ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1880


    ตอนที่ ๑๘๘๐

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นในขณะนี้ ทุกคนก็สาวกบารมี ถ้ามีการฟังพระธรรมต่อไป

    อ.ธิดารัตน์ กราบเรียนท่านอาจารย์ ระหว่างเบื่อโลกที่เป็นอกุศล กับ เบื่อด้วยความเข้าใจนี่ ท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ เวลาใช้คำว่าเบื่อนี่ ขณะนั้นไม่ชอบใช่ไหม กำลังสนุกเนี่ยเบื่อไหม ไม่มีการที่จะเบื่อสิ่งที่กำลังน่าเพลิดเพลินเลย แต่ทั้งหมดก็คือเรา จนกว่าจะรู้ว่าขณะนั้นเป็นอะไร ก็คลายจากความติดข้อง ใช้คำว่าหน่าย เพราะว่าเห็นความจริง รู้ว่าเกิดมาทำไมนี่ เกิดมาอย่างที่เมื่อวานนี้เราก็พูดถึงแล้วครั้งหนึ่ง เกิดมากิน กินเสร็จแล้วก็นอน หลับไปก็ตื่นมาใหม่ ก็กินอีก นอนอีก ไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบเลย พระเหตุว่าไม่รู้ความจริงว่า ต้องทั้งนั้น มีเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น จะไม่เป็นอย่างนี้ไม่ได้ ตราบใดที่ยังไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้

    เพราะฉะนั้น เราต้องเป็นผู้ที่ตรง ผู้ที่ตรงนี่จะได้สาระจากพระธรรม แต่ถ้าไม่ตรง ก็จะไม่ได้ประโยชน์ ไม่ได้สาระจากพระธรรมเลย เช่น พอฟังแล้วเบื่อเหลือเกิน เป็นอย่างไร ไม่ได้มีปัญาอะไรเลย แล้วเบื่ออะไร ถ้าถามจริงๆ ก็ตอบไม่ถูกใช่ไหมนอกจากเบื่อที่ไม่ได้สิ่งที่เราไม่อยากได้ เราก็เลยบอกว่าเบื่อ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่เราอยากได้ต้องการนี่ ถามสักนิดเถอะเบื่อหรือเปล่าในขณะนั้น ไม่เบื่อเลย นี่ก็แสดงให้เห็นว่าทั้งหมดนี่ขึ้นอยู่กับอวิชชา หรือ ปัญญา ถ้าเป็นอวิชชา เบื่อหมดเลย เพราะไม่ได้สิ่งที่อยากได้ ไม่ได้สิ่งที่พอใจ แต่ว่าเวลาที่เป็นปัญญานี่ กว่าจะรู้ถึงโทษของการที่ว่าเกิดแล้วดับ เป็นโทษหรือเป็นประโยชน์ เกิดแล้วดับแล้วไม่กลับมาอีกเลยแล้วจะเหลืออะไร ไม่เหลืออะไรเลย นอกจากความไม่รู้ และความติดข้อง เพราะฉะนั้นถ้าเห็นอย่างนี้ ก็จะเห็นโทษภัยของความไม่รู้ และ ความติดข้อง เมื่อนั้นจึงจะค่อยๆ ละคลายความติดข้อง โดยการรู้ความจริง

    เพราะฉะนั้น สำหรับปัญญานี่ มีหลายระดับมาก ปัญญาที่เกิดจากการฟัง สุตมยญาณ ถ้าไม่มีการฟัง ไม่มีทางที่จะเข้าใจได้เลย และ เข้าใจ ไม่ใช่เข้าใจแล้วจบ เคยจำบ้างไหม สิ่งที่ได้ฟัง หรือว่าไม่มีวันจะจำเลย ชั่วขณะที่ฟังก็ฟังแล้วก็ลืมไปหมด หรือว่าความคิดนี่มีหลากหลาย เคยคิดเรื่องอื่นมามากมาย แต่ก็มีปัจจัยที่จะคิดถึงธรรม ที่ได้ฟัง แล้วก็เข้าใจขึ้น และ ขณะนั้นก็มีธรรมปรากฏด้วย ด้วยเหตุนี้ไม่ใช่ว่าฟังเผินๆ เพียงแค่ได้ยิน แต่ฟังเห็นประโยชน์

