ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1861


    ตอนที่ ๑๘๖๑

    สนทนาธรรม ที่ อาคารพัฒนบุญชู

    วันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมหนึ่ง ซึ่งมีจริง เกิดขึ้นเข้าใจ แล้วก็ดับไปทั้งหมด

    ผู้ฟัง ที่ท่านกล่าวว่า ทางสายกลาง คือ ท่านกล่าวในภาษาบาลีว่า มัชฌิมาปฏิปทา ใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ก็ต้องเข้าใจว่า นั่นคือ ภาษาบาลี เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่าที่ไม่ใช่ มัชฌิมาปฏิปทา นั่นคืออะไร ทางไหน ที่ไม่ใช่ทางนี้ ถ้าเป็นภาษาไทย ก็ชัดเจนเลยใช่ไหม ถ้าเราไม่สนใจความถูกต้อง หรือความเป็นจริงเดี๋ยวนี้ เพลิดเพลินไป ใครเขาฟังธรรม ก็ไม่ฟัง เรื่องอะไรจะต้องมาเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ที่เกิด แล้วก็ต้องเห็น ต้องได้ยิน แล้วก็ตายไป ไม่ฉุกใจ เฉลียวใจ สักนิดหนึ่ง เพียงแค่เกิดมาเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส วันหนึ่งๆ เดี๋ยวก็หลับ เดี๋ยวก็ตื่น เดี๋ยวก็กิน เดี๋ยวก็นอน แล้วก็จากโลกนี้ไป ได้อะไร สาระอะไร ถ้าเพลิดเพลินอย่างนี้ ปล่อยตัวให้สนุกสบายไป หาความสุข นั่นคือ ทางที่เพลิดเพลินไปในความสุข คุณคำปั่นช่วยแปลภาษาบาลีด้วย กามสุขัลลิกานุโยค

    อ.คำปั่น กามสุขัลลิกานุโยค เมื่อกล่าวถึงโดยความหมาย ก็หมายถึง การประกอบตนให้พัวพันหมกมุ่นอยู่ในความสุขในกาม อีกทางหนึ่งซึ่งก็เป็นทางที่ผิด ก็คือ อัตตกิลมถานุโยค ก็หมายถึง การกระทำตนให้ได้รับความเดือดร้อน หรือที่พวกเราได้ยินกันอยู่เสมอ ก็คือ การทรมานตน ซึ่งข้อความในอรรถกถาก็ได้แสดงไว้ว่า นอกจากจะไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแล้ว ยังก่อความทุกข์ ความเดือดร้อนให้กับตนเองด้วย อันนี้เป็นหนทางที่ผิดอีกทางหนึ่ง แต่หนทางที่ถูกต้อง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงว่า ไม่ใช่ทางที่เกี่ยวข้องกับทาง ๒ ทางที่กล่าวแล้ว เป็น มัชฌิมาปฏิปทา เป็นหนทางสายกลาง ก็คือเป็นไปกับด้วยการอบรมเจริญปัญญา ที่ระลึกรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง จึงไม่เข้าใกล้ทาง ๒ ทางที่กล่าวแล้ว

