ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1879
ตอนที่ ๑๘๗๙
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จ.เชียงใหม่
วันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗
ท่านอาจารย์ ในขณะนั้นก็คือว่าเป็นความจำสิ่งที่มีแล้ว โดยสิ่งนั้นแม้ไม่ปรากฏ แต่ก็ยังจำว่ามี
อ.ชุมพร ท่านอาจารย์พูดถึงว่าเห็นแค่ ๑ ขณะ แต่คิดเยอะกว่า แต่ในความเป็นจริงเนี่ย เหมือนเราเห็นมากกว่าคิด แสดงว่าเราก็ไม่รู้โลกตามความเป็นจริง เราคิดว่าเห็นตลอดทั้งๆ ที่เห็นแป๊บเดียวแล้วคิดตลอดเลย
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นในขณะนี้ เห็น ๑ ขณะ แต่เป็นคนนั่งอยู่ที่นี่ตั้งหลายคน ก็ต่างกันแล้วใช่ไหม ว่าความคิดนี้จะต้องมากมายสักเท่าไร กว่าจะเป็น ๑ คน จากสิ่งที่เห็น และ ก็เกิดดับ ปรากฏเป็นรูปร่าง เป็นนิมิต เป็นสัณฐาน ขณะนั้นคิดทั้งนั้น ไม่ใช่เห็น เพราะฉะนั้นเห็นแท้ๆ ก็คือเพียงมีสิ่งที่กำลังปรากฏจริงๆ เป็น อุปปัตติ เท่านั้น นอกจากนั้นจิตอื่นทั้งหมด ใช้คำว่า นิพพัตติ ไม่ว่าจะเป็นจิตใดๆ ก็ตาม จริงไหม เห็น กับ คิดว่าเห็น เหมือนกันไหม ไม่มีทางเหมือนกันได้เลยใช่ไหม ยังหลับนี่ ฝันหรือเปล่า ฝันเห็นอะไร ใช่ไหม เพราะฉะนั้นเป็นความคิดซึ่งไม่ใช่เห็น ฉันใด เดี๋ยวนี้ เห็นชั่วขณะหนึ่ง นอกจากนั้นก็เหมือนฝัน จากสิ่งที่ปรากฏทางตาเพราะคิดทั้งนั้นเลย
เพราะฉะนั้นการฟังธรรมนี่ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ ว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังเนี่ย เป็นความจริงไหม ทำไมในฝันในเรื่องยาว ใช่ไหม ไม่ใช่ฝันเพียง ๑ ขณะ หรือ อะไรเลย แต่หลายขณะ เป็นเรื่องต่างๆ บางคนฝันว่าเหาะได้ ก็ฝันเก่งนะ ฝันว่าเหาะได้ ก็แล้วแต่ ใครยับยั้งความฝันได้ เหมือนใครยับยั้งความคิดเดี๋ยวนี้ได้ ทั้งๆ ที่กำลังฟัง คิดเรื่องอื่นได้แล้ว ไม่มีใครไปจัดการที่จะทำให้สิ่งนั้นสิ่งนี้เกิดขึ้นเลย แสดงความเป็นอนัตตาจริงๆ หลายคน ก็บอกว่าฟังธรรม แต่ธรรมที่ได้ฟังนี่ก็ยาว ชั่วโมงหนึ่งบ้าง ครึ่งชั่วโมงบ้าง ระหว่างนั้นคิดเรื่องอื่น เป็นไปได้ไหม แม้แต่สวดมนต์สั้นๆ ก็ยังแว่บคิดถึงเรื่องอื่นได้
เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นความจริงว่าที่เห็นจริงๆ เนี่ย เพียง ๑ ขณะ นอกจากนั้นก็เป็นสิ่งที่จำสิ่งที่เห็น คิดถึงเรื่องราวของสิ่งที่เคยเห็น เพราะฉะนั้นก็สามารถที่จะคิดได้สารพัดคิดแม้ไม่เห็น ด้วยเหตุนี้ก็เป็นทางหนึ่งที่จะทำให้รู้ว่า เห็น ต้องเป็นอุปัตติ ซึ่งต่างกับจิตอื่นๆ คือคิดเรื่องราวต่างๆ ได้ยินชั่วขณะ อุปัตติ
เพราะฉะนั้น จิตที่เป็นอุปัตติ มี ๑๐ ทางตา ๒ ทางหู ๒ เดี๋ยวก็คิดว่าคนละข้าง แต่ความจริงไม่ใช่ ที่กล่าวว่า ๒ ในตอนหลังจะทราบว่า ๒ นั้นคืออะไร ทางตา ๒ ทางหู ๒ ทางจมูก ๒ ทางลิ้นก็ ๒ ทางกายก็ ๒ ๒ นี่คือผลของกุศลอย่างหนึ่ง ผลของอกุศลอย่างหนึ่ง ให้ผลต่างกัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราเห็นในแต่ละวันนี่ สิ่งที่น่าพอใจก็มี เลือกไม่ได้เลย จะเห็นสิ่งอะไร แล้วแต่เหตุที่ได้กระทำไว้ ได้ยินก็เหมือนกัน เสียงบางเสียงไม่น่าฟังเลย เสียงดังมากๆ อาจจะคิดว่าเป็นเสียงระเบิด หรือเสียงปืน ใครชอบตกใจฟ้าร้อง เสียงต่างๆ เหล่านั้น แต่ได้ยิน ทำไมคนอื่นไม่ได้ยิน เขาหลับสนิท เขาสบายมาก แต่คนตื่น ตื่นเพราะเสียง ตื่นเพราะได้ยินก็ได้ เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง คือความเป็นไปของสภาพธรรม ทั้งในอดีตที่ทำให้เกิดปัจจุบัน และทั้งที่กำลังเป็นปัจจุบันที่จะให้ผลเกิดขึ้นข้างหน้า
