ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1872


    ตอนที่ ๑๘๗๒

    สนทนาธรรม ที่ เดอะวินเทจ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

    วันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น การฟังธรรมตามลำดับคือ เข้าใจถูกเสียก่อน ที่ใช้คำว่า ปริยัติ หมายความว่า ฟังพุทธพจน์ ไม่ใช่ไปศึกษาเรื่องอื่นเลย ถึงเรื่องอื่นอย่างเมื่อกี้นี้ก็มีเครื่องไม้เครื่องมือที่สามารถจะโทรศัพท์ก็ได้ อะไรก็ได้ ทุกอย่าง ในสิ่งที่เล็กน้อยมาก นั่นหรือ “รู้” เขาไม่ได้รู้ความจริงที่เพียง “เห็น” ก็รู้ ว่าเกิดแล้วดับแล้ว แม้แต่ “จำ “เกิดขึ้น ก็รู้ว่าขณะนั้นเกิดแล้วดับแล้ว ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นไม่ใช่ปัญญาจริงๆ ตราบใดที่ยังไม่เข้าใจถูก เห็นถูก ในสิ่งที่มีจริงชั่วขณะที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ นี่คือ ตามลำดับ

    ถ้ายังไม่มีความเข้าใจอย่างนี้ที่มั่นคง การที่จะเข้าถึงสิ่งที่ปรากฏด้วยความเห็นถูกเฉพาะแต่ละหนึ่ง เช่น เฉพาะ “เห็น” ขณะนั้นจะไม่มีอย่างอื่นเลยทั้งสิ้น เพราะจิตเกิดทีละขณะ ต้องจิตนี้ดับไปเสียก่อน จึงจะเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดได้ เพราะฉะนั้นจิตจะรู้เฉพาะสิ่งหนึ่งที่จิตกำลังรู้ นี่คือ ปัญญา ที่ต้องอาศัยการฟังก่อน กว่าจะถึงปฏิปัตติ ปริยัตินี้ต้องฟัง ไม่ใช่เผิน วันนี้ฟังแล้ว เมื่อวานนี้ก็ฟังแล้ว แล้วพรุ่งนี้จะฟังอีกไหม วันนี้ก็ฟังแล้ว ถ้าเผินก็คิดว่าไม่เห็นมีอะไรเลย พระไตรปิฎกทั้งหมดมีแต่เรื่องของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในพระวินัยมีไหม ในพระสูตรมีไหม ในพระอภิธรรมมีไหม เพราะอะไร เพราะนอกจากนี้จะมีอะไรอีก ทั้งหมด มีจริงๆ จากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสบ้าง คิดนึกบ้าง หลากหลายไม่จบสิ้น ด้วยโลภะ โทสะ ทั้งหมดก็คือชีวิตประจำวันทั้งหมด

    เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีความเข้าใจที่มั่นคงอย่างนี้จริงๆ อยากทำอย่างอื่น เพื่อที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะได้ฟังมาว่าทำอย่างนั้นแล้วจะรู้เอง เป็นไปได้อย่างไร แค่นี้เดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้แล้ว และเมื่อไหร่จะไปรู้เองได้ รู้เองทำไมต้องไปไหน ก็เดี๋ยวนี้ก็รู้เองก็ได้ แต่ว่าเป็นสิ่งที่ไม่จริง เพราะฉะนั้น ปริยัติ คือ ฟังพระพุทธพจน์ แล้วเท่าไหร่ถึงจะพอ บางคนถาม เหมือนว่าอยากรู้เร็วๆ จะได้ต่อไปอีกขั้นหนึ่ง ขั้นนี้พอแล้ว มากแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่เลย ความจริงถึงที่สุดคือพระอรหันต์ แต่นี่เป็นใคร กำลังทำอะไร รู้อะไรสักอย่าง ก็ไม่ได้รู้เลยสักนิดเดียว เพราะฉะนั้น ปริยัติ หมายความว่าไม่ใช่เพียงแค่ฟัง ต้องเข้าใจสิ่งที่ฟังด้วย และเข้าใจนิดหนึ่งก็ไม่พอ ต้องรอบรู้ในสิ่งที่ได้ฟัง จนกระทั่งมั่นคงเป็นสัจจญาณ ไม่ลืม เพราะรอบรู้ว่าเดี๋ยวนี้เป็นสิ่งที่มีจริง ปัญญารู้ความจริงก็ต้องในขณะที่สิ่งนั้นกำลังปรากฏ ซึ่งสิ่งนั้นเพียงปรากฏแล้วก็ดับไป

