ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1885


    ตอนที่ ๑๘๘๕

    สนทนาธรรม ที่ สวนสามพราน ริเวอร์ไซด์ จ.นครปฐม

    วันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗


    ท่านอาจารย์ คิดดู อยู่มาในสังสารวัฏฏ์นานเท่าไร แล้วจะอยู่ต่อไปอีกนานเกินกว่านี้อีก ถ้ายังคงไม่รู้ต่อไป

    อ.อรรณพ กราบเรียนสนทนาท่านอาจารย์ อาจหาญ ร่าเริง ที่จะรู้จักเห็น เห็นก็มีอยู่ ทำไมถึงต้องอาจหาญ และ ร่าเริง ที่จะรู้จักเห็น

    ท่านอาจารย์ ก็รู้ยากใช่ไหม กล้าไหม อดทนไหม ที่จะรู้ว่ารู้ได้ คนกล้า คนอดทน คนมีความเพียร คนมีความมั่นคง ที่จะรู้ว่าเห็นขณะนี้สามารถเข้าใจถูกได้ว่า ไม่ใช่เรา และ ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ อบรมไปจริงๆ เห็นก็ปรากฏว่า ไม่ใช่ใครเลย นั่นคือต้องค่อยๆ สะสมความเห็นถูก ทีละเล็ก ทีละน้อย ถ้ามาฟัง เพราะดูหมิ่นคนพูดมีไหม ประมาทคนพูด เขาเป็นใคร เป็นผู้หญิง หรือ เป็นผู้ชาย เป็นเด็ก หรือ เป็นผู้ใหญ่ คิดอย่างนั้นก่อนฟัง จะทำให้สามารถเข้าใจธรรมได้ไหม แต่ถ้าใจดี ฟังธรรม ไม่ว่าคนพูดเป็นใคร เพราะว่าต้องฟังธรรม ไม่ใช่ฟังเรื่องอื่น เขาจะเป็นใครก็ตามแต่ แต่ฟังคำนั้นเป็นธรรมหรือเปล่า ทำให้เข้าใจหรือเปล่า

    เพราะฉะนั้น ถ้าคนกำลังโกรธในพระสูตรก็มีใช่ไหม โกรธมาก ไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากล่าวคำหยาบคาย แต่เวลาฟังแล้วต้องใจดีใช่ไหม ถ้ายังโกรธอยู่ก็ไม่รู้เรื่องแน่ แต่ว่าเวลาที่ไปเฝ้าเห็นพระมหากรุณา และ ได้ฟังคำพูดใช่ไหม ก็รู้ว่าเป็นด้วยความกรุณา ที่จะให้ผู้ฟังเนี่ยเกิดประโยชน์ เวลาที่มีแขกไปที่บ้าน เอาอะไรมาต้อนรับแขกบ้างหรือเปล่า ถ้าแขกไม่รับสิ่งนั้นเป็นของใคร เห็นไหม ก็พูดดีใช่ไหม เพราะฉะนั้น ขณะนั้นถ้ายังโกรธอยู่ ก็โกรธต่อไป

    เพราะฉะนั้น การที่จะฟังธรรมก็คือว่า ใจดีก่อนฟัง เพราะว่ารู้ว่าเพื่อเข้าใจธรรม ไม่ว่าคนพูดจะเป็นใคร ก่อนอื่นไม่ลืม ธรรม ที่ได้ฟังทุกคำเป็นสิ่งที่รู้ยาก แม้แต่คำว่า ธรรม สิ่งที่มีจริง ก็รู้ยาก และชื่อแต่ละชื่อ ก็เป็นชื่อที่ทรงแสดงถึงสภาพธรรม ซึ่งยังไม่มีใครสามารถที่จะรู้จัก แต่ละหนึ่งลักษณะได้ เวลาที่พูดถึงผัสสเจตสิก คุณวีระสงสัยไหม

    อ.วีระ สงสัย

    ท่านอาจารย์ เวลาที่พูดถึงโลภเจตสิกสงสัยไหม

    อ.วีระ ท่านอาจารย์จะถามผมว่า สงสัยเพราะเรื่องที่ได้รับฟังนี้ หรือว่าสงสัยเพราะสภาพที่มันเกิดขึ้นจริงๆ

