ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1869


    ตอนที่ ๑๘๖๙

    สนทนาธรรม ที่ เดอะวินเทจ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

    วันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ คิดถึงใจตัวเอง ที่สะสมมาแล้วมาก ด้วยความไม่รู้ และก็มีโอกาสที่จะเข้าใจคำที่ได้ฟัง พูดถึงสิ่งที่มีจริงให้เข้าใจถูกต้อง กลับไปไม่ได้ยินได้ฟังอะไรเลย ทำอะไรก็ไม่รู้ มีความสบาย แต่ก็ไม่รู้ว่าอะไร ไม่รู้เมื่อไหร่ ขณะนั้นดีไหม ถูกต้องไหม ควรไม่รู้ต่อไปหรือเปล่า แล้วถ้าจะไปพร้อมกัน สิ่งที่รู้กับไม่รู้ไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้น จะเอาไม่รู้มารู้ก็ไม่ได้ ใช่ไหม แต่ถ้าเกิดรู้ แม้ความไม่รู้นั้น ก็รู้ว่าเป็นความไม่รู้ ธรรมเป็นเรื่องเปิดเผย เป็นเรื่องตรง เป็นเรื่องจริง แล้วแต่ว่าใครอาจหาญร่าเริง ที่จะเข้าใจความจริง หรือว่าปกปิดไว้ ไม่ต้องการ อยากสบายๆ อย่างนั้นต่อไป โดยไม่รู้อะไร ไปนั่งปฏิบัติ แล้วสบายขึ้นมาได้อย่างไร

    ผู้ฟัง ที่ปฏิบัติเองจะสัมผัสได้

    ท่านอาจารย์ พูดอย่างนี้ไม่ได้ หมายความว่าคนที่ปฏิบัติพูดไม่ได้ และปฏิบัติอะไรที่พูดไม่ได้

    ผู้ฟัง อย่างเช่น คนเป็นความดันโลหิต ใครมาพูดอะไรแบบโมโห มันก็ปรี๊ดขึ้นไปก่อนแล้ว ก่อนที่เราจะดึงตัวเองกลับมาอยู่กับตัวเรา ว่านี่มันคือคล้ายๆ เหมือนกับว่าไม่ใช่เขา ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้มาทำร้ายตัวเราได้

    ท่านอาจารย์ ถ้าอย่างนั้นควบคุมสติหน่อยสิ จะได้ควบคุมกัน เวลานี้เราจะได้ช่วยกันควบคุมสติ ควบคุมอย่างไร

    ผู้ฟัง ถ้ารู้ว่าตอนนี้เรากำลังพูด เรากำลังทำอะไร ให้อยู่กับสิ่งที่เราทำ

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อน ใครบ้างไม่รู้

    ผู้ฟัง บางทีทำแล้ว สติไม่ได้อยู่กับตัว

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อน ขณะนี้รู้ไหมว่ากำลังนั่ง

    ผู้ฟัง รู้

    ท่านอาจารย์ รู้ไหมว่ากำลังพูด

    ผู้ฟัง ทราบ

    ท่านอาจารย์ รู้ไหมว่ากำลังเห็น

    ผู้ฟัง ทราบ

    ท่านอาจารย์ แล้วควบคุมตอนไหน

    ผู้ฟัง ก็ตอนที่สติมันเผลอ ว่าทำอย่างไร

    ท่านอาจารย์ อ้าว เวลานี้เรารู้ไม่ใช่หรือว่าเรานั่ง ตอนนี้ควบคุมหรือยัง

    ผู้ฟัง ตอนนี้ควบคุม เพราะมันไม่มีสิ่งกระทบเข้ามา เราจะอยู่กับตัวเรา แต่ถ้ามันมีสิ่งกระทบเข้ามา บางทีเราเผลอ