    นี่ก็เป็นสิ่งที่ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ ตั้งแต่ในขั้นต้นคือปริยัติ จะทำให้ถึงปฏิปัตติ คือสามารถรู้เฉพาะลักษณะของธรรมแต่ละหนึ่ง จนกระทั่งปฏิเวธ แทงตลอดความจริง ประจักษ์การเกิดขึ้นแล้วดับไป ตามลำดับ จะให้ประจักษ์การเกิดดับโดยไม่รู้อะไรเป็นไปไม่ได้เลย ซึ่งชาวโลกเข้าใจผิด คิดว่าไม่รู้อะไรก็จะไปปฏิบัติ แล้วก็จะประจักษ์การเกิดดับของนามรูป โดยไม่เข้าใจว่ารู้นั้น ไม่ใช่เรา แต่เป็นปัญญา ตามลำดับขั้นด้วย

    เมื่อวานนี้ฟังแล้ว ใช่ไหม วันนี้ก็ฟังอีก พรุ่งนี้ฟังไหม แล้วก็ต่อไป จนกว่าจะจากโลกนี้ไป พยายามสะสม เก็บ เพราะอีกมากทีเดียวที่ปัญญากว่าจะค่อยๆ เจริญขึ้น พระอรหันต์ยังฟังพระธรรม คิดดู หมดกิเลสแล้ว หมดกิเลสแล้วจะให้ไปทำอะไร ให้ไปเที่ยว หรือไปทำอะไร มีสิ่งเดียวก็คือว่า เข้าใจยิ่งขึ้น จากความเป็นสาวกธรรมดา ปกติสาวก เพราะว่ามีสาวกหลายระดับ ปกติสาวกคือรู้อริยสัจจ์ ๔ แต่มีเอตทัคคะ ผู้ที่ได้สะสมอัธยาศัยมา ต่างๆ กันไป จนกระทั่งมหาสาวก จนกระทั่งถึงอัครสาวก นี่ก็แสดงให้เห็นว่าแต่ละหนึ่งเป็นหนึ่ง จะเป็นซ้ำกันไม่ได้เลย ไม่เหมือนกัน

    อ. กุลวิไล กราบเรียนท่านอาจารย์ว่า ถึงแม้ศึกษาในพระอภิธรรมเหมือนกัน แต่ทำไมความเข้าใจในข้อปฏิบัติถึงแตกต่างกัน

    ท่านอาจารย์ เพราะเข้าใจว่าอภิธรรมเป็นชื่อ ก็เลยเรียนแบบชื่อ จิตมีเท่าไหร่ ๘๙ ชื่อ เดี๋ยวนี้มีจิตหรือเปล่า ไม่รู้เลยว่า อภิธรรม หมายความถึง ธรรม นั่นเอง แต่ลึกซึ้งยิ่งนัก จึงใช้คำว่า อภิธรรม ถ้าใช้คำว่า ปรมัตถธรรม หมายความว่า เพื่อให้รู้ว่าเมื่อเป็นธรรมแล้ว ไม่มีใครสามารถจะไปเปลี่ยนแปลงได้เลย ปรม (ปะ-ระ-มะ) คุณคำปั่นกรุณาให้ความหมาย

