ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1873
ตอนที่ ๑๘๗๓
สนทนาธรรม ที่ เดอะวินเทจ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา
วันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ ถ้าผัสสะไม่กระทบเสียง จิตจะเกิดได้ยินเสียงไม่ได้ แต่เมื่อผัสสะไม่กระทบสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางกาย ขณะนั้นผัสสะเกิดขึ้นกระทบเสียง จิตก็เกิดขึ้นพร้อมการกระทบในขณะนั้น เพราะจิตเจตสิกเกิดขึ้นพร้อมกัน ได้ยินเสียงแล้วก็ดับ นี่อย่างย่อ อย่างละเอียดก็กล่าวถึงจิตแต่ละขณะ ซึ่งหนึ่งขณะนั้นไม่สามารถจะรู้ได้เลย ขณะนี้จากเห็นเป็นได้ยิน ห่างกันแล้ว มีจิตตั้งหลายขณะ แต่ว่าในหนึ่งขณะของจิตที่เกิดขึ้นแล้วดับไป แล้วเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น จะสั้น จะน้อย จะบาง จะเบา จะเร็ว สักแค่ไหน ขณะนี้เป็นอย่างนั้น คือทั้งจิตและเจตสิกกำลังเกิดดับสืบต่อ ไม่มีระหว่างคั่น จึงดูเหมือนทุกคนนั่งอยู่ที่นี่ ไม่มีหายไปเลย เพราะจิตเจตสิกเกิดขึ้น เห็น แล้วก็ทำงานอย่างรวดเร็วมาก มีจิตเกิดระหว่างนั้นตั้งหลายอย่าง แต่เท่าที่เห็น ก็คือ เห็น ไม่เห็นดับไปสักที นี่ก็แสดงความรวดเร็วอย่างยิ่งของธรรม
แล้วจะไปปฏิบัติให้รู้อะไร ไม่มีความรู้เลย ไม่รู้ด้วยว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่กำลังปรากฏนี่แหละ ไม่ใช่ต้องไปทำอะไร ไปทำอะไรก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นก็ไม่รู้ไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ทำ แล้วอย่างนี้เป็นประโยชน์อนุเคราะห์เกื้อกูลหรือเปล่า หรือว่าเบียดเบียนทำร้าย ให้หลงผิด นี่เป็นความต่างกันของวาจาสัจจะ คำจริงอนุเคราะห์ให้เข้าใจถูก เห็นถูกตามความเป็นจริง แต่วาจาที่ไม่จริง คำไม่จริง เบียดเบียนคำจริงให้หมดไป จนกระทั่งอาจจะไม่เหลือเลย
ผู้ฟัง กราบเรียนท่านอาจารย์ พูดถึงความติดข้อง ติดข้องก็ไม่รู้ แต่ถ้ารู้ ก็รู้ชื่อว่าติดข้อง รู้ว่ารู้แค่ชื่อ
ท่านอาจารย์ กำลังเห็น กำลังได้ยินเรื่องเห็น เห็นเกิดไม่ได้ เห็นเป็นธาตุรู้ เห็นเป็นสภาพรู้ แต่ตัวธาตุรู้จริงๆ ยังไม่ได้ปรากฏว่าไม่ใช่เราที่กำลังเห็น เหมือนที่เคยคิด เคยจำว่าเป็นเราเห็น แต่ว่าเป็นแต่เพียงธาตุที่เกิดขึ้นเห็นแล้วดับ
เพราะฉะนั้นยังรู้ไม่ได้เลย การศึกษาต้องตามลำดับขั้น ว่าเข้าใจก่อน เข้าใจมั่นคงจริงๆ เข้าใจมั่นคงจริงๆ ไม่ใช่เราอยากรู้ เพราะนั่นคือโลภะ อยากทำอะไรอีก “อยาก” ก็ไม่รู้ว่านั่นแหละความติดข้อง ใช่ไหม อาการของอยาก ติดข้อง แต่พอเรียกชื่อ หาไม่เจอ เพราะไม่รู้จริงๆ ว่าขณะนั้นไม่ใช่เรา
ผู้ฟัง ถ้าพูดก็พูดได้ทุกชื่อ ติดข้องได้ทุกอย่าง แต่ไม่รู้ ไม่รู้อะไรเลย
ท่านอาจารย์ จิตมีกี่ประเภท
ผู้ฟัง จิตมีหลายประเภท
ท่านอาจารย์ จำนวน จำได้เลย ใช่ไหม ๘๙ แล้วเดี๋ยวนี้ต้องเรียกไหมว่าจิตอะไร ประเภทไหน พอถาม ก็ตอบได้ อเหตุกจิตเป็นชาติวิบาก แล้วแต่ว่าถ้าเป็นกุศลวิบากก็เกิดขึ้นเพราะกุศลกรรม นี่หรือรู้จักจิต มีแต่ชื่อทั้งหมด ทั้งๆ ที่เดี๋ยวนี้กำลังเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการศึกษาเรื่องราว ปริยัติ เพื่อให้มีความเข้าใจถูก ความเห็นถูก เพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งสามารถเข้าใจขณะที่สิ่งนั้นกำลังปรากฏ โดยความเป็นอนัตตา