    เพราะฉะนั้น จากการเห็นประโยชน์ และ การสะสม ว่าไม่มีอะไรที่จะประเสริฐเท่ากับความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ก็จะทำให้สังขารขันธ์ คือ สภาพธรรม ไม่ใช่เรา แต่ความเข้าใจ ความศรัทธาจากการที่ได้ฟัง และ เห็นประโยชน์ ค่อยๆ ปรุงแต่งเป็นปัจจัยให้มีความมั่นคงขึ้น ในการเห็นประโยชน์

    เพราะฉะนั้น เมื่อเห็นประโยชน์แล้วก็ฟัง ด้วยความละเอียด แล้วก็เข้าใจขึ้น กว่าจะหน่ายเห็นไหม ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ก็จะหน่ายได้ เพียงแค่ฟัง แต่กว่าจะหน่ายได้ ต้องเป็นการรู้แจ้งสภาพธรรมที่ปรากฏ ด้วยปัญญาอีกระดับหนึ่ง ไม่ใช่เราจะไปหน่ายได้ง่ายๆ เลย ต้องเป็นผู้ตรง ที่จะรู้ความจริงว่า เห็นก็ยังไม่รู้ และ จะไปหน่ายในการที่จะต้องเห็นไปอีกไม่รู้ว่านานเท่าไร ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

    ที่พูดถึงก็คือ ทิฏฐิ ความเห็น ไม่ใช่จิต เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าความละเอียดก็คือ จิต เป็นธาตุรู้ ซึ่งเป็นใหญ่ เป็นประธาน เฉพาะในขณะที่อารมณ์ใดปรากฏ จิต รู้แจ้งในอารมณ์นั้น เท่านั้นเอง ไม่จำ ไม่รัก ไม่ชัง ซึ่งความจำมี ความรู้สึกมี ความรักความชังมี ทั้งหมด เป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต ไม่เกิดกับอย่างอื่นเลย จึงใช้คำว่า เจตสิก (อ่านตามภาษาบาลีว่า เจ - ตะ - สิ - กะ) ภาษาไทยเราก็ใช้คำว่า เจตสิก (อ่านตามภาษาไทยว่า เจ - ตะ - สิก)

    เพราะฉะนั้น ที่ใดที่มีจิต ที่นั้นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะอาศัยกัน และ กัน เกิดขึ้น แล้วก็ที่ทรงแสดงว่าจิตมีประเภทต่างๆ นี่เกินประมาณที่จะนับได้ แต่ก็รวบรวมประมวลเป็น ๘๙ ประเภท หรือว่าอย่างพิเศษที่ประกอบด้วยฌานขั้นต่างๆ ก็เป็น ๑๒๑ ประเภท และ สำหรับเจตสิก มี ๕๒ ประเภท ที่เราบอกว่าคนนั้นใจดี ใจ หรือ จิต เป็นสภาพที่เป็นใหญ่ เป็นประธาน ในการรู้แจ้ง สิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ดี เป็นเจตสิก ฝ่ายดีที่เกิดกับจิต ถ้าบอกว่าคนนั้นใจร้าย ใจก็มีแต่เพียง เป็นสภาพของจิตที่รู้แจ้งอารมณ์ แต่ว่าเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย เป็นเจตสิกที่ไม่ดี เป็นโทสะ หยาบกระด้าง มีไหม หรือ ใครไม่มีบ้าง แต่เป็นธรรม ไม่ใช่เรา ก็แสดงอาการของจิต ว่าสะสมมาอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น