เพราะฉะนั้นการศึกษาให้เข้าใจก็คือว่า ความจริงเกิดมาแล้ว เลือกเกิดไม่ได้ แต่ละวันที่ผ่านไป เลือกให้เป็นอย่างที่พอใจไม่ได้ เลือกให้เห็นสิ่งที่สวยๆ งามๆ ทั้งนั้นเลย ก็มีท่านที่ได้ไปสนทนาธรรมกัน ที่ราชบุรี และท่านหนึ่งก็ป่วย ท้องเสียมาก แต่ก็มีบุญ คือว่า มีเพื่อนร่วมทางที่พาไปโรงพยาบาล และ ค้างที่โรงพยาบาล แต่โรงพยาบาลต่างจังหวัดเนี่ย ก็เครื่องอุปกรณ์ หรือ พยาบาล ก็ขาดแคลน ไม่พร้อมเหมือนอย่างโรงพยาบาลใหญ่ๆ เพราะฉะนั้น สหายเพื่อนธรรม ๒ คน ก็ดูแลปรนนิบัติ เป็นโอกาสของกุศลกรรม แต่เขาก็บอกว่าเป็นอกุศลวิบาก ใช่ไหม คือ กรรม กับ วิบาก ๒ คำ ต้องแยกกัน กรรม หมายความถึง เจตนาการกระทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น ถ้าเป็นทางฝ่ายไม่ดีก็ใช้คำว่า อกุศลกรรม อะ แปลว่า ไม่ กุศล คือ ดีงาม เพราะฉะนั้น อกุศลกรรมเนี่ย ทางกายก็มี ทางวาจาก็มี ทางใจก็มี ฝ่ายตรงกันข้ามคือ ที่ดีงาม ที่ได้กระทำแล้ว อย่างการฟังธรรมขณะนี้ และ เข้าใจ ต้องเป็น กุศลกรรม แน่นอน
เพราะฉะนั้น เมื่อเหตุดี ผลต้องดี เพราะฉะนั้นสำหรับตัวเหตุใช้คำว่ากรรม ตัวผลใช้คำว่าวิบาก ซึ่งมาจากภาษาบาลีว่า วิปากะ หมายความถึง สุก งอม พร้อมที่จะเกิดเพราะว่ากรรมเยอะมาก แล้วกรรมใหน เดี๋ยวนี้ที่กำลังให้ผล หรือ เมื่อไรก็ตาม จะได้ยินอะไร จะเห็นอะไร จะได้กลิ่นอะไร ก็แล้วแต่เหตุที่ได้กระทำไว้ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจิตเป็นกุศล แต่ขณะที่ช่วยพยาบาลต่างๆ มีโรคภัย มีท้องเสีย เหล่านั้น ก็เป็นอกุศลวิบาก เพราะฉะนั้นผู้ที่ฟังธรรมเข้าใจ ก็อนุโมทนาในกุศลของเขา แต่เขาก็บอกว่า แต่อกุศลวิบากก็มี นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเข้าใจธรรม ว่าไม่ใช่เรา แล้วแต่อะไรจะเกิดขึ้นวันไหน เมื่อเหตุได้กระทำแล้ว ผลต้องเกิด
เพราะฉะนั้น กุศลกรรมที่ทำวันนี้ที่ได้ช่วยเพื่อนฝูง ก็จะเป็นเหตุให้ได้รับกุศลวิบากข้างหน้า ซึ่งเราไม่รู้ว่าจะมาจากทางไหน อาจจะเป็นทางกาย หรือว่า ทางตา ก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นแต่ละขณะที่เห็นรู้ได้เลย ขณะนั้นเป็น กุศลวิบาก หรือ อกุศลวิบากโดยคร่าวๆ แต่จะบอกโดยละเอียดไม่ได้เลย เช่น เห็นดอกไม้ ผลของอะไร ไม่ต้องคิดเลย เพราะว่าไม่สามารถจะรู้จริงๆ เพียงแต่คร่าวๆ ว่าสิ่งที่น่าพอใจ ซึ่งส่วนใหญ่ทุกคนพอใจ ก็เป็นผลของกุศลกรรม แต่ถ้าส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจเลย ไม่มีใครอยากเห็น เห็นซากศพ หรือว่าเห็นอะไรก็ตามที่ไม่น่าดู ขณะนั้นก็ต้องเป็นผลของอกุศลกรรม เพราะฉะนั้นสภาพเห็นเป็นวิบาก ให้ทราบว่าขณะนี้ที่กำลังเห็นไม่มีใครจัดทำอะไรให้เลย