ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1864


    ตอนที่ ๑๘๖๔

    สนทนาธรรม ที่ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

    วันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ ถ้าเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ เลือกไม่ได้เลย เป็นผลของอกุศลกรรม ทางหู เช่นเดียวกัน ก็มีคนหนึ่งซึ่งเขานั่งรถไป แล้วก็พอเปิดกระจก ก็ได้ยินคำที่ไม่น่าฟังเลย เพราะว่า เขาว่าคนขับรถอีกคันหนึ่ง ซึ่งปิดกระจก แต่ว่าคนนั้นก็เปิดกระจก ก็ไปได้ยินคำที่คนอื่นไม่ได้ตั้งใจจะให้เขาได้ยิน ตั้งใจจะให้คนอื่นได้ยิน แต่ใครจะได้ยิน หรือไม่ได้ยิน เลือกไม่ได้เลย เป็นวาระของกรรมที่จะให้ผล เพราะฉะนั้น ในชีวิตเราเกิดมาแล้ว จากคนที่ยากจน ก็ถูกสลากกินแบ่ง ๔๐ ล้านบาท ก็เป็นไปได้ใช่ไหม หรือว่าคนที่มีการเปลี่ยนแปลง ในหลายประเทศเราก็เห็น จากฐานะหนึ่งไปอีกฐานะหนึ่ง ก็เป็นตัวอย่าง ที่แสดงให้เห็นถึง ไม่มีใครสามารถจะทำอะไรได้ แต่กรรมสามารถที่จะกระทำได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เกิดมา เป็นผลของกรรม กรรมที่ปฏิสนที่ทำให้แต่ละคนต่างกัน ยังประมวลมาซึ่งกรรมทั้งหมด ที่สามารถจะให้ผลได้ แม้ในพระชาติสุดท้ายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ยังประชวร หรือว่าถูกสะเก็ดหินที่พระบาท นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ใครจะหลีกพ้นกรรมได้

    ถ้ามีความเข้าใจมั่นคงอย่างนี้จริงๆ จะตายเมื่อไหร่ ธรรมดาไม่มีใครรู้ แต่ทำความดีก่อนจะตาย และไม่หวั่นไหวด้วย และก็มั่นคงด้วย แล้วก็ศึกษาพระธรรมด้วย เพราะว่าความรู้เพียงเท่านี้ไม่พอ ที่จะเข้าใจ ที่จะมั่นคง ในคุณความดีได้ เมื่อเห็นแล้ว ได้ยินแล้ว ชอบสิ่งที่น่าพอใจ นี่ไม่ใช่ผลของกรรม ต้องแยกออกจากกัน ว่าผลของกรรม นอกจากทำให้เกิดแล้ว ก็ทำให้เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสบ้าง แล้วจากนั้น เริ่มกรรมใหม่ จากความเป็นกุศล หรือเป็นอกุศล ถ้ามีความติดข้องต้องการ ในสิ่งที่ปรากฏ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็แสวงหา แม้ในทางทุจริต ก็เริ่มเป็นอกุศลกรรมใหม่ ตรงกันข้ามกับทางฝ่ายกุศล แม้มีเงินมากมาย เราใช้หมดไหม แต่ว่าถ้าเราสามารถที่จะทำให้คนอื่นมีความสุขได้ หรือเป็นประโยชน์ คิดถึงการสละ ซึ่งเป็นคุณความดี ซึ่งยากมาก เพราะเหตุว่าแม้แต่สละวัตถุนี้ก็ยังยาก ถ้าจะสละตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีเรา มีแต่ธรรม ละคลายความติดข้องว่าเป็นตัวตน จะยากกว่านี้สักแค่ไหน เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งละอันพันละน้อยเล็กๆ น้อยๆ จากพระไตรปิฏก ซึ่งมีอีกมากที่จะทำให้เราเข้าใจขึ้น แล้วก็รู้ว่าแต่ละวัน แต่ละขณะ เป็นธรรมทั้งหมด

    ผู้ฟัง ที่บอกว่าเราจะมีธรรมเป็นที่พึ่ง ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ และในลักษณะที่เราทำงานอยู่อย่างนี้ แล้วก็ไม่ได้ศึกษาพุทธศาสนามา จะเริ่มได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ ก็เริ่มศึกษา อันนี้สำคัญที่สุดเลย เพราะว่าจริงๆ แล้ว เรามีที่พึ่งโดยไม่ศึกษา เป็นไปไม่ได้ ไม่ตรง แล้วก็ไม่จริงใจด้วย เพราะฉะนั้นชีวิตของเราจึงระหกระเหินไป ตามบุญตามกรรมที่ได้ทำแล้ว โดยไม่รู้เหตุ ไม่รู้ผลเลย ว่าขณะไหนเป็นกรรม ขณะไหนเป็นผลของกรรม ดูเหมือนว่าทุกคนพอใจจะศึกษาอย่างอื่น ใช่ไหม แต่พอพูดถึงศึกษาธรรม ก็เฉยๆ กันไปเลย แต่ที่จริงแล้ว วิชาอื่นทั้งหมดเปรียบกับพระธรรมแต่ละคำไม่ได้เลย เพราะว่าไม่มีคนไหนจะเก่ง สามารถ นักปราชญ์ หรือว่านักวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่จะบอกว่าขณะนี้เป็นอะไร สิ่งที่มีจริงขณะนี้ ตามความเป็นจริง แล้วเป็นอะไร ก็เข้าใจว่าเป็นเรา เป็นเรื่องราวต่างๆ อยากจะเรียนวิชานั้น อยากจะเรียนวิชานี้ ใช่ไหม

    แต่จริงๆ แม้แต่คำว่า "โลก" คืออะไร ทุกคำที่พูดกัน กล่าวได้เลยว่า พูดคำที่ไม่รู้จัก ถ้ารู้จักแล้วต้องตอบได้ ว่าคืออะไร รู้จักโลกไหม พูดออกบ่อย แล้วรู้จักโลกหรือเปล่า อยู่ในโลกนี้ด้วย บอกว่ายังนั้น โลกมีอะไรๆ บ้างก็บอกได้ทุกอย่าง แต่ว่ารู้จักโลกจริงๆ หรือเปล่า ถ้าไม่ศึกษาธรรม จะไม่รู้จักเลย พูดคำที่ไม่รู้จัก แล้วก็คิดเอง เข้าใจกัน ใช้คำว่า สัมมุติ หมายความว่า คำที่เข้าใจร่วมกัน รู้กันด้วยคำนั้น แต่ว่าตามความจริงไม่ใช่การรู้ความจริงของแต่ละคำที่เราใช้ ยังคิดที่จะเห็นประโยชน์ และก็จะศึกษาพระธรรมไหม เพราะว่าไม่ใช่แต่ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ แต่ไม่ได้ศึกษาธรรมเลย แล้วจริงๆ แล้ว ความลึกซึ้ง ความละเอียดของพระธรรม ส่อไปให้เข้าใจ พระปัญญาคุณ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าเกินกว่าที่ใครจะพรรณนาได้ เหมือนรอยเท้านกที่บินในอากาศ ไม่มีใครเห็น แต่ว่าขณะนั้น พระปัญญาคุณ ถ้าไม่มีการศึกษาจะรู้ได้อย่างไร พระพุทธเจ้าไม่ใช่อย่างเรา หรือใครทั้งสิ้น นานแสนนาน กว่าจะได้บำเพ็ญพระบารมี ถึงการที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นพระธรรมต้องลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงฟังคนอื่นพูด แต่ต้องพิจารณาเข้าใจทุกคำที่ได้ยิน แล้วค่อยๆ ละเอียดขึ้นด