    ท่านอาจารย์ เพราะว่าจริงๆ เรายังไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรม นั้นๆ มีแต่ชื่อ ทั้งๆ ที่สภาพธรรมนั้นเป็นอย่างนั้น อย่างเห็น กำลังเห็นจริงๆ มีเห็นจริงๆ แล้วเราใช้คำเรียกให้รู้ว่า เราหมายความถึงเห็นนี่แหละที่กำลังเห็น แต่ไม่ได้หมายความว่า เรารู้จักเห็น ซึ่งเป็นภาวะ หรือ เป็นธาตุ ที่เกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป ไม่รู้จักแน่นอนใช่ไหม เกิดขึ้นเห็นแล้วดับ แต่เห็นนี่ กำลังเห็น ฉันใดชื่อแต่ละชื่อที่เราได้ยิน ได้ฟังนี่ เราไม่มีโอกาสจะรู้จักว่า เป็นสิ่งที่มีจริงที่ไม่ใช่เรา เหมือนเห็นเนี่ย เห็นมีจริงๆ ศรัทธามีจริงๆ ผัสสะมีจริงๆ ความรู้สึก เวทนามีจริงๆ เจตนามีจริงๆ ทุกอย่างมีจริง แต่เราไม่รู้ในความเป็นเพียงสิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้น ความสงสัยทั้งหมดเนี่ย จะดับไม่เกิดอีกเลย โดยโสตาปัตติมัคคจิต

    เพราะฉะนั้น ยังต้องมีความสงสัยอยู่ แล้วแต่ว่าเราจะสงสัยอะไร มากน้อยแค่ไหน แต่ตราบใดที่เป็นเพียงการฟัง ความสงสัยของเราเนี่ย ลดน้อยลงไปเพียงด้วยการฟังเข้าใจ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราหมดความสงสัยในความเป็นธรรม นั้นๆ แต่ว่าจากการที่ฟังเนี่ย เราก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ทำให้ละความสงสัยไป ทีละเล็ก ที่ละน้อย เพียงโดยการฟัง

    เพราะฉะนั้น ก็จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าชื่ออะไร ที่เอ่ยมาทั้งนั้น ก็ไม่ใช่ว่าเรารู้จักภาวะ หรือ ความเป็นธรรมนั้นจริงๆ จนกว่าจะเป็นปัญญาอีกระดับหนึ่ง ซึ่งปัญญานี้ต้องเจริญขึ้นแน่นอน ไม่เช่นนั้นจะไม่มีพระอริยะบุคคล ผู้ที่อบรมเจริญแล้วจนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริง ตรงตามที่ได้ฟัง ที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ และ ทรงแสดง

    อ.วีระ คือถ้าเผื่อได้ฟังจนเข้าใจเรื่องราว แต่ตัวเรื่องราวเนี่ย เป็นตัวหนึ่งที่จะให้เกิดมีความคิดขึ้นมาถึงเรื่องราวนั้น

    ท่านอาจารย์ ค่อยๆ เข้าใจจากเรื่องราว เป็นเรื่องเข้าใจตัวจริงๆ ของธรรม ทีละเล็ก ทีละน้อย

    อ.วีระ แล้วก็ขณะนั้น ก็มีตัวจริง

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ มีทั้งนั้นเลย ตัวจริงหมด แต่ว่าไม่เข้าใจ ตามความเป็นจริง

    อ.วีระ ก็หมายความว่าการฟังนั้นยังไม่ได้เข้าใจจริงจัง

    ท่านอาจารย์ เข้าใจเรื่องราว และ ก็รู้ด้วยว่ายังไม่ได้ประจักษ์ความจริง ตรงตามที่ได้ฟัง แต่ฟังแล้ว เข้าใจแหละว่า เห็นเนี่ยเกิดขึ้นแน่ เห็นกำลังเห็นเดี๋ยวนี้แล้วก็ดับ แต่ยังไม่ได้ประจักษ์การเกิดขึ้น และ ดับไปของเห็น ซึ่งไม่ใช่เราแน่นอน เป็นแต่เพียงสภาพที่เกิดขึ้นเห็น รู้สิ่งที่กำลังถูกเห็นในขณะนี้ว่าเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดเรื่องเห็น

