ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1867
ตอนที่ ๑๘๖๗
สนทนาธรรม ที่ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
วันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ เป็นอนัตตาคือไม่ใช่ใคร ไม่อยู่ในอำนาจของใคร ไม่มีใครสามารถที่จะบันดาลให้เป็นอย่างอื่นได้
ผู้ฟัง จะให้อาจารย์ช่วยอธิบาย จริตของแต่ละคน
ท่านอาจารย์ จะ-ริ- ตะ โทสจริต เคยได้ยินคำนี้ไหม คนโกรธ โทสะเป็นอีกคำหนึ่งของโกรธ โกรธบ่อยๆ เอ๊ะ! ไม่เห็นเหมือนใครเลย คนนี้ชัดเจนเลย ว่าโทสจริต ใช่ไหม บางคนก็โลภมาก เห็นอะไรก็อยากได้ไปหมดเลย ไปตลาดนัด ดีหมดเลย อาหารทุกชนิดก็อยากซื้อ อยากรับประทาน ไม่ว่าเห็นอะไร ไปที่ร้านที่ไหน ก็ดูจนกระทั่งได้มาทีละอย่างสองอย่าง จากแต่ละร้าน ก็เป็นเรื่องของโลภะ ใช่ไหม เป็นโลภจริต แต่ว่าความจริงทุกคนมีทุกจริต เพียงแต่ว่ามากหรือน้อยต่างกัน จะ-ริ-ตะ คือความประพฤติเป็นไป ที่สะสมจนกระทั่งเป็นอัธยาศัย เป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะฉะนั้นก็มีทุกจริต ถ้าจะศึกษาในไตรปิฎก แต่เราจะคุ้นหูกับ โทสจริต โมหจริต โลภจริต ยังมีจริตอื่นด้วย
ผู้ฟัง เราอยู่ในสังคม จริตที่แต่ละคนมี จะแตกต่างกัน เราจึงจำต้องดัดจริตของเรา เพื่อให้สามารถอยู่ในสังคมได้ อย่างละมุนละไม แล้วก็สงบสุข ไม่ทราบว่าความเข้าใจของหนูจะถูกต้องหรือไม่อย่างไร
ท่านอาจารย์ จริต คือความประพฤติที่เป็นไป ที่สะสมมา ทำให้กายวาจาเป็นอย่างนั้น พอพูดถึงคำว่า ดัดจริต บ่อยๆ ไหม ทุกวันหรือเปล่า นานๆ ครั้ง หรือว่าเป็นนิสัย ดัดจริต ก็แต่ละคำก็ต้องมีความหมายด้วย จะใช้คำว่าดัดจริต ก็ต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ นานๆ ครั้งหนึ่ง หรือว่าบ่อยเลย หรือว่าเป็นประจำ จนกระทั่งเป็นนิสัย พอจะรู้ได้ไหม ว่าที่ใช้คำนี้ นานๆ ใช้ครั้งหนึ่ง นานๆ เป็นครั้งหนึ่ง หรือว่าเป็นบ่อยๆ แต่ต้องไม่ลืมความจริง สิ่งใดที่เกิดแล้วสะสม ถ้าไม่มีความต้องการที่จะดัด จะเกิดดัดจริตไหม
เพราะฉะนั้นก็เป็นโลภะ เป็นความติดข้อง เป็นความต้องการ ซึ่งก็คือโลภจริตนั่นเอง เพราะฉะนั้นแล้วแต่ว่าโลภะ จะดัดไปทางไหน ทางกาย หรือทางวาจา หรือการเดิน หรือการนั่ง การพูด หรืออะไรก็ตามแต่ แต่ถ้าคนนั้นดัดจนเป็นนิสัย ก็คือโลภะนั่นแหละ แต่เป็นไปในทางนั้น เพราะฉะนั้นก็จะไม่พ้นจากจริตที่มีปกติ คือโลภจริต โทสจริต โมหจริต แล้วแต่ว่าจะเป็นจริตประเภทไหน
ผู้ฟัง จริตกับวาสนาต่างกันอย่างไร
ท่านอาจารย์ วาสนา คือ อากัปกิริยา อาการ ซึ่งแต่ละคน ไม่เหมือนกันเลย แม้ว่าทุกคนจะมีโลภะเหมือนกัน แต่นั่งเหมือนกันไหม กำลังมีโลภะนี่แหละ ท่าสบายของบางคน จะต่างกับอีกคนหนึ่งใช่ไหม ของชาวอินเดีย ท่าสบายคือขัดสมาธิ หลังตรง ทำให้เขานั่งอยู่ได้นาน แต่ว่าคนไทยอาจจะบอกว่าไม่เรียบร้อย หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าตามความเป็นจริง ก็คือว่า จริต คือโลภะ โทสะ โมหะ ที่สะสมมา ทำให้กายวาจาของแต่ละคน