    ท่านอาจารย์ แล้วตอนเผลอ เป็นอย่างไร

    ผู้ฟัง ก็ไม่รู้ตัว

    ท่านอาจารย์ แล้วตอนไม่เผลอเป็นอย่างไร

    ผู้ฟัง ไม่เผลอ ก็จะคุมตัวเองได้

    ท่านอาจารย์ ไหนลองคุม

    ผู้ฟัง อย่าตกใจ อะไรอย่างนี้

    ท่านอาจารย์ คุมอย่างไร คุมว่าอย่าตกใจ เวลานี้ตกใจหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ตอนนี้ไม่ตกใจ แต่ถ้าใครมา เช่น ทำปืนลั่นอย่างนี้ จะตกใจแบบนี้สติไม่อยู่กับตัว

    ท่านอาจารย์ มีเราหรือเปล่า

    ผู้ฟัง บอกว่าไม่มี แต่เข้าใจยาก

    ท่านอาจารย์ อย่างไรก็ตามแต่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีเรา แล้วเรานับถือพระพุทธเจ้าไหม ต้องตรงสิ พระพุทธเจ้าบอกว่าไม่มี และเรานับถือพระพุทธเจ้าว่า..

    ผู้ฟัง ไม่มีเรา

    ท่านอาจารย์ นี่นับถือใช่ไหม

    ผู้ฟัง แต่ยังเข้าใจยากอยู่

    ท่านอาจารย์ แน่นอน แต่เชื่อไหมว่าคำนั้นถูกต้อง

    ผู้ฟัง เชื่อ

    ท่านอาจารย์ แล้วอยากจะเชื่อจนถึงที่สุดจริงๆ ว่าเป็นความเชื่อที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแต่พูดตามว่าเชื่อ ถ้าเราบอกว่าเรานับถือพระพุทธเจ้า แล้วเราฟังคำของพระองค์ ตรงไหม

    ผู้ฟัง ตรง

    ท่านอาจารย์ ถ้าเรานับถือพระพุทธเจ้า แล้วเราไปปฏิบัติ สิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงแสดง ตรงไหม นี่คือความจริงกับความตรง จึงจะได้สาระจากพระธรรม อาจหาญร่าเริง เป็นคนที่ตรงที่สุด นับถือใคร ก็คือฟังคำของคนนั้น ไม่ใช่ฟังเฉยๆ ไตร่ตรอง บูชาพระองค์ ด้วยความเข้าใจธรรม ที่ได้ยินได้ฟัง นี่เป็นการบูชาสูงสุด บูชาด้วยการเข้าใจพระธรรม ที่ทรงพระมหากรุณาแสดง เพราะฉะนั้นเราบูชาหรือเปล่า เวลาที่เราไม่ฟัง หรือฟังแล้วก็ไปปฏิบัติ นี่เป็นสิ่งที่หวังดี เพราะเหตุว่าคำจริงที่จะให้กับทุกคน ด้วยความหวังดี จะไม่พูดคำที่ไม่ใช่วาจาสัจจะ เพราะเหตุว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมทั้งหลาย สิ่งที่มีจริงทั้งหมด ไม่ใช่เรา เห็นเป็นเห็น ดับแล้วเกิดแล้ว ได้ยินเป็นได้ยิน เกิดแล้วดับแล้ว คิดเป็นคิด เกิดแล้วดับแล้ว ค่อยๆ ฟัง จนกระทั่งเข้าใจคำที่พระองค์ตรัส เพื่ออนุเคราะห์เรา เพราะการบำเพ็ญบารมี หรือความดีที่จะได้รู้ความจริง มี ๓ ระดับ บำเพ็ญถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือไม่ใช่เพียงแต่ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองเท่านั้น แต่ยังทรงพระคุณมากมาย พระญาณต่างๆ ที่อนุเคราะห์คนอื่นให้สามารถเข้าใจ