    อ.วีระ ใช่

    ท่านอาจารย์ แล้วเห็นจริงๆ

    อ.วีระ มี

    ท่านอาจารย์ แล้วเห็นเกิดด้วย แล้วเห็นดับไป นี้คือขั้นฟังเข้าใจ เพราะฉะนั้น ใช้คำว่ารอบรู้ในปริยัติ ปริยัติ คืออะไร คือพุทธพจน์ คำของคนอื่นไม่ใช่ปริยัติ

    เพราะฉะนั้น คำของพระพุทธเจ้าเป็นพุทธพจน์ เนี่ยยากแค่ไหน ไม่ใช่ว่าฟังแล้วเข้าใจได้ทันที เหมือนอย่างเราบอกว่า ขณะนี้ไม่มีเรา ไม่มีอะไร แต่มีธาตุรู้ แค่นี้ก็ธาตุรู้ ไม่มีรูปร่างเลย บอกด้วยไม่มีรูปร่าง ไม่มีรูปใดๆ เจือปน ไม่ดัง ไม่แข็ง ไม่หวาน ไม่เค็ม แต่เกิดขึ้นแล้วรู้ ก็ยังไม่สามารถที่จะนึกภาพออกได้ ว่าธาตุรู้เนี่ยเป็นอย่างไรจนกว่าเมื่อไร ธาตุรู้ปรากฏ ขณะนั้นไม่สงสัย แต่ยังไม่ได้ดับความสงสัยเป็นสมุจเฉทเห็นไหม ว่าความสงสัยเนี่ย คู่คู่กับความไม่รู้ เพราะไม่รู้จึงสงสัย นานเท่าไรแล้ว มากเท่าไรแล้ว เพราะฉะนั้น ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ เพื่อจะนำไปสู่การที่สามารถเข้าใจสิ่งที่มีจริงตรงตามที่ได้ฟัง อย่างเวลานี้ใครไม่รู้จักแข็ง แข็งมี แต่เป็นธาตุแข็ง ไม่มีอะไรเลย นอกจากธาตุนั้น กับ สภาพรู้ที่กำลังรู้แข็ง เห็นไหม สองอย่างต่างกัน ธาตุรู้ ไม่ใช่ แข็ง แต่ขณะที่แข็งปรากฏ เพราะธาตุรู้กำลังรู้แข็ง ทั้งวันนี่ทุกอย่างปรากฏ เพราะจิต เจตสิก เกิดขึ้นรู้สิ่งนั้น ถ้าจิต เจตสิก ไม่เกิดขึ้นรู้ อะไร อะไร ก็ปรากฏว่ามีไม่ได้เลยทั้งสิ้น แล้วมีอะไรตั้งเยอะแยะมากมาย แสดงว่าจิตเกิดดับแค่ไหน เร็วแค่ไหน มากแค่ไหน ไม่เคยคิด ไม่เคยรู้ ธาตุรู้ ซึ่งไม่ใช่เรา เพราะไม่รู้จึงเป็นเราไปหมด เพราะจิต เจตสิกมี ก็ยึดถือ จิต เจตสิก ว่าเป็นเรา เพราะรูปมี ก็ยึดถือรูป รูปเรา รูปเขา รูปนั่น รูปนี่ ก็แล้วแต่ คิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง