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ๒ ทางเป็นทางของความเห็นผิด ไม่ใช่ทางของความเห็นถูก แต่ต้องเข้าใจละเอียดด้วย ว่าเกิดมาแล้ว ต้องการอะไร ไม่ต้องพูดถึง ๓ ทาง เพราะว่าการเข้าใจธรรม ก็คือเข้าใจชีวิตประจำวัน ตามความเป็นจริง ไม่ใช่ว่าต้องไปทำอย่างอื่นต่างหาก แต่ว่าชีวิตอย่างนี้ ก็ยังไม่เข้าใจเลย เพราะฉะนั้น เริ่มเข้าใจ ยังไม่ต้องใช้ชื่ออะไรทั้งสิ้น เกิดมาแล้ว ต้องการอะไร ตอบไม่ยากเลย ต้องการความสุขทั้งนั้นเลย ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เมื่อวานนี้ก็ต้องการ วันนี้ก็ต้องการ ต่อไปก็ต้องการ พ้นไหม พัวพันหรือเปล่า ไปไม่รอด เพราะว่าตามความเป็นจริง ก็คือว่ามีความเข้าใจผิดด้วย ว่าหนทางสบายๆ หรือว่าเพลิดเพลิน โดยไม่มีปัญญานี่แหละ ก็จะได้ถึงการหมดทุกข์ได้ แต่ว่าตามความเป็นจริง เป็นไปไม่ได้เลย อีกทางหนึ่งก็เป็นทางที่คนในอดีตแสวงหาจริงจังเหลือเกิน ทรมานตัว นอนบนหนาม บนตะปู สารพัดอย่าง เพราะคิดว่าหนทางนั้นเป็นการทรมานกิเลส ที่เราจะได้ไม่ต้องติดข้อง ในความสะดวกสบาย ในความสุข หวังว่าทำอย่างนั้นแล้ว ก็จะหมดกิเลสได้ แต่ว่าตามความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่าไม่มีความเห็นถูก ไม่มีความเข้าใจถูก จึงมีความติดข้อง จึงมีกิเลสทุกประเภทเลย แต่ถ้ามีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูก ก็ค่อยๆ ละคลายความติดข้อง และกิเลสอื่นๆ ตามควรแก่ปัญญา

    เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไร ก็ทรงตรัสรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ได้อย่างไร อยู่ดีๆ คนอื่นไม่เห็นรู้เลย แล้วทำไมพระองค์จะตรัสรู้ได้เพราะว่าการคิดและการไตร่ตรองของพระพุทธเจ้า ต่างกับคนอื่น เราเห็นแล้วเราไม่ได้คิดเลย เรื่องเห็น ใช่ไหม อยากเห็นสิ่งโน้น สิ่งนี้ ได้ยิน แล้วก็ไม่ได้คิดเรื่องได้ยิน อยากได้ยินเสียงนั้น เสียงนี้ ข้ามความจริงซึ่งเกิดก่อนที่จะมีการติดข้อง หรือความชอบ ไม่ชอบ ซึ่งเป็นกิเลสทั้งหลาย เพราะฉะนั้น สำหรับผู้ที่จะได้ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความคิดของพระโพธิสัตว์ต้องต่างจากคนอื่น เริ่มตั้งแต่เกิดมาแล้วต้องตาย แค่นี้ก็หนีไม่พ้นแล้วใช่ไหม แล้วใครล่ะอยากตาย ก็อยากอยู่กันทั้งนั้นใช่ไหม แต่สิ่งนี้ก็ต้องเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น อะไรแน่ ซึ่งกำลังเกิด กำลังตาย หรือแม้แต่การที่ทุกคนกำลังแสวงหาความสุข แต่วันหนึ่งๆ ก็มีเดี๋ยวเจ็บไข้ได้ป่วย อะไรๆ อีกหลายอย่าง ความโกรธ การทะเลาะวิวาท ทั้งหมดเหล่านี้ มาจากไหน และก่อนอื่นคืออะไร คืออะไร ถ้าเรายังไม่เคยฟังพระธรรมเลย เราคิดไม่ออก แต่พอมีแนวของความคิด จากการได้ฟังพระธรรม แท้ที่จริงสิ่งใดๆ ก็ตามในโลกนี้ทั้งหมด ก็จะมีความจริง ๒ อย่าง ลักษณะที่ต่างกัน ๒ อย่าง เกิดแล้วเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด คือเป็นเสียง เสียงก็ต้องเกิด ถ้าไม่เกิดจะมีเสียงได้อย่างไร แต่เสียงเกิดและดับไป ไม่รู้อะไรเลย เป็นเพียงเสียง กลิ่นมีจริงๆ กลิ่นก็เกิด แล้วก็ดับ แต่กลิ่นก็ไม่รู้อะไรเลย แต่ว่าความคิด ไม่ใช่กลิ่น ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่รส เพราะฉะนั้นต้องเป็นธรรม สิ่งที่มีจริงอีกอย่างหนึ่ง และแท้ที่จริงแล้ว ลักษณะของคิด หรือลักษณะของเห็น ลักษณะของได้ยิน ต้องต่างจากสิ่งที่กำลังปรากฏ