เพราะฉะนั้นจึงเป็นการยาก แล้วก็เวลานานมาก เพราะถ้าเป็นตัวตน ทำ และคิดว่าประเดี๋ยวเดียวก็รู้แล้ว แต่ไม่ได้เข้าใจที่จะละความไม่รู้เลย ในขณะที่สิ่งนั้นมีจริงๆ แล้วก็กำลังปรากฏด้วย เพราะฉะนั้นศึกษาธรรม ฟังธรรม จนกว่าจะรู้จริง ใช้คำว่า รู้จริง ไม่ใช่ฟังแต่เรื่องราว รู้จริงว่าเป็นธรรม แล้วธรรมทั้งนั้นจะรู้จริงอีกนานไหมกว่าจะทั่ว นั่นก็คือตรงตามที่ได้ทรงแสดงไว้
ผู้ฟัง แม้แต่คำว่า รู้จริง ก็ลึกซึ้งมาก
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เพียงแค่ฟังชื่อ ตัวจริงๆ เดี๋ยวนี้กำลังกระทบแข็งใช่ไหม บอกได้แค่แข็ง แต่ว่า “เรา” หรือเปล่า ที่กำลังรู้แข็ง และจริงๆ ที่ตัวเราใช่ไหมที่เป็นแข็ง แข็งก็ยังเป็นเรา มือเรา เท้าเรา หรือแม้ลักษณะของแข็งกำลังปรากฏ ความยึดมั่นมานานแสนนานก็ยังจำว่านั่นคือเรา แข็งนั่นแหละเรา เพราะฉะนั้น “รูปูปาทานขันธ์” รูป อุปาทาน ขันธ์ รวมเป็น รูปูปาทานขันธ์ สิ่งนั้นต้องมี ต้องเกิดขึ้น แต่สิ่งนั้นไม่ใช่สภาพรู้เลย แต่ถึงกระนั้นก็ยังเป็นที่ตั้งของความยึดถือ ทั้งตัวตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ถ้าไม่ฟังธรรม “เรา” ทั้งนั้นเลย แขนเรา ขาเรา ตาเรา หูเรา ไปเรียกว่า “เรา” เพราะเข้าใจว่าเป็นเรา ยึดถือมั่นว่าเป็นเรา แต่ความจริงเป็นอะไร ธรรมที่ปรากฏแล้วหมด
เพราะฉะนั้นจะมีความต่างกันมากระหว่างรู้จริง กับรู้ด้วยการฟังเข้าใจ เข้าใจก็ยาก บางคนเขาบอกว่าเขากำลังเจ็บหนัก เวลาไปเยี่ยม ใกล้ที่จะสิ้นชีวิต เขาก็รู้ตัว เขาเป็นมะเร็ง แล้วเขาก็บอกว่าขออยู่ต่อไป มีชีวิตต่อไป เพียงเพื่อเข้าใจธรรม ขอได้ไหม แต่ว่าความเห็นถูกที่ว่าประโยชน์สูงสุดในชีวิตก็คือได้เข้าใจธรรม
เพราะฉะนั้นที่เกิดมาทั้งหมดนี้ ชั่วคราวจริงๆ แค่เป็นคนนี้ชาตินี้ เหมือนอย่างในอดีต ชาดกทั้งหลาย วิสาขามิคารมารดาในอดีตเป็นใคร ท่านพระอานนท์เป็นใคร เคยเป็นใครมาแล้ว ก็หมดไปๆ ไม่มีการยึดถือว่าเป็นเรา จะยึดถือได้อย่างไรเมื่อความรู้เกิดขึ้นว่าไม่มีเหลือ ไม่เหลือเลย เป็นคนนี้แค่ชาตินี้ ทันทีที่จิตขณะสุดท้าย จุติจิตเกิดขึ้นทำกิจเคลื่อนพ้นความเป็นบุคคลนี้ จะกลับเป็นคนนี้อีกไม่ได้เลย ใหม่ทันที คนอื่นทันที พระอรหันต์ท่านจึงกล่าวว่า ท่านไม่เลี้ยงดูบุคคลอื่น คือไม่ต้องเกิดอีก แต่เราต้องเกิดอีก เป็นคนอื่นก็ไปเลี้ยงดูคนอื่นต่อไป คนอื่นจากชาตินี้ เหมือนกับชาตินี้เป็นคนอื่นจากชาติก่อน ต้องไม่ลืมว่าอนัตตา ทุกครั้ง ทุกขณะ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น แสดงความไม่ใช่เรา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา
เพราะฉะนั้น พระธรรมทั้งหมดเป็นอนัตตา จนกว่าขณะนั้นเป็นอนัตตาจริงๆ แม้ในขณะนี้ เห็น ถ้ารู้เห็น เข้าใจความเป็นอนัตตาของเห็น ได้ยิน เกิดแล้ว เพราะฉะนั้นขณะนั้นก็ไม่ใช่เพียงแต่ได้ยินไปเฉยๆ แต่สามารถที่จะเห็นความเป็นอนัตตาว่า เกิดโดยที่ว่าไม่ได้มีใครทำให้เกิดขึ้นเลย “ฟัง” แต่ละหนึ่งเสียง เป็นอนัตตา เกิดขึ้นได้ยินเพราะเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้นก็มีความมั่นคงที่จะเข้าใจในความเป็นอนัตตาของทุกอย่างเมื่อมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น