    ด้วยเหตุนี้ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา เพื่อประโยชน์ของผู้ฟัง คำว่าผู้ฟังตั้งแต่อดีตกาล จนถึงปัจจุบัน ทั้งหมดที่ได้ฟังพระธรรมคือผู้ฟัง เป็นสาวก เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ฟัง เราไม่เข้าใจ ก็คือว่าเราบอกว่า ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ไม่ฟังเลย หรือฟังแล้ว คำอื่นน่าสนใจมากกว่า เช่น ให้ไปปฏิบัติ หรือให้ทำอะไรก็ตามแต่ แต่ไม่ได้ให้เข้าใจคำที่ได้ยิน ซึ่งเป็นคำจากพระโอษฐ์ เป็นวาจาสัจจะ ที่ทรงแสดงความจริง ให้คนอื่นได้มีโอกาสไตร่ตรอง และฟังด้วย นี่คือความเป็นผู้ตรง เราบำเพ็ญบารมี ความดีต่างๆ การฟังธรรม การพิจารณาเข้าใจ พอที่จะรู้อย่างนี้หรือยัง แต่ว่าที่ทรงบำเพ็ญพระบารมี ๔ อสงไขย แสนกัป เพื่อรู้ความจริงของเห็นเดี๋ยวนี้

    เพราะฉะนั้นกว่าเราจะเห็นเดี๋ยวนี้ และเข้าใจ เราบำเพ็ญบารมีมาพอหรือยัง แต่คำนี้จริงไหม ว่าเห็นเกิดเพราะเหตุปัจจัย แล้วก็ดับ ถ้าจริงรู้ได้ไหม ถ้ารู้ไม่ได้ พระผู้มีพระภาคไม่ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา เพราะรู้ว่ากว่าจะรู้ ต้องอาศัยหลายคำมากมาย จนกว่าคนนั้นจะมีความมั่นใจ เข้าใจ ซึ่งเป็นสัจจญาณ ปัญญาที่มั่นคง ที่ว่าความจริงเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น และความจริงนี้สามารถรู้ได้ จากการที่ฟังพระธรรมเข้าใจขึ้นๆ

    ผู้ฟัง ก็ที่ได้ยินได้ฟัง ก็เพียงแต่เป็นการสะสมการได้ฟัง ตามที่ท่านอาจารย์กล่าว เพราะทั้งหมดเป็นปัญญาของท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ แต่หมายความว่า แต่ละคนที่ฟังนั้น ต้องเป็นปัญญาของตัวเองไม่ใช่ไปขอยืมของใครมา แต่ว่าฟังแล้วเกิดความเห็นถูกเมื่อไหร่ ความเห็นถูกหรือความเข้าใจถูกนั้นเป็นปัญญา เพราะฉะนั้นทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครฟังแล้วเข้าใจ เป็นปัญญาของคนที่เข้าใจ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น มิฉะนั้นสัตว์โลกจะไม่มีปัญญาเลย ใช่ไหม เป็นปัญญาของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่ว่าทรงพระมหากรุณาแสดงความจริงให้ไตร่ตรอง แม้แต่เข้าใจความหมายของคำว่า ธรรม จากไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลย ไปหาธรรม เหนือจรดใต้ เพราะไม่รู้ว่าหมายความถึงสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ด้วย ไปปฏิบัติธรรม โดยไม่รู้ว่าปฏิบัติธรรมคืออะไร นั่นก็ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อเมื่อเข้าใจแล้ว ปัญญาสามารถเข้าถึงความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ นั่นคือ ปฏิปัตติ รู้เฉพาะ ขณะนั้นก็คือสติและปัญญา ที่สามารถที่จะไม่ไปรู้อื่น ที่ยังไม่เกิดขึ้น หรือที่ดับไปแล้ว แต่ที่กำลังปรากฏ