    เพราะฉะนั้นกว่าจะได้ทรงตรัสรู้ความจริง บำเพ็ญเพียรทุกชาติ ด้วยพระบารมี นานา ๑๐ อย่าง เพื่อให้สามารถเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีและปรากฏ เพราะฉะนั้นธรรมต้องลึกซึ้งมาก แม้แต่ว่าจะพูดถึงอะไรก็ตาม ให้คิดถึงว่า ผู้ฟังซึ่งเพียงเริ่มฟัง อุปมาว่าปัญญานั้นเหมือนกับจงอยปากยุง ที่จุ่มลงในมหาสมุทร คือพระธรรม เพราะฉะนั้น ไม่ประมาทเลย ว่าเรากำลังฟังสิ่งซึ่งเราไม่รู้หรอก ถ้าไม่ได้ฟัง และแม้แต่รู้ก็รู้เผินๆ หรือว่ารู้คำ ก็อยากจะรู้คำ อยากจะเข้าใจคำ แต่ตัวธรรมจริงๆ เดี๋ยวนี้ไม่ได้เคยคิดว่า เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของพระธรรมทั้งหมด ที่ทรงแสดง ๔๕ พรรษา เพื่อเข้าใจถูก เห็นถูก ในสิ่งที่มีตามปกติ แต่เราข้ามไปถึงปฏิจจสมุปบาท ไปถึงอริยสัจจะ แล้วก็ไม่รู้อะไร มีแต่ชื่อทั้งนั้น และได้ยินคำอะไรก็มานั่งคิด ด้วยความเป็นตัวตน แต่ไม่ได้ตรงทางที่ทรงแสดงไว้ ว่าการฟังเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่มีว่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดับไป แล้วไม่กลับมาอีกสักอย่างเดียว แล้วก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครด้วย แล้วก็ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ใครทั้งสิ้น เช่น เห็น เห็นต้องเป็นเห็น ถ้าเราเริ่มเข้าใจเห็นว่าเป็นเห็น เป็นเราหรือ ค่อยๆ ห่างไกลจากการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา ทีละเล็ก ทีละน้อย แต่นานมาก เพราะเหตุว่าต้องเข้าใจเห็น ไม่ใช่เพียงเข้าใจว่ามีจริง แต่คืออะไร ต่างกับสิ่งที่ปรากฏนี้แน่นอน แล้วธาตุรู้ที่เกิดขึ้นเห็นนั้น ไม่ต้องไปกังวลสนใจไขว่คว้า ด้วยความเป็นตัวตนที่จะไปพยายามรู้ เพราะว่าด้วยการสนใจไขว่คว้าจะไปรู้ด้วยความเป็นตัวตน ไม่มีวันพบ แต่ต้องเป็นการฟังพระธรรม จนกระทั่งมีความค่อยๆ เข้าใจลักษณะ ซึ่งขณะนี้เห็น กว่าจะละการยึดถือเห็นว่าเป็นเราเห็น เพราะว่าความจริงเห็นไม่ใช่เรา เห็นเกิดแล้วดับ ถ้าไม่มีรูปร่างเข้ามาปะปน ก็จะเข้าใจชัดเจนว่าเห็นเป็นอื่นไม่ได้เลย นกเห็นไหม คนเห็นไหม งูเห็นไหม เห็นเป็นนกหรือเปล่า ไม่ใช่ เห็นเป็นงูหรือเปล่า เห็นเป็นเห็น คือเป็นธาตุซึ่งเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป และไม่ได้ทรงแสดงพระธรรมเพียงสั้นๆ เพราะรู้ว่าอัธยาศัยของคนฟัง ยากแสนยาก ที่จะน้อมมา ค่อยๆ เห็นประโยชน์ของการที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ ว่าแต่ละหนึ่งๆ ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร เกิดขึ้นแล้วดับไป เพราะถ้าไม่มีความเข้าใจอย่างนี้ แล้วจะบอกว่าไม่ใช่ตัวตน หรือจะไปปฏิบัติวิธีอื่น อย่างที่กล่าวถึง ๒ วิธีนั่น ก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจความจริงได้