    อ. คำปั่น ความหมายของ ปรมัตถธรรม ซึ่ง ปรม (ปะ-ระ-มะ) ก็คือ อย่างยิ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นจริงอย่างไรก็เป็นจริงอย่างนั้น อันนี้คือ ปรม คำหนึ่ง อรรถ คำหนึ่ง และ ธรรม คำหนึ่ง รวมกันเป็น ปรมัตถธรรม หมายถึง ธรรมที่มีอรรถ มีลักษณะที่ยิ่ง ใครๆ ก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ นี่คือความหมายของ ปรมัตถธรรม

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ธรรม แยกจาก ปรมัตถธรรม หรือเปล่า ไม่แยกเลย แต่อธิบายให้รู้ว่า ธรรมนั่นแหละเป็นปรมัตถธรรม อย่าง แข็ง เปลี่ยนแข็งให้เป็นอื่นได้ไหม ใครจะบันดาลให้แข็งเป็นอย่างอื่นได้ ไม่ได้เลย แข็งเป็นปรมัตถธรรม ลักษณะของเขาคือแข็ง อรรถ หมายความถึงลักษณะด้วย ถ้าไม่มีลักษณะจะมีอรรถไหม ก็ไม่มี แต่อรรถที่อธิบายความหมายของอะไร ของลักษณะของสภาพธรรมนั้น นั่นเอง

    เพราะฉะนั้น “ธรรม” นั่นแหละ คือ ปรมัตถธรรม และความลึกซึ้งอย่างยิ่ง จึงเป็นอภิธรรม เพราะฉะนั้นใครที่บอกว่าฟังธรรมแต่ไม่ศึกษาพระอภิธรรม เขาไม่รู้จักธรรมเลย ว่าธรรมนั่นแหละศึกษาอย่างไร ถ้าไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย ธรรมเป็นธรรม เป็นปรมัตถธรรม แล้วศึกษาอย่างไรถึงจะไม่รู้ว่าธรรมนั่นแหละซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ลึกซึ้งอย่างยิ่ง เป็นอภิธรรม

    เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า ธรรม แม้แต่เพียงคำเดียว ถ้าไม่ศึกษาให้เข้าใจ เข้าใจผิด เพราะเผิน ไม่ได้ไตร่ตรองให้ลึกซึ้งว่า แม้ธรรมคำเดียว ถ้ารู้จักจริงๆ เข้าใจจริงๆ ทั้ง ๓ ปิฎก จนกระทั่งถึงความเป็นพระอรหันต์ นั่นคือผู้ที่รู้แจ้งธรรม จนกระทั่งดับกิเลสหมดสิ้น และธรรมก็มีหลากหลายตามระดับขั้นด้วย ปัญญาขั้นไหน ไม่เคยฟังธรรมเลย คิดเอง จะเป็นปัญญาได้ไหม พอฟังแล้วเป็นกัลยาณปุถุชน เป็นคนที่หนาแน่นด้วยอกุศล แต่ยังดีที่ฟัง แต่ไม่ใช่ฟังแล้วไม่รู้เรื่อง จะบอกว่าฟังไม่ได้ ฟังคือเข้าใจด้วย แล้วก็มีความมั่นคงด้วย จึงจะเป็นกัลยาณปุถุชน ตั้งแต่ฟังเข้าใจ มั่นคง อบรม จนกระทั่งเป็นปัญญาระดับต่างๆ กว่าจะถึงความเป็นพระโสดาบัน ยังเป็นกัลยาณปุถุชน จนกว่าเมื่อไหร่โสตาปัตติมรรคจิตรู้แจ้งนิพพาน ขณะนั้นจึงพ้นภาวะของความเป็นปุถุชน สู่ความเป็นพระอริยบุคคล ตามลำดับขั้น นี่ก็แสดงถึงสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ เป็นความจริงอย่างนี้ และค่อยๆ เข้าใจขึ้น