    เพราะฉะนั้นพระธรรมบางคนบอกว่า ก็ฟังมาเหมือนกันทั้งนั้นแหละ ที่โน้นก็บอกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่นี่ก็บอกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่จริงหรือเปล่า ที่ว่าเหมือนกัน เพราะเหตุว่าถ้าบอกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เดี๋ยวนี้ นี่คือคำสอน ที่รู้ว่านี่แหละคือธรรม สิ่งที่กำลังปรากฏนี่แหละ ไม่ใช่ชื่อธรรม แต่เป็นตัวธรรม มิฉะนั้นแล้วจะไปหาตัวธรรมที่ไหน ดับแล้ว และก็ยังไม่มาถึง แต่สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ แม้แต่พูดว่า ตาก็เดี๋ยวนี้ เห็นก็เดี๋ยวนี้ ได้ยินก็เดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้นถ้าคำสอนใด ที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ตามความเป็นจริง นั่นคือคำสอนของสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทุกคนมีเดี๋ยวนี้หมด แต่ว่าเป็นธรรมหรือเปล่า ถ้าเป็นคือรู้ความจริงในขณะนั้นที่ปรากฏ ขณะนี้กำลังเพียงได้ยินได้ฟัง ว่านี่แหละเป็นธรรม แต่ยังไม่ถึงเฉพาะ ปฏิปัตติ แต่ละหนึ่ง ที่มีจริงๆ และเข้าใจเฉพาะสิ่งนั้นจริงๆ ถ้าเข้าใจเฉพาะสิ่งนั้นจริงๆ ต้องเป็นปัญญาอีกระดับหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นปฏิบัติเพื่ออะไร จุดประสงค์ก็ไม่มีแล้ว ใช่ไหม เพื่อสบาย นั่นก็คือไม่ใช่คำสอน เพราะทุกคำที่เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นปัญญาทั้งหมด แต่ละคำเพื่อให้เข้าใจ ทุกคำด้วยที่พูดแล้ว เข้าใจได้

    ผู้ฟัง ตามศูนย์ปฏิบัติ จะเริ่มต้นจาก ศีล สมาธิ แล้วก็ปัญญา พอฟังถึงจุดนี้แล้วหนูว่ามันต้องกลับกัน คือปัญญาแล้ว ศีลกับสมาธิ จะต้องตามมาอย่างนั้นหรือ

    ท่านอาจารย์ ไม่ลืมว่า พุทธะ คือปัญญา ถ้าไม่เข้าใจว่าไม่มีเรา แต่มีธรรม ธรรมหลากหลายมาก ไม่ใช่มีเพียงหนึ่ง ไม่ว่าจะใช้คำว่าศีลเป็นธรรมอะไร เห็นไหม ต้องมาถึงว่าเป็นอะไร จึงจะไม่ใช่เรา มิฉะนั้นเรารักษาศีล ไม่ได้เป็นธรรมเลย ใช่ไหม เพราะฉะนั้นทุกคำเริ่มจากสิ่งที่มีจริงเป็นอะไร ถ้าเข้าใจจริงๆ แล้ว ธรรมที่ดีก็มีใช่ไหม อโลภะไม่ติดข้อง อโทสะไม่โกรธ อโมหะคือไม่ใช่ความไม่รู้ แต่เป็นความรู้ ความเห็นถูก ถ้าธรรมฝ่ายไม่ดีก็ตรงกันข้าม โลภะติดข้อง จนกระทั่งกระทำทุจริตได้มากมายเริ่มจากเล็กๆ น้อยๆ มากขึ้น โทสะตั้งแต่เล็กน้อย จนกระทั่งเป็นพยาบาท อาฆาต ทำสิ่งที่ไม่ดี แล้วก็โมหะนั้นแน่นอน ไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏ คิดดูก็แล้วกัน เพราะไม่รู้จึงติดข้อง เพราะไม่รู้จึงเป็นอกุศลมากมาย เพราะฉะนั้นเพียงแค่มาบอกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา แต่ไม่บอกว่าคืออะไร ก็ไม่รู้แล้ว อย่าไปคิดว่ารู้ เพียงบอกชื่อ ศีลคืออย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่ได้รู้เลยว่าขณะนั้นเป็นอะไร เป็นธรรม ซึ่งเป็นอะไร เป็นจิต ธาตุรู้ หรือว่าเป็นเจตสิก สภาพซึ่งเกิดกับธาตุรู้ คือจิตซึ่งเป็นใหญ่ เป็นประธาน ในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ ไม่ได้พูดอย่างนี้เลย แล้วศีลคืออะไร ก็คือว่าไม่ใช่ธรรม เพราะฉะนั้นคำว่าศีลมี ในศาสนาอื่นก็ใช้คำว่า ห้าม ด้วย ห้ามฆ่า ห้ามลักทรัพย์ แต่พุทธศาสนาไม่ใช่อย่างนั้น เจตนา งดเว้น ไม่ใช่เรา แต่เป็นสภาพของธรรมอย่างหนึ่ง คือเจตนา ความจงใจ ความตั้งใจ ที่จะไม่กระทำ แสดงอยู่แล้วว่าไม่ใช่เรา