ต่างกันอย่างละเอียดมาก คนเดินข้างหน้าเรา ไม่ทันเห็นหน้า แต่เป็นคนคุ้นเคย รู้ไหมว่าใคร แค่เดิน นั่นคือวาสนา เพราะฉะนั้นการกระทำใดๆ ทางกาย ทางวาจา ซึ่งเกิดจากจิตที่ละเอียดมาก เพราะฉะนั้นแม้แต่กาย ที่จะไปทางซ้ายขวาอย่างไร จะนั่ง จะนอน จะยืน จะเดิน จะพูด ทั้งหมดนี้ ก็คือว่ามาจากการสะสม ของความละเอียดของจิต ซึ่งทำให้กายไหวไป ตามจิตที่ขณะนั้นเกิดขึ้น ซึ่งหลากหลายมาก เพราะฉะนั้นวาสนาก็มีทั้งฝ่ายดี และฝ่ายไม่ดี บางคนเดินเร็วมาก บางคนก็เดินช้ามาก ก็แต่ละอัธยาศัย ก็คือเดินนั่นแหละ แต่จิตที่ต่างกัน แม้แต่อาการที่เดิน ก็ต่างกันด้วย ด้วยเหตุนี้ จึงมีอากัปกิริยา ซึ่งเป็นที่ น่าดู น่าชม น่าพอใจ กับอากัปกิริยา ซึ่งไม่ชอบ ไม่มีใครชอบเลย ใช่ไหม แล้วจะทำอย่างไร จะเสแสร้งทำ ก็ไม่เหมือนกับการที่ได้สะสมมา ซึ่งเป็นธรรมชาติ เพราะฉะนั้นบางคนจะเป็นคนที่มีเสน่ห์ ทุกคนคงรู้จักคำนี้ดี ธรรมดาๆ แต่ว่ามีเสน่ห์ หมายความว่า ดูน่าดู แล้วคนก็พอใจที่จะเข้าใกล้ ไม่ว่าการพูด การมอง หรืออะไรก็ตามแต่ นั่นก็เป็นเรื่องของสภาพของจิตซึ่งละเอียด จากการที่เป็นกุศล หรืออกุศล ก็ทำให้การเคลื่อนไหวไปแต่ละภพแต่ละชาติสะสมไป สะสมไป
เพราะฉะนั้นวาสนามีทั้งฝ่ายดี และฝ่ายไม่ดี เพราะฉะนั้นก็ปรากฏให้เห็นได้ บางคนจะมีคำพูดว่าเขาเป็นคนน่ารัก แล้วทำไมคนอื่นไม่มีใครพูดอย่างนี้ล่ะ เพราะฉะนั้น ความน่ารักก็เป็นวาสนาของคนดีก็ได้ ใช่ไหม ดีด้วยกัน แต่คนหนึ่งคนอื่นบอกว่าน่ารัก แต่คนดีคนอื่นๆ คนอื่นไม่ได้บอกว่าน่ารัก เพราะฉะนั้นสำหรับวาสนาฝ่ายไม่ดี พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่ละได้ แต่ว่าวาสนาอื่นฝ่ายไม่ดี แม้พระอรหันต์ ที่ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ละไม่ได้ นี่คือความน่าอัศจรรย์ของปัญญา ที่ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าจะประทับ ยืน มอง จะต้องไม่เหมือนคนอื่น คือว่าเป็นไปด้วยความน่าดู อาจจะเคลื่อนไหวไปทั้งพระองค์ ไม่ใช่ว่าชำเลืองแบบที่คนอื่นทำ ที่ไม่น่าดู หรืออะไรอย่างนี้ นี่ก็คือความละเอียดของวาสนา ซึ่งมีทั้งฝ่ายกุศล และอกุศล แต่ภาษาไทยใช้อย่างไร บุญวาสนาไปอีกแล้ว คือว่าไม่ได้ศึกษาจริงๆ เพราะฉะนั้น พระธรรมคิดเองไม่ได้ ความละเอียดมีมาก แล้วแต่ละคำก็ควรจะเข้าใจให้ถูกต้องด้วย อย่างคำว่า "รูปธรรม" ภาษาไทยก็ใช้กัน แต่ว่าความหมายจริงๆ คือหมายความถึงสิ่งที่มีจริง ซึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้ แข็ง เสียง พวกนี้ เป็นธรรมที่เป็นรูปธรรม คิด จำ พวกนี้เป็นนามธรรม
ผู้ฟัง แล้วถ้ากรณีที่ถกเถียงกันเรื่องงาน แต่ว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ใช้กิริยาที่ไม่ดีกับเรา เราไม่โต้ตอบ ถือว่าเป็นการที่เราปล่อยวาง ได้หรือไม่ และจะถือว่าเป็นวาสนาด้วยอีกส่วนหนึ่งหรือไม่ หรือจะถือว่าเป็นการที่เราดัดจริตของเรา เพื่อมิให้เกิดปัญหาหรือไม่ ประการใด
