ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1874


    ตอนที่ ๑๘๗๔

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗


    ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่าทุกอย่างเกิดเป็นอย่างนั้นแล้วดับ หมายความว่าไม่กลับมาอีกเลย ยังพอใจอะไรไหม เมื่อวานนี้มีความติดข้อง มีความพอใจ สภาพธรรมที่ติดข้องพอใจดับหมดแล้ว แต่ความพอใจยังเหลือมาถึงวันนี้ ที่จะพอใจสิ่งอื่นต่อไป ไม่ว่าจะเห็น ไม่ว่าจะได้ยิน ความพอใจก็ยังอยู่ สะสมอยู่ในจิต พร้อมที่จะเกิด ไม่ว่าจะเห็นก็ติดข้อง ไม่ว่าจะได้ยินก็ติดข้อง เหมือนเมื่อวานไหม แม้ว่าจะได้ฟังธรรมแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญญาสามารถที่จะละความติดข้องและความไม่รู้ ที่สะสมมานานกว่าเพียงเมื่อวานนี้ สะสมมานานแสนนานในสังสารวัฏฏ์

    เพราะฉะนั้นกว่าจะเข้าใจธรรมในขณะนี้ ก็ต้องฟัง แล้วก็ไม่ต้องมีการหวังหรือคิดคำนวณว่า แล้วเมื่อไหร่ ปัญหานี้ไม่ต้องมีเลย เพราะเหตุว่าตั้ง ๑๐ ปีมาแล้ว ก็มีเห็น แล้วก็มีฟัง ส่วนที่เห็นก็เห็น ส่วนที่ฟังเข้าใจก็เข้าใจ ส่วนที่ติดข้องก็ติดข้อง เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็มีทุกอย่างตามที่สะสมมา มีทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล ซึ่งพระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อาสยานุสยะ” อาสยะ กับ อนุสยะ

    “อาสยะ” ก็คือว่า สะสมทั้งดีและชั่ว “อนุสยะ” หมายความถึง ส่วนที่จะต้องดับ เพราะเหตุว่าเป็นส่วนที่ไม่ดี ฟังแล้วก็เหมือนทุกวัน คือค่อยๆ สะสม ความหมายของคำว่า อนัตตา ว่าเป็นความจริง ซึ่งเหตุการณ์ทุกอย่างก็แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่าเกิดมาแล้วไม่มีใครสามารถจะทำอะไรได้เลย ลองพิจารณาดู แม้แต่คิด คิดแล้ว ก่อนคิดจะให้คิดอย่างนี้เกิด ก็ไม่ได้ โกรธ ก็โกรธเกิดแล้ว โกรธจึงปรากฏว่าขณะนั้นเป็นโกรธ

    เพราะฉะนั้นสภาพธรรมทุกอย่างที่จะรู้ได้ คือ “เกิดแล้วปรากฏ” ไม่ใช่เราจะไปเตรียมให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดสามารถที่จะเกิดได้

    อ.คำปั่น กราบเรียนท่านอาจารย์ว่าจริงๆ แล้วธรรมก็เกิดขึ้นเป็นอนัตตาอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริงยังไม่ได้เข้าใจถึงความเป็นอนัตตา ก็ยังเป็นเราที่เห็น เป็นเราอยู่ตลอด

    ท่านอาจารย์ นั่นคือเป็นผู้ตรง ยังเป็นเรา ก็เป็นเรา ใครฟังธรรมวันนี้แล้วไม่เป็นเรานี่เก่งมากหรือเปล่า หรือว่าเป็นไปไม่ได้ แน่นอน เพียงแต่ว่าฟังแล้วเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น เพราะเหตุว่าวันหนึ่งๆ ธรรมทั้งนั้น แล้วก็หลากหลาย แล้วก็รวดเร็วด้วย เพียงเมื่อกี้นี้ใครรู้บ้างว่าเป็นธรรมทั้งหมด ไม่มีเราเลย เป็นธาตุรู้ คือจิตและเจตสิก ที่เราใช้คำว่า สภาพรู้ หรือ ธาตุรู้ เพราะเหตุว่าเห็นบ้าง คิดบ้าง ไม่มีรูปร่าง แต่ว่ามีความคิดเกิดขึ้น มีการเห็นขณะนี้ก็กำลังเป็นสิ่งที่มีจริงๆ แล้วเราเข้าใจแค่ไหน เพราะฉะนั้นเลิกหวังว่าฟังวันนี้ รู้วันนี้ หรือว่าฟังอีกสัก ๑๐ ปีแล้วก็จะรู้ แต่ว่าความเป็นผู้ตรงจะทำให้ได้สาระจากพระธรรม ถ้าไม่ตรงเมื่อไหร่ ออกไปจากพระธรรมที่ได้ยินได้ฟังแล้ว