    เพราะฉะนั้นธรรมเป็นเรื่องที่ ละเอียดยิ่ง สุขุม ลึกซึ้ง แต่ความจริงเป็นอย่างนี้ ว่าเราอยู่ในโลกของความไม่รู้ อยู่ในโลกของความจำ อยู่ในโลกของความลวง ซึ่งปิดบังสภาพธรรมซึ่งเกิดดับในขณะนี้ ที่กล่าวถึงวันก่อน กล่าวถึงโลกภายนอก กับโลกภายใน ขณะนี้มีคนเยอะแยะเลย มีทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วมีได้อย่างไร อยู่ดีๆ ก็มีขึ้นมาหรือ เพราะฉะนั้นโลกภายในแท้ๆ ซึ่งทุกคนไม่รู้ ก็คือสภาพหรือธาตุรู้ซึ่งเป็นจิต เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ กำลังได้ยินเดี๋ยวนี้ แล้วก็มีสภาพนามธรรม ซึ่งเกิดด้วยกัน ดับพร้อมกัน ความโกรธ ความรัก พวกนี้ก็มาจากขณะที่เห็น ขณะที่ได้ยิน รวมเรียกว่า นามธาตุ เป็นธาตุรู้ ไม่มีรูปร่างใดๆ เจือปนเลย เหมือนเห็น ตัวเห็นแท้ๆ ไม่มีรูปร่างใดๆ เลย ตัวได้ยิน สภาพได้ยิน ไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น แต่ว่าสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง มีลักษณะหลากหลาย ปรากฏทางหู เป็นเสียง ปรากฏทางจมูก เป็นกลิ่น แต่ละหนึ่งๆ ก็เป็นธรรมที่เป็นรูปธรรม

    เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะโลกนี้ โลกไหน จักรวาลใดๆ หรือที่จะกล่าวว่านอกโลก อวกาศ อะไรก็ตามแต่ ก็จะพ้นจากสิ่งที่มีจริง ๒ อย่างนี้ไม่ได้เลย คือสภาพหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ทางธรรม พระพุทธพจน์ ตรัสไว้ว่าเป็นรูปธรรม รูป กับ ธรรม เป็นรูปธรรม ส่วนสภาพธรรมซึ่งเกิดขึ้นเป็นธาตุรู้ ใช้คำว่านามธรรม เป็นสภาพที่เมื่อเกิดแล้วต้องรู้ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้ ดูเหมือนว่ามีคน มีเรื่องมีราวต่างๆ แต่จะไม่มีเลย ถ้าไม่มีจิต ไม่มีเจตสิก ไม่มีรูป แต่เพราะเหตุว่ามีจิต เจตสิกเกิดขึ้นรู้ แล้วก็คิดต่างๆ ก็ทำให้เห็นแต่สิ่งที่ปรากฏภายนอก โดยไม่รู้ว่าโลกภายในก็คือ จิต เจตสิก เกิดดับสืบต่อตลอดเวลา ที่กำลังมองเห็น ที่กำลังคิดว่าเป็นคนนั้นคนนี้ หรือแม้แต่กำลังฟังเรื่องราวต่างๆ เพราะฉะนั้นอย่างกล้องวิดีโอ ถ่ายภาพ ข้างในเป็นอะไร ไม่มีใครคิดเลย แม้แต่นาฬิกา หมุนไปเป็นกาลเวลา ข้างในมีอะไร ก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏ อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ปรุงแต่ง เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ไม่มีลักษณะของธรรมใด ธรรมหนึ่ง ที่จะเกิดขึ้นได้ตามลำพัง โดยไม่มีการปรุงแต่งของสภาพธรรมอื่นๆ