    เพราะฉะนั้น ปัญญาจึงเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด ในบรรดาสิ่งทั้งหลายคือสังขารธรรมที่เกิดขึ้น ปัญญาประเสริฐสุด เพราะอะไร ทรัพย์สมบัติติดตามไปได้ไหม รูปสวยๆ ใครจะสวยงามสักเท่าไหร่ก็ตาม ติดตามไปได้ไหม ก็ไม่ได้ พอจากโลกนี้ไป จิตไม่เกิด ให้ เอาไหม ไม่เอาเงินด้วย ให้เปล่าๆ เลย เอาไหม ไม่มีใครอยากได้เลย แม้มารดาก็ยังละทิ้งบุตร ไม่เอากลับไปบ้านด้วย อยู่ที่ป่าช้า แล้วก็เผา นั่นก็คือความจริง

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราหลงยึดถือ เพลิดเพลิน ชั่วคราวจริงๆ เทียบกับปัญญาได้ไหม ที่รู้ความจริงแล้วไม่ติดข้อง เพราะฉะนั้นในบรรดาธรรมทั้งหลาย ปัญญาประเสริฐสุด ไม่เป็นทุกข์เลยไม่ว่าจะยามใด กาลใดทั้งสิ้น เจ็บป่วย มีใครบ้างที่ไม่เจ็บ เมื่อมีกาย มีตา เจ็บตา มีหู เจ็บหู มีท้อง หัวใจ ลำไส้ ทุกอย่างเป็นโรคภัยได้หมด เพราะว่าไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา แล้วก็ไม่ใช่ของเราจริงๆ เพียงเกิดมาให้เห็นว่า ไม่ใช่ของเรา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา แล้วเป็นทุกข์โดยมองไม่เห็น

    หนาวไหม เพราะอะไร มีกายที่กระทบกับความเย็น ที่ตัวมีรูปพิเศษเป็นกายปสาท ต่างจากรูปอื่นเพราะสามารถกระทบกับสิ่งที่แข็งบ้าง เย็นบ้าง ร้อนบ้าง ตึงไหวบ้าง มีประโยชน์อะไร ใครบอกว่าชอบหนาว ใครบอกว่าชอบร้อน เพราะฉะนั้นมีกายปสาทเพื่อรู้แล้วพอใจและไม่พอใจ แล้วประโยชน์อะไร ทั้งวัน ทั้งคืน ที่รูปมีจักขุปสาท มองไม่เห็น แต่กำลังกระทบกับสิ่งที่จิตเกิดขึ้นเห็น แล้วก็ดับไป มีโสตปสาท รูปพิเศษกระทบได้เฉพาะเสียง กระทบอย่างอื่นไม่ได้ พอกระทบแล้ว จิตก็เกิดขึ้นได้ยินเสียงนั้น แล้วก็ดับไป หมดไป หมดไปตลอดเวลา ตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ว่าสะสมโลภะ โทสะ ความริษยา ความสำคัญตน ทุกอย่าง มากมาย เป็นทุกข์จริงๆ แต่มองไม่เห็น

    แม้แต่ร่างกายนี้ก็เป็นเรา เป็นของเรา เดือดร้อนเพราะร่างกายนี้หรือเปล่า ตั้งแต่เช้ามา เดือดร้อนจริงๆ ไม่ชำระล้างไม่ได้ ไม่กินไม่ได้ ทุกอย่าง แต่ก็พอใจ ท่านอุปมาว่าเหมือนงูพิษ ๔ ตัว ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม แล้วแต่ว่าธาตุไหนจะกำเริบ คือทำร้ายให้เดือดร้อนทันที โรคที่เกิดเพราะธาตุดินก็มี ธาตุน้ำก็มี ธาตุไฟก็มี ธาตุลมก็มี นี่แสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างถูกปิดบังไว้ เพราะมีธาตุชนิดหนึ่ง “ไม่รู้” เกิดขึ้นแล้วไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ใช้คำว่า อวิชชา หรือ โมหเจตสิก ธาตุนี้เกิดแล้วรู้ไม่ได้เลย ปิดบังทันที แม้แต่ในสิ่งที่กำลังเกิดดับ ขณะที่กำลังเห็น ทั้งหมด