    เพราะฉะนั้น การฟัง จะนำไปสู่การเข้าใจขึ้น ละความไม่รู้ขึ้น และเมื่อมีปัญญา ปัญญาก็รู้ว่าขณะนี้ คลายความไม่รู้ไปมากน้อยแค่ไหน และเวลาที่สภาพธรรมปรากฏ คนอื่นจะรู้ไม่ได้เลย นอกจากคนนั้น ที่สภาพนั้นปรากฏกับปัญญาที่ได้อบรมแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่รู้แล้วต้องไปถามใคร แต่ความต่างของการที่แม้คลาย การที่เคยยึดถือ เพราะไม่รู้เนี่ย เริ่ม และ มีมากน้อยเท่าไร ขอยกตัวอย่าง ซ้ำแล้วซ้ำอีก วันนี้เนี่ย ใครเข้าใจ ไม่มีอะไรนอกจากสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้ ตั้งแต่เช้ามามีความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏไหม ไม่มีแม้แต่คิด ทั้งๆ ที่ฟังมากี่ครั้งแล้ว ต่อไปจะฟังแล้วกี่ชาติ ต่อไปจะฟังแล้วกี่กัปป์ ก็แล้วแต่ แต่ความจริงก็คือความจริงว่า ขณะนี้สิ่งที่ปรากฏทางตา เป็นเพียงสิ่งที่มีจริงแน่นอนกำลังปรากฏ แต่เป็นธาตุ หรือ เป็นภาวะสิ่งที่มีจริง ซึ่งเกิดดับด้วย และต้องกระทบจักขุปสาท รูปพิเศษที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ไม่ใช่กระทบหู ไม่ใช่กระทบจมูก เพราะฉะนั้น เมื่อกระทบกันแล้ว จึงเป็นปัจจัยทำให้ธาตุรู้ เกิดขึ้นเห็นแล้วดับ เห็นไหม จิตต่อไปไม่เห็น มีเฉพาะจิตที่กำลังเห็นขณะนี้ ทำทัศนกิจ ทรงแสดงชัดเจนว่า จิตเกิดขึ้นทำกิจอะไร

    เพราะฉะนั้น สัมปฏิจฉันนะ ทำทัศนกิจไม่ได้ เห็นไหม และ เรารู้จักเห็นหรือ แต่ว่าเราเริ่มเข้าใจ จนกว่าจะรู้ และ เข้าใจเห็น ทีละเล็กที่ละน้อย หรือ แม้สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเนี่ย วันนี้ไม่เคยคิดว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ แต่ว่ามีความเป็นคุณวีระ มีความเป็นดอกไม้ มีความว่าเป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ อยู่นั่นแหละ แต่ไม่ได้หมายความว่า เมื่อเข้าใจถูกแล้วจะไม่เห็นว่าเป็นอย่างนี้ ยังคงเป็นอย่างนี้ เพราะจิตจะต้องเกิดดับสืบต่อ จากการจำสิ่งที่ปรากฏทางตา จนกระทั่งจำนิมิต ที่ปรากฏเกิดดับสืบต่อ สีสัน วรรณะ ปรากฏเป็น กลีบดอกไม้ ใบไม้ โต๊ะ เก้าอี้ พวกนี้ เหมือนเดิมแต่ปัญญาเข้าใจถูก แต่ก่อนนี้คือไม่รู้เลย เป็นอวิชชาทั้งหมด แต่ว่าเมื่อมีปัญญาแล้วไม่ใช่ว่าเห็นต่างไปเลย เห็นเหมือนเดิม แต่ปัญญาเข้าใจถูกตามความเป็นจริง

    เพราะฉะนั้น ก็เริ่มรู้ว่า กว่าจะถึงขณะนั้น เริ่มคลายความไม่รู้ และ ความติดข้องเมื่อไร ตอนไหน ขณะไหน เช่น วันนี้ เดี๋ยวนี้ ถ้าไม่เริ่มเข้าใจว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ แล้ววันไหน จึงจะรู้ว่าไม่มีใครสักคนในห้องนี้ ในขณะที่มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แล้วก็คิด เพราะฉะนั้น อยู่ในโลกของความคิด เต็มไปด้วยความคิด สิ่งที่ปรากฏทางตาถ้าจะอุปมาเปรียบเทียบ ในความมืดสนิท มีอยู่ ๕ จุด จุดหนึ่งแว๊บเดียวดับ ต่อจากนั้นก็อยู่ในความมืด สิ่งที่ปรากฏทางตาดับแล้ว เสียงดับแล้ว กลิ่นดับแล้ว รสดับแล้ว เย็น หรือ ร้อน ดับแล้ว ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น อยู่ในโลกของความคิด โดยที่สิ่งนั้นๆ ไม่ได้ปรากฏเลย

