ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1878


    ตอนที่ ๑๘๗๘

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗


    ท่านอาจารย์ ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตามแต่ เปลี่ยนแข็งให้เป็นอื่นได้ไหม นี่คือเริ่มเข้าใจคำว่าธรรม ซึ่งได้ยินบ่อยๆ แสดงธรรม ปฏิบัติธรรม หรืออะไรก็ตาม ธรรมทั้งนั้น แต่ไม่ได้รู้ความจริงว่า ธรรมแต่ละหนึ่ง ที่มีจริงๆ มีลักษณะเฉพาะของตนของตน เป็นธรรม แต่ว่าเป็นธรรม ฝ่ายที่ไม่รู้อะไรเลย อย่างหนึ่งมีจริงๆ ใช่ไหม แข็งจะไม่สามารถรู้อะไรได้เลย กลิ่นรู้อะไรได้ไหม แต่มี

    เพราะฉะนั้นธรรมที่มีเกิดขึ้น แต่ไม่ใช่สภาพรู้ พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติใช้คำว่า รูปธรรม หรือ รู-ปะ-ทำ-มะ รูปธรรม คนไทยก็เข้าใจผิดอีกแล้ว ชอบพูดคำที่ไม่รู้จัก ถามจริงๆ แล้วก็ไม่รู้ว่าอะไร บอกว่าเวลานี้ยังไม่เป็นรูปธรรม ยังเป็นแต่เพียงโครงการ หรือว่าอะไรอย่างนั้น แต่ว่ายังไม่เป็นรูปธรรม แล้วจะเป็นรูปธรรมในภาษาไหน ถ้าเป็นภาษาของพระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิด มีลักษณะเฉพาะสิ่งนั้น เป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย เป็นรูปธรรม และทรงแสดงความละเอียดของรูปธรรมทั้งหมด ในสากลจักรวาล ไม่ว่าจะโลกไหน ภูมิไหน ภพไหน ก็ตาม รูปทั้งหมดที่ทรงแสดง มี ๒๘ รูป วันนี้ รูปไหนปรากฏบ้าง เห็นไหม ธรรมเป็นเรื่องคิด เพราะเหตุว่าถ้าเรามีความเข้าใจ จึงอ่านพระไตรปิฎกเข้าใจ แต่ถ้าไม่มีความรู้ความเข้าใจเลย อ่านไปก็ไม่รู้เรื่องเลยสักอย่างเดียว

    เพราะฉะนั้นรูปทั้งหมด วันนี้ หรือเมื่อวานนี้ หรือวันก่อน หรือตั้งแต่เกิด ทุกๆ วัน มีรูปอะไรปรากฏบ้าง รูป คือสภาพธรรมที่มีจริง แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ ลองคิด ธรรมเป็นเรื่องที่คิด แต่ถ้าไม่ได้ศึกษาพระธรรมเลย คิดไม่ออก ลองคิดก็ได้

    อ.ธีระพันธ์ เช่น เสียง

    ท่านอาจารย์ เสียงมีจริงๆ เสียงไม่รู้อะไรเลย ๑ รูปแล้ว

    อ.ธีระพันธ์ สิ่งที่ปรากฏทางตา

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่ปรากฏทางตา มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ใช่ไหม บอกว่าไม่มีได้ไหม ก็เห็นเพราะฉะนั้นก็ต้องมีสิ่งที่ถูกเห็น และสิ่งที่ถูกเห็นไม่ต้องเรียกอะไรเลย แต่ไม่ใช่สภาพรู้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นรูปธรรม ๒ แล้ว

    อ.ธีระพันธ์ ถ้าใครได้กลิ่นก็คงมีกลิ่นปรากฎ

    ท่านอาจารย์ กลิ่นมีแน่ๆ โดยเฉพาะจากครัว ในชีวิตประจำวัน กลิ่นจะมาจากไหน ถ้าไม่มาจากในครัว กลิ่นกระเทียมมีไหม แล้วก็เรียกว่ากลิ่นกระเทียม แต่กลิ่นมีจริงๆ คนที่มีจมูกที่ไม่เป็นหวัด หรืออะไรก็ตามแต่ ขณะนั้นก็สามารถที่จะรู้กลิ่นที่ปรากฏได้ เพราะฉะนั้น ๓ แล้วใช่ไหม ๓ รูป รูปทั้งหมดมีตั้ง ๒๘ แต่นี่ ๓ รูป และ มีอะไรอีก