    นี่คือ ธรรม ฟังเพื่อรู้จัก เข้าใจคำเดียวคือ ธรรม หมายความถึง สิ่งที่มีจริง เพราะว่าละเอียดอย่างยิ่งและมากมายประมาณไม่ได้ ใครจะประมาณได้ในเมื่อจิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะแล้วดับ ขณะต่อไปก็สะสมสิ่งที่เพิ่มขึ้นอีก เพราะฉะนั้นแม้ในจิตเห็นขณะนี้ การสะสมของความติดข้องและความไม่รู้มากแค่ไหน และการเริ่มฟัง เริ่มเข้าใจก็ค่อยๆ รู้ขึ้น ทีละเล็กทีละน้อย

    ใครจำชาติก่อนได้ไหม จากโลกนี้ไปทันทีจำชาตินี้ไม่ได้เลย แล้วมีประโยชน์อะไรกับการที่ต้องเกิดมา ทำหน้าที่การงาน เห็น ได้ยิน คิดนึก แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็หมดไปไม่เหลือเลย แต่หลังจากที่ตายแล้วคือจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ ที่ทำให้เป็นคนนี้สิ้นสุดลง พ้นจากความเป็นบุคคลนี้ กรรมหนึ่งก็ทำให้จิตเกิดสืบต่อจากจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ทันที ไม่มีระหว่างคั่นเลย แล้วจะกลัวตายทำไม ก็เหมือนเดี๋ยวนี้เลย เมื่อกี้นี้ก็ดับ แล้วก็มีจิตเกิดต่อ ไม่มีระหว่างคั่นเลย เพราะฉะนั้นขณะเห็นกับขณะได้ยินยังมีระหว่างคั่น แต่จิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ กับจิตขณะแรกของชาติหน้า ไม่มีช่องว่างเลย แล้วก็ไม่รู้ตัวด้วย แล้วทำไมกลัว ที่ควรกลัวคือ กิเลส อกุศล ความชั่วทั้งหลาย เพราะฉะนั้นถ้าชาตินี้มีความดีเพิ่มขึ้น มีอกุศลน้อยลง คนอื่นที่เกิดสืบต่อ คือจิตปฏิสนธิเพราะกรรมหนึ่ง ก็จะเป็นคนที่สะสมสืบต่อมาจากจิตขณะสุดท้าย ทำให้พ้นจากความเป็นบุคคลนั้น สู่ความเป็นบุคคลอื่นทันที จำไม่ได้เลย นั่นใคร เรื่องราวของเขาที่เรามาอ่านประวัติบุคคลสำคัญต่างๆ คนโน้นคนนี้ ไหน อยู่ไหน ไม่เหลือเลย เป็นคนอื่นทันที