ท่านอาจารย์ ทั้งหมดจะรู้ได้ด้วยปัญญา แล้วก็ต้องเป็นของเราเองด้วย ว่าขณะนั้น เราเสแสร้ง หรือว่าเป็นปกติ อย่างเวลานี้ ทุกคนกำลังเป็นปกติ คือวาสนา เพราะฉะนั้น ถ้าใครเกิดจะดัดจริต ใช่ไหม เสแสร้ง คนนั้นรู้ แต่คนอื่นอาจจะไม่รู้ก็ได้ หรือว่าพอชินบ่อยๆ ว่า เอ๊ะ ไม่ใช่นิ แต่ก่อนนี้ไม่ได้เป็นอย่างนี้ ใช่ไหม ก็จะรู้ได้กำลังดัดจริต หรืออะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นธรรมเป็นเรื่องที่ตรง แล้วก็สามารถที่จะรู้จักด้วยจิตของแต่ละคน เพราะว่าแม้ขณะนี้ เราไม่รู้จิตของใครคนอื่นเลยสักคน แม้แต่จิตเรา รู้หรือเปล่า ถ้าเรายังไม่รู้ เราจะไปรู้จักจิตคนอื่นได้อย่างไร เพราะว่าจิตเกิดดับเร็วมาก เพราะฉะนั้นถ้าได้รู้จักธรรม คือจิต ว่าจิตหลากหลายมาก โลภะเป็นอย่างนี้ๆ ออกมาทางกาย วาจา ความคิด อย่างนั้นๆ ก็จะรู้ได้ว่าคนอื่น เมื่อไหร่ก็คือ สิ่งที่เคยรู้แล้ว เพราะว่าเราได้เข้าใจกันในขณะนั้น เพราะฉะนั้นปัญญาของแต่ละคน ก็จะทำให้สามารถเข้าใจถูก เห็นถูก ในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตน และเมื่อเข้าใจแล้ว เวลาคนอื่นเป็นอย่างนั้น ก็พอจะรู้ได้ว่า ขณะนั้นว่าเพราะอะไร ขึ้นอยู่กับปัญญา แล้วก็มรดกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มอบให้สัตวโลก ก็คือให้ได้เข้าใจความจริง ซึ่งคนอื่นไม่สามารถที่จะรู้ความจริงนั้นได้
สนทนาธรรม ที่เดอะวินเทจเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา
วันที่ ๒๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖
ผู้ฟัง ได้โปรดช่วยอธิบาย จะสะสมความเข้าใจที่ไม่มีตัวตน
ท่านอาจารย์ ฟังให้เข้าใจ ถูกต้องใช่ไหม ไม่ว่าจะฟังอะไร ไม่ใช่ว่าฟังไปเรื่อยๆ ฟังแล้ว ฟังเลยไป แต่ว่าทุกครั้งที่ใช้คำว่าฟัง ไม่ว่าเราจะฟังอะไรก็ตาม หมายความว่าฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง ไม่ใช่ฟังเรื่องนี้ แต่เข้าใจเรื่องอื่น แต่ว่าฟังเรื่องอะไร ก็เข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง เพราะฉะนั้นจะฟังอะไร คือแม้แต่คนที่จะฟัง ก็ต้องรู้จุดประสงค์ของตัวเอง ว่าฟังอะไร ไม่อย่างนั้นการฟังก็ไม่มีจุดประสงค์เลย ทั้งหมดนี้ คือความเข้าใจของผู้ฟัง อย่างผู้ที่ไปเฝ้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพราหมณ์ผู้หนึ่งที่กล่าวว่า ข้าพระองค์ปรารถนายิ่งนัก ที่จะได้ฟังคำของพระองค์ แสดงว่าเขารู้ว่าคนนั้นเป็นใคร มีอะไรที่เป็นสิ่งที่ควรฟังอย่างยิ่ง เมื่อได้ไปเฝ้าแล้วก็จะได้ฟังคำของคนนั้น เพราะฉะนั้นการที่ไป เราก็รู้ เพื่อไปฟัง ฟังอะไร ต้องรู้ก่อน ฟังใคร ฟังอะไร ไม่อย่างนั้นเราก็จะไม่เข้าใจสิ่งที่เราฟัง ต้องเข้าใจตั้งแต่ต้น จะฟังอะไรต้องตอบได้
ผู้ฟัง คือฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจว่า จะปฏิบัติอย่างไร พี่ป้อมบอกฟังมากๆ แล้วมันก็จะเกิดสภาพธรรม ที่เรารู้ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งมันก็ค่อนข้างยาก สำหรับคนที่ติดมาในทางสายปฏิบัติ
