณวิชัย เห็นคุณวีณา เห็นคุณแก้วตา เห็นคุณไพน่า เพราะอะไรจึงเห็นอย่างนั้น นี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เพราะว่าพอลืมตาขึ้นมา เราเห็น แล้วก็ ส่วนใหญ่ทีเดียว เราก็มีการรู้ว่า สิ่งที่เห็น เป็นอะไร เพราะฉะนั้น น่าใคร่ครวญ น่าคิด ว่าทำไมสิ่งที่ปรากฏทางตา แท้ที่จริงได้ยินได้ฟัง แล้วก็จริง แล้วก็ถูก ว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ เป็นรูปชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถกระทบกับจักขุปสาท ซึ่งอยู่ตรงกลางตา ถ้าจักขุปสาทไม่เกิด สิ่งใดก็ตามที่มีหมายความว่า สิ่งนั้นเกิด ต้องเกิดแน่นอน จึงมีในขณะนั้น เพราะฉะนั้น เมื่อจักขุปสาทมี จึงสามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้ แล้วจึงเห็น


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 108
    12 เม.ย. 2566