    เพราะฉะนั้นการที่จะเป็นแต่ละคน ในแต่ละภพแต่ละชาติก็ตามกำลัง ว่าถ้าเป็นมนุษย์จะให้เป็นคนนี้ได้นานเท่าไร ถ้าเป็นสัตว์เดรัจฉาน มด ยุง ปลวก ช้าง งู ก็แล้วแต่ว่ากรรมนั้นจะทำให้เป็นอย่างนั้นนานเท่าไหร่ เทวดา พรหม จะเป็นบุคคลนั้นนานเท่าไหร่ แต่ก็ต้องพ้นจากความเป็นบุคคลนั้น โดยสิ้นเชิง อย่างใครที่เคยเกิดในเทวดาแล้ว จำได้ไหม ชาตินี้เป็นมนุษย์ ชาติก่อนอยู่ไหนก็ไม่รู้ นึกถึงสวรรค์ก็นึกไม่ออก คนละโลกเลย ไม่ต้องอาบน้ำ ไม่ต้องทำกับข้าว สบายมากเลย ไม่ต้องปลูกบ้านด้วย กรรมทำไว้เสร็จหมดทุกอย่าง นี่คือผลของกรรมที่ดี เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถที่จะรู้ได้ ต่อเมื่อถึงที่นั่นเมื่อไหร่ก็รู้เมื่อนั้น แล้วชาติก่อนเหมือนประตูที่ปิดสนิท พยายามมองเท่าไหร่ก็ถูกกั้นด้วยประตู มองไม่เห็นเลย ทำอะไรมาบ้างแล้วชาติก่อน แต่ทุกอย่างที่สืบต่อมาเป็นคนนี้ เพราะการกระทำทั้งกุศลและอกุศลที่ได้สะสมมาแล้ว

    ด้วยเหตุนี้แต่ละคนเกิดมา ต่างตั้งแต่เกิด เป็นผลของกุศลกรรมด้วยกันทั้งนั้นที่เกิดมาเป็นมนุษย์ แต่กรรมที่ได้ทำมา เช่น วันนี้ เป็นต้น ก็หลากหลายแล้ว เพราะฉะนั้นการสะสมจนกระทั่งถึงขณะแรกที่เกิด เป็นผลของกรรมหนึ่งจริง แต่ประมวลมาซึ่งกรรมอื่นๆ ที่สามารถจะให้ผลได้ในชาตินี้ บางคนถูกลอตเตอรี่ได้อย่างไร แต่กรรมอื่นๆ ที่ประมวลมาพร้อมที่จะให้ผลในชาตินี้ ก็ทำให้เป็นอย่างนั้นได้ แล้วคนอื่นตั้งหลายคน ก็ไม่ได้ถูกลอตเตอรี่ ซื้อเท่าไหร่ก็ไม่ถูก รางวัลที่หนึ่ง ที่สอง อย่าไปหวังเลย รางวัลสุดท้ายก็ยากเหลือเกิน บางคนก็ถูกแค่ครั้งเดียว ตามกรรมที่ได้กระทำไว้ ที่จะทำให้เกิดสิ่งที่มีได้ในขณะไหน มากน้อยแค่ไหน

    เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ จะละคลายความติดข้องไหม เป็นคนนี้ชั่วคราว ต่อไปจะเป็นใครดี ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา วงศาคณาญาติ ทรัพย์สมบัติ วิชาความรู้ การยกย่อง เกียรติยศ ทั้งหมด ไม่มีใครทำให้เลย แต่เป็นธรรม ซึ่งจะต้องเป็นไปตามการกระทำที่ได้ทำแล้ว ขณะนี้เป็นกุศลกรรมหรือเปล่า ขณะใดที่เข้าใจเป็นปัญญา และถ้าจะเกิดชาติต่อไปโดยเป็นผลของกรรมนี้ จิตนั้นเป็นผลของกรรมที่มีปัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย

    เพราะฉะนั้นเราเลือกไม่ได้เลย ถ้าเป็นผลของกรรมอื่น โน่นอยู่ในน้ำก็เป็นปลา ขาก็ไม่มี เป็นงู หรือว่าจะมีขาเยอะแยะมาก เหมือนรถไฟ กิ้งกือก็ได้ หรือจะมีปีก บินได้ ไม่มีใครทำ กรรมทั้งหมด นกขาหักมีไหม มี เป็นได้ทุกอย่าง แล้วแต่ว่าเมื่อถึงเวลาที่กรรมใดจะให้ผล ก็เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นมั่นคงในกรรมดี ดีเท่าไหร่ พอไหม ในเมื่อไม่ดีตั้งเยอะมากมายเหลือเกิน เพราะฉะนั้นถ้าสามารถจะทำดีได้เดี๋ยวนี้ ทำเลย ไม่ต้องคอย โอกาสหน้าอาจจะไม่มี เพราะใครจะรู้ว่าจะจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่