ท่านอาจารย์ ติดมาแล้วใช่ไหม ในทางสายปฏิบัติ คืออะไร
ผู้ฟัง คือ ก็นั่งวิปัสสนา นั่งกำหนดใจ
ท่านอาจารย์ แต่วิปัสสนาคืออะไร
ผู้ฟัง คือจากสิ่งที่เรียนมา ก็คือให้รู้สติของตัวเอง
ท่านอาจารย์ แล้วสติคืออะไร เราฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อไปไม่รู้ พอไปสายปฏิบัติก็ไม่รู้ใช่ไหม ว่าปฏิบัติคืออะไร และสติคืออะไร ก็คิดว่านั่ง นั่งแล้วให้สติเกิดหรืออย่างไร นั่งกำหนด กำหนดอะไร
ผู้ฟัง กำหนด แล้วแต่ว่าเราจะเอาอะไรเป็นที่พึ่งของสติ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นมีเราใช่ไหม แต่ยังไม่รู้จักสติ แล้วจะไปเอาที่พึ่ง แล้วอย่างนั้นฟังเข้าใจไหม
ผู้ฟัง คือพอมันจะจับต้องได้
ท่านอาจารย์ จับต้องสิ จับต้องอะไร
ผู้ฟัง จับต้องอารมณ์ของเรา
ท่านอาจารย์ อารมณ์คืออะไร การฟังธรรม คือเข้าใจคำที่ได้ยิน เข้าใจไม่ใช่จำ เพราะฉะนั้นแต่ละคำ ต้องเป็นความเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่จำ แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร อย่างจับต้อง จะไปจับต้องอะไร แล้วใครจับ สติจับต้อง หรือใครจับ ทั้งหมดเป็นความไม่รู้ ไม่เข้าใจเลย เพราะฉะนั้นแต่ละคำที่ได้ยิน เช่น คำว่า สายปฏิบัติ ปฏิบัติคืออะไร แล้วสายปฏิบัติหมายความว่าอย่างไร ก็ไม่ได้เข้าใจใช่ไหม แต่คนที่ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ทรงแสดงธรรมให้คนนั้นเข้าใจ ไม่ใช่ให้ไม่เข้าใจ หรือว่าให้ทำอะไร หรือว่าให้จำ
เพราะฉะนั้น ทุกคำที่พูดมาแล้ว ถ้าเข้าใจ ก็บอกว่าคืออะไร ถ้าไม่เข้าใจ ก็กรุณาถาม เพื่อจะได้เข้าใจ เข้าใจหรือไม่เข้าใจ สายปฏิบัติ ปฏิบัติเพื่ออะไร
ผู้ฟัง เพื่อที่จะควบคุมสติของเรา ให้อยู่กับตัวเรา
ท่านอาจารย์ ทั้งหมดนี้เข้าใจไหม เมื่อกี้บอกว่าทางนี้ยาก แต่ทางนั้นเข้าใจได้ คือปฏิบัติเพื่อควบคุมสติ
ผู้ฟัง ฝึกสติ
ท่านอาจารย์ ฝึกสติ ฝึกอย่างไร ยังไม่รู้จักสติเลย
ผู้ฟัง คือฝึกตัวเรา
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น มีตัวเราใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ นี่เป็นความจริงหรือเปล่า มีตัวเราจริงๆ หรือเปล่า
ผุ้ฟัง พอได้มาฟังของท่านอาจารย์ ก็เลยเพิ่งมาทราบว่าคือทุกอย่างมันไม่มี ตัวเราไม่มี เขาไม่มี สัตว์ไม่มี
ท่านอาจารย์ แล้วอะไรถูก มีหรือไม่มี
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ไม่มี ถูกต้องใช่ไหม เพราะฉะนั้นปฏิบัติโดยตัวเราไปควบคุมสติ ถูกไหม
ผู้ฟัง ไม่ทราบว่าถูกหรือผิด แต่..
ท่านอาจารย์ ก็เมื่อกี้นี้บอกว่าไม่มีเรา ใช่ไหม แต่ปฏิบัติเพื่อสติควบคุม เป็นเราหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ แล้วเมื่อกี้บอกว่าไม่มีเรา ก็ค้านกันใช่ไหม เพราะฉะนั้นความจริงมีเรา หรือไม่มีเรา นี่คือการฟังให้เข้าใจ มีไหมเรา
ผู้ฟัง ตอนนี้ยังมีอยู่
ท่านอาจารย์ ยังมี ถูกต้อง
ผู้ฟัง ต้องฟังอีกเยอะ