    เพราะฉะนั้น ตามความเป็นจริง ในบรรดาธรรมทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น จิต เจตสิก รูป มีสิ่งเดียวที่ปรากฏให้เห็นได้ คือ เดี๋ยวนี้ที่กำลังปรากฏ แต่ปัญญาก็ยังไม่สามารถจะเข้าใจถ่องแท้ จนกรทั่งละคลายความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะรู้จริงๆ ว่าเพียงปรากฏให้เห็นแล้วดับ นี่คือพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่ทรงตรัสรู้ ใครก็รู้ไม่ได้ มีใครที่จะรู้ แล้วก็ค่อยๆ คลายการยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ในขณะที่กำลังเข้าใจว่า เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แล้ววันนี้มีกี่ครั้ง หรือ ยังไม่มี และ มีเนี่ยกว่าจะคลายไปได้จริงๆ ทีละเล็ก ทีละน้อย

    เพราะฉะนั้น ผู้นั้นจึงรู้จัก เหตุมัคคะ เห็นไหมการที่จะเป็นหนทาง ที่จะนำไปสู่การรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา หนทางที่จะนำไปสู่การที่จะรู้ความจริงที่ทำให้ดับทุกข์ ทุกข์ คือ อสภาพธรรมที่เกิดดับ ไม่ใช่ไปรู้อื่น

    อ.คำปั่น สนทนาธรรม ที่โรงแรมเอเชี่ยน หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา วันที่ ๒๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗

    ท่านอาจารย์ ยิ่งฟัง ยิ่งเข้าใจ ยิ่งรู้ว่าลึกซึ้ง เพราะเหตุว่า พระธรรม เป็นสิ่งที่แม้กำลังมีเดี๋ยวนี้ แต่ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงบำเพ็ญพระบารมี ไม่ทรงตรัสรู้ ใครจะรู้ความจริง ของสิ่งซึ่งขณะนี้กำลังปรากฏแล้วก็หมดไป เร็วมาก สุดที่จะประมาณได้ ไม่ ไม่ทันที่ใครจะคิด ใครจะไตร่ตรอง ธรรม นั้นก็หมดไปแล้ว

    เพราะฉะนั้น การที่มีโอกาสได้ฟังแล้ว ฟังอีก จากการที่ได้เคยฟังมาแล้วแต่ปางก่อน เพราะเหตุว่า ถ้าไม่มีการได้ยินได้ฟังมาเลย จะไม่สนใจเลย เพราะว่าเป็นสิ่งที่ยาก และ ดูเป็นธรรมดา แต่ความลึกซึ้งนี่ น่าอัศจรรย์อย่างยิ่งว่า เวลาที่ได้เข้าใจพระธรรมแล้ว จะเห็นพระปัญญาคุณว่า ละเอียด แล้วก็ไม่มีใครสามารถที่จะกล่าว หรือ แสดงความจริงของสิ่งที่กำลังเป็นอย่างนี้ ในขณะนี้ได้

    เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องที่สะสม การได้ยิน ได้ฟัง จากการที่เคยมีศรัทธา เคยได้ยินได้ฟังมาแล้ว ในชาติก่อนๆ ซึ่งจะเป็นใคร เมื่อไร ก็ไม่รู้ใช่ไหม ในสังสารวัฏฏ์ที่ยาวนาน แม้แต่ชาดกต่างๆ บุคคลในครั้งนั้นก็ได้มา เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นท่านพระอานนท์ เป็นท่านพระสารีบุตร ซึ่งก่อนนั้นก็เหมือนคนที่ได้เริ่มฟังพระธรรมแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น