แต่กรรมที่ได้ทำแล้วเป็นปัจจัยให้เห็นบ้าง แล้วแต่ว่าจะเป็นผลของกุศล หรือ อกุศลที่ได้กระทำแล้ว ได้ยินเสียงช่วยไม่ได้เลย แม้หลับอยู่ยังต้องตื่นขึ้นได้ยิน แสดงให้เห็นถึงไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาได้ ถ้าเป็นเสียงดังน่ากลัวขณะนั้นก็เป็นผลของอกุศลกรรม เพราะฉะนั้น เฉพาะจิตได้ยินชั่วขณะที่เสียงปรากฏ เป็นอกุศลวิบาก เป็นอุปัตติ เกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุปัจจัยทำให้เกิดขึ้น ๑ ขณะจิต แล้วดับไปต่อจากนั้นก็เป็นคิด แล้วใครรู้ ถ้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงโดยละเอียด เราก็ปะปนกันหมดเลย เพราะคิดเอง แต่ว่าธรรมเป็นสิ่งที่เป็นจริงอย่างไรเกิดขึ้นดับไป สืบต่อกันอย่างไร พระปัญญาที่ได้ทรงตรัสรู้ สามารถที่จะรู้ความจริงของจิต ๑ ขณะ เกิดพร้อมด้วยสภาพธรรม ที่อาศัยกันเกิดขึ้นคือ เจตสิก กี่ประเภท แล้วก็ทำกิจอะไร และก็เจตสิกแต่ละ ๑ ที่เกิดร่วมกัน เป็นปัจจัยทำให้จิตเกิด หรือ เจตสิก อื่นๆ ที่เกิดร่วมด้วย โดยฐานะของปัจจัยอะไร ไม่ได้ทรงแสดงธรรมโดยไม่รู้ แต่ไม่ใช้ในการคิดเองด้วย แต่โดยการประจักษ์แจ้งความจริง ซึ่งสามารถที่จะรู้โดยตลอด และ ทรงแสดงไว้ว่า พระธรรมที่ทรงแสดงเพียงใบไม้ ๒-๓ ใบในกำมือ แต่ใบไม้ในป่ามากกว่านั้นอีก คือพระปัญญาที่ทรงตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรม
เพราะฉะนั้น เพียงแค่ฟังนี่ก็ กว่าจะรู้ตามได้ก็แสนยาก ต้องมาจัดการได้ฟัง และก็ไม่ใช่เผิน ต้องเข้าใจจริงๆ คือ ปริยัติ เมื่อมีมากพอ เป็นปัจจัยให้มีการเริ่มเข้าใจถูก ในลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ ทีละ ๑ ถ้าจะเข้าใจได้ถ่องแท้ โดยละเอียด โดยตรง โดยความเป็นจริง จะเข้าใจหลายๆ อย่างพร้อมกันทีเดียวไม่ได้ ต้องทีละ ๑ เท่านั้นเช่น ขณะที่เห็นขณะนี้ ไม่ใช่ขณะที่คิด และ จำ ว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นอะไร ขณะนั้นคิดแล้ว เป็นอีกโลกหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้น จึงมีโลก ๖ โลก โลกทางตา เพียงเห็น ๑ โลกทางหู เพียงได้ยิน ๑ โลกทางจมูก ก็ได้กลิ่น ๑ โลกทางลิ้น ก็รสต่างๆ ปรากฏ ๑ โลกทางกาย วันนี้รู้สึกจะไม่ หนาว เย็น เท่าอาทิตย์ก่อนใช่ไหม เพราะฉะนั้น แม้แต่ความเย็น ความร้อน ที่กระทบสัมผัสกายประสาท ก็ทำให้จิตเกิดขึ้นรู้ ลักษณะที่เย็น เย็นมากๆ เป็นผลของกรรมอะไร ถ้านิดหน่อยก็สบายดีใช่ไหม
เพราะฉะนั้น ใครอย่าได้ไปคิดว่านี่เป็นผลของกรรมอะไร เพราะว่ากรรมมีมากมายในสังสารวัฎฏ์แสนโกฏิกัปป์ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า เดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็นเนี่ย เป็นผลของกรรมชาติไหน กรรมอะไรที่ได้กระทำแล้ว ปัญญาของผู้ที่ศึกษาธรรมก็เพียงสามารถจะรู้ว่า เหตุมี ผลต้องมี และ ไม่ได้พูดเลยลอยด้วย ผลคืออะไร ผลคือจิตเห็น เห็นสิ่งที่ดีเป็นผลของกุศลกรรม เห็นสิ่งที่ไม่ดีเป็นผลของอกุศลกรรม ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ก็เช่นเดียวกัน ทางกาย เคยปวดไหม เคยเจ็บไหม เคยคันไหม ทั้งหมดนี่ น่าพอใจหรือเปล่า แต่เกิดแล้วจะอยากหรือไม่อยาก จะชอบหรือไม่ชอบ ขณะนั้นก็คือผลของกรรมที่อาศัยกาย กายปสาทนี่ ซึมซาบอยู่ทั่วตัว ทำให้เดี๋ยวปวดท้อง เดี๋ยวเกิดจะเจ็บหัวใจขึ้นมา หรือ อะไรอย่างนี้ ก็แสดงให้เห็นว่าทั้งหมดนี่ คือ หลงเข้าใจว่าเป็นเรา แต่ถ้าแยกโดยละเอียดยิบเป็นธรรมแต่ละ ๑ ก็จะรู้ตามความเป็นจริงว่า นั่นคือ อนัตตา