    เพราะฉะนั้น แต่ละวันนี่ก็มี จิต ซึ่งขณะแรกที่สุด ที่เกิด เป็นวิบาก คือ เป็นผลของกรรมหนึ่งที่ได้กระทำแล้ว ถ้าไม่มีวิบาก เพราะไม่มีกิเลส ไม่มีกรรม จะไม่มีการเกิดเลย อย่างพวกที่ดับกิเลสหมดแล้ว ก็ดับกรรม เพราะฉะนั้นก็ดับวิบาก เมื่อจิตขณะสุดท้ายเกิดและดับไป พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ จะไม่มีการเกิดอีกเลย แต่ที่ยังต้องเกิดกันอยู่ ก็เพราะเหตุว่ายังมีเหตุปัจจัย ที่ยังจะต้องเห็นต่อไปเกิดต่อไป ไม่ว่ากี่ภพกี่ชาติ แล้วแต่กรรมที่ทำมามากมายนับไม่ถ้วน กรรมไหนจะเป็นปัจจัยทำให้เกิดต่อจากจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ ซึ่งทำให้พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ ซึ่งเราใช้คำว่าตาย เป็นเพียงสัมมติมรณะ เพราะเหตุว่า ตายแล้วเกิดต่อทันที เหมือนเมื่อวานนี้ กับ วันนี้เหมือนขณะเมื่อสักครู่นี้ กับ เดี๋ยวนี้ จิตใดที่เกิดแล้วดับ จิตนั้นเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ ไม่มีระหว่างคั่นเลย ถ้าเข้าใจอย่างนี้ ภาษาบาลีใช้คำว่า อนันตรปัจจัย หมายความว่า จิต เกิดแล้วดับไป ทำให้จิตขณะต่อไปเกิดโดยไม่มีระหว่างคั่น เราก็คงจะคุ้นหูแต่จำไม่ได้ เวลาที่ไปฟังสวดพระอภิธรรมงานศพนี่ ก็จะมีคำว่า เหตุปัจจะโย ปัจจะโย ก็คือปัจจัย ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ ฝ่ายไม่ดี อโลภะ อโทสะ ฝ่ายดี และเราก็ไม่รู้เลยถ้าไม่ฟังธรรม จะเหตุปัจจะโย อารัมมณะปัจจะโย ก็ไม่รู้ว่าอะไร แต่พอฟังแล้วรู้เลย ก็คือสภาพธรรมที่มีจริง ในชีวิตประจำวัน ถ้ากล่าวถึงสภาพธรรมที่มีจริงที่เป็นเหตุ ได้แก่ เจตสิก เพราะว่า จิต เป็น ธาตุรู้ เกิดขึ้นรู้ ถ้ากล่าวถึงจิตล้วนๆ นี่ จะไม่ดี ไม่ชั่วเลย แต่ว่าเนื่องจากเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย ก็ทำให้จิตนี่ เป็นฝ่ายที่ไม่ดี หรือ เป็นฝ่ายที่ดี ก็แล้วแต่ นี่คือจากเริ่มรู้ว่าเป็นธรรม และ รู้จักสภาพรู้ หรือ ธาตุรู้ ซึ่งมี ๒ อย่าง สภาพรู้ หรือ ธาตุรู้ คือ จิต เป็นใหญ่ เป็นประธาน ในการรู้แจ้ง สิ่งที่กำลังปรากฏ เช่น ขณะนี้เห็น ขณะนี้ได้ยิน เป็นต้น นั่นเป็นจิต แต่ว่าพอจิตเกิดแล้วต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย จำเลย ทันทีที่สิ่งนั้นปรากฏ ถ้าไม่มีสภาพจำซึ่งเป็นเจตสิก จะรู้ไหม ว่าใครเป็นใคร อะไรเป็นอะไร นี่ก็แสดงให้เห็นว่า แม้แต่ชีวิตประจำวันที่ว่ามีจิตนี่ ก็ยังต้องรู้ละเอียดต่อไปอีกว่า จะมีแต่เฉพาะจิตไม่ได้ ธาตุรู้ มี ๒ อย่าง คือ จิต และเจตสิก ส่วนสภาพที่ไม่รู้อะไรเลยก็เป็น รูป