    เพราะฉะนั้น แต่ละคนในชาติก่อนจะเป็นใครมาก่อน ก็ต้องเคยได้ยิน ได้ฟัง แล้วก็เป็นผู้ที่มีอัธยาศัยที่จะได้ศึกษา และ ฟังพระธรรมต่อไป จึงอยู่ที่นี่ ในวันนี้ และเห็นประโยชน์ของการที่มีชีวิตอยู่ ที่จะได้เข้าใจพระธรรม เป็นสิ่งที่ประเสริฐกว่าทุกอย่าง เพราะเหตุว่าตามความเป็นจริง ทรงแสดงไว้ว่า สิ่งที่ควรระลึกถึงบ่อยๆ ก็คือความตาย พูดแล้วไม่ต้องกลัว เพราะตายกันทุกคน แต่ว่าจะตายเมื่อไร ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ แล้วก็ก่อนตายจะเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่คนไม่คิดเลย สนุกสนานไปวันๆ หนึ่งแต่ว่าได้อะไรบ้าง จากการที่เกิดมาแล้ว ก็ต้องตายทุกชาติด้วย คือต้องเกิด ไม่เกิดก็ไม่ได้ และเกิดแล้วก็ ต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องลิ้มรส ต้องคิดเรื่องราวต่างๆ สุข ทุกข์ มากมาย แล้วหายไปไหนหมด ไม่เหลือเลย จากบุคคลนี้ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ว่าจะอยู่อีกนานเท่าไร จะเป็นบุคคลนี้อีกกี่วัน กี่เดือน กี่ปี อาจจะหลาย ๑๐ ปี แต่ก็ต้องจากไป จากไปแล้วไปไหน อันนี้ประมาทไม่ได้เลยว่า ต้องจากแน่ แล้วเตรียมตัวที่จะเป็นคนใหม่ เหมือนชาติก่อนเป็นใครก็ไม่รู้เลย แต่ทั้งหมดที่ได้มีมาแล้วจากชาติก่อน และ ชาติหลังๆ ที่ผ่านมาแล้วเนี่ย ก็ทำให้เป็นบุคคลนี้ ในชาตินี้

    เพราะฉะนั้น ต่อไปก็จะมีคนไม่เกิดขึ้น ก็มาจากคนนี้แหละ ที่ได้สะสมกุศล และอกุศล เพราะฉะนั้น ก็ทำให้อัธยาศัยต่างๆ กัน แต่ก็เป็นผู้ที่ยังมีศรัทธา ที่จะได้เข้าใจธรรม เพราะเหตุว่าตั้งแต่เกิดจนตายเนี่ย บางคนไม่เข้าใจเลย เกิดมามีความสุข มีความทุกข์ ก็ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น เดี๋ยวบุญ เดี๋ยวบาป แล้วก็จากโลกนี้ไป โดยไม่รู้ว่าอะไร แต่ว่าตามความเป็นจริงนี่ ประโยชน์ที่สุดก็คือว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนี่ เป็นของเรา เที่ยง อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา หรือเปล่า สักอย่างเดียว ก็หลง ไม่รู้ตามความเป็นจริง คิดว่ามีเราจริงๆ แต่ว่าพระธรรมที่ทรงแสดงไว้เนี่ย ทุกคำเป็นวาจาสัจจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย เพราะเหตุว่า ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ แต่ละหนึ่งอย่าง จนถึงที่สุด จึงจะกล่าวได้ว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม มีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา ฟังแค่นี้ เรารู้แค่ไหน สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีการเกิดขึ้น ถ้าเดี๋ยวนี้ไม่มีอะไรปรากฏ ก็แสดงว่าไม่เกิดใช่ไหม แต่ที่ปรากฏเนี่ย เกิด จึงได้ปรากฏ ถ้าไม่เกิดเลยจะมีได้อย่างไร เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ เกิดแล้วก็ดับใครจะรู้

    เพราะฉะนั้น กว่าจะรู้ความจริงก็จะเห็นว่า คำที่ว่าพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ความจริงเนี่ย ยาก ละเอียด ลึกซึ้ง แต่มีค่าที่สุด เพราะเหตุว่าทำให้แต่ละชาติเนี่ย สามารถมีความเข้าใจถูก ในความไม่แน่นอน ในความเปลี่ยนแปลง ในการเกิดขึ้นแล้วก็ต้องจากโลกนี้ไป แต่ละชาติเนี่ยก็มีทั้งสุข ทั้งทุกข์ มีทั้งเป็นเศรษฐี เป็นยาจก เป็นโรค เป็นภัย เป็นทุกข์สาหัส ก็แล้วแต่ แต่ก็หมดไป ไม่มีอะไรที่ยั่งยืนเลย