    เพราะฉะนั้นทุกคำคือธรรมทั้งหมด ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ ก็คือเป็นเรา ไม่ว่าจะฟังอะไรก็เราดีเราชั่วอยู่นั่นแหละ ก็ไม่ใช่ฟังธรรม ถ้าฟังธรรม ก็คือว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นทุกคำมีคำตอบ เพราะเป็นความจริง แต่ถ้าตอบไม่ได้ คือไม่รู้ ไม่รู้คือไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อรู้ ถามอีกก็ได้ ถ้ายังไม่หายสงสัย สนทนาสบายๆ ด้วยความจริงใจ ด้วยความตรง เพื่อประโยชน์แท้จริง คือความเป็นมิตรที่ดี ที่ให้สิ่งที่ดี ไม่ใช่ให้สิ่งที่ลวง และไม่จริง ไม่สำคัญ จะเกลียด จะรัก จะชัง จะว่าอย่างไร ก็ตามแต่ แต่ว่าเพื่อประโยชน์ของผู้ที่ฟัง ไหนๆ ก็มาฟังกันแล้ว จะให้อะไรละ ให้คำไม่จริงหรือ เสียเวลา ไม่ใช่เพื่อนแน่ ไม่ใช่คนหวังดีแน่ ไม่ใช่คนที่พร้อมที่จะให้ประโยชน์เกื้อกูลแน่ เพราะฉะนั้นไม่ได้เคยบอกให้ใครไปปฏิบัติเพื่อสบายๆ แล้วก็ไม่รู้ว่าสบายเป็นอย่างไร ทำไมถึงสบาย และปฏิบัติคืออะไรก็ไม่รู้ ตั้งต้นด้วยไม่รู้ว่าที่ทำเพราะต้องการ เพราะติดข้องในความสบาย และในความไม่รู้ เพราะฉะนั้นก็ห่างไกลจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคำที่กล่าวว่า ขอนอบน้อมแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไม่จริง เพราะว่าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พอฟังแล้วก็ยังไปทำอย่างอื่น อย่างนั้นนับถือจริงๆ หรือเปล่า

    ผู้ฟัง นี่คือความตรงที่อาจารย์บอกใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ความตรง สัจจะความจริงใจ เป็นบารมี ถ้าไม่ตรง ไม่ได้สาระจากพระธรรม คำนี้แน่นอนที่สุด ต้องตรงตั้งแต่คำแรก และทุกคำ เพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อให้เราไปสบายๆ หรือปฏิบัติแล้วมีความสบาย นั่นไม่ใช่คำสอนของสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะไม่เข้าใจ เพราะติดข้อง เพราะเป็นเรา เราควบคุมสติ สติเป็นอะไรก็ไม่รู้ และเราไปควบคุมได้อย่างไร สติอยู่ไหน สติยังไม่เกิด ไปควบคุมสติตรงไหน ก็สติไม่เกิด เห็นไหม ไม่มีความตรง ไม่มีความจริง ไม่มีความเข้าใจแน่นอน เพราะไม่สามารถที่จะตอบได้ จะควบคุมสติได้อย่างไร สติยังไม่เกิดไม่ใช่หรือ ถ้าสติเกิดแล้ว ควบคุมได้หรือก็เกิดแล้ว ไม่ต้องไปควบคุมใช่ไหม ทุกคำผิด ไม่ใช่ความจริง เพราะว่าควบคุมอะไรไม่ได้เลย เพราะเป็นธรรมสิ่งที่มีจริง ที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย เป็นอนัตตา อนัตตาคือไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร แม้แต่ที่เป็นเรา ก็ไม่มี และที่เราคิดว่าเราบังคับได้ ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีเรา บังคับอะไร ไปบังคับสติ สติก็เป็นธรรม มีปัจจัยก็เกิด ไม่มีปัจจัยก็ไม่เกิด แล้วใครจะไปบังคับสติ แต่ที่อยากก็คือว่าอยากสุข ติดข้องแล้ว ก็ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ควรละ เพราะไม่รู้ จึงติดข้อง ถ้ารู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิด เพราะเหตุปัจจัย ใครทำอะไรได้ นอกจากเข้าใจยิ่งขึ้น ว่าบังคับไม่ได้เป็นธรรม แต่ละหนึ่งมีจริงๆ เกิดขึ้นปรากฏว่าไม่ได้บังคับเลย ขณะนี้เห็นแล้ว จะทำอย่างไร ได้ยิน คิด เกิดแล้วทั้งนั้น เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่เราไปบังคับให้คิด หรือว่าไปบังคับอะไร ผิดทั้งหมด แล้วถ้าผิดจะให้บอกว่าถูก ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ ใครก็ตามที่รู้ว่าอะไรถูก จะไม่พูดสิ่งที่ผิด