    เพราะฉะนั้นที่ยึดถือว่าเป็นเราก็คือ จิต เจตสิก เกิดเป็นธาตุรู้ พร้อมกับรูป หรือ มีรูปที่เกิดร่วมด้วย เป็นสภาพที่ไม่รู้อะไร เดี๋ยวนี้ไม่มีใครมี จิต เจตสิก บ้าง ไม่มี ใช่ไหม ก็แสดงว่าเราเริ่มรู้จัก สิ่งที่มีตั้งแต่เกิด และ หลงเข้าใจว่าเป็นเรา หรือ ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ตามความเป็นจริง ก็ต้องเริ่มต้นอย่างนี้ คือ เริ่มต้นฟังธรรมนี่ ไม่ใช่เปิดหนังสืออ่าน จำชื่อ ไม่ใช่เลย แต่ต้องรู้ว่าพระธรรมทั้งหมดนี่ แสดงถึงความจริงเดี๋ยวนี้ ซึ่งสามารถจะรู้ได้ พิสูจน์ได้ เข้าใจได้ เดี๋ยวนี้ เพราะว่าไม่เคยขาด จิต เจตสิก รูป

    อ.คำปั่น ก็จะขอเรียนท่านอาจารย์เกี่ยวกับความไม่รู้นี้ เป็นต้นตอของสังสารวัฎฏ์อย่างไร แล้วก็เวลาที่กล่าวถึงอกุศลธรรมทั้งหลาย ก็จะยก อวิชชา เป็นประธานของความไม่ดีทั้งหลายด้วย ก็กราบเรียนท่านอาจารย์ ได้กล่าวถึงในส่วนนี้

    ท่านอาจารย์ ก็ต้องเข้าใจคำว่าสังสารวัฎฏ์ก่อน เพราะว่าเราได้ยินคำนี้บ่อยๆ แต่ก็ควรจะได้เข้าใจความจริงด้วย ขอเชิญคุณคำปั่น ให้คำแปล

    อ.คำปั่น สังสารวัฎฏ์ ก็มีคำ ๒ คำ คำว่า สังสาระ คำหนึ่ง แล้วก็ วัฏฏะ คำหนึ่ง สังสาระ ก็คือการท่องเที่ยวไป วัฏฏะ ก็คือความวนเวียน จริงๆ เป็นเรื่องของพยัญชนะแต่ว่าในอรรถที่ท่านให้ไว้ในอรรถกถาทั้งหลาย และ ก็ตรงตามความเป็นจริงก็คือลำดับการเกิดขึ้นเป็นไปของธรรมอย่างไม่ขาดสาย นี่คือความหมายของสังสารวัฎฏ์

    ท่านอาจารย์ สังสาระ คือ ท่องเที่ยวไม่อยู่นิ่ง และ วัฏฏะ คือ วนเวียน เป็นอย่างไรไม่อยู่นิ่ง และ ก็วนเวียน ก็คือ เดี๋ยวนี้ ไปไหนหรือเปล่า ท่องเที่ยวหรือเปล่า แต่ถ้าได้ยินคำนี้ หลังจากที่ได้ฟังแล้ว เข้าใจมาแล้ว นานแสนนาน ก็สามารถที่จะรู้ได้ว่า คือเดี๋ยวนี้เอง ไม่มีใครที่จะออกไปจากห้องนี้ แต่จิตเกิดขึ้นเป็นไป ในขณะนี้ ทางตา กำลังเห็น มาแล้วที่ตา ไปแล้วสู่อารมณ์ที่กำลังปรากฏ เวลาที่ได้ยินเสียงเที่ยวแล้ว ไม่อยู่นิ่งแหล่ะ เมื่อสักครู่ไปทางตา ตอนนี้ก็มาทางหู นักเที่ยว เที่ยวไปเรื่อยๆ เดี๋ยวทางตา เดี๋ยวทางหู เดี๋ยวทางจมูก เดี๋ยวทางลิ้น เดี๋ยวทางกาย เดี๋ยวทางใจ เมื่อสักครู่ไปเที่ยวข้างนอก ทางตาเห็น ทางหูได้ยิน จมูกได้กลิ่นด้วย ลิ้นลิ้มรสด้วย