    อ.ธีระพันธ์ รส

    ท่านอาจารย์ รส เป็นอย่างไร รับประทานอาหารเมื่อสักครู่นี้เอง บอกได้ไหม รสอะไร ไม่ต้องบอก จิตก็เกิดขึ้น ลิ้มรส รู้รส ไม่ใช่ลิ้น ลิ้นรู้รสไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าลิ้นไม่ใช่สภาพรู้ ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า สิ่งที่ไม่ใช่สภาพรู้ ก็มีหลายอย่าง ซึ่งเรากำลังพูดถึงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเกิด เกิดแล้วก็ดับ ไม่อย่างนั้นโลกไม่มีอะไร ไม่มีอะไรเลยแต่ว่าเมื่อเกิดแล้วก็ต้องเป็นสิ่งที่มีในโลกนั่นแหล่ะ และตัวสภาพธรรมนั้น ก็เป็นโลกเพราะว่าเกิดขึ้นให้เห็นว่ามีโลก ถ้าไม่มีอะไรเลย โลกไม่มี แต่เมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นแหล่ะเป็นโลก รู้ว่ามีโลก ขณะนี้เรากำลังพูดถึงสภาพธรรมที่มีจริง แต่ว่าไม่สามารถจะรู้อะไรได้ ว่าวันหนึ่งๆ มีสิ่งที่ปรากฏซึ่งมีจริงๆ อะไรบ้าง ตอนนี้ก็ได้แค่ ๔ แล้ว ใช่ไหม สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเดี๋ยวนี้ ๑ เสียงก็มีเดี๋ยวนี้ ๑ กลิ่นก็มี ถ้าสามารถที่จะปรากฏ แล้วก็รสก็มี ๔ แล้ว วนเวียนอยู่แค่นี้ ทุกวันๆ ก็แค่นี้ ยังไม่ครบใช่ไหม

    อ.ธีระพันธ์ ยังมีเย็น

    ท่านอาจารย์ เย็นมีจริงๆ ใช่ไหม อีก ๑ รูป เป็น ๕ แล้ว

    อ.ธีระพันธ์ ตึง ไหว นี่ก็ไม่ค่อยจะทราบ ๔.๔๓

    ท่านอาจารย์ ไม่ทราบ เพราะอยากทราบ แต่กำลังตึงไม่เห็นจะต้องบอกเลย ไม่เคยรู้เลยหรือ ยกของหนักๆ นี่ ตึงแล้วใช่ไหม และก็เวลาที่ไหว กลืนอาหารเข้าไป ไม่ไหวแล้วจะลงไปได้อย่างไร ใช่ไหม

    เพราะฉะนั้นนี่ก็แสดงว่าชีวิตประจำวัน แต่พอพูดถึงแล้วเหมือนไม่เคยรู้ แต่ความจริงเป็นอยู่แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร ๖ แล้วใช่ไหม สิ่งที่ปรากฏทางตาเดี๋ยวนี้ ๑ เสียงที่ปรากฏทางหูเดี๋ยวนี้ ๑ กลิ่น ๑ แล้วก็ รส ๑ เป็น ๔ และ ก็เย็นหรือร้อน ๑ เป็น ๕ ตึงหรือ ไหว ๑ เป็น ๖ และอะไรอีก