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง นี่คือความเป็นผู้ตรง อะไรเป็นเรา ที่ว่ามีเรา บอกว่ามีเรา ก็ต้องรู้ว่าอะไรเป็นเรา อันนี้เพื่อประโยชน์ของผู้ใหม่จริงๆ เพราะฉะนั้นคนที่ฟังมานานแล้ว ก็อาจจะคิดว่ายาก เหมือนกันหมดทุกคน จากไม่รู้เลย แล้วก็ไปปฏิบัติโดยไม่รู้ แล้วก็ไปควบคุมสติด้วย ก็เลยไม่รู้อะไรสักอย่าง สติก็ไม่รู้ ปฏิบัติก็ไม่รู้ แต่ทั้งหมดนี้ ขณะนี้ รู้ว่ามีเราใช่ไหม อะไรเป็นเรา ที่ว่ามีเรา เราอยู่ไหน คือฟังเพื่อเป็นความเห็นถูก ของผู้ที่ฟังเอง ที่จะต้องไตร่ตรองและตอบ เพราะว่าธรรม ไม่ใช่ว่าไปถามให้เขาตอบ ไม่มีประโยชน์เลย ตอบแล้วเราจะรู้ไหม เราจะเชื่อไหม แล้วจริงหรือเปล่า แต่ว่าถ้าถูกถาม หรือสนทนากัน ต้องมีทั้งถามทั้งตอบใช่ไหม แล้วก็ตอบตามความเข้าใจ จะได้รู้ว่าที่เข้าใจแต่เดิมถูกต้องหรือเปล่า เพราะฉะนั้นยังมีเราแน่ๆ ใช่ไหม แล้วอะไร ที่ว่าเป็นเรา หรือเราอยู่ที่ไหน อะไรเป็นเรา เดี๋ยวนี้ อะไรเป็นเรา ต้องคิด เพราะว่าเมื่อกี้นี้บอกว่ามี ใช่ไหม บอกว่ามีก็ต้องบอกได้ ที่ว่าเป็นเรา อะไรเป็นเรา
ผู้ฟัง ก็ที่นั่งอยู่
ท่านอาจารย์ เลยไม่รู้ว่าอะไร ใช่ไหม เพราะนี่อะไร เห็นไหม ชัดเจนขึ้นไหมว่าต้องบอกว่าอะไรๆ นี่คือ นี่ไหน แต่ละหนึ่ง อะไรเป็นเราบ้าง ถ้าเข้าใจตอนนี้แล้วจะสะดวกมากเลย แต่ขอให้เป็นความเข้าใจจากการไตร่ตรอง และการเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่จำมาว่าไม่มีเรา เพราะอย่างนั้น อย่างนี้ หรือว่ายังมีเราอยู่ เพราะอย่างนั้น อย่างนี้ แต่ความจริงเวลานี้มีเราใช่ไหม อะไร ตรงไหนบอกมาซิ ที่ว่าเป็นเรา ไม่ใช่ทั้งหมดหรือ นี่เลยไม่รู้ว่าอะไร แต่ละหนึ่ง อะไรเป็นเรา ลองคิดดู
ผู้ฟัง ก็ตัวเรา
ท่านอาจารย์ ตัวใช่ไหม
ผู้ฟัง กายนี้ คือกาย
ท่านอาจารย์ กายคืออะไร หมายความถึงที่มีอยู่ ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ใช่ไหม เป็นเรา ลองกระทบสัมผัสดูสิ มีอะไรปรากฏ ที่ตัวเราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า อะไรมีจริงๆ
ผู้ฟัง พวกผม ผิว
ท่านอาจารย์ เอาแค่ผมก่อน ผมอยู่ไหน กระทบแล้วชี้ไปเลยใช่ไหม แล้วเจออะไร พอกระทบ แล้วเจออะไร เจอผม หรือลองหลับตาสิ แล้วกระทบ อะไรปรากฏ ว่ามีจริงๆ อะไร ยังเป็นผมอยู่ ใช่ไหม นี่แสดงถึงการที่เราไม่ได้ฟังธรรมเลย ในสังสารวัฏ แล้วเราก็จำ ทั้งๆ ที่ขณะที่หลับตา ผมปรากฏหรือเปล่า แล้วเวลากระทบสัมผัส ผมปรากฏหรือเปล่า และอะไร ที่มีจริงขณะที่กระทบ ความรู้สึกมี รู้สึกอะไร เห็นไหม ต้องชัดเจนมาก ถึงจะรู้ว่าที่ว่าเป็นเรา ต้องไตร่ตรอง และก็รู้จริงๆ ว่าที่เราเคยจำไว้ว่าเป็นผม จำไว้ว่าเป็นเรา ความจริงเป็นอะไร เป็นความรู้สึก แม้แต่ตอบว่าความรู้สึก ก็ยังต้องถามต่อไปอีกว่า รู้สึกอะไร จะมีคำว่าอะไรจนถึงที่สุด และเราจะได้เข้าใจว่าพระธรรมที่ผู้มีพระภาคทรงแสดง ต่างกับของคนอื่น ของคนอื่นเหมือนง่ายมาก ใช่ไหม แต่ไม่จริง เพราะเหตุว่า ความจริงไม่ใช่ความง่ายอย่างนั้นเลย แต่ต้องเป็นความละเอียดลึกซึ้งยิ่ง จึงจะเป็นพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงแสดงพระธรรม จากการที่ทรงตรัสรู้ คำว่าตรัสรู้ หมายความว่ารู้ความจริง ของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้จริงๆ ถึงที่สุด