    อ.กุลวิไล บางท่านก็อาจจะศึกษาแล้วไม่แยบคาย ก็อาจจะคิดว่าต้องไปรักษาศีลก่อน แล้วต่อด้วยทำสมาธิ แล้วถึงจะเกิดปัญญา กราบเรียนท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ เราอยากพูดเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ปัญญา สมาธิ ศีล หรือว่าอะไรก็ตามแต่ โดยไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังมีขณะนี้หรือเปล่า มีความต่างกันไหม สิ่งนี้กำลังมีจริงๆ แล้วพระธรรมที่ทรงแสดงเรื่องนี้สิ่งนี้ ก็มากมาย รวมทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา ด้วยใช่ไหม หรือว่า ปัญญา ศีล สมาธิ ก็แล้วแต่ นี่ก็แสดงให้เห็นว่า เราไปติดในเรื่อง และในคำ แต่สิ่งที่กำลังมีจริงๆ เดี๋ยวนี้ไม่สนใจ ที่จะเข้าใจให้ถูกต้อง ซึ่งรวมทั้งหมดแม้แต่ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือปัญญา แล้วก็ศีล สมาธิ ก็มีอยู่ในขณะนี้เอง แต่เราไม่รู้

    เพราะฉะนั้นตั้งแต่เกิดมา ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีมาตั้งแต่เกิด มีทั้งนั้นเลย แต่ก็ไม่รู้ ศีลก็มี ใช่ไหม ถ้าเข้าใจถูกต้อง ศีลคืออะไร เราไม่ได้ตั้งต้นอย่างนี้เลย แต่เราพูดถึง ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วก็อยากจะรู้ลำดับที่ต่างกัน แต่ว่าศีลคืออะไร ศีลคือปกติ เริ่มแล้วใช่ไหม ต่างกันกับการที่เราเคยได้ยินได้ฟัง โดยไม่ศึกษา ปกติของ จิต เจตสิก ซึ่งเกิดดับ แล้วก็ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ที่เราใช้คำว่าขันธ์ ๕ คำนี้เป็นคำแรกในวันนี้ ก็เพราะเหตุว่าหลายคนก็คงได้ยินได้ฟังมาแล้ว จากการไปวัดบ้าง อ่านหนังสือบ้าง ได้ยินได้ฟังบ้าง ว่าขันธ์ ๕ คืออะไร แต่ถ้าจะกล่าวว่า สิ่งที่เป็นธรรมที่มีจริง ประเภทใหญ่ๆ ประเภทหนึ่งมีเกิดขึ้น แต่ไม่รู้อะไร เสียงมีจริง เกิด เสียงก็ไม่รู้อะไรเลย แม้แต่อะไรทำให้เสียงเกิด เสียงก็ไม่รู้ แม้แต่ใครได้ยินเสียงหรือเปล่า เสียงก็ไม่รู้ แต่เสียงเป็นสิ่งที่มีจริงที่เกิด เมื่อมีเหตุปัจจัย

    เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงในขณะนี้ เราก็ควรที่จะได้รู้ว่าสิ่งที่มีจริง มีลักษณะที่ต่างกันเป็น ๒ อย่างใหญ่ๆ คืออย่างหนึ่งมี เกิดมีจริงๆ แต่ไม่ใช่สภาพรู้ ถูกต้องไหม อย่างแข็ง กลิ่น พวกนี้ไม่รู้อะไรเลย แต่ที่แข็งปรากฏได้ เสียงปรากฏว่ามีได้ เพราะมีธาตุรู้ ที่กำลังรู้สิ่งนั้น เช่น เราใช้คำว่าได้ยิน ได้ยินไม่ใช่เห็น เพราะเหตุว่าได้ยินได้ยินเสียง เพราะฉะนั้นเสียงเป็นเสียง ไม่ใช่ได้ยิน ได้ยินเป็นอีกอย่างหนึ่ง แค่นี้เราเคยสนใจคิดไหม ว่าได้ยินไม่ใช่เสียง แต่ถ้าไม่มีได้ยิน เสียงก็ปรากฏไม่ได้ และเสียงก็มีจริงๆ แต่ปรากฏเฉพาะเมื่อได้ยินเกิดขึ้นได้ยินเสียงนั้นเท่านั้น แค่นี้ แค่นี้เราก็ไม่รู้แล้ว แล้วเราจะไปพูดเรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา อยากจะรู้ในสิ่งซึ่งแม้ขณะนี้เป็นอย่างนั้น ก็ไม่รู้

    ด้วยเหตุนี้สิ่งหนึ่งซึ่งคนไม่คุ้นเคย ก็คือธาตุรู้ เราจะใช้คำว่าจิตก็ได้ แต่ต้องเข้าใจว่า เราพูดถึงจิตบ่อยๆ ได้ยินคำนี้บ่อยๆ แต่ไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว คืออะไร จิตก็คือสิ่งที่ไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น แต่จิตเป็นสภาพรู้ เกิดเมื่อไหร่ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น ในขณะนี้ ได้ยินเสียง เสียงเป็นเสียง ธาตุที่กำลังรู้เสียงมี ใช่ไหม ที่เราเรียกว่าได้ยินในภาษาไทย แต่ภาษาอื่น เขาไม่ใช้คำว่าได้ยิน แต่ก็หมายความถึงสิ่งที่กำลังได้ยิน คือธาตุที่สามารถได้ยินเสียงนั้นเอง ด้วยเหตุนี้จิตจึงเป็นสิ่งที่มีจริง ไม่มีรูปร่างใดๆ เลย แต่ว่าเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง วันนี้ตั้งแต่ตื่นมา จิตทั้งนั้นเลย เกิดดับๆ รู้มาตลอด ไม่ว่าอะไรปรากฏ ถ้าไม่มีจิต สิ่งนั้นจะปรากฏไม่ได้เลย แต่ก็ลืมหมดเลยว่ามีจิต มีคน มีอาหาร มีสิ่งนั้นสิ่งนี้ ลืมว่าจิตกำลังรู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นจึงปรากฏว่ามี แต่ละหนึ่ง แม้เดี๋ยวนี้ จิตนี่แหละกำลังเป็นธาตุที่มีสิ่งที่ปรากฏทางตา มีเสียงที่ปรากฏทางหู เพราะจิตรู้ ด้วยเหตุนี้สภาพรู้หรือธาตุรู้ มี ๒ อย่าง อย่างหนึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้อย่างเดียวเลย ไม่ทำอะไรเลย เพียงแต่รู้ว่าอะไรกำลังปรากฏ เช่น ขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา จิตรู้คือเห็น แค่นี้ ขณะที่ได้ยินเสียง ก็เป็นจิตที่กำลังรู้เฉพาะเสียงนั้น ได้ยินเฉพาะเสียงนั้น นั่นคือจิตที่ได้ยินเสียง