ขณะนี้อะไรไม่เกิดบ้าง สิ่งที่ไม่เกิดคร่าวๆ ก็คือสิ่งที่ไม่ปรากฏ แต่ไม่ละเอียด ถ้าโดยการที่ทรงตรัสรู้และทรงแสดง แม้สิ่งที่ไม่ปรากฏแต่เมื่อมีปัจจัยก็ต้องเกิด นี่คือผู้ที่ทรงตรัสรู้ เสียงในป่ามีไหม ปรากฏหรือเปล่า แต่เมื่อมีปัจจัยก็เกิด และจิตทั้งหมดที่ไม่ปรากฏ สัมปฏิจฉันนจิต สันตีรณจิต อะไรต่างๆ ที่เรียนมา มีจริง เกิดเพราะเหตุปัจจัย แต่ไม่ปรากฏ แต่ก็มีปัจจัยก็ต้องเกิด เพราะฉะนั้นความรู้จึงต่างกัน ระดับขั้นของปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับระดับของคนอื่นๆ ก็ต้องต่างกันมาก
ไม่ทราบอยู่ไหนตอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพยากรณ์สุเมธดาบสว่าอีก ๔ อสงไขยแสนกัปป์ จะได้รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ทรงตรัสรู้ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียงแค่สิ่งที่ปรากฏต้องบำเพ็ญบารมีกันมากถึงอย่างนั้น เพราะเดี๋ยวนี้ก็ชัดเจน ได้ยินความจริงว่าเกิดแล้วดับ เร็วมาก ก็ไม่ได้ปรากฏ
เพราะฉะนั้นคนในยุคนั้นมีปัญญา ได้ฟังพระธรรมจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร ท่านรู้เลย ถ้าในสมัยนี้ท่านยังไม่รู้แจ้งอริยสัจจธรรม อีก ๔ อสงไขยแสนกัปป์ท่านสุเมธาก็จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นท่านก็ยินดี ร่าเริง ถ้ายังไม่รู้ในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ในสมัยพระพุทธเจ้าทีปังกร ท่านก็ยังมีโอกาสที่จะรู้แจ้งในอีก ๔ อสงไขยแสนกัปป์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งขณะนั้นเป็นสุเมธดาบส ทั้งผู้ฟังและสุเมธดาบสเองปลาบปลื้มยินดี ยังมีโอกาส นานเท่าไหร่ก็ยังมีโอกาส ถ้าได้มีเหตุที่สมควรแก่ผล คือได้ฟังพระธรรม แล้วก็ได้เข้าใจขึ้น แล้วคนสมัยนี้ห่างจากสมัยนั้น ๒๕๐๐ กว่าปี ช่างคิดได้ว่าไปไหน ทำอะไรนิดหน่อย แล้วก็จะหมดกิเลส คิดอย่างนั้นได้อย่างไร เพราะอะไร คำตอบคำเดียว เพราะไม่รู้ มีโอกาสได้ฟังพระธรรม คนหนึ่งก็คิดว่าช้าไป ทำไมเราไม่ได้ฟังเสียเร็วๆ ก่อนนี้ อีกคนหนึ่งก็ดีใจจริงๆ ที่ได้มีโอกาสฟัง ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ ช้าหรือเร็วไม่สำคัญ แต่ที่สำคัญที่สุดคือมีโอกาสได้ยินได้ฟัง ดีกว่าไม่มีเสียเลย
เพราะฉะนั้นก็เป็นความคิดที่ต่างกันว่า พอได้ยินแล้วก็ปลาบปลื้มที่มีโอกาสได้ยินได้ฟัง อีกคนก็เสียดายจังได้ฟังช้าไป เพราะอะไร ต่างกันตรงไหน จิตที่สะสมมาต่างกัน เป็น “เรา” ใช่ไหมที่ช้าไป แต่ว่าถ้าเข้าใจจริงๆ บังคับบัญชาได้ไหม แต่โอกาสที่ประเสริฐคือจะน้อยจะมากอย่างไรก็ได้ฟัง เพราะฉะนั้นก็ปลาบปลื้มใจที่มีโอกาสได้ฟัง ถ้าไม่มีโอกาสเลยจะเป็นอย่างไร แทนที่จะเป็นความเป็นเราที่เสียดาย ฟังดูเหมือนดี แต่ต้องเป็นคนที่ตรง ขณะนั้นเพราะเป็นเรา จึงมีความรู้สึกว่าควรจะได้ฟังเร็วกว่านี้จะดีกว่า ก็จะเป็นอย่างนี้ไปตลอด เพราะเหตุว่าความเป็นเรายังไม่หมด เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็จะเข้าใจธรรมตามความเป็นจริงว่า “เพื่อละ” เป็นหนทางที่ถูกต้อง แต่ “เพื่อได้” ผิดทันที ด้วยเหตุนี้เครื่องที่จะวัดว่าถูกหรือผิด ถ้าขณะนั้นเป็นไปเพื่อละความติดข้อง นั่นถูก แต่ว่าถ้าเป็นไปเพื่อความติดข้อง นั่นผิด ดูจากพฤติกรรมได้เลย ธรรมละเอียด ลึกซึ้งไหม ปัญญาเท่านั้นที่จะเห็นจริงๆ ว่าเป็นอย่างนั้น เปลี่ยนให้เป็นง่าย เปลี่ยนให้เป็นเร็ว ไม่ได้ แต่ว่าเป็นความละเอียดลึกซึ้งยิ่ง
เพราะฉะนั้นขณะนั้นก็รู้ว่าอีกนานไหม กว่าจะได้หมดการถือว่าสภาพธรรมไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น ตั้งแต่เช้ามาที่ไม่เคยรู้เลย มีแต่ปรากฏเป็นโน่น เป็นนี่ เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นคน เป็นเสียง เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง โดยไม่รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วขณะนั้นเพราะจิตเกิดขึ้นรู้ สิ่งนั้นจึงปรากฏ และจิตก็เกิดดับ จนกระทั่งเหมือนกับว่าทุกอย่างปรากฏอยู่ตลอดเวลาด้วยความรวดเร็ว คือการฟังธรรมต้องละเอียดจนกระทั่งเพื่อละความไม่รู้ และก็เพื่อละความติดข้อง แต่ถ้าเป็นการสนับสนุนให้ติดข้อง ผิด ทำอย่างนี้สิง่ายดี ทำอย่างนี้แหละเร็วดี ไม่ต้องฟังพระธรรมหรอก ยาก ๔๕ พรรษา ไม่มีประโยชน์เลยสำหรับคนนั้น สักคำ ทั้งๆ ที่ทุกคำเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ก็มีการชักชวนที่จะไม่ฟังธรรม
เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรง รู้จริงๆ ว่าฟังกับไม่ฟัง ควรจะเป็นอย่างไหน เมื่อฟังแล้วก็ยังต้องพิจารณาไตร่ตรองในคำที่ได้ยินว่าถูกผิดอย่างไร ไม่ใช่ฟังแล้วเชื่อ แต่ส่วนใหญ่ไม่พิจารณาเลย ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร เขาบอกให้ทำอะไรก็ทำ เชื่อไปเลย อย่างนี้ก็คือว่าไม่ได้รู้จริงๆ เลยว่าที่ถูกต้อง ที่เป็นจริง ที่สมควรนั้นคืออย่างไร เพราะฉะนั้นจากการที่ได้เข้าใจว่าความเห็นถูก ต้องเห็นถูกตามสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ ไม่ว่าใครก็ตามที่พูด จะยากอย่างไรก็ตามแต่ ก็เป็นความจริงของสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ที่ปรากฏ และก็ยิ่งพูดเรายิ่งรู้ว่าเราไม่รู้ เพราะเราไม่ได้ฟัง แล้วถ้าเราไปคิดเอง ก็ยิ่งผิด ก็จะกลับมาเป็นการที่ฟังด้วยความละเอียด ด้วยความรอบคอบ ด้วยการพิจารณาว่าอะไรถูก อะไรผิด เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมต้องเป็นผู้ที่ตรง อดทน แล้วก็มีความเพียร และมีความฉลาดที่จะรู้ว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังนั้นถูกต้องไหม เป็นไปเพื่ออะไร ถ้ามีคนชวนให้ไปทำอะไร ไม่ให้ฟังธรรมจะเลือกอย่างไหน
ผู้ฟัง กราบท่านอาจารย์ ทุกวันนี้อยากจะชวนเพื่อนมาฟัง แต่พอฟังท่านอาจารย์แล้ว ธรรมไม่สาธารณะกับคนทั่วไป ก็เริ่มเข้าใจขึ้น และอีกอย่างหนึ่งก็เป็นเหตุที่เราได้ละอะไรได้เยอะมากขึ้น หลายเรื่อง