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่ประเสริฐที่สุด ก็คือสามารถที่จะรู้ความจริง เพราะเหตุว่าที่ทุกคนเดือดร้อน รับรองได้เลย คำตอบคำเดียว เพราะไม่รู้ ถ้ารู้แล้วก็จะทำให้ไม่เดือดร้อนนาน เพราะความเข้าใจถูกจะทำให้รู้ความจริงว่า แม้ขณะที่กำลังเดือดร้อน ก็ไม่ใช่เรา ที่สำคัญที่สุดเนี่ย ต้องไตร่ตรองจนกระทั่งว่า เป็นคำจริงหรือเปล่า ที่ว่าขณะนี้ สิ่งใดๆ ก็ตามที่มีเนี่ย เป็นสิ่งที่มีแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป พอมารวมกันก็เหมือนเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง แต่พอแยกออกไปแล้วเป็นแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งนั้นเกิดดับอย่างเร็วมาก คือคำที่กว่าจะรู้ความจริงก็ต้องอาศัย ฟังแล้ว ฟังอีก จนกระทั่งมีความเข้าใจที่มั่นคงว่า จริงไหม เมื่อจริงๆ แล้วยังไม่รู้ความจริงจนถ่องแท้ถึงที่สุด แต่มีหนทางที่จะรู้ได้อย่างนี้ อย่างที่พระเจ้าทรงตรัสรู้ ก็สะสมความรู้ต่อไป แต่ไม่ใช่หมายความว่าให้เราไปเปลี่ยนแปลง ไปทำอะไรขึ้น สิ่งนั้นเกิดแล้วทั้งนั้นเลย มีอะไรบ้าง ที่เดี๋ยวนี้ปรากฏ และ ไม่ได้เกิดขึ้น เกิดแล้วทั้งนั้น แต่ที่ไม่รู้ คือ ดับไปแล้วทั้งนั้น

    เพราะฉะนั้น ก็ต้องฟัง เพื่อที่จะเข้าใจเท่านั้นเอง ทำอะไรไม่ได้เลย ใครคิดจะทำอะไรบ้าง เพราะไม่รู้ความจริงว่า แม้แต่ความคิดของแต่ละคนเดี๋ยวนี้ต่างกัน เพราะเหตุปัจจัย ถ้าไม่สะสมความคิดอย่างนี้ ก็จะคิดอย่างนี้ไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้น เวลานี้มีจิตไหม คำถามธรรมดาอย่างนี้ มีไหม รู้จักจิตหรือยัง เห็นไหม แสนที่จะธรรมดา บางคนอาจจะบอกว่า แสนที่จะตื้น ตื้นที่เป็นคำที่ทุกคนเข้าใจว่ามี แต่ไม่รู้จักความจริงของสิ่งนั้นเลย ได้แต่เผินๆ สุขมีไหม (มี) ทุกข์มีไหม (มี) จิตมีไหม (มี) แต่ทั้งหมดเนี่ยความจริงคืออะไร เที่ยงหรือเปล่า ถาวรยั่งยืนหรือเปล่า หรือ ว่าเกิดดับเร็วจนกระทั่ง คิดว่าเป็นเราที่สุข คิดว่าเป็นเราที่ทุกข์ แต่ถ้าสุขไม่เกิด ไม่มีเราสุข ทุกข์ไม่เกิดไม่มีเราทุกข์ เพราะฉะนั้น ทุกข์นั่นแหละไม่ใช่เรา แต่ว่ามีปัจจัยเกิดขึ้น แม้แต่ขณะแรกของชาตินี้ เลือกเกิดไม่ได้ เกิดแล้วเลือกให้เป็นอย่างหนึ่งอย่างใดแต่ละวันก็ไม่ได้ เลือกไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วยได้ไหม (ไม่ได้) เลือกไม่ให้ได้ยิน เสียงนั้น เสียงนี้ ได้ไหม เกิดแล้วทั้งนั้น