    เพราะฉะนั้น ที่เที่ยว หรือ ที่ไป ก็มี ๖ ทาง แต่ก็ไม่ไปไหนอื่นนอกจากนี้เลย แค่ ๖ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เที่ยวไม่รู้จบ พอหรือยัง ยังไม่พอ ก็คือต้องเที่ยวต่อไปอีก ไม่ให้เที่ยวก็ไม่ได้ ไม่ให้ไปก็ไม่ได้ เพราะเหตุว่ามีสภาพธรรมที่เกิดขึ้น ทำไมถึงต้องเป็นอย่างนี้ ไม่รู้จักจบ ไม่หยุด ไม่เลิก ก็เพราะเหตุว่า ไม่รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วสิ่งที่มีก็เพียงสั้นแสนสั้น และ ก็หมดไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย ไม่ว่า จิต ธาตุรู้ ที่กำลังเห็น ไม่ได้มีสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น ทันทีที่เห็น และ ดับ ใจคิดนึกถึง รูปร่าง สัณฐาน และ ก็สภาพธรรม ที่เกิดพร้อมจิต ที่ใช้คำว่า เจตสิกะ หรือเจตสิก ก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน แต่เราไม่รู้ ก็เลยเป็นเรา โกรธ เกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่ใช่เราไปทำให้เกิดขึ้น ก็เป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง

    เพราะฉะนั้น โกรธ ไม่ใช่ จิต แต่เป็น เจตสิก เพราะว่าจิตนี่ เกิดดับสืบต่อโดยไม่มีระหว่างคั่นเลย คือ จากการที่ได้ทรงตรัสรู้ ก็ทรงแสดงเหตุปัจจัยที่ทำให้สภาพธรรมแต่ละอย่างเป็นไป ว่าจิตประเภทนี้ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าไร จิตอีกประเภทหนึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าไร เพื่อให้เห็นความไม่ใช่เรา บังคับบัญชาไม่ได้เลย แต่ไม่รู้สักอย่าง เช่น ในขณะนี้ เห็น เป็นคนแล้ว เป็นดอกไม้แล้ว แต่ความจริง กว่าจะเป็นดอกไม้ และ กว่าจะเป็นคน จิตจะต้องมีการเห็น เกิดดับสืบต่อ จนกระทั่งสิ่งที่ปรากฏซึ่งเกิดดับสืบต่อ ปรากฏเป็นนิมิตตะ ต่างๆ จากการเห็น เพียงแค่หลับตา ไม่มีอะไรเลยในห้องนี้ที่จะปรากฏ แต่พอลืมตามากมาย แสดงให้เห็นว่าจิตเกิดดับสืบต่อสลับกัน เร็วแค่ไหน

    เพราะฉะนั้น นี่คือการที่ยิ่งฟังธรรม ก็ค่อยๆ รู้ตามความเป็นจริงว่า ไม่ใช่ใคร และ ไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย กำลังมีอยู่ในขณะนี้ แต่ไม่รู้ เพราะอวิชชา แต่เมื่อรู้แล้ว ค่อยๆ รู้ขึ้น ก็สามารถที่จะคลายความติดข้อง หน่ายในการที่จะเห็นว่าประโยชน์อะไร ซึ่งไม่มีเราแต่มีธาตุซึ่งเกิดขึ้น แล้วก็ต้องเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย ไม่รู้จบ

    เพราะฉะนั้นเข้าใจสังสารวัฎฏ์แล้วใช่ไหม เดี๋ยวนี้เอง เมื่อไหร ที่ไหน จิตไม่ได้เกิดขึ้น ดับไปแล้วไม่เกิดอีก แต่ว่าเกิดแล้วก็ดับไป แล้วก็เกิดสืบต่อ ทางตาบ้าง ทางหูบ้างจมูกบ้าง ลิ้นบ้าง กายบ้าง ใจบ้าง

    เมื่อสักครู่นี้ คุณนีน่าได้ฟังเสียงเพลงไหม ได้ยิน เป็นวิบาก เป็นกุศลวิบาก หรืออกุศลวิบาก