ท่านอาจารย์ พูดเพื่อเข้าใจให้ถูกต้อง เพื่อไม่ทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุว่าเมื่อเป็นปัญญา ความเห็นถูก แม้เดี๋ยวนี้สิ่งที่มีจริงก็เห็นถูกได้ ไม่ใช่ต้องไปคอยเวลานั้นเวลานี้ หรือที่นั่นที่นี่ ถ้าเป็นอย่างนั้นคือไม่ใช่ปัญญาแน่นอน ปัญญาหรือจะกลัวสถานที่ หรือจะกลัวเหตุการณ์ หรือจะกลัวอะไร ในเมื่อความจริงก็เป็นความจริงอยู่แล้ว และการเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง ผิดอย่างไร นอกจากจะมีประโยชน์ แล้วถ้าไม่พูดคำที่เป็นจริงคนอื่นจะเข้าใจไหม หรือว่าจะอ้อมๆ ไปเรื่อยๆ หรือไม่ยอมพูด เพราะเห็นว่าเดี๋ยวคนนั้นจะไม่ชอบ เดี๋ยวคนนี้จะอะไร เพราะว่าเวลามีน้อยสำหรับดิฉันเองและสำหรับทุกคน เพราะฉะนั้นควรจะเร็วที่สุดถ้าเป็นคำจริงและความจริง
ไม่ว่าเรื่องใดๆ ทั้งโลกและธรรมถ้าเป็นสิ่งที่จริงแล้ว มีประโยชน์ แทนที่จะไปรอเวลา จะมีเวลานั้นหรือไม่มี และแทนที่จะไปรอเวลาว่าเมื่อสายเกินไปเสียแล้วเมื่อสายไปแล้วจะพูดความจริงก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเหตุว่ามีแต่คำไม่จริงที่เพิ่มขึ้นๆ และอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าเพราะเหตุที่ว่าพูดตรงและพูดจริง และอาจจะพูดเร็ว ไม่ได้รอว่าจะต้องให้คนนั้นสบายใจก่อนแล้วค่อยๆ มาพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ทีละนิดทีละหน่อย นั่นก็คือไม่ใช่ตัวดิฉัน แน่นอน เพราะรู้ความจริงว่าถึงอย่างไรก็อนัตตา ใครจะไปรู้ว่าเขาจะฟังอีกไหม อาจจะไม่ฟังอีกเลย แต่คำที่เป็นคำจริงถ้าไตร่ตรอง เขาจะเข้าใจได้ไหม ถ้าเขาเข้าใจไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องของเรา เพราะเราทำหน้าที่มิตรที่ดีกับทุกคน ดีที่สุดคือให้ความจริง ซึ่งจะไม่ให้สิ่งที่หลอกลวง หรือว่าพิสูจน์ไม่ได้ หรือว่าไม่ใช่ความจริง
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่
วันที่ ๒๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๗
_______________________________________________________________
อ.คำปั่น กราบเรียนท่านอาจารย์ถึงจุดเริ่มต้นในการฟัง ในการศึกษาพระธรรม และคำที่จะได้ยินอยู่เสมอก็คือคำว่า ธรรม
ท่านอาจารย์ ก็คงได้ฟังกันมานานถึงคำว่า ธรรม แต่ว่าความละเอียดของธรรมก็คือว่า ทุกขณะ แม้เดี๋ยวนี้ก็เป็นธรรม เพียงฟังแค่นี้เราก็รู้สึกว่าเหมือนจะง่าย ทุกขณะเดี๋ยวนี้เป็นธรรม แต่ก็รู้ว่าธรรมต้องเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งมาก เพราะเหตุว่าแม้ว่าขณะนี้ธรรมมี กำลังปรากฏ แต่ก็ไม่ได้รู้จักสภาพธรรมนั้นตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นต้องใช้เวลาพอสมควรที่จะได้ฟังว่าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไร ตรัสรู้สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะได้ฟังจากพระธรรมที่ทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษา ก็คือความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ แต่ก็ผ่านไปแล้ว เพียงแค่ชั่วครู่เดียวทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อกี้นี้ก็หมดไปแล้ว