    เพราะฉะนั้น ทั้งหมดเนี่ย คือ เข้าใจว่าเป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งใช้คำว่า อนัตตา หมายความว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่สิ่งนั้นมีลักษณะเฉพาะตน ซึ่งไม่ปะปนกันเลย แยกขาดจากกัน เป็นแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นตามปัจจัย แล้วก็ดับไป ก็ตรงกับคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะฉะนั้นแต่ละคำที่เราได้ยินแล้ว เราสามารถที่จะเข้าใจเพิ่มขึ้น ละเอียดขึ้น จนกระทั่งเป็นผู้ที่ตรง ต่อความจริงว่า ฟังแล้วเข้าใจ ต้องเข้าใจจริงๆ อนิจจัง คือ ไม่เที่ยง เดี๋ยวนี้ เห็นดับ ได้ยินดับ คิดดับ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เคยพิจารณาเลย แม้แต่จะฟังเนี่ย ก็ฟังเผิน บางคนก็ฟังเป็นเรื่องเป็นราวต่างๆ ลืมไตร่ตรองของสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ต้องแต่ละหนึ่งจริงๆ สุขไม่ใช่ทุกข์ เห็นไม่ใช่ได้ยิน ความติดข้องไม่ใช่ความโกรธ ความสำคัญตนก็ไม่ใช่ความเห็นผิด แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง เกิดดับสืบต่อเร็วมาก รวมกันจนเข้าใจว่าเป็นเรา ซึ่งตั้งแต่เกิดมาไม่เห็นดับไปเลย แต่ชีวิตก็เปลี่ยนไปทุกขณะ ตั้งแต่เล็กมากอยู่ในครรภ์ จนกระทั่งค่อยๆ โต ตอนเกิดมาก็ไม่ได้รู้จักอะไรเลย แค่ลืมตาก็ไม่รู้ว่าเห็นอะไร จนกว่าจะชินมาก จนกระทั่งสามารถที่จะจำได้ รูปร่างสัณฐานสิ่งที่ปรากฏหลากหลาย ก็ทำให้ จำ เป็นคนนั้น คนนี้

    เพราะฉะนั้น เกิดมาไหม่ๆ ก็พูดไม่ได้ใช่ไหม แต่พอได้ยินเสียงคุ้นเข้า คุ้นเข้า ก็จำเสียง แล้วก็รู้ความหมาย แล้วเริ่มพูดทีละคำ จนกว่าจะพูดเก่ง จำได้หมดเลย เพราะฉะนั้น ก่อนจะถึงอย่างนี้ ก็ต้องตั้งต้นเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นแม้แต่ความรู้ความเข้าใจธรรม ก็เกิดจากที่ละน้อยจริงๆ จนกว่าเราจะคุ้นกับคำที่เราได้ยิน แล้วก็เข้าใจเพิ่มขึ้น และก็ไม่เปลี่ยนด้วย อย่างอนิจจัง เห็นชัดเจนมาก แต่ไม่เคยคิด สิ่งที่ไม่เที่ยงดีไหม อยากให้เที่ยงก็ไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น ความเป็นสภาพที่ไม่น่าจะยินดีเลย คือว่าไม่เป็นไปอย่างที่เราต้องการ เราต้องการอย่างหนึ่ง แต่สภาพธรรมเป็นอีกอย่างหนึ่ง ก็เป็นทุกข์แล้ว

    เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง เกิดขึ้นดับไป อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พูดเป็นภาษาไทยก็คือว่า ไม่ลืมว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย แต่เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ฟังไปเรื่อยๆ เข้าใจขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งรู้ว่า ไม่มีเรา แต่ยากไหม คิดได้ เข้าใจได้ แต่ถึงเวลาจริงๆ ยังเป็นเรา เพราะเหตุว่ายังไม่ได้ประจักษ์การเกิดและดับจริงๆ ถ้าประจักษ์การเกิดและดับจริงๆ ซึ่งสภาพธรรม เกิดดับจริงๆ แต่ต้องรู้ด้วยปัญญาที่ได้อบรมแล้ว

    เพราะฉะนั้น ถ้ายังไม่ประจักษ์จริงๆ ใครก็ไม่สามารถที่จะละการยึดถือ ซึ่งเคยยึดถือมานานมาก ก็ยังคงเป็นเราอยู่ เพราะฉะนั้น จึงเป็นผู้ที่ต่างกัน ปุถุชน กับ อริยะบุคคล ปุถุชน คือ ผู้ที่หนาด้วยกิเลส เมื่อกี้นี้อาหารอร่อยไหม


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 201
    29 ส.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