    ด้วยเหตุนี้ความเป็นผู้ตรง ก็จะทำให้รู้ว่าความจริงขณะนี้มีโอกาสที่จะได้ฟังคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสจากพระโอษฐ์ด้วยพระองค์ ๒๕๐๐ กว่าปี คำนี้ไม่เปลี่ยน เพราะว่าทุกคำเป็นวาจาสัจจะ เป็นคำจริงทุกกาลสมัย จะไม่เปลี่ยนเป็นธรรมทั้งหลายเป็นอัตตา ไม่มีเลย แต่ว่าธรรมทั้งหลาย เดี๋ยวนี้เกิดแล้วเป็นอย่างนี้ โดยไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้เลย และเกิดแล้วก็ต้องหมดไป เมื่อกี้นี้ผ่านไปกี่นาที ขณะนี้ผ่านไปกี่นาที เย็นนี้จะกี่นาที เราดูเหมือนว่าหนึ่งนาทีนั้นสั้น วินาทีก็สั้น แต่ธรรมที่เกิดดับเร็วกว่านั้น

    นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเราจะต้องฟังอีก แล้วก็สะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก และเป็นผู้ที่ตรง เมื่อสภาพธรรมยังไม่ได้ปรากฏลักษณะที่เป็นธรรมจริงๆ เมื่อวานนี้ก็เหมือนเดิม แต่เวลาที่ปรากฏลักษณะของสภาพธรรมจริงๆ นั้น ทีละหนึ่ง หลายๆ อย่างรวมกัน ไม่เป็นอย่างนั้นได้เลย เพราะเหตุว่าเห็นเป็นเห็น ได้ยินเป็นได้ยิน คิดเป็นคิด แต่ละหนึ่ง เกิดดับทั้งนั้น เพราะฉะนั้นก็ฟังไป เข้าใจไป สะสมไป เพื่อละความไม่รู้ ซึ่งทำให้เกิดความติดข้อง คิดว่าสภาพธรรมขณะนี้ไม่ได้ดับเลย จนกว่าจะเห็นถูกตามความเป็นจริงของสภาพธรรม เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น อาจจะต้องผ่านพระพุทธเจ้าอีกหลายพระองค์

    ฟังแล้วเป็นอย่างไร ท้อถอย หรือว่าปีติ ที่ว่าอย่างน้อยที่สุดก็มีการตั้งต้นแล้ว และก็ตั้งต้นมาแล้วอาจจะหลายๆ ครั้ง แต่ว่าความเข้าใจของกำลังได้ฟังขณะนี้ก็ต้องรู้ตามความเป็นจริงว่า ฟังแล้วเข้าใจความจริงว่า ขณะนี้สภาพธรรมไม่ใช่เรา เกิดขึ้นแน่ๆ เพราะกำลังปรากฏ แต่ว่าเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย บังคับบัญชาไม่ได้เลย แล้วอยู่ไหน แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก

    เพราะฉะนั้นฟังเพื่อสะสมความเห็นถูก จนกว่าจะค่อยๆ ละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตน หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งวันนี้จะพูดเรื่องเห็นกับสิ่งที่กำลังปรากฏ ดีไหม เพราะว่ากำลังเห็น กำลังเห็นจะให้พูดเรื่องอื่น ก็คงจะไม่เข้าใจเท่ากับพูดถึงสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ซึ่งจะรู้ได้ว่ายากแสนยาก เพียงแค่ธรรมที่เห็น กับธรรมที่ปรากฏให้เห็น กว่าจะมีความเข้าใจถูกจริงๆ

    ผู้ฟัง เมื่อกี้ท่านอาจารย์พูดถึงสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวัน ทุกอย่างเป็นธรรม แต่โดยความเป็นจริง รู้สึกว่าบัญญัติจะเป็นสิ่งที่เหมือนกับเราเข้าใจว่าเป็นจริง ทั้งๆ ที่บางสิ่งบางอย่างก็ล่วงไปแล้ว เราก็ไม่มีความเข้าใจ แต่เราก็มีการยึดถือสิ่งที่ล่วงไปแล้ว แล้วบัญญัติดูเหมือนจะเป็นความจริงมากกว่าจิต เจตสิก รูป