เพราะฉะนั้นการที่จะฟังธรรมจนกระทั่งสามารถที่จะเข้าถึงพระปัญญาคุณ ที่ทรงแสดงความจริงของธรรม บางคนก็บอกว่าฟังมา ๑๐ ปียังไม่ค่อยรู้ ก็เป็นของธรรมดา เพราะเราเกิดมานี่ เราเห็นเกิน ๑๐ ปี ใช่ไหม ทั้งวัน ทั้งๆ ที่มีโลภะ ความติดข้อง มีความไม่ชอบใจ มีได้ยิน มีเรื่องราวต่างๆ แต่ก็มีเห็น เหมือนกับว่ามีเห็นอยู่ทั้งวัน แต่ว่าตามความเป็นจริงที่เราเห็นว่ามีเห็นอยู่ตลอดเวลา แล้วก็มีเรื่องอื่นแทรกคั่น ก็แสดงให้รู้ว่าสภาพธรรมแต่ละหนึ่ง ปนกันไม่ได้เลย แม้แต่เห็นขณะนี้ก็เป็นสิ่งที่มีจริงหนึ่ง ไม่ใช่ได้ยิน ไม่ใช่คิดนึก กว่าเราจะฟังจนกระทั่งรู้ว่าแต่ละหนึ่งเป็นสิ่งที่มีทุกขณะ แต่ว่าเราไม่เคยเข้าใจเลย เราก็ต้องมีความอดทน มีความเพียร ที่จะรู้ว่าตั้งแต่เกิดจนตายเราเข้าใจสิ่งที่มีในชีวิตประจำวันหรือเปล่า และถ้าไม่มีการฟังธรรมเลย พูดได้เลย พูดคำที่ไม่รู้จัก ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถึงวันนี้
เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรมก็เป็นเรื่องละเอียด เป็นเรื่องเข้าใจ และสะสมความเข้าใจ ความเห็นถูกในสิ่งที่กำลังมีจริงๆ เดี๋ยวนี้ เป็นการศึกษาอีกแบบหนึ่ง คือว่าถ้าเป็นการศึกษาเรื่องอื่นทางโลก เราก็มีสมุด มีหนังสือ มีเครื่องที่จะประกอบให้เราเข้าใจ แต่ว่าสำหรับฟังธรรมไม่ต้องมีอะไรเลย เพราะเหตุว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นเครื่องยืนยันว่าไม่ต้องไปตั้งต้นบทที่หนึ่ง หน้าหนึ่ง หรืออะไรเลย แต่เดี๋ยวนี้มี “เห็น” ยังไม่รู้ว่าเห็นเกิดแล้วดับ ขณะนี้ก็มีได้ยิน ไม่ใช่ขณะที่เห็น ได้ยินก็เกิดแล้วดับ เพราะฉะนั้นฟังจนกระทั่งเข้าใจความหมายของคำว่า อนัตตา
อัตตา คือ สิ่งที่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ อนัตตา ตรงกันข้าม คือไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงอย่างที่เราเคยคิด แต่เป็นสิ่งที่ปรากฏ มีจริงๆ ชั่วคราวแล้วก็ดับไป แต่การเกิดดับสืบต่อไม่มีทางที่จะรู้ได้เลย เพราะเนียนมาก เมื่อกี้นี้ดับแล้ว เดี๋ยวนี้ไม่เห็นมีอะไรดับ เพราะว่ามีสิ่งที่เกิดสืบต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่น
เพราะฉะนั้น “การฟัง” จุดประสงค์ก็คือว่า จากการที่ไม่เคยเข้าใจความจริงที่กำลังปรากฏ ก็เป็นการสะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก โดยเป็นผู้ที่ตรง เมื่อได้ฟังว่าสภาพธรรมที่เกิด ไม่เที่ยง หมายความว่าเกิดแล้วดับไป ความจริงเป็นอย่างนี้ และปัญญาที่เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น จะต้องถึงการรู้สภาพธรรมขณะนี้ว่าเกิดและดับ จึงจะเป็นอริยสัจจะ ซึ่งอริยสัจจะที่ ๑ ทุกคนก็ผ่านมาแล้วตอนเป็นเด็ก ก็รู้กันทุกคนว่า ๑, ๒, ๓, ๔ อริยสัจจ์ ๔ มีอะไรบ้าง แต่แม้เพียงหนึ่งก็จะต้องตรงว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามขณะนี้เป็นทุกข์ เพราะว่าเกิดขึ้น แล้วดับไป แล้วไม่กลับมาอีก เป็นทุกข์ไหม แต่ว่ามีสิ่งอื่นเกิดสืบต่อ ไม่เห็นการดับไปของสภาพธรรมก่อน เพราะฉะนั้นก็อยู่ในโลกของสิ่งที่ดูเหมือนเที่ยง เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จนกว่าจะจากโลกนี้ไป เมื่อนั้นก็จะรู้ว่าสิ่งที่เคยมีในชาตินี้ทั้งหมด ไม่สามารถที่จะติดตามไปได้เลย ชาติก่อนอยู่ที่ไหน ทำอะไร อยู่ที่เชียงใหม่หรือเปล่า หรือว่าอยู่ที่ไหน ก็ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ อาจจะอยู่ไกลแสนไกลถึงโลกอื่นก็ได้ แต่ลืมหมด