    นี่คือความลึกซึ้งไปเรื่อยๆ แต่ละคำ นี่ยังไม่ถึงไหน เพียงแต่ว่าให้รู้จักว่าสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีใครบังคับได้ เกิดขึ้นเห็น แล้วก็ดับ เกิดขึ้นเป็นเจ็บ แล้วก็ดับ ไม่ใช่เรา ดับไปแล้ว เราจะอยู่ที่ไหน แม้แต่ทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาล ที่คิดว่าเป็นของเรา แค่คิด พอจิตขณะสุดท้ายเกิดดับ พ้นความเป็นสภาพบุคคลนี้ ไหนสมบัติของใคร แต่ว่าระหว่างที่ยังไม่ตายของเรา แต่พอตายแล้ว ไหนล่ะของเรา ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า นี่ก็ไม่ใช่เราแล้ว ไม่มีเราเลย พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้โดยสิ้นเชิง นี่คือสิ่งซึ่งเป็นความจริงซึ่งไม่เปลี่ยน ไม่ว่าจะอยู่โลกไหน ก็ต้องเป็นอย่างนี้

    เพราะฉะนั้นก็ฟังเพื่อเข้าใจ เพื่อสะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ยังไม่ต้องไปดับกิเลส เพราะว่ายังไม่ได้เข้าใจอะไรพอที่จะดับกิเลส แต่สะสมความเห็นถูก ความเห็นถูก ไม่ใช่ความเห็นผิด เพราะฉะนั้น ขณะใดที่เห็นถูก ความเห็นผิดก็ไม่มี สะสมไปจนกว่าจะดับความเห็นผิด เพราะเกิดจากความไม่รู้ เพราะรู้จึงเข้าใจถูก แล้วก็เห็นถูกต้อง

    ผู้ฟัง คำว่าโลก หลายคนที่ไม่ได้ฟังธรรมที่ถูกต้อง ก็จะไม่ทราบว่าโลกคืออะไร จริงๆ แล้วโลกคืออะไร

    ท่านอาจารย์ โลกของคนที่ไม่เคยฟังพระธรรม ใหญ่โตมากเลย โลกนี้ทั้งโลกก็ใหญ่ ตัวอย่าง ดวงดาว พระอาทิตย์ พระจันทร์ จักรวาลอีกเยอะแยะ เขาเข้าใจว่านั่นคือโลก แต่คำใดก็ตาม ที่เป็นวาจาสัจจะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เปลี่ยน ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลยสักอย่างเดียว มีโลกไหม ไม่มี เพราะฉะนั้นโลกก็คือสิ่งหนึ่งสิ่งใดสิ่งเกิด และสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งเกิดแล้วต้องดับ เพราะฉะนั้น สิ่งนั้นแหละที่เกิดและดับเป็นโลก เพราะฉะนั้นเราเข้าใจว่า โลกนี้รวมกันใหญ่โตมาก แม้แต่ที่ตัวก็มีตั้งหลายอย่างรวมกัน มีตา มีหู จะใช้ภาษาชาวโลกว่า มีปอด มีตับ มีหัวใจ มีม้าม มีอะไรก็แล้วแต่จะพูด แต่ความจริงก็คือสิ่งซึ่งไม่สามารถจะรู้อะไร เพียงไม่มีจิต อยู่ที่นั่น เท่านั้นเอง นั่นก็คือสิ่งที่เรายึดถือว่าเป็นเรา คือร่างกาย แต่ร่างกาย หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เราจับต้อง และคิดว่าเป็นดอกไม้ เป็นถ้วยแก้วมั่นคง แท้ที่จริงมีอากาศธาตุแทรกคั่นละเอียดยิบ พร้อมที่จะแตกทำลาย และรูปนั้นก็ต้องเกิดด้วย และก็ต้องดับด้วย สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเกิด สิ่งนั้นต้องดับ เพราะฉะนั้นเป็นความว่างเปล่าจริงๆ จากการที่ไปเข้าใจว่ามีโลกใหญ่โต กว้างจริงๆ แต่ว่าถ้าโลกที่เป็นรูป ก็ต้องมีอากาศธาตุแทรกคั่นอย่างละเอียดยิบ และก็ถ้าไม่มีนามธาตุที่รูปหนึ่งรูปใด รูปนั้นไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิต แม้แต่ว่าที่เรากำลังนั่งอยู่ที่นี่ เพราะมีจิต ธาตุรู้ มีเจตสิก เกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต ไม่แยกจากกันเลย ถ้าปราศจากจิต และเจตสิกเมื่อไร รูปนี้ก็คือเคลื่อนไหวไม่ได้