เพราะฉะนั้นจะถึงที่สุด ต่อเมื่อรู้ว่าอะไรๆ จริงแค่ไหน มิเช่นนั้นก็ไม่ถึงที่สุด เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรม ที่เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ แล้วทรงแสดง ง่ายหรือยาก ยากเพราะอะไร เพราะจากพระปัญญา ที่ทรงตรัสรู้ความจริง ซึ่งไม่มีใครรู้ จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม เมื่อฟังแล้วก็ยังต้องไตร่ตรอง ว่าเป็นคำจริงที่สามารถเข้าใจได้ ไม่ว่าในกาละไหนๆ ทั้งสิ้น แต่การที่ได้ฟังแล้วเข้าใจ เป็นขั้นเริ่มต้นเล็กน้อย ยังไม่ใช่ปัญญา ที่สามารถที่จะรู้ตามที่ทรงแสดง โดยลึกซึ้งอย่างยิ่ง
เพราะฉะนั้นต้องไม่ลืม ไปที่ไหน ฟังใคร ต้องรู้ว่าถ้าเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ต้องลึกซึ้ง ละเอียด แล้วก็ยาก แต่ถ้าจะบอกว่าง่ายๆ เป็นคำของคนนั้น ง่ายได้อย่างไร ง่ายจะต้องทรงบำเพ็ญพระบารมี นานถึง ๔ อสงไขย แสนกัป เมื่อยิ่งด้วยพระปัญญา ถ้ายิ่งด้วยศรัทธา ๘ อสงไขย แสนกัป ถ้ายิ่งด้วยวิริยะ ๑๖ อสงไขย แสนกัป กว่าจะได้ฟังคำที่พระองค์ทรงแสดง โดยการที่ทรงตรัสรู้ แล้วอนุเคราะห์คนอื่น คือคนที่มีโอกาสที่จะได้ฟัง ให้เกิดปัญญาของตัวเอง ไม่ใช่ไปจำเขามา หรือพูดตามเขา แต่ไม่รู้เลย เพราะถามอะไรก็ไม่รู้ ใช่ไหม เพราะเหตุว่าไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นเรากำลังพูดถึงตัวเราว่ามี ใช่ไหม แต่จากการตรัสรู้ ทรงแสดงว่าสิ่งที่มีทั้งหมด ไม่ใช่ของเรา และไม่ใช่เรา แต่ยังไม่ได้แสดงว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เพราะแต่ละหนึ่งอย่างที่รวมกัน และเข้าใจว่าเป็นเรา แท้ที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่มีจริง แต่ละหนึ่งจริงๆ เกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดก็ไม่ปรากฏว่ามี เกิดแล้วก็ดับไปด้วย อย่างนี้เข้าใจไหม ฟังอย่างนี้
ผู้ฟัง เริ่มนิดๆ แต่ยังไม่กระจ่าง แต่ก็คือค่อนข้างจะยาก
ท่านอาจารย์ ต้องยากแน่นอน
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ แต่ว่าพูดถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ให้เข้าใจได้ ตามควรแก่การฟัง และการไตร่ตรอง เช่น เดี๋ยวนี้ ที่เข้าใจว่าเป็นเรา เฉพาะตรงส่วนที่จากศีรษะจรดเท้า ใช่ไหม แล้วกำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ เพราะเราเข้าใจว่ามีเราแน่นอน ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า กำลังพูดถึงสิ่งนี้ให้เข้าใจว่า พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ความจริงของสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเลย ไม่เหลือเลย โดยสิ้นเชิง โดยประการทั้งปวง เพื่อให้มีความเข้าใจถูกต้อง ในสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ซึ่งจากไม่รู้เลย มีเราแต่ไม่รู้เราอยู่ที่ไหน หาเราก็ไม่เจอ มีแต่สิ่งที่ยึดมั่นว่าเป็นเรา คือตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แต่ยังมีอย่างอื่นอีกใช่ไหม อย่างเห็นอย่างนี้ มีจริงๆ ไหม นี่คือปัญญาของเรา จะต้องเกิดจากการที่เราฟังสิ่งที่กำลังฟัง เห็นมีจริงๆ ไหม ช่วยกรุณาตอบ