    อ.ธีระพันธ์ อ่อน แข็ง

    ท่านอาจารย์ ก็คือทั้งวันมีรูปที่ปรากฏให้รู้ คือ สิ่งที่มีจริง พิสูจน์ได้ ไม่ใช่พูดถึงสิ่งที่ไม่มี ธรรมทั้งหมดกล่าวถึงสิ่งที่มี ให้เข้าใจตามความเป็นจริงว่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น และดับไป เพราะยากมาก ปรากฏเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ไม่ปรากฏการเกิดดับเลย แต่ว่าตามความเป็นจริง มิฉะนั้นจะไม่มีคำว่า ตรัสรู้ จะไม่มีคำว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เพราะเหตุว่ามี และทรงแสดงธรรม คือ ความจริง ผู้ฟังในยุคนี้ยังมีโอกาสที่จะได้ฟังคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสจากพระโอษฐ์ และก็ศึกษาจนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่า บุคคลที่ได้ตรัสรู้ความจริงว่าขณะนี้สภาพธรรมเกิดดับอย่างเร็วสุดที่จะประมาณได้ คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และก็จากการที่ได้ทรงแสดงพระธรรม ก็ทำให้เราสามารถเข้าใจว่า สิ่งที่เราหลงยึดถือว่าร่างกายของเรา ความจริงก็เป็นรูปต่างๆ ซึ่งสามารถที่จะปรากฏได้แต่ละทาง เช่น สิ่งที่ปรากฏทางตา แล้วเคยยึดถือว่าเป็นเรา แต่ความจริงก็เป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา เมื่อมีธาตุ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึง ไหว ที่เราใช้คำว่ามหาภูตรูป แล้วก็มีเสียง หลงเคยคิดว่าเป็นเสียงเราหรือเปล่า

    อ.ธีระพันธ์ หลง

    ท่านอาจารย์ แต่ความจริง เสียงเกิดขึ้นและก็ดับไป เพราะฉะนั้นวิปลาสหรือเปล่า

    อ.ธีระพันธ์ วิปลาส

    ท่านอาจารย์ วิปลาสแบบไหน มีตั้งหลายอย่าง ธรรมทั้งหมดจะสอดคล้องกันทั้งหมดเพราะอะไร เพราะเป็นเรื่องจริง ซึ่งไม่เปลี่ยน ความจริงซึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วเป็นหนึ่ง คือ ไม่เป็นสอง ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยน สิ่งนั้นให้เป็นอย่างอื่น เพราะว่าได้ทรงตรัสรู้ตามความเป็นจริง

    อ.ธีระพันธ์ รูป ๒๘ นี้ ยกแค่รูปหยาบเท่านั้นเอง ก็ยังยากที่จะรู้เลย ๗.๓๐

    ท่านอาจารย์ ก็มีชีวิตประจำวัน เพราะไม่ประจักษ์การเกิดดับจะรู้ได้อย่างไร ว่าเป็นแต่ละ ๑ รวมกันหมดเลย และ ก็เลยหลงยึดถือว่าเป็นร่างกายของเรา แต่ว่า ที่ว่าร่างกายของเราเนี่ย เป็นอย่างไร มั่นคง แข็งแรง ขนาดไหน มีอากาศธาตุแทรกอยู่อย่างละเอียดยิบ เหมือนกองฝุ่นดีๆ นี่เอง ถูกหรือผิด พร้อมที่จะเข็มแทงก็ได้ ใช่ไหมมีดฟันก็ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างนี่ เพราะมีอากาศธาตุแทรกอยู่ แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะรูปร่างกายของเราเท่านั้น ทั้งหมดที่เป็นรูปธรรม เกิดพร้อมกันแล้วก็มีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ เพราะฉะนั้นเป็นของเราหรือเปล่า แข็งเป็นของเราหรือเปล่า อากาศที่แทรกคั่นอยู่ เป็นเราหรือเปล่า หรือ ว่าเป็นของเราหรือเปล่า ฟังธรรมเพื่อละความไม่รู้ ใครจะยังคงยึดถือว่าเป็นเรา หรือ ของเราโดยที่ไม่ฟังธรรมเลย ใครก็ช่วยไม่ได้ แต่ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี เพื่อรู้ความจริง ขณะนี้มีความจริงซึ่งใครก็ไม่รู้ จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม

    เพราะฉะนั้นคนที่ได้ฟังพระธรรมแล้ว ที่จะไม่เห็นความเป็นรัตน ของพระรัตนตรัยเนี่ยเป็นไปไม่ได้เลย มีค่าสูงสุดเหนือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นก็จะเข้าใจความหมายของ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ ซึ่งทุกคำทั้งหมดเนี่ย ถ้าศึกษาแล้วก็เข้าใจขึ้น เมื่อเข้าใจ ก็เห็นความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าละเอียดลึกซึ้งขึ้น ก็รู้พระคุณว่า ถ้าไม่ทรงแสดงที่เราจะสามารถเข้าใจจริงๆ ว่าไม่มีเรา มีแต่ธรรม แต่ละอย่าง ซึ่งธรรมที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ใช้คำว่า รูปธรรม แต่ว่าถ้าไม่มีธาตุหรือ สภาพธรรมที่รู้ รูปธรรมก็ปรากฏไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้นที่สำคัญที่สุด ก็คือว่า มีธาตุรู้ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไร ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นขณะนี้ เราพูดว่าเห็น แต่ว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ไม่รู้อะไรเลยแต่ธาตุที่กำลังเห็น สามารถรู้ คือ รู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา เป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น เวลาที่เสียงปรากฏ ถ้าไม่มีธาตุได้ยิน เสียงปรากฏว่ามีไม่ได้เลย เพราะว่าเสียงไม่สามารถจะรู้อะไรได้ แต่เพราะเหตุว่า มีธาตุรู้ ซึ่งขณะนั้นกำลังรู้ เฉพาะเสียงที่ปรากฏ เสียงในป่า เสียงในครัว เสียงตามถนน เสียงที่ไหนก็ตาม ที่เกิดและดับไปโดยไม่ถูกรู้ ก็ไม่มีใครรู้ว่าเสียงนั้นมี และ ก็เกิดขึ้น และ ก็ดับไป แต่ว่าในขณะใดก็ตาม เดี๋ยวนี้เห็นไหม เดี๋ยวนี้เป็นเสียง เพราะฉะนั้นมีธาตุที่กำลังได้ยินเสียง ไม่ใช่กำลังเห็น เพราะฉะนั้นธาตุรู้เนี่ยก็สามารถที่จะรู้ได้ทุกอย่าง ทุกอย่างจริงๆ แต่ว่าขณะนี้ชีวิตประจำวันก็เพียงแค่ เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสบ้าง แล้วก็คิดนึกบ้าง เพราะฉะนั้น ก็มีธาตุรู้อีกมากหลากหลาย ความเข้าใจถูก ความเห็นถูก มีจริงๆ ไหม มีรูปร่างหรือเปล่า แข็งหรือเปล่า ความเห็นถูกไม่แข็ง ก็เป็นนามธรรม เพราะฉะนั้นทรงบัญญัติว่า ธรรมที่มีจริง แต่ไม่ใช่สภาพรู้ เมื่อเกิดขึ้น ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ตรัสว่าสภาพนั้นเป็นรูปธรรม

    เพราะฉะนั้นไม่ว่าที่ไหน ในโลกนี้ หรือ ในจักรวาลนี้ หรือ จักรวาลอื่น แสนโกฏิกัปป์ก็ตาม ก็มีสภาพธรรมเพียง ๒ อย่าง คือ สภาพธรรมอย่างหนึ่ง เป็นรูปธรรม ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ส่วนสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง เป็นนามธาตุ หรือ นามธรรมไม่มีรูปร่างใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น เพียงเกิดขึ้นต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วก็ดับไป มีพระอาทิตย์ มีพระจันทร์ไหม มี หรือ ไม่มี