    เพราะฉะนั้น รูปทำกรรมหรือเปล่า รูปไม่รู้อะไรเลย เกิดแล้วดับ อย่าลืมว่า ละเอียดยิบด้วย รูปซึ่งเกิดจากกรรมก็มี รูปซึ่งเกิดจากจิตก็มี แต่ละกลาป แต่ละกลุ่มเล็กๆ แยกออกไปแล้ว เหลือเพียงแต่ละหนึ่ง ซึ่งละเอียดมาก เกิดดับตามเหตุ ตามปัจจัย แต่พอรวมกัน ก็เข้าใจว่าเป็นเรา เป็นโลก เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นโลกตามที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ถึงที่สุด ก็คือสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิด สิ่งนั้นดับ พอมารวมๆ กันก็เป็นภูเขา เป็นแม่น้ำ เป็นโลกไปใหญ่ หรือว่าใบย่อย เป็นพระอาทิตย์ พระจันทร์ แต่ความจริงก็คือสิ่งซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป แต่เพราะเหตุว่า การเกิดดับนี้เร็วมาก ไม่ปรากฏ เหมือนไม่ดับ แต่เห็นเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เห็นเมื่อกี้นี้ ขณะเมื่อกี้นี้ กับขณะนี้ ไม่ใช่ขณะเดียวกัน สิ่งที่มีอยู่ในขณะก่อน ไม่ใช่สิ่งที่มีในขณะนี้ สิ่งที่มีขณะก่อนดับแล้ว เป็นปัจจัยให้สืบต่อมามีขณะนี้ และขณะต่อๆ ไป

    การฟัง บางทีเราไม่ได้ไตร่ตรองเลย รับฟังผ่านๆ แต่ไม่ได้ไตร่ตรองเลย แม้แต่เพียงว่าขณะนี้ควรรู้ไหม ก็ยังไม่ไตร่ตรองว่าเพราะอะไร จึงไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องอื่น ก็เพราะเหตุว่าเดี๋ยวนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏ เมื่อกี้นี้หมดแล้ว สิ่งที่ยังไม่เกิด ยังไม่เกิดเลย แล้วจะไปรู้อะไรที่ยังไม่เกิด แล้วไปรู้อะไรที่ดับไปแล้ว ไม่มี เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ต่างหาก กำลังมีอยู่อย่างนี้ จะรู้ก็รู้สิ่งนี้ ที่กำลังมี แค่นี้เราไตร่ตรองไหม ไม่ใช่ขณะอื่นเลย ถ้าไตร่ตรองจนกระทั่งมั่นคง จะทำอย่างอื่นไหม นอกจากฟังเรื่องสิ่งที่มีจริง แต่ละหนึ่งที่มีจริงๆ ให้เข้าใจชัดเจน

    ผู้ฟัง ความจริงที่บอกว่าสิ่งที่ปรากฏทางตา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน อยากจะให้ท่านอาจารย์กล่าวย้ำในเรื่องนี้อีกสักครั้งหนึ่ง