    คุณนีน่า รู้ไม่ได้ เพราะว่า จิตเกิดแล้วดับไปทันที

    ท่านอาจารย์ ก็ยากใช่ไหม เพราะว่าเกิดแล้วดับแล้ว แต่จากการฟังนี่ ก็รู้ว่าขณะที่กำลังได้ยินนี่รู้สึกอย่างไร ถ้าเดือดร้อน ไม่สบาย เป็นเสียงหยาบ เสียงกระด้าง ขณะนั้นก็รู้ได้ว่าเป็นอกุศลวิบากจิต ที่ทำให้ได้ยินเสียงอย่างนั้น แต่เวลาที่เป็นเสียงอีกอย่างหนึ่ง ขณะนั้นก็เป็นเสียงที่เพราะ ทำให้ใจสบาย ไม่เดือดร้อน แต่ว่าติดข้องในเสียงนั้น เห็นไหม เพราะฉะนั้นไม่ว่าอะไรก็ตาม เสียงเพราะ ทุกคนชอบ แต่ขณะนั้นก็เป็นความติดข้องในเสียงนั้น ซึ่งความจริงนี่ก็ได้ยินแว่วๆ ว่า มาคราวนี้ยังไม่ได้ยินเสียงของคุณสายร้องเพลงเลย อันนี้ก็เป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้คนที่เคยฟังแล้ว ก็รู้ว่าเสียงเพราะมาก เวลาที่เล่นกับดนตรี ต้องขอร้องดนตรีว่าให้เบา เพราะว่าเสียงนั้นจะไม่ได้ยินชัดเจนถ้ามีเสียงดนตรีด้วย จนกระทั่งในที่สุดขอว่า อย่ามีเสียงดนตรีเลย จะได้ฟังเสียงที่เพราะนั้นจริงๆ

    เพราะฉะนั้น ถ้าถามก็ตอบได้ ขณะได้ยินเสียงที่ไพเราะก็เป็นกุศลวิบาก แต่คุณนีน่าก็พูดถึงจิตที่เกิดดับอย่างรวดเร็วมาก ได้ยินแล้วชอบ ขณะที่ชอบ หรือ พอใจ ไม่ใช่วิบาก แต่ว่าเป็นการสะสมของกุศล และ อกุศล ซึ่งเกิดดับสืบต่อเร็วมาก เราดูเหมือนว่าเรากำลังมีวิบาก ได้ยินเสียงที่เพราะ แต่ขณะนั้นอกุศลจิตเกิดติดข้องในเสียงนั้นแล้ว เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ที่จะรู้ว่า แม้ไม่ใช่เรา ทุกอย่างเป็นธรรมที่เกิดขึ้น แต่ก็เกิดเร็วจนกระทั่งยากที่จะรู้ได้ ถ้าไม่ค่อยๆ เข้าใจธรรมแต่ละอย่างว่าขณะไหนเป็นวิบาก คือเป็นผลของกรรม และ ขณะไหนเป็นกิเลส และ เป็นกรรม ซึ่งเป็นเหตุที่จะให้เกิดวิบาก

    เพราะฉะนั้น ในพระพุทธศาสนา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้เพียงพูดคำ และ ก็ให้คนอื่นไม่เข้าใจ หรือ คิดเอง แต่ทรงแสดงความละเอียดยิ่ง ของแม้ขณะจิตซึ่งจากได้ยิน แล้วก็ไม่นานเลย กุศล และ อกุศล ก็เกิดได้ตามเหตุตามปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นวิบากต่อไปนี้รู้ได้เลย กำลังเห็น ชั่วขณะที่เห็นเป็นวิบาก จิตที่เกิดต่อจากจิตเห็นถ้าศึกษาอภิธรรมโดยละเอียด ก็จะทราบได้ว่า หลังจากที่ จิตเห็น ดับ จิตที่เกิดต่อก็เป็นวิบาก แต่ไม่ปรากฏเลย

    เพราะฉะนั้น เวลานี้ มีธาตุ ที่กำลังเห็น แต่ว่าสืบต่อ จนไม่ปรากฏว่า ไหนเห็น ไหนกุศล ไหนอกุศล ที่ปรากฏก็คือ วิญญาณนิมิต หมายความว่า ให้รู้ว่าสภาพรู้ มีจริงๆ ด้วยเหตุนี้แต่ละคำ เช่น คำว่านิมิต ก็ต้องทราบว่าเป็นเครื่องหมาย ที่ทำให้รู้ว่าสิ่งนั้นมี แต่เพราะเหตุที่สิ่งนั้นเกิดดับเร็วมาก เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ไปถึง ๑ ขณะ ของสภาพธรรมนั้นก็เป็นไปไม่ได้