เพราะฉะนั้นการฟังธรรมนี่ จากเคยเป็นอัตตามานานแสนนาน กว่าจะเริ่มเข้าใจในขั้นฟัง ไม่มีเราแต่มีธรรม ขณะนี้มีเห็น ไม่ใช่เรา เห็นเกิดขึ้นแล้วดับไป แม้ขณะนี้คิด บังคับไม่ได้ว่าจะให้คิดอะไร คิดก็เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เป็นอย่างนี้ทุกวัน ทั้งวัน แล้วจะมีเรา หรือ อัตตา แต่ที่ไหน นี่คือการค่อยๆ เข้าใจ จนกว่าจะประจักษ์แจ้งตามความเป็นจริงของสภาพธรรม จึงสามารถที่จะละ และ ก็ดับการยึดถือว่าเป็นเราได้
อ.ธิดารัตน์ ท่านอาจารย์ เวลาเรากล่าว แล้วค่อยๆ ที่จะเข้าใจด้วยความคิดอย่างหนึ่งนี่ แต่การที่จะรู้จักลักษณะของวิปลาสนี่ท่านอาจารย์ ลักษณะของทิฏฐิอย่างหนึ่ง หรือว่าลักษณะของสัญญาก็ต้องเป็นสัญญา หรือลักษณะของจิตอย่างนี้ ท่านอาจารย์จะกรุณายกตัวอย่างให้เข้าใจเพิ่มขึ้น
ท่านอาจารย์ คุณธิดารัตน์พูดทีละคำ จะเอาอะไร
อ.ธิดารัตน์ ทิฏฐิ
ท่านอาจารย์ ทิฏฐิ ต้องเข้าใจว่า ทำไมใช้คำว่าทิฏฐิ ไม่ใช้คำว่าจิต ก็ต้องรู้แล้วถึงความละเอียด เพราะฉะนั้น ทิฏฐิไม่ใช่จิต ทิฏฐิมีแน่ๆ ทิฏฐิมี ๒ อย่าง มิจฉาทิฎฐิ ความเห็นผิด เพราะว่าทิฏฐิ เป็นคำกลางๆ คือความเห็น ถ้าเห็นไม่ตรงตามความเป็นจริง ก็เป็นมิจฉาทิฎฐิ และ ถ้าเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง ความเห็นถูก เพราะฉะนั้นเมื่อถูก ก็ต้องเป็นสัมมาทิฏฐิ
เพราะฉะนั้น ถ้ากล่าวโดยนัยของอกุศล เช่น อกุศลจิต ทิฎฐิต้องเป็นมิจฉาทิฎฐิ จะเป็นสัมมาทิฏฐิไม่ได้ ถ้ากล่าวถึงโดยนัยของกุศล เป็นมิจฉาทิฎฐิได้ไหม ไม่ได้ ก็ต้องเป็นสัมมาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นแล้วแต่ว่ากำลังพูดในเรื่องอะไร ถ้าในเรื่องของอกุศลเราพูดสั้นๆ ว่า ทิฏฐิ แต่ความหมายก็คือ มิจฉาทิฎฐิ เพราะเป็นอกุศล แต่ว่าทิฏฐิคำนี้เป็นคำใหม่ แล้วก็ไม่ใช่จิต เพราะฉะนั้นสองคำนี้ต่างกันอย่างไร จิต ไม่มีรูปร่างมองไม่เห็น ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เกิดขึ้นแล้ว เป็นธาตุรู้ ในความมืดสนิท ถูกไหม เพราะไม่มีสี ไม่ใช่หิ่งห้อย จะได้มีสี ใช่ไหม แต่ว่าจิตเกิดขึ้น เป็นธาตุรู้ แล้วดับ ในความมืด
เพราะฉะนั้น การที่จะรู้จริงๆ ว่าที่พูดว่าจิตนี่ จิตจริงๆ นี่คืออย่างไร ที่ใช้คำว่า ธาตุรู้ ก็หมายความว่า ไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น เป็นธาตุรู้ ล้วนๆ ต้องอยู่ในความมืดทิฏฐิ ไม่ใช่จิต เพราะว่าสภาพธรรม ที่เป็นใหญ่ เป็นประธาน ในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ
เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมนี่ ก็จะต้องเข้าใจคำ ในภาษาบาลีด้วย เช่น จิต ก็มาจากคำว่า จิตต แล้วเมื่อจิตเป็นธาตุรู้ เกิดขึ้นต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ถูกรู้ ภาษาไทยเรียกว่า อารมณ์ แต่ว่าจริงๆ แล้วก็คือว่า ควรจะรู้ด้วยว่า คำที่ถูกต้อง แม้ว่าเราจะใช้คำว่าอารมณ์ แต่ถ้าออกเสียงให้ถูกก็เป็น อารัมมณะ หมายความถึงอะไร หมายความถึงสิ่งที่จิตกำลังรู้ เมื่อจิตเกิดขึ้นรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ แล้วก็กำลังรู้ในขณะนั้นด้วย ไม่ใช่ขณะอื่น อย่างขณะใดที่เสียงปรากฏ จะมีอย่างอื่นปรากฏรวมอยู่ในนั้นไม่ได้เลย จึงกล่าวว่าโลก ๖ โลก และก็แต่ละโลก ปนกันไม่ได้ ขณะใดก็ตามที่เสียงปรากฏ ต้องหมายความว่า มีธาตุรู้ คือ จิต เป็นใหญ่ เป็นประธาน คือรู้เสียงนั้นไม่ใช่เสียงอื่น เพราะเสียงนี่มีหลายเสียง เสียงขลุ่ยมีไหม มี เสียงนกมีไหม จิต เป็นสภาพที่รู้แจ้ง เสียง คือที่กำลังได้ยินเฉพาะในขณะนั้นเท่านั้น ไม่ใช่ในขณะอื่น แต่ว่าจิตจะเกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีสภาพธรรมที่ปรุงแต่ง อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างนี่ ไม่ว่าทางวิทยาศาสตร์ จะไปแยกขยายอย่างไรก็ตามแต่ แต่ว่าตามความเป็นจริง ก็คือว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะเกิด ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น แต่ต้องมีปัจจัยที่อาศัย ที่ทำให้จิตนั้นเกิดขึ้น ถ้าไม่มีปัจจัยที่อาศัย ที่ทำให้จิตนั้นเกิดขึ้น จิตนั้นเกิดไม่ได้ เช่น คนที่ไม่มีจักขุปสาท ที่เราใช้คำว่าตาบอด และ ตาที่นี่ ก็ไม่ได้หมายความถึง รูปร่าง ตาขาว แต่ดำ ทั้งหมด หมายเฉพาะรูปพิเศษจริงๆ เกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน มองไม่เห็นเลย แต่ปกติก็จะอยู่ที่กลางตา ที่ใช้คำว่าเป็นรูปพิเศษคือ สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นในขณะนี้ ถ้าสิ่งที่ปรากฏในขณะนี้ ไม่มีที่ที่จะกระทบ คือ ไม่มีจักขุปสาท ไม่มีทางที่จะเป็นปัจจัยให้ จิตเห็น เกิดได้เลย
เพราะฉะนั้นแม้ว่า จิต เป็นธาตุรู้ เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้จริง แต่ก็ต้องเกิดตามเหตุตามปัจจัย ว่าจิตนี้ จะเกิดก็ต่อเมื่อมีจักขุปสาท และ ก็มีสิ่งที่สามารถกระทบกัน และ ถึงกาลที่กรรมใดจะให้ผล ถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่น่าพอใจ กุศลกรรมในสังสารวัฏฏ์ ที่แสนนาน ไม่รู้ว่ากรรมใหน ก็เป็นปัจจัยให้จักขุวิญญาณเกิดขึ้น เห็นสิ่งนั้นก็เท่านั้นเอง เท่านั้นเอง แล้วอะไรนักหนา กับสิ่งที่เพียงปรากฏ นิดเดียวแล้วก็ดับไป ดับไปแล้วไม่กลับมาอีก แต่เพราะความไม่รู้นี่ แทนที่จะเป็นอะไรนักหนา ก็กลายเป็นหนักหนามาก พอใจเหลือเกิน แสวงหาไม่สิ้นสุดเลย โลกทางตานี่ไปดูตามห้างสรรพสินค้า เต็มหมดเลย โลกทางตาทั้งนั้นเลย สำหรับตา เห็น แต่ว่าเห็นแล้วดับไม่กลับมาอีก แต่ใจที่รับรู้ และ คิดต่อ สร้างเรื่องราวมากมาย ร้านเพชรมีอะไรบ้าง ร้านเสื้อผ้ามีอะไรบ้าง ร้านอาหารมีอะไรบ้าง ร้านกีฬามีอะไรบ้าง ทั้งหมดมาจากเห็น ๑ ขณะ นี่คือตามความเป็นจริง เพราะความไม่รู้ เป็นเหตุให้เกิดความติดข้อง