    ท่านอาจารย์ แล้วก็ทุกครั้ง แล้วก็หลายๆ ครั้ง จนกว่าจะเข้าใจ เพราะว่าทั้งๆ ที่กำลังปรากฏ แต่ส่องไปถึงว่าความไม่รู้นั้น นานแสนนานมาแค่ไหน ความติดข้องยังฉาบทาไว้อีก พอใจที่จะเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ก็ทำให้เมื่อไหร่จะรู้สักที แต่ว่าไม่ใช่หมายความเป็นคำถามด้วยความต้องการ เพียงแต่ว่าเป็นข้อคิดว่า จะรู้ได้เมื่อไร ก็คือเมื่อมีความเข้าใจจริงๆ เพิ่มขึ้น ทีละเล็ก ทีละน้อย เพราะว่าวาจาสัจจะนั้นไม่เปลี่ยนเลย เช่น คำว่า เห็นอะไร แค่นี้ ตอนต้นๆ ก็อาจจะตอบไปว่าเห็นโน่นเห็นนี่ แต่ถามอีกว่าเห็นอะไร ก็ยังตอบไปเรื่องนั้น เรื่องนี้อีก จนกว่าคำตอบตรง ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องว่าเห็นอะไร

    ผู้ฟัง เห็นสิ่งที่ปรากฏ

    ท่านอาจารย์ เห็นไหม ทุกคนก็ไม่ลืมเลย เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ เสียงปรากฏให้เห็นได้ไหม กลิ่นปรากฏให้เห็นได้ไหม แข็งปรากฏให้เห็นได้ไหม รสปรากฏให้เห็นได้ไหม เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ สิ่งที่มีจริง ไม่ต้องคิดมากเลย กำลังปรากฏให้เห็นได้ กว่าจะรู้จริงๆ ว่าเห็นอะไร เห็นเพียงสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้ ข้อพิสูจน์ หลับตา คนในห้องนี้ไม่เหลือเลยสักคน อะไรๆ ในห้องนี้ก็ไม่มี แต่พอลืมตามีหมด แสดงว่ายังไม่ได้เข้าใจความต่างของสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็นได้ ว่าปรากฏให้เห็นได้ เมื่อจิตเห็นเกิด ถ้าจิตเห็นไม่เกิด ก็ไม่ได้ปรากฏว่ามีสิ่งนี้เลย คือสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ไม่ใช่ความคิด ความจำ ในรูปร่างสัณฐานของสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้น เห็นจริงๆ เพียงเห็น ที่กล่าวว่าเพียงเห็น สักแต่ว่าเห็น ก็คือว่าเห็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ เพราะทันทีที่หลับตา ก็ไม่ปรากฏแล้ว แต่ว่าจำได้ ลองหลับตา มีใครอยู่ที่ไหนตอนนี้ยังนึกออก แม้ไม่ชัด ไม่ชัดเลย แต่ความจำยังจำได้ แต่ว่าผิดก็ได้ คนนั้นออกไปแล้ว ยังจำว่าเขานั่งอยู่ตรงนี้ก็ได้