    อ.ธีรพันธ์ มี

    ท่านอาจารย์ มี เป็นธรรมหรือเปล่า

    อ.ธีรพันธ์ เป็น

    ท่านอาจารย์ เพราะมีจริงๆ เป็นธรรมประเภทไหน รูปธรรม หรือ นามธรรม

    อ.ธีรพันธ์ เป็นรูป

    ท่านอาจารย์ เป็นรูปธรรม

    อ.ธีรพันธ์ กราบเรียนท่านอาจารย์อีกว่า โลกของความรู้ ตามความเป็นจริง จะรู้โลกอย่างไร ท่านอาจารย์ โลกในขณะนี้

    ท่านอาจารย์ ฟังคำว่าโลกมา ถามว่า รู้จักโลกไหม คำถามซึ่งไม่ค่อยมีใครชอบตอบ เพราะว่าต้องคิด และ ก็เป็นคำตอบจากการคิด ไม่ใช่เพียงแต่ถาม และ ตอบได้แต่ต้องเป็นการไตร่ตรอง ว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังเนี่ย เข้าใจแค่ไหน เช่น คำถามว่า รู้จักโลกไหม

    อ.ธีรพันธ์ ยังไม่รู้จัก

    ท่านอาจารย์ ยังไม่รู้จัก แต่ถ้ารู้จัก ถามต่อว่าโลกไหน เห็นไหม คือ คำถามนี้เพื่อผู้ฟัง จะได้ทบทวนว่าที่ได้ฟังมาแล้ว มีความเข้าใจมากน้อย ลึกซึ้งระดับไหน เพราะเหตุว่าถ้าเป็นเพียงเผินๆ อ่านพระไตรปิฎกเล่มหนึ่งจบ แต่ว่ามีใครที่อ่านแล้วเข้าใจแต่ละคำ อย่างลึกซึ้ง ถูกต้องยิ่ง เป็นไปไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้นจะเห็นความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งห่างไกลมาก กับผู้ฟังในยุคนี้ ในยุคก่อน มีพระอรหันต์สาวก มีพระอัครสาวก มีพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ทั้งเทพ ทั้งมนุษย์ มากมาย ในยุคนั้น ซึ่งเป็นกาละที่ท่านเหล่านั้นได้สะสมการฟังมาแล้ว เหมือนทุกท่านในขณะนี้ แต่ไกลกว่านั้นนาน เพราะว่า ท่านสามารถที่จะอบรมปัญญา ถึงกาละที่ฟังแล้วสามารถที่จะเข้าใจ ได้อบรมเรื่องความเข้าใจ และการละความไม่รู้ พร้อมที่จะเมื่อตรัสถึงสิ่งใด สามารถรู้ และ แทงตลอดสภาพธรรมในขณะนั้นได้ เช่น ท่านพระพาหิยะ เป็นเอตทัคคะ ในการที่ตรัสรู้โดยเร็ว เพียงไม่กี่คำพอได้ยินแล้ว ท่านก็สามารถที่จะแทงตลอด ประจักษ์ความจริงตรงตามที่ได้ฟัง แม้การเกิดขึ้น และ ดับไป ของโลกทุกโลกในขณะนั้น

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า ทั้งหมดเป็นแต่ละ ๑ สมัยนี้จะมีท่านพระพาหิยะไหม มีไม่ได้ เพราะเป็น ๑ จะเป็น ๒ ได้อย่างไร แต่ละคน จะมีท่านพระสาลีบุตรได้ไหม ก็ไม่ได้ แม้แต่แต่ละท่านเนี่ย เป็นแต่ละ ๑ มาตั้งแต่เกิด แล้วก็ไม่ใช่เพียงเกิดชาตินี้ แต่ละ ๑ มาแล้วในแสนโกฎิกัปป์