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มี เห็นต้องเกิด ถ้าไม่เกิดจะเห็นไหม ถ้าเห็นไม่เกิดขึ้นเห็น จะมีเห็นไหม ไม่มี นี่คือเริ่มต้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏ ต้องเกิดขึ้น จึงปรากฏว่าสิ่งนั้นมี ถ้าไม่เกิดขึ้น จะมีได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ มีไม่ได้ เพราะฉะนั้นเห็น ทั้งๆ ที่ขณะนี้เห็นเกิด รู้ไหมว่าเห็นเกิด
ผู้ฟัง รู้
ท่านอาจารย์ เห็นเกิดแล้วดับรู้ไหม
ผู้ฟัง อันนี้ไม่เข้าใจเห็นเกิดแล้วดับ
ท่านอาจารย์ แล้วไปปฏิบัติอะไร เห็นไหม ไม่ได้รู้อะไรเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการได้ฟังพระธรรม ต้องตามลำดับ ว่ามีความเข้าใจในสิ่งที่ฟังก่อน ไม่ต้องไปพูดเรื่องสติ เรื่องอะไรที่จะเป็นวิปัสสนา หรืออะไรเลยทั้งสิ้น เพราะว่าความรู้ต้องเจริญขึ้น ตามลำดับ ตั้งแต่ขั้นฟัง ขณะนี้มีเห็น แล้วก็เริ่มเข้าใจว่าเห็นต้องเกิดขึ้นเห็น ถ้าเห็นไม่เกิด จะมีสิ่งที่กำลังปรากฏอย่างนี้ไหม ให้เห็นทางตา ไม่มี เพราะเพียงแค่หลับตา สิ่งนี้ก็ไม่ปรากฏแล้ว ลองหลับตาดู ใช่ไหม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ในเมื่อเห็นเกิด ต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่เห็นกำลังเห็น ใช่ไหม เดี๋ยวนี้เห็นอะไร ขณะนั้นต้องมีเห็น แล้วมีสิ่งที่ถูกเห็น
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1861
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1862
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1863
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1864
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1865
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1866
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1867
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1868
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1869
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1870
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1871
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1872
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1873
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1874
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1875
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1876
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1877
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1878
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1879
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1880
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1881
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1882
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1883
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1884
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1885
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1886
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1887
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1888
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1889
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1890
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1891
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1892
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1893
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1894
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1895
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1896
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1897
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1898
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1899
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1900
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1901
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1902
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1903
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1904
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1905
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1906
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1907
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1908
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1909
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1910
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1911
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1912
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1913
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1914
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1915
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1916
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1917
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1918
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1919
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1920