    ท่านอาจารย์ การฟังธรรม ถ้าจะให้ได้ประโยชน์จริงๆ ที่จะทำให้เราไม่ลืมและเข้าใจขึ้น ก็คือการเข้าใจธรรมทีละคำ ให้ชัดเจนขึ้น เมื่อกี้นี้คุณชุมพรกล่าวคำหนึ่ง คือคำว่า บัญญัติ มาจากภาษาบาลีว่า ปัญญัติ (ปัน-ยัด-ติ) เชิญคุณคำปั่นให้ความหมายด้วย

    อ.คำปั่น ในความหมายของ ปัญญัติ หรือว่า บัญญัติ ก็คือ ให้รู้โดยประการนั้นๆ เมื่อมีสภาพธรรมที่มีจริงๆ ที่เป็นธรรม จึงมีบัญญัติ แต่ต้องเข้าใจว่าธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงๆ นั้น มีจริง มีลักษณะให้รู้ตามความเป็นจริงได้ แต่บัญญัติไม่มีจริง แต่ที่มีการเรียกว่าเป็นบัญญัติ ก็เพราะว่าสืบเนื่องมาจากความเป็นจริงของธรรมที่เป็นปรมัตถธรรม

    ท่านอาจารย์ แสดงความลึกซึ้ง และความละเอียดแม้แต่คำเดียว คือคำว่า บัญญัติในภาษาไทย หรือว่าปัญญัติในภาษาบาลี ถ้าไม่มีสภาพธรรมเลย จะมีสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้ไหม ไม่ได้ แต่ว่าขณะนี้เหมือนมีทุกสิ่งทุกอย่าง มีคน มีโต๊ะ มีเก้าอี้ เพราะอะไรจึงคิดว่ามีสิ่งนั้น อย่างคน กำลังเห็นคน แต่ว่าตามความเป็นจริงเห็นอะไร

    นี่คือความละเอียด ซึ่งพระผู้มีพระภาคไม่ทรงละเว้นสิ่งที่มีจริงที่ปรากฏทั้งวัน แม้ว่ามีอย่างอื่นด้วย แต่เห็นไม่เคยปรากฏว่าหายไป ตราบใดที่ยังมีการลืมตาก็ต้องมีการเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ว่ามีใครเข้าใจบ้าง ถูกต้องตามความเป็นจริงว่า แท้ที่จริงแล้วเห็นอะไร แค่กำลังเห็น เห็นจริงๆ ยังไม่รู้เลยว่าเห็นอะไร คงไม่มีใครคิดถึงคำที่ธรรมดา สั้นมาก แต่ก็ชัดเจน แต่ก็ยังไม่เข้าใจคำนั้นอย่างลึกซึ้ง คือ เห็น “สิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้” เท่านี้ ที่ไม่ลืมว่าเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ว่ามีคน แต่ว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้ แล้วเราเข้าใจว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เป็นคนนั้น คนนี้ นี่ก็ลวงแล้ว ไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงว่า ขณะนี้มี “เห็น” อย่างหนึ่ง ต้องมี และก็มี “สิ่งที่ปรากฏให้เห็น” อีกอย่างหนึ่ง

    นี่คือความลึกซึ้งของธรรมซึ่งกว่าจะรู้ตามความเป็นจริงต้องเป็นผู้ตรง ว่าในขณะนี้ ขณะที่เห็น จะมีอย่างอื่นรวมอยู่ที่นั่นได้ไหม ถ้าเข้าใจถูกต้องว่าจิตคือธาตุรู้ มีจริงๆ เกิดขึ้นรู้เพียงหนึ่ง เพราะเหตุว่าจิตหนึ่งจะรู้ ๒, ๓, ๔, ๕ อย่าง ไม่ได้ แล้วแต่ว่าจิตนั้นเป็นประเภทใด เช่นขณะที่เสียงปรากฏ ถ้าไม่มีธาตุได้ยินที่เราใช้คำว่าจิตได้ยิน หรือเราเคยเข้าใจว่าเป็นเราได้ยิน เสียงก็ปรากฏไม่ได้ เช่นเดียวกับทางตา ถ้าไม่มีเห็น สิ่งที่สามารถกระทบตา เป็นปัจจัยให้มี “ธาตุ” เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏได้ แค่นี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว ถ้าไม่มีสิ่งที่ปรากฏและไม่มีตา