    เพราะฉะนั้นก็จะต้องเป็นแต่ละ ๑ จริงๆ จะเหมือนกันไม่ได้ สามารถที่จะเข้าใจธรรม จากการที่ได้ฟัง แต่ความคิดหลากหลายมาก หรือแม้แต่การที่จะรู้ธรรม ก็กำหนดไม่ได้ว่า ใครจะรู้ธรรมอะไร สมัยไหน เมื่อไหร่ และ คำอะไร นี่ก็แสดงให้เห็นตามความเป็นจริงว่า เป็นเรื่องที่ถ้าได้เข้าใจพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ พระธรรมที่ทรงแสดง ก็จะเป็นที่พึ่งที่แท้จริงของชีวิต เพราะเหตุว่าทุกคนต้องจากโลกนี้ไปแน่นอน ไปไหน เห็นไหม รู้ไหม เหมือนเมื่อวานนี้ วันนี้ก็ไม่รู้ว่าวันนี้เป็นอย่างนี้ เมื่อวานนี้ยังไม่รู้เลย เช่นเดียวกัน พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ก็เหมือนวันนี้ คือ ยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร จะได้ยินคำอะไร จะพบใคร หรือว่าจะมีเรื่องอะไร ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้

    เพราะฉะนั้น แต่ละคำที่ ได้ยิน ได้ฟัง สำหรับไตร่ตรอง จนกระทั่งเป็นความเข้าใจของตนเอง แล้วก็จะรู้ว่า ได้เข้าใจขึ้นจริงๆ จากคำถามธรรมดา รู้จักโลกไหม กำลังมีโลกหรือเปล่า มี ก็ยังไม่รู้จัก แต่เริ่ม ได้ยิน ได้ฟัง แล้วว่า โลกคืออะไร อะไรเป็นโลก เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจอย่างนี้ ก็จะอ่านพระไตรปิฎกเข้าใจขึ้น หรือว่า ได้ยิน ได้ฟังธรรม ข้ออื่นๆ ก็สามารถที่จะเข้าใจพื้นฐาน คือรู้ว่า ธรรมคืออะไร และ ธรรมทั้งหมดนี้ ก็เป็นสิ่งซึ่ง เป็นอนัตตา

    อ.ธีรพันธ์ เชิญ อ.ธิดารัตน์ จะมีประเด็นเรื่องโลก ให้เข้าใจได้อย่างไร ขอเชิญ

    อ.ธิดารัตน์ โลกก็หมายถึง ธรรมทั้งหลาย ที่เกิดและดับไป ท่านก็อธิบายได้หลายนัยยะ เพราะฉะนั้นเนี่ย สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทั้งหลายเนี่ย ท่านจะกล่าวโดยนัยยะของสังขารโลก ก็คือ ธรรมทั้งหมดนี่ ที่มีปัจจัยปรุงแต่ง เกิดขึ้นและดับไป และยังกล่าวโดยนัยยะของหมู่สัตว์ คือ ที่ดูบุญ และ บาป เพราะเราจะได้สังเกตเห็นว่า แต่ละท่านเนี่ย หรือว่าในภูมิต่างๆ ไม่ใช่แค่เพียงภูมิมนุษย์ และ ถึงแม้ภูมิมนุษย์เนี่ย ยังมีการต่างๆ กัน โดยกรรม และ ผลของกรรม แล้วก็ยังมี โอกาสโลก ซึ่งเป็นที่เกิดของหมู่สัตว์เหล่านั้น โดยความหมายของคำว่า โลกะ แตก ดับ เสื่อม สลาย ก็คือไม่มีสภาพธรรมใด ที่เกิดแล้วเนี่ย จะไม่ดับไป จะไม่เสื่อมสลายไป ไม่ว่าจะเป็นนามธรรมหรือ เป็นรูปธรรม และการที่จะเข้าใจอย่างนี้ ปัญญาต้องเป็นไปตามลำดับ ตั้งแต่เริ่มต้นจากความเข้าใจ ขั้นการฟัง จนเข้าใจจริงๆ แล้วก็ เข้าใจสภาพธรรม ที่ปรากฏในปัจจุบัน ทีละชนิด ทีละชนิด จนกว่าจะเจริญขึ้น จนกระทั่งเห็นความเกิด และ ดับไปจึงจะเข้าใจความหมายของคำว่าโลก ตามความเป็นจริง

    ท่านอาจารย์ เป็นการทบทวน ว่าเรามีความเข้าใจสิ่งที่เราได้ยิน ได้ฟัง ได้แค่ไหนคำถามก็ธรรมดา รู้จักโลกแล้วหรือยัง