เพราะฉะนั้นชาตินี้ก็เป็นอย่างนี้ ลืมหมด เมื่อวานนี้ทำอะไรบ้าง วันก่อนทำอะไรบ้าง เหตุการณ์ตั้งแต่เกิดมาเป็นอย่างไรบ้าง เราก็จำได้เพียงเล็กน้อย แต่แล้วก็ต้องลืมเพราะเหตุว่าไม่มีใครสามารถที่จะจำทุกสิ่งทุกอย่างได้หมด “เห็น” จริง เมื่อวานนี้เยอะมาก หายไปไหน วันนี้ก็เหมือนเมื่อวานนี้ เห็นเยอะเลย พรุ่งนี้ก็จำไม่ได้แล้วว่าวันนี้เห็นอะไรบ้าง ชีวิตก็เป็นแต่เพียงเกิดขึ้นมา แล้วก็ไม่รู้อะไร แต่ว่ามีบุญที่ได้ทำไว้แต่ปางก่อน ทำให้มีโอกาสที่จะมีศรัทธา เห็นประโยชน์ของการที่เกิดมาแล้วก็สามารถเข้าใจสิ่งที่มีจริง จะมากหรือจะน้อยก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย
อยากประจักษ์การเกิดและดับของสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ไหม “อยาก” ก็ไม่สำเร็จ ไม่มีทางที่จะประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมโดยยังมีความเป็น “เราอยาก” แต่ว่ากว่าจะรู้จริงๆ ว่าสิ่งที่เคยคิดว่าเป็นเราเห็น เราได้ยิน เราสุข เราทุกข์ เหล่านี้ ก็เพราะเหตุว่าสภาพธรรมนั้นเกิดโดยที่เราจะหวัง หรือต้องการ หรือไม่หวังก็ตาม แต่ก็มีปัจจัยแล้วที่สภาพนั้นเกิดแล้วปรากฏ เช่น เดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้จะสามารถประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไปของสภาพธรรม โดยต้องไม่ใช่เรา แต่ต้องเป็นความเห็นถูก ความเข้าใจถูกที่ค่อยๆ ละคลายการยึดถือสภาพธรรม ที่ไม่เคยรู้มาเลยว่าแท้ที่จริงแล้ว “ไม่มีเรา” ต้องตรงต่อความเป็นจริง คืออนัตตา มีจริงๆ ธรรม เกิด ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย มีแต่ไปตลอด เกิดขึ้นเป็นไป เกิดขึ้นเป็นไป ที่จะย้อนกลับให้มีสิ่งนั้นอีกเป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่าทุกอย่างเกิดเป็นอย่างนั้น แล้วดับ หมายความว่าไม่กลับมาอีกเลย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1861
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1862
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1863
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1864
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1865
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1866
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1867
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1868
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1869
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1870
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1871
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1872
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1873
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1874
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1875
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1876
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1877
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1878
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1879
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1880
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1881
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1882
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1883
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1884
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1885
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1886
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1887
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1888
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1889
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1890
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1891
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1892
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1893
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1894
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1895
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1896
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1897
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1898
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1899
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1900
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1901
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1902
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1903
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1904
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1905
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1906
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1907
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1908
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1909
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1910
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1911
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1912
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1913
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1914
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1915
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1916
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1917
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1918
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1919
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1920