    ด้วยเหตุนี้ทรงแสดงว่า ทรัพย์สมบัติ ที่ประเสริฐกว่าทรัพย์สมบัติอื่นๆ ด้วยเหตุว่าทรัพย์นี้เงินซื้อไม่ได้ ทรัพย์สมบัติใดๆ ก็ซื้อไม่ได้เลย ทั่วทั้งจักรวาลจะเอามาซื้อความเห็นถูกเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าต้องเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย แล้วก็ทรัพย์นี้ก็มีค่ามาก เป็น อริยทรัพย์ คือ ทรัพย์ที่ประเสริฐ ทรัพย์อื่นหน่ะมีมากเท่าไร วันนี้ก็หมดไปได้ ไฟไหม้ น้ำท่วม แต่ว่าทรัพย์นี้ ขโมย โจร ก็ลักไม่ได้ แม้แดด ลม ก็ถูกต้องไม่ได้ ไม่สามารถที่จะทำให้หมดสิ้นไปได้เลย คือ ปัญญา ความเห็นที่ถูกต้อง

    เพราะฉะนั้นการฟังธรรมก็ยิ่งจะเข้าใจขึ้นไม่เหมือนอย่างนี้ เพราะเหตุว่าเป็นธรรมเดี๋ยวนี้ เป็นโน่น เป็นนี่ เป็นคน เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ บางสภาพธรรม ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นก็ต้องเริ่มเข้าใจพิจารณาว่า คุณค่าของการได้ฟังเข้าใจ ซึ่งจะทำให้เข้าใจขึ้นอีก เข้าใจขึ้นอีก เข้าใจขึ้นอีก จนสามารถที่จะรู้ความจริงได้ เป็นไปได้ ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ ซึ่งก็ขอให้พิจารณาว่า โลกมีกี่โลก เมื่อเช้านี้ รวมแล้วจะเที่ยวไปที่ไหนก็ไม่พ้น ๖ โลก โลกจริงๆ ไม่ปนกันเลย โลกทางตา ไม่มีเสียงเลย มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ โลกทางหู ไม่มีสีสันวรรณะเลย ขณะนั้นมีแต่เฉพาะเสียงกับความคิดเรื่องเสียง โลกทางจมูก มองไม่เห็นกลิ่น เสียงก็ไม่มี แต่กลิ่นปรากฏให้รู้ว่าสิ่งนี้มีจริงๆ เป็นอีกโลกหนึ่ง และ เวลาที่ลิ้มรส มีไหมรส มีจริงๆ เป็นอีกโลกหนึ่ง เมื่อปรากฎ เพราะมีจิตที่สามารถลิ้มรสในขณะนั้นได้ พอเห็นอาหาร เช่น เห็นชมพู่เนี่ย หวานไหม ต้องถามกันหล่ะ หวานก็มี เปรี้ยวก็มี ใช่ไหม จืดก็มี แต่จะรู้เมื่อไร เมื่อจิตเกิดขึ้น รู้ คือ ลิ้มรส รสนั้นปรากฏกับจิต ที่กำลังรู้แจ้ง เพราะฉะนั้นก็เป็นอีกโลกหนึ่ง โลกนั้นไม่มีสีสัน ไม่มีเสียง ไม่มีกลิ่น มีแต่เฉพาะรสที่ปรากฏในขณะนั้นจริงๆ การเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมาก ทำให้ลวงว่าเที่ยง เรียกชื่อได้ ทั้งๆ ที่ ก็อ่อน ก็แข็ง แต่ว่ารสต่างๆ กัน และก็สีสันต่างๆ กัน

    เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งเนี่ยก็วิจิตรมาก มีทั้งโลกทางตา โลกทางหู โลกทางจมูกโลกทางลิ้น ขณะนี้โลกไหนปรากฏ ทั้งๆ ที่มี ก็ไม่ได้ปรากฏว่ามี เห็นไหม แข็งมีไหม ปรากฏหรือเปล่า กำลังถูกเนื้อ ถูกตัว จับนิ้ว จับแขน ทั้งนั้นในตัวเองเนี่ย ก็ต้องมีแข็งปรากฏ ก็ไม่เคยรู้ ว่าขณะนั้นโลกหนึ่ง ไม่มีโลกอื่นปะปนเลย มีเฉพาะสิ่งที่แข็ง กับสภาพที่กำลังรู้แข็ง เราอยู่ที่ไหน มีแต่แข็งกำลังปรากฏ แข็งจะเป็นเราไม่ได้ มีสภาพที่กำลังรู้เฉพาะแข็ง อย่างอื่นไม่มีเลย เพราะฉะนั้นสิ่งนั้นจะเป็นเราไม่ได้

    ข้อสำคัญ ก็คือว่า ในบรรดาโลกทั้ง ๖ มีโลกเดียวที่ปรากฏให้เห็นได้ทางตา โลกอื่น มืดสนิท และนี่ปรากฏตามความเป็นจริงหรือเปล่า เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏขณะนี้ ตราบใดที่ยังไม่รู้ ก็จะปรากฏตามความเป็นจริงไม่ได้ และ ที่ว่าจะรู้ก็คือว่าสิ่งนั้นต้องปรากฏให้รู้ตามความเป็น จึงจะชื่อว่ารู้สิ่งที่มีจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้ารู้จริงๆ ในขณะนี้ กำลังได้ยินมืดสนิท ได้กลิ่นมืดสนิท กำลังรับประทานอาหารมืดสนิท กำลังกระทบสัมผัสสิ่งที่ เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง มืดสนิท มีโลกเดียวที่สว่าง คือ โลกที่กำลังปรากฏให้เห็นได้ เพราะฉะนั้นอยู่ในโลกไหน ถ้าความไม่รู้ สภาพธรรมจะไม่ปรากฏตามความเป็นจริง

    เพราะฉะนั้นจะชื่อว่ารู้จักโลกแต่ละโลกไม่ได้ แต่เวลาที่โลกปรากฏตามความเป็นจริง เปลี่ยนไม่ได้ ปัญญาขณะนั้นสามารถที่จะเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริง แต่ซ่อนเร้นเพราะเหตุว่าขณะนี้ ไม่มืดเลย ใช่ไหม ทั้งๆ ที่ได้ยินก็ต้องมืด คิดนึกก็ต้องมืด แข็งที่กำลังปรากฏก็ต้องมืด อยู่ในโลกของความมืด มาก มีแต่เพียงโลกเดียวที่กำลังปรากฏให้เห็นได้ทางตา เพราะฉะนั้นก็จะเห็นจริงๆ ว่าไม่มีเราเลย มีแต่สภาพธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งต้องตรงตามความเป็นจริงอย่างนั้น

    เพราะฉะนั้น เวลานี้ปัญญายังไม่ถึงระดับขั้น ที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรม แต่ละหนึ่ง ถ้าถึงขั้นที่สามารถที่จะเข้าใจความเป็นจริง สภาพธรรมต้องเป็นจริงอย่างนี้ คือว่าอยู่ในความมืดสนิท แต่ก็มีถ้าจะอุปมา เหมือนจุดเล็กๆ ๕ จุด สำหรับให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏที่จุดนั้นๆ เช่น เสียง จะไปปรากฏตรงจุดที่จะเป็นสิ่งที่ทำให้สิ่งที่ปรากฏทางตาปรากฏไม่ได้ ก็คือเวลานี้เป็นอย่างนั้น และ ก็เกิดดับด้วย ในความมืดด้วย อย่างเร็วด้วย ปรากฏเหมือนกับว่าไม่มืดเลย เพราะฉะนั้นสำหรับ การไตร่ตรอง การพิจารณา ว่าจริงไหม

    เพราะฉะนั้นถ้าเป็นปัญญาที่เพียงเข้าใจขั้นฟัง ไม่ได้ประจักษ์ความจริงของสภาพธรรม จะรู้ถึงขั้นที่ใช้คำว่า ปฏิปฏิ และ ปฏิเวธ ไม่ได้ เพราะว่าส่วนใหญ่ ไม่เรียน ไม่ฟังธรรม ใครบอกว่าอะไรก็ตื่นเต้น เช่น ปฏิบัติ


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 201
    2 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