    เพราะฉะนั้นทุกอย่างตรงกับคำว่า อนัตตา แต่กว่าจะไถ่ถอนความเข้าใจว่าเห็นคน ก็ต้องฟังจนกระทั่งว่าไม่ลืมว่านี่คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้มีความเข้าใจถูกในทุกสิ่งที่มีจริง แล้วก็ไม่เว้นเลยทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ

    เวลาเราใช้คำว่า บัญญัติ เหมือนเข้าใจ แต่มาจากไหน และก็อยู่ที่ไหน แล้วก็คืออะไร บัญญัติไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตาแน่นอน ถูกต้องไหม เพราะว่าถ้าเข้าใจความหมายว่าบัญญัติคืออะไร แต่ว่าก่อนที่จะรู้ว่าบัญญัติมี แต่ว่าคืออะไร เราต้องรู้ความจริงของสิ่งที่มีก่อนว่า ๑.) มีเห็น แล้วก็มีสิ่งที่ถูกเห็น แต่สิ่งที่ถูกเห็นนั้นใครจะรู้ เกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ แต่ก็ยังน้อยกว่าจิตซึ่งเกิดดับเร็วกว่า แค่นี้ก็รู้แล้ว เกินปัญญาที่สามารถที่จะประจักษ์อย่างนั้น จนกว่าความเข้าใจหรือปัญญา ความเห็นถูกต้องจะเกิดขึ้น จนเป็นความเข้าใจชัดเจนขึ้น ละคลายความไม่รู้ จึงสามารถจะเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ก่อนที่จะประจักษ์การเกิดดับ

    ให้ทราบว่าการฟังธรรมต้องละเอียด แล้วก็ต้องเข้าใจตามความเป็นจริงว่า รู้อะไร เหมือนกับว่าเราฟังมาหลายปี แต่หลายปีนี้เราเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นทางตาจริงๆ หรือเปล่า มิฉะนั้นการศึกษาของเราก็จะข้ามไปเป็นชื่อ บัญญัติ แต่ว่าถ้าไม่มีสิ่งที่มีจริงๆ เกิดดับสืบต่อ ในขณะที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้เลย ต้องมีสภาพที่สามารถกระทบตา ทางธรรมที่ตรัสเป็นภาษามคธี ภาษาบาลีใช้คำว่า รูปารัมมณะ หรือจะใช้คำว่า วรรณะ หรือจะใช้คำว่า นิภา ใช้คำอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่หมายความถึงสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ที่กำลังปรากฏ ขณะที่ตากำลังเห็น ขณะที่จิตเห็นเกิดขึ้น โดยอาศัยตา มีสิ่งนี้กำลังปรากฏ ไม่เรียกว่าอะไรได้ไหม กำลังปรากฏแล้วต้องเรียกอะไร แต่ถ้าไม่เรียกก็ไม่รู้ว่าหมายความถึงอะไร ถ้ามีใครบอก วรรณะ วัณโณ ก็ไม่ใช่ภาษาไทย แต่ก็หมายความถึงสิ่งที่สามารถเห็นได้ขณะนี้

    เพราะฉะนั้นขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏ ไม่ประจักษ์การเกิดดับเลย ของสิ่งที่ปรากฏ สิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ให้เกิดดับก็ไม่ได้ นี่คือธรรม เกิดดับเร็วจนกระทั่งปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ มีจริงๆ ไหม เดี๋ยวนี้ รูปร่างสัณฐานต่างๆ มีไหม มี แต่ไม่ประจักษ์ว่าธาตุที่สามารถกระทบตา เกิดดับจนปรากฏเป็นนิมิต เครื่องหมายให้รู้ว่ามหาภูตรูป ๔ มีที่ไหน ก็จะต้องมีรูปๆ หนึ่งที่สามารถกระทบตา และก็ปรากฏให้เห็นก่อนที่จะเป็นนิมิต นี่แสดงความเร็วขนาดไหน เพราะว่า “เห็น” ไม่มีการรู้เลย แต่มีนิมิตปรากฏ เร็วขนาดนั้น และ “นิมิต” เครื่องหมายที่ปรากฏรูปร่างสัณฐานต่างๆ ก็ทำให้รู้ได้โดยประการนั้น คือ ปัญญัติ จำแล้ว รูปร่างอย่างนี้เป็นอะไร อย่างเด็กเกิดใหม่นี่ไม่รู้เลย เห็นอะไรก็ไม่รู้ว่าเป็นคน เป็นสัตว์ แต่การจำที่เห็นบ่อยๆ ก็ทำให้สามารถที่จะเห็นแล้วจำได้ทันที

    เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามที่รู้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ขณะนั้นคือ ปัญญัติ เดี๋ยวนี้มีไหม บัญญัติหรือปัญญัติ กำลังมี แต่ถ้าไม่มีรูปที่สามารถกระทบตา เกิดดับ จนกระทั่งปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐาน รูปร่างสัณฐานขณะนี้ก็ไม่มี แต่ว่าเมื่อสภาพธรรมเป็นอย่างนั้น และไม่เคยรู้ ก็มีความหลงยึดถือสิ่งที่ปรากฏเป็นนิมิตต่างๆ ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด รู้ได้โดยอาการของบัญญัติ เพราะฉะนั้นคำถามของคุณชุมพรว่าอย่างไร

    ผู้ฟัง หมายถึง ท่านอาจารย์ว่าทุกอย่างเป็นความจริง แต่ในชีวิตประจำวัน โลกของความเป็นจริงมันเป็นบัญญัติ

    ท่านอาจารย์ ยังค่ะ โลกของความเป็นจริงต้องมีสภาพธรรมอย่างที่กล่าวแล้ว ใช่ไหม อย่างธาตุรู้ สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น เพราะมีรูปที่สามารถกระทบตาได้ และต้องมีตาคือสิ่งที่สามารถกระทบกับรูปที่ปรากฏให้เห็น เฉพาะเท่านั้นเองที่เป็นปัจจัยให้จิตเห็นขณะนี้เกิดขึ้น และการเกิดดับอย่างเร็วต่างหาก ที่ทำให้เกิดนิมิตสัณฐานต่างๆ แล้วจึงมีสภาพจำ คือ สัญญา จำ เป็นอัตตสัญญา จำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เพราะอัตตสัญญา จำนิมิต เพราะฉะนั้นก็รู้ได้ในนิมิตนั้นว่าเป็นอะไร ซึ่งก็คือความหมายของปัญญัติ รู้ได้โดยอาการของนิมิตต่างๆ ของรูป

    เพราะฉะนั้นความจริงคือ มีสภาพธรรมที่กระทบตาได้ แล้วตาก็ต้องมีจริงๆ และเป็นปัจจัยให้จิตเห็นเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้จริงๆ แต่ว่าเพราะสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เกิดดับสืบต่อเร็วจนไม่รู้ว่ามีสิ่งที่กระทบตา และก็เกิดดับ ซึ่งทำให้เกิดนิมิตรูปร่างต่างๆ จึงรู้ได้โดยอาการของนิมิต คือปัญญัติ ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร

    เพราะฉะนั้นความจริงคืออะไร คือ เห็น กับ สิ่งที่สามารถกระทบตาได้ แต่ว่าเกิดดับเร็ว จนกระทั่งสามารถปรากฏเป็นนิมิต เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีสภาพธรรมจริงๆ นิมิตมีไม่ได้ รูปร่างสัณฐานมีไม่ได้ และถ้าไม่มีนิมิตรูปร่างสัณฐาน จะรู้ว่าเป็นอะไรก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นบัญญัติเป็นการรู้นิมิต คือสิ่งที่กระทบตาและสภาพธรรมทั้งหมดเกิดดับอย่างเร็วมาก เพราะฉะนั้นทางตาก็ทำให้ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ

    คำไหนไม่จริงบ้าง ฟังธรรมต้องรู้ว่าจริงหรือเปล่า ถ้าจริงแล้วความเข้าใจมีแค่ไหน ต้องเป็นคนที่ละเอียดมาก มิฉะนั้นก็ใช้คำที่เราไม่รู้จัก เราจะบอกคนอื่นว่าเห็นบัญญัติ จริงหรือเปล่า ต้องมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นว่า สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ขณะนี้เกิดดับ จนกระทั่งปรากฏเป็นเหมือนนิมิตต่างๆ เหมือนเราจุดก้านธูปหนึ่งดอก แล้วแกว่งเป็นวงกลม เราจะไม่เห็นการเกิดดับของแต่ละขณะของแสงไฟ แต่จะเห็นเป็นแสงไฟที่เป็นวงกลมคือนิมิต ฉันใด ตั้งแต่คิ้ว ตา จมูก ปาก ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าของคน ของสัตว์ ของวัตถุสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ก็ปรากฏว่าเหมือนไม่ดับเลย แต่เพราะเกิดดับอย่างเร็ว