    เพราะฉะนั้นจิตหลากหลายมาก เพราะมีเจตสิก ซึ่งเกิดร่วมด้วย เดี๋ยวรัก เดี๋ยวชัง ซึ่งไม่ใช่จิต แต่เป็นเจตสิก สภาพธรรมที่เกิดร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ที่ว่าเป็นเรา ก็คือจิตเจตสิก และรูป คือมีทั้งสภาพรู้ กับสิ่งที่ไม่ใช่สภาพรู้ เพราะฉะนั้นศีลคืออะไร รูปไม่รู้อะไรเลย รูปจะละเว้นทุจริตได้ไหม รูปไม่รู้อะไรเลย เพราะฉะนั้นรูปจะละเว้นทุจริตได้ไหม ได้ไหม รูปไม่รู้ แต่จิตต่างหากที่เป็นกุศล มีกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะมีเจตสิกฝ่ายดีเกิดร่วมด้วย ละเว้นทุจริต เป็นหน้าที่ของเจตสิก เจตสิกมีมากๆ รวมทั้งหมดอย่างประเภทก็คือ ๕๒ ประเภท แต่ก็หลากหลายมากตามระดับขั้น แต่ทั้งหมดก็คือนามธรรมที่เกิดกับจิต ถ้าไม่มีจิต เจตสิกเกิดไม่ได้เลย และถ้าไม่มีเจตสิกที่ปรุงแต่งอาศัยกันทำให้จิตเกิด จิตก็เกิดไม่ได้ นี่แสดงความละเอียดลงไปอีกว่าแม้แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏว่ามี เกิดแล้วไม่ใช่เพียงอย่างเดียว แต่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น แม้แต่เสียง ถ้าไม่มีธาตุแข็งกระทบกัน เสียงปรากฏได้ไหม มีเสียงไหม อยู่เฉยๆ นิ่งๆ อย่างนี้จะมีเสียงไหม ไม่มี

    เพราะฉะนั้น ก็อาศัยว่ามีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็มีเสียงเกิดร่วมด้วย เมื่อมีปัจจัยที่จะเกิด ก็เกิดได้ เพราะฉะนั้นที่ว่าเป็นเรา หรือสัตว์ หรือสิ่งที่มีชีวิต ก็คือมีทั้งจิตเจตสิก และรูป แค่นี้เข้าใจหรือยัง เฉพาะตอนนี้ เพราะว่าธรรม ๔๕ พรรษา แล้วก็ละเอียดอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเริ่มต้นเข้าใจตั้งแต่ต้น ทีละเล็ก ทีละน้อย ว่าอะไร แม้แต่คำว่าศีลคำเดียว ต้องไม่ประมาท โดยพูดไปแล้วไม่รู้ว่าคืออะไร ใช่ไหม เพราะฉะนั้น จิต เจตสิก รูป มีไหม มีจิตไหม มีเจตสิกไหม มีรูปไหม มีแต่รูป ไม่มีจิต เจตสิก ได้ไหม คือแค่นี้ถ้าเป็นความรู้ความเข้าใจจริงๆ ต้องเพราะเราคิด และก็ไตร่ตรอง ต้นไม้มีจิตหรือเปล่า รูปเป็นรูป สิ่งที่มีชีวิต ในโลกนี้ เราใช้คำว่า ภูมิ ที่เกิดมีทั้งจิต เจตสิก และรูป แม้แต่ที่ตัวของเรา ก็มีรูป ไม่ใช่มีแต่ จิต เจตสิก เพราะฉะนั้น ศีลเป็นรูปหรือเปล่า รูปไม่รู้อะไรเลย จะเป็นศีลได้อย่างไร แล้วศีลถ้าละเอียด ก็จะมีหลายอย่างเลย แต่ว่าเอาเฉพาะตอนที่จะเข้าใจได้ ในขณะนี้ก็คือว่า รูปไม่ใช่ศีล เพราะฉะนั้นความหมายของศีลคือปกติ


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 201
    7 ต.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