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่คิดนึกว่ามี แต่ แต่ละหนึ่งๆ เป็นสิ่งซึ่งไม่ปะปนกันเลย เพราะฉะนั้นการฟังธรรม จึงเป็นเรื่องที่ต้องฟังด้วยความเคารพอย่างยิ่ง เพื่อความเข้าใจ เพื่อความเป็นผู้ตรง และก็มั่นคงที่จะรู้ว่าเมื่อได้ฟังเพียงเท่านี้ ก็มั่นคงในการที่จะรู้ว่า สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นอย่างนี้ คือปรากฏให้เห็นได้ แต่เมื่อยังไม่เป็นอย่างนี้ เพราะยังรวมกัน ระหว่างปรากฏให้เห็น กับคิดถึงรูปร่างสัณฐาน ก็ต้องรู้เพราะปัญญาไม่พอ สิ่งที่ปรากฏก็รวมกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ปรากฏสัณฐานที่ต่างกัน เป็นถ้วยแก้ว ปรากฏสัณฐานเป็นสิ่งที่เป็นดอกไม้ ปรากฏสัณฐาน ที่เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ แต่ความจริงก็คือทั้งหมด เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งปรากฏให้เห็น ไม่ใช่ดอกไม้ ไม่ใช่โต๊ะ ไม่ใช่เก้าอี้ แต่เป็นสิ่งที่สามารถกระทบตา และจิตเห็นเกิดเมื่อไหร่ สิ่งนี้จึงปรากฏได้ นี่คือไม่ใช่เรา อนัตตา คำว่า "อนัตตา" ทุกขณะเลย

    ฟังวันนี้ เข้าใจวันนี้เลยหรือเปล่า เข้าใจแจ่มแจ้ง แทงตลอดเลยหรือเปล่า อีกนานไหม ก็เป็นผู้ที่ตรง ว่านี่จริง เมื่อจริงแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ยังไม่เข้าใจ ก็คือว่าเหมือนจับด้ามมีด จับวันแรกไม่เห็นสึกเลย จับอีก ๑๐ วัน ก็ยังไม่สึก อีกปีหนึ่งก็ยังไม่สึก แต่แล้ววันหนึ่ง ด้ามมีดสึกได้เพราะอะไร เพราะความเข้าใจ ที่ไม่ห่างเหินจากการฟัง ฟังแล้วไม่ห่างเหินจากการคิดไตร่ตรอง คิดไตร่ตรองแล้วก็ยังกล่าวถึง สาธยาย หมายความว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาแล้ว ทบทวนเพื่อเข้าใจขึ้น ทุกคนนอนหลับ ตื่นบ้างไหม ระหว่างที่ยังไม่ถึงตอนเวลาที่จะตื่น คิดอะไร ทบทวนบ้างไหม ธรรมที่ได้ฟัง ขณะนั้นแข็งก็มี เราหรือเปล่า หรือว่าเป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่ได้ฟังมาว่ามีจริงๆ เท่านั้นอย่างหนึ่ง อย่างอื่นมาแล้ว เสียงก็เป็นอีกอย่างหนึ่งแล้ว

    เพราะฉะนั้น ที่เราฟังแล้ว ยังไม่เข้าถึงความมั่นคงในใจ ที่จะเป็นสัจจญาณ เพียงแต่ได้ฟังว่าจริงๆ แต่ว่าถ้าถึงสัจจญาณ ก็คือว่าไม่หวั่นไหวเลย เมื่อไหร่เมื่อนั้น ก็คือว่ายังมีการนึกถึง แม้แต่จะคิดถึงก่อน ที่จะรู้ความจริงว่าสิ่งนั้นกำลังมี เพราะฉะนั้น การอบรมเจริญปัญญา ตามลำดับจริงๆ ประโยชน์คือเพื่อใคร คำสอนทั้งหมด เพื่อแต่ละคน สัตว์โลกที่สะสมบุญมาแล้วแต่ปางก่อน ที่จะทำให้ได้เข้าใจความจริง ซึ่งเงินทองทรัพย์สมบัติซื้อไม่ได้เลย แต่ว่าต้องอาศัยศรัทธาเห็นประโยชน์ วิริยะ ขันติ อธิษฐาน ความมั่นคง สัจจะ ความจริง เมื่อไม่มีอะไรที่จะจริงกว่านี้ แล้วควรรู้ไหม เมื่อมีโอกาสที่จะรู้ได้ ยังรู้วันนี้ไม่ได้ แต่ค่อยๆ สะสมความเห็นถูก ความเข้าใจไป ทีละเล็ก ทีละน้อย ในที่สุดก็รู้ความจริงได้ ความจริงต้องเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 201
    24 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