    แต่ละคำก็ไม่ใช่คำที่ควรจะทอดทิ้งไป แม้แต่ประโยคที่ว่า สงสารช้าไป สงสารใคร สงสารคนที่ทำชั่ว สงสารคนเจ็บนี่เราก็สงสารว่าเขาทุกข์ทรมานมาก แต่ว่าเวลาเขาทำชั่วเราไม่ชอบ ใช่ไหม ก่อนที่เขาจะได้รับผลคือความทุกข์ทรมาน คนนั้นทำผิดมากเลย ผู้คนก็จะรุมประชาทัณฑ์ หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็แสดงให้เห็นว่าขณะนั้นจิตเป็นอะไร แต่ถ้าขณะนั้นเรารู้แน่ว่าผลของกรรมนั้นเขาต้องไปสู่อบาย ภพภูมิที่เป็นนรกบ้าง เป็นเปรตบ้าง เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง ไม่มีความสุขความเจริญ จะอบรมเจริญปัญญาก็ไม่ได้ ถ้าเรามีความเข้าใจอย่างนั้นจริงๆ สงสารทุกคนที่ทำชั่ว สงสารการกระทำทั้งหมด เพราะรู้ว่าข้างหน้าคืออย่างนั้น ถ้าเราเห็นสัตว์ในนรกจะรู้ได้เลย ทรมานแสนสาหัสยิ่งกว่าผู้ที่ได้รับความทรมานใดๆ ในโลกมนุษย์ กระทะทองแดง ยังไม่เห็นใช่ไหม หรือเห็นแล้วก็ลืม ก็แล้วแต่ แต่มีแน่นอน ตกลงไปแล้วก็ขึ้นมาอีก ตกลงไปแล้วก็ขึ้นมาอีก ทั้งนั้นเลย เพราะว่าใครทำ มือที่มองไม่เห็น โดยมากพอพูดถึงทำ เราคิดถึงมือของเรา ใช่ไหม เขาฆ่า เขาเบียดเบียน เขาประทุษร้าย แต่ว่าตัวกรรม ผลที่จะให้เกิดขึ้นที่ทำได้ ซึ่งคนอื่นทำไม่ได้เลย ใครๆ ก็ทำไม่ได้ ก็เหมือนกับมือที่มองไม่เห็น

    ข้อความที่ทรงแสดงว่า ตัณหาเป็นอากาศ ใครเข้าใจบ้าง เพราะฉะนั้นทุกอย่างในพระไตรปิฎกทุกคำ จะต้องเมื่อเข้าใจแล้วจึงสามารถที่จะรู้ว่าหมายความถึงอะไร โต๊ะนี่สามารถที่จะแยกออกให้ละเอียดยิบได้ไหม เพราะอะไร เพราะมีอากาศแทรกคั่น ระหว่างกลาปกลุ่มของรูปที่ละเอียดที่สุด เดี๋ยวนี้ทางตา มีความติดข้องหรือเปล่า ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เหมือนอากาศไหม แทรกอยู่ คั่นอยู่ ทุกวาระที่มีการเห็น ใครบอกว่าเห็นแล้วไม่ติดข้องบ้าง จะไม่ติดข้องต่อเมื่อรู้ความจริง เพราะฉะนั้นขณะที่ยังไม่รู้ความจริงว่าขณะนี้เกิดขึ้นเห็นแล้วดับ ธาตุชนิดหนึ่ง ธาตุเหมือนดินน้ำไฟลม แต่ดินน้ำไฟลมไม่สามารถจะรู้อะไรได้ แต่ธาตุนี้ตรงกันข้าม เกิดแล้วต้องรู้ ขณะนี้ที่รู้ก็คือกำลังเห็น รู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นอย่างนี้แล้วก็ดับ เสียงปรากฏ รู้อะไร ธาตุรู้ ได้ยิน คือรู้เสียงนั้น ไม่ได้รู้อย่างอื่นเลย นี่คือ “ธาตุรู้“ เพราะฉะนั้นจะไม่ติดข้องก็ต่อเมื่อรู้ความจริง ตราบใดที่ไม่รู้ ก็ไม่รู้ มีโมหะ เมื่อมีโมหะ ความไม่รู้ ก็ติดข้องโดยไม่รู้เลยว่าติดแล้ว