เพราะฉะนั้น ความไม่รู้ ในภาษาบาลีใช้คำว่า อวิชชา ความติดข้อง ภาษาบาลีใช้คำว่า โลภะ หรือ ตัณหา มีหลายชื่อ สนุกสนาน นันทิ ราคะ เพลิดเพลิน ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นลักษณะของความติดข้อง ในสิ่งที่เพียงปรากฏ แล้วดับไป แล้วไม่กลับมาอีก แล้วใครหล่ะที่จะรู้ความจริง จนกระทั่งดับกิเลสทั้งหมดได้ เพราะเหตุว่า เมื่อมีความติดข้องแล้ว พอใจแล้ว อยู่เฉยๆ หรือเปล่า อยากได้แหล่ะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำทั้งหมด ก็มาจากความไม่รู้ และ ความติดข้อง แสวงหาได้มา กว่าจะได้มายากไหม ยาก ได้มาแล้ว เก็บรักษาไว้อย่างดี เก็บรักษาไว้อย่างดี เบื่อไหม ถึงวันเบื่อ เบื่อไหม ไม่เห็นมีอะไร บางทีเสื้อผ้ายังไม่ทันใส่เลย ตั้งหลายปี เบื่อแล้ว เพราะว่ามันพ้นสมัยไปแล้วหรือ อะไรก็ตามแต่ นี่ก็เป็นเรื่องของชีวิตตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นธรรมทั้งหมด แต่ไม่เคยรู้เลย ว่าโลกของทางตานี่ ก็อย่างนี้ คือสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แล้วก็คิด แล้วก็จำต่างๆ ไม่อย่างนั้นร้านทั้งหลายก็คงขายอะไรไม่ได้ แต่นี่ขายได้ทุกวันไม่จบ เพราะเดี๋ยวคนนี้ก็ชอบสิ่งนั้น เดี๋ยวคนนั้นก็ชอบอย่างนี้ นี่คือชีวิตประจำวัน
เพราะฉะนั้น คนที่ไม่ได้ฟังธรรมเลย จะออกจากสังสารวัฎฏ์ จะพ้นจาก ๖ โลก นี้ได้ไหม นานแสนนานมาแล้ว ก็เป็นอย่างนี้ อย่างที่คุณอรรณพพูดวันก่อน ไม่เบื่อที่จะไม่รู้ สิ่งที่กำลังปรากฏ และ ก็ไม่เบื่อที่จะติดข้องอยู่เรื่อยๆ ไม่เห็นเบื่อ แต่ว่าถ้าไม่รู้ความจริง ถ้าปัญญาไม่เกิด ไม่มีทางที่จะเห็นความจริง จนสละสิ่งที่เคยติดข้อง และ ก็มีความเห็นที่ถูกต้องได้
เพราะฉะนั้น ก็จะเห็นความต่างกันของ ปัญญา กับ อวิชชา เมื่อมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น แต่อย่าคิดว่าจะเร็ว พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีเท่าไหร อย่างเร็วที่สุด สำหรับผู้ที่ยิ่งด้วยปัญญา เช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ ๔ อสงไขยแสนกัปป์ ไม่ใช่ วันเดือน ปี ชาติ เพื่อรู้อะไร เพื่อเข้าใจถูกในเห็น ซึ่งเกิดแล้วดับ ๑ ขณะ และ ก็จิตอื่นๆ ต่อไป ซึ่งทรงแสดงไว้โดยละเอียด โดยเราไม่ต้องไปบำเพ็ญบารมีถึง ๔ อสงไขยแสนกัปป์ เพียงแค่ฟัง มีโอกาสที่จะได้ฟัง เพราะเป็นสาวกบารมี บารมีที่จะได้รู้แจ้งสภาพธรรม ก็ต้องตามลำดับของปัญญาด้วย สูงที่สุดคือ พระโพธิสัตว์ที่เป็นพระมหาสัตว์ หมายความถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องบำเพ็ญบารมี เหนือบุคคลใดทั้งสิ้น ทั้งสากลจักรวาล เหนือเทวดา และ พรหม ทั้งหมดเลย ทุกสิ่งที่มีชีวิต จึงใช้คำว่า พระมหาสัตว์ ยิ่งกว่าสัตว์อื่นทั้งหมด และ ก็สำหรับคนที่ไม่ได้บำเพ็ญบารมีถึงอย่างนั้น ก็อาจจะเป็นบารมี ที่เป็นพระปัจเจกโพธิสัตว์ คือ ในยุคสมัยที่ไม่มีคำสอนของพระศาสดา คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ใช้คำว่า อันตรธาน อีกไม่นาน คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันตรธานแน่นอน เพราะเหตุว่าไม่มีผู้ศึกษาหนึ่ง หรือว่า มีผู้ศึกษาโดยไม่เคารพ โดยความประมาท เพราะฉะนั้นก็ทำให้คำสอนนี้ อันตรธาน เพราะว่าคำไม่จริง ก็เบียดเบียนคำจริง ให้หมดไป แต่ว่าคำจริงนี่ ไม่ได้ทำร้ายใครเลย แต่อนุเคราะห์ให้มีความเข้าใจถูก มีความเห็นถูก