    เพราะฉะนั้นกว่าเราจะรู้ความจริงได้ต้องนานแค่ไหน กว่าจะเข้าใจถูกต้อง จนกระทั่งละความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วจึงสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจหรือเข้าถึงปฏิปัตติ เข้าถึงเฉพาะลักษณะนั้นว่าเป็นธรรม กว่าจะประจักษ์การเกิดดับ มิฉะนั้นธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็กลายเป็นสิ่งที่แสนง่าย คือไม่รู้อะไรเลย แต่ความจริงเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง จนกระทั่งต้องอาศัยการฟังและพิจารณาว่าจริงไหม เมื่อจริงแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เท่านั้นเอง ตอนนี้ทราบว่าบัญญัติคืออะไรแล้วใช่ไหม แล้วทำไมจึงเห็นเป็นบัญญัติ เพราะสภาพธรรมเกิดดับเร็ว

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์กรุณาพูดถึงสภาพธรรมเกิดดับเร็วและห้ามไม่ได้เพราะว่าสภาพธรรมเกิดดับเร็ว จึงทำให้รู้ความเป็นบัญญัติภายหลัง

    ท่านอาจารย์ ต้องมีนิมิตก่อน

    ผู้ฟัง แม้แต่ตัวเองฟัง บางทีมีความฝันเกิดขึ้น บางทีก็ยังคิดว่าตื่นขึ้นมาจำความฝันได้

    ท่านอาจารย์ แต่เรารู้ว่าฝันหรือตื่น แต่ไม่รู้ว่าต่างกันอย่างไร ใช่ไหม แล้วจริงๆ เดี๋ยวนี้ฝันหรือเปล่า ก็ยังมีความฝันหลายแบบ ตราบใดที่ยังเหมือนฝัน เพราะว่าในฝันก็คือคิดว่ามีสิ่งนั้นสิ่งนี้ เดี๋ยวนี้อยู่ที่นี่ก็มีคิดว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่รู้เลยว่า “เป็นคิด”

    เพราะฉะนั้นในขณะที่ฝันก็มีเรื่อง อาจจะเป็นเรื่องคล้ายๆ อย่างนี้ก็ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพียงคิด เพราะฉะนั้นกว่าจะตื่น คือรู้ว่าทุกขณะเป็นเพียงธรรมที่มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไป แล้วก็ต่างกัน คือขณะที่เห็น ไม่ใช่ขณะที่คิด ในฝันมีคิดแต่ไม่มีเห็น ถูกต้องไหม จึงเรียกว่าฝัน เดี๋ยวนี้ก็มีสิ่งที่ปรากฏทางตา แล้วมีคิด แต่เพราะมีสิ่งที่ปรากฏทางตาด้วย มีเสียงที่ปรากฏทางหูด้วย ก็เลยเข้าใจว่าไม่เหมือนขณะที่ฝัน เพราะในฝันไม่มีอะไรเลย มีแต่คิด เห็นจริงๆ ก็ไม่มี ได้ยินจริงๆ ก็ไม่มี แต่แสดงให้เห็นถึงความจำ สิ่งที่มีแล้ว สภาพจำมีจริงๆ จำหมดทุกอย่าง และก็สามารถที่จะมีสภาพธรรมที่ตรึกนึกถึงสิ่งที่จำไว้ คิดเป็นเรื่องราวต่างๆ ก็เหมือนเดี๋ยวนี้

    เพราะฉะนั้น ธรรม ยิ่งฟังก็คือยิ่งเข้าใจความจริงตั้งแต่เกิด จนกว่าจะมีการเข้าใจเพิ่มขึ้น แต่การที่จะให้รู้แจ้งในอริยสัจจ์ ๔ ต้องเป็นผู้ที่ตรงว่า ข้ามสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้ แม้แต่กำลังเห็นถ้ายังจำว่าเป็นคนนั้นคนนี้ นั่นเป็น อัตตสัญญา แล้วก็จะประจักษ์ความเป็น อนัตตสัญญา ได้อย่างไร ถ้ายังคงเป็นอัตตสัญญาอยู่