    อ.ธิดารัตน์ เชิญคุณนีน่า

    คุณนีน่า ส่วนมากก็รู้จักโลกโดยสมมุติ แต่ไม่ใช่โดยปรมัตถธรรม เราคิดเรื่องของสิ่งที่เห็น ตัวเรา ทุกอย่าง แต่โลกโดยสมมติ แต่มีโดยปรมัตถธรรมเป็นโลกแต่ละอัน ๖ โลก เท่านั้น โลกที่ปรากฎโดย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่รู้ได้แต่ยากมาก เพราะว่าความเข้าใจต้องเจริญขึ้น ทีละเล็ก ทีละน้อย รู้ทุกอย่างที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ โลกแต่ละอันโดย ๖ ทวาร

    ท่านอาจารย์ โลกมีกี่โลก

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ถามว่า มีกี่โลก ก็ตอบไป ๖โลก ก็มีโลกทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

    ท่านอาจารย์ เกิน ๖ มีไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ไม่มี แน่นอนคือ ๖ แต่ว่าต้องรู้ ว่าแต่ละโลกเนี่ยต่างกันมาก เช่น ขณะนี้ เห็น โลกหนึ่งใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ต้องไม่ปนกับโลกคิด ปนกันไม่ได้เลย แต่ละ ๑ เป็นแต่ละ ๑ จริงๆ เพราะฉะนั้นขณะนี้ กำลังเห็นเนี่ย จะไม่รู้เลยว่าแม้ในภาษามคธี ที่คือภาษาบาลี ตรัสไว้เป็นพิเศษ ใช้คำสำหรับ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เพียงแต่ละ ๑ ขณะ คิดดู ๑ ขณะ จะรวดเร็วสักแค่ไหน เพราะเวลานี้จิตเกิดดับสืบต่อนับประมาณไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจในความต่างของ ๖ โลกจริงๆ ไม่ใช่เพียงแต่กล่าวว่ามี ๖ เพราะขณะนี้ เห็น ไม่ใช่ ได้ยิน นั่นก็เป็นความถูกต้องขั้นต้น แต่ก็ยังไม่รู้จริงๆ ว่าต่างยิ่งกว่านั้นอีก คือ ขณะนี้ สิ่งที่ปรากฏทางตา คือ เห็น เกิดขึ้น ๑ ขณะ เร็วแค่ไหน ขณะนี้จิตเกิดดับนับไม่ถ้วน แต่สำหรับ จิตเห็น คือ จักขุวิญญาณ จิตได้ยิน โสตวิญญาณขณะนี้ก็มี จิตได้กลิ่น ฆาน คือจมูก เพราะฉะนั้น ฆานวิญญาณ คือ สภาพที่รู้ทางจมูก คือ ขณะที่กลิ่นกำลังปรากฏ เพราะจิตเกิดขึ้น และ ก็รู้กลิ่นที่กระทบ ฆานประสาท ๑ ขณะเอง แล้วก็จิตที่ลิ้มรส เมื่อสักครู่นี้ก็คงผ่านหลายรส แต่ละขณะนี้เพียง ๑ ขณะ ที่รสปรากฏ และ จิตลิ้มรส แต่อีกโลกหนึ่ง คือ โลกคิด นับไม่ถ้วน เพราะเหตุว่า สำหรับทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย พระผู้มีพระภาค ใช้คำว่า อุปปัตติ นอกจากนั้นเป็น นิพพัตติ นี่แสดงว่าแม้แต่คำ ที่แสดงความลึกซึ้งก็ต้องต่างกัน เพื่อให้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง ว่าเหมือนเห็นอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อแสดงโดยการเกิดขึ้นของจิต เป็นวาระต่างๆ คือจิตที่อาศัยตานี่ ไม่มีจิตขณะเดียวที่อาศัยตา มีจิตหลายขณะ เกิดดับสืบต่อแต่ว่าจิตที่ทำกิจเห็นจริงๆ เพียง ๑ ขณะ