    เพราะฉะนั้นการดับกิเลส ดับถึงไหน อนุสัยกิเลสที่ละเอียด ที่นอนเนื่องอยู่ในจิต พร้อมที่จะเกิดทันทีเมื่อเห็น หรือได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส แม้แต่คิดนึก พอตื่นขึ้นมา คิดแล้ว รู้หรือเปล่าว่าขณะนั้นถ้าไม่ติดข้องก็ไม่คิด เพราะฉะนั้นนี่ก็แสดงให้เห็นว่า ความไม่รู้มากแค่ไหน แล้วก็ติดตามความไม่รู้ก็คือความติดข้อง เพราะฉะนั้นเวลาที่อริยสัจจะกล่าวถึง ทุกขอริยสัจจะ หมายความถึง การเกิดขึ้นและดับไปของสิ่งทั้งหมดในขณะนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างในขณะนี้เกิดและดับ เป็นทุกข์ คือไม่ควรยินดี ไม่ควรติดข้อง โดยมากเราจะติดข้องในสิ่งที่เราพอใจ เป็นสุข แต่ว่าเมื่อสิ่งใดเป็นทุกข์ ความหมายนั้นก็คือว่าเพราะเป็นสภาพที่ไม่ควรติดข้อง ไม่ควรยินดี เพราะอะไร เกิดแล้วดับ คิดดู มีประโยชน์อะไร นิดเดียวที่ปรากฏว่ามี แล้วก็ดับไป เพื่อให้ติดข้องเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นถ้าไม่เห็นว่าการเกิดดับเป็นทุกข์เพราะนำมาซึ่งความติดข้อง เราก็จะไม่ได้ละสมุทัยคือ ความติดข้อง ซึ่งมาจากความไม่รู้

    นี่ก็เป็นสิ่งที่ละเอียด การฟังไม่ใช่เพียงแต่จำชื่อ แต่สามารถที่จะรู้ได้ว่า ที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมโดยไม่มีความไม่รู้ปิดบัง ไม่มีความติดข้องฉาบทาไว้ ก็ด้วย “การเข้าใจถูก” ตั้งแต่ขั้นฟังทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ลักษณะเพียงหนึ่งขณะนั้นที่กำลังปรากฏ

    ผู้ฟัง ในแต่ละขณะที่ติดข้อง จะเกิดดับอยู่ตลอดใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ จิตเจตสิกกำลังทำงาน คือเกิดแล้วก็รู้ว่ามีอะไรที่กำลังปรากฏ ไม่เคยขาดเลย นี่ก็คือจิตและเจตสิก เกิดขึ้นรู้ จิตก็เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ เช่น เห็น ได้ยิน เจตสิกก็เกิดขึ้นทำหน้าที่เฉพาะของเจตสิกแต่ละประเภท เจตสิกทั้งหมดมีที่ประมวลไว้คือ ๕๒ ประเภท แต่หลากหลายมากในแต่ละหนึ่งประเภท ผัสสะ กระทบตา หนึ่งแล้ว ผัสสเจตสิก สภาพหรือธาตุรู้จึงกระทบได้ จิตเห็นก็เกิดพร้อมกับขณะที่ผัสสะกระทบ ไม่ว่าผัสสะกระทบอะไร ถ้าผัสสะไม่กระทบเสียง จิตจะเกิดได้ยินเสียงไม่ได้


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 201
    7 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