    ผู้ฟัง กราบเรียนท่านอาจารย์ เมื่อกี้พูดถึงว่าเมื่อมองเห็น มีสิ่งที่ปรากฏทางตา อยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ว่า นิมิตนี้เป็นสภาพที่แท้จริงของสิ่งที่ปรากฏทางตาหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้มีนิมิตไหม เดี๋ยวนี้เอง

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เห็นจะมีไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องมีเห็น แล้วก็มีสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้ สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่สามารถกระทบตาได้ เสียงกระทบตาไม่ได้ แข็งกระทบตาไม่ได้ แต่มีสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งซึ่งกำลังกระทบตา แล้วถ้าจิตเห็นไม่เกิด สิ่งนี้ก็ปรากฏไม่ได้ว่ามี แต่เมื่อปรากฏและเกิดดับอย่างเร็วมาก เหมือนไม่ดับเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดดับอย่างเร็วนี้ ก็ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐาน เดี๋ยวนี้มีไหมรูปร่างสัณฐาน

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น รูปร่างสัณฐานคือ นิมิตของสิ่งที่มีจริงที่กระทบตา และกำลังเกิดดับ

    ผู้ฟัง จะเป็นลักษณะที่แท้จริงของสิ่งที่ปรากฏทางตาหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีสิ่งที่กระทบตา นิมิตมีไม่ได้เลย ถ้าไม่มีเห็น ก็ไม่มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แต่เพราะไม่รู้ความจริงของเห็น และไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ เพราะทั้งสองอย่างนี้เกิดดับเร็วมาก ส่วนที่ปรากฏ จึงปรากฏเป็น “เห็นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด”

    ผู้ฟัง เช่น สมมติว่าเห็นดอกไม้ ดอกไม้เป็นบัญญัติ แล้วก็เป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ก็คิดไปว่าลักษณะที่แท้จริงของดอกไม้น่าจะเป็น เช่น แข็ง

    ท่านอาจารย์ “แข็ง” กระทบตาไม่ได้ แต่ที่มหาภูตรูป ๔ จะต้องมีรูปอีก ที่เกิดกับมหาภูตรูป ๔ มีสิ่งที่กระทบตาและกำลังมองเห็นขณะนี้ ซึ่งธาตุแข็งกระทบตาไม่ได้ แต่รูปๆ หนึ่งที่เกิดพร้อมกับมหาภูตรูป จะใช้คำว่า วรรณะ วัณโณ หรืออะไรก็ตาม ไม่ใช่คำเลยก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นรูปนี้อยู่ที่มหาภูตรูป เพราะความต่างกันของมหาภูตรูป ก็ทำให้เกิดเป็นนิมิตต่างๆ แม้แต่ผลไม้ ดอกไม้ ก็มีแต่เพียงรูปที่เป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ๔ รูป มหาภูตรูป ๔ ยังมีกลิ่น มีรส แล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏทางตา หลากหลาย แม้เพียงรูป เพียงแค่มหาภูตรูปกับรูปอื่นๆ เพราะฉะนั้นขณะนี้สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ก็เหมือนกัน

    เมื่อกี้นี้ ขอสมมุติ มีคนเดินเข้ามาในห้อง กำลังจะนั่ง เห็นใช่ไหม

    ผู้ฟัง เห็น

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีมหาภูตรูปเลย จะมีสิ่งที่กระทบตา ปรากฏว่าเป็น นิมิตของคน ไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่มี ก็แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่า ที่ใดที่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ที่นั่นมีรูปๆ หนึ่งที่สามารถกระทบตา ทำให้เห็นเป็นคน ทำให้เห็นเป็นดอกไม้ ทำให้เห็นว่าออกจากห้องไป หรือว่าเข้ามาในห้อง

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นในที่นี้ก็เข้าใจว่า วรรณะ หรือ สีที่เห็น เป็นสภาพที่แท้จริงของสิ่งที่ปรากฏทางตา แต่ถ้านิมิตแล้วเป็นไหม

    ท่านอาจารย์ เพราะเกิดดับอย่างเร็ว จึงปรากฏรูปร่างสัณฐานต่างๆ


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 201
    17 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