    เพราะฉะนั้นจะเห็นได้เลยว่า โลกที่เรารู้เนี่ยไม่รู้ตามความเป็นจริง ต้องอาศัยการฟังขณะนี้เห็น ๑ ขณะ ดับไป จิตที่เกิดสืบต่อ ไม่เห็น แต่มีสิ่งที่จิตเห็นนั่นแหล่ะ เป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้นเหมือนกับว่าเห็นอยู่ตลอด แต่เราจะไม่รู้ว่าไม่ใช่จิตเห็นตลอด จิตเห็น ๑ ขณะ ดับไป ทำกิจเห็นเกิดขึ้น เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปนี่เกิด ไม่ใช่จิตเห็นแต่รู้สิ่งที่จิตเห็น เห็น เหมือนกันเลย โดยที่เราไม่สามารถจะรู้ได้ ด้วยเหตุนี้ทรงแสดงความต่างของโลกทางตา คือต้องเป็นสิ่งที่สามารถกระทบตาปรากฏเท่านั้นเอง แต่ว่าหลังจากที่รูปที่ปรากฏกระทบตาดับไปแล้ว คิดต่อทันที หลายวาระ นี่คือสิ่งที่กำลังเป็นในขณะนี้ ค่อยๆ ละเอียดขึ้น ว่าจิตที่กระทำหน้าที่ต่างๆ นี่ เกิดดับสืบต่อ แต่จิตนั้นเกิดเพื่อทำกิจหน้าที่เฉพาะของตน ก้าวก่ายกันไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจิตเห็นนี่ ไม่มีทางจะพบ หรือ รู้จักกับจิตได้ยินเลยใช่ไหม จิตเห็นดับไปแล้ว และ ก็มีวาระที่จิตได้ยิน อุปปัตติ เกิดขึ้น เพราะโสตประสาทกับเสียงที่กระทบกัน เป็นปัจจัยให้ธาตุได้ยินเกิดขึ้นได้ยินแล้วดับ นี่คือโลก ๑ แต่ละโลก แต่ว่าโลกของความคิดนี่ สืบต่อ สิ่งที่ปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เป็นโลกที่ปิดบังไม่ให้รู้ว่า ในขณะนี้ แท้ที่จริงแล้วเห็นเพียง ๑ ขณะ ต่อจากนั้นก็เป็นจิตอื่นๆ ยากขึ้นไหม แต่จริง

    เพราะฉะนั้น จากการฟังค่อยๆ เข้าใจ ก็จะเห็นความไม่ใช่ตัวตน ละเอียดขึ้น เพิ่มขึ้น จนกระทั่งค่อยๆ รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ต่างกันว่า เห็นไม่ใช่คิด มิฉะนั้นก็ไม่ได้รู้จักโลกตามความเป็นจริง ไม่เห็นแต่คิดได้ไหม ได้แน่นอน หลับตา หรือว่าตอนที่หลับแล้วก็ฝัน ที่เราใช้คำว่าฝันก็คือว่า ไม่มีสิ่งที่ปรากฏทางตา ที่กำลังเห็นจริงๆ ไม่ได้มีเสียงกระทบหูจริงๆ แต่สภาพธรรมที่จำทุกอย่างที่ปรากฏ และก็ความรู้สึกในสิ่งต่างๆ ความคิดในสิ่งต่างๆ ปรุงแต่งให้เป็นเรื่องราวในฝัน แต่ว่าขณะนั้นรู้ว่าฝัน ไม่ใช่ตื่นก็เพราะเหตุว่า ไม่มีเห็นอย่างเดี๋ยวนี้ ไม่มีได้ยินอย่างเดี๋ยวนี้ ไม่มีการได้กลิ่น ไม่มีการลิ้มรส ไม่มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย จึงใช้คำว่าฝัน แต่ขณะนั้นก็คือว่าเป็นความจำสิ่งที่มีแล้ว โดยสิ่งนั้นแม้ไม่ปรากฏ แต่ก็ยังจำว่ามี


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 201
    6 พ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