เพราะฉะนั้น ถ้าฟังผู้ที่ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าส่วนใหญ่นี่ คนบอกว่ายาก ไม่ฟัง แล้วเชื่อใคร ผิด หรือ ถูก เพราะฉะนั้นทั้งโลก เมื่อไม่ศึกษาธรรม ก็ย่อมมีความเห็นผิด เพราะว่าไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คิดกันเอง ด้วยเหตุนี้อีกไม่นาน พระศาสนาก็จะอันตรธาน ถึงเดี๋ยวนี้ อันตรธาน สำหรับผู้ไม่ฟัง ทั้งๆ ที่พระศาสนาก็ยังดำรงอยู่ พระไตรปิฏกก็มี อรรถกถาก็มี แต่ผู้ใดก็ตามที่ไม่ฟัง พระธรรม ก็อันตรธานแล้วสำหรับผู้นั้น
เพราะฉะนั้น ถึงกาลซึ่งวันหนึ่ง ก็จะเป็นวันที่ไม่มีคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหลืออยู่ที่จะให้เข้าใจได้ ต้องถึงพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ต่อไปอีกนาน แล้วถ้าไม่มีการฟังในสมัยนี้ ในยุคนี้จนเข้าใจ ฟังอีกจะเข้าใจไหม ก็ไม่มีทางเลย เพราะฉะนั้นไม่ต้องรอคอย เพราะว่าไม่มีใครรู้ ว่าจะมีปัจจัยที่จะเข้าใจธรรมเมื่อไร ในสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ทรงพยากรณ์ สุเมธดาบส ซึ่งจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ พระสมณโคดม ทรงพยากรณ์ว่าอีก ๔ อสงไขยแสนกัปป์ สุเมธดาบสจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร อีกเท่าไร ไม่ต้องเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เป็นสาวกที่จะได้ฟัง แล้วจะได้เข้าใจ เพราะฉะนั้นประมาทพระธรรมไม่ได้เลย อย่าข้ามไปโน่นมานี่ แต่ว่าไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ กำลังเห็นอยู่แท้ๆ ก็ยังไม่ได้เข้าใจ แล้วก็จะไปรู้คำมากมายในพระไตรปิฎกโดยไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นธรรม ที่เมื่อไรจะรู้ว่าไม่ใช่เรา เพราะว่าทรงแสดงธรรมกับคนในยุคที่สะสมบุญมาแล้ว ที่จะเป็นสาวก ที่จะได้เข้าใจธรรม ที่จะได้รู้แจ้งความจริง
เพราะฉะนั้นในขณะนี้ ทุกคนก็สาวกบารมี ถ้ามีการฟังพระธรรมต่อไป
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1861
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1862
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1863
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1864
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1865
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1866
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1867
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1868
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1869
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1870
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1871
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1872
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1873
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1874
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1875
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1876
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1877
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1878
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1879
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1880
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1881
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1882
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1883
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1884
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1885
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1886
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1887
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1888
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1889
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1890
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1891
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1892
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1893
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1894
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1895
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1896
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1897
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1898
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1899
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1900
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1901
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1902
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1903
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1904
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1905
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1906
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1907
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1908
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1909
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1910
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1911
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1912
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1913
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1914
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1915
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1916
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1917
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1918
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1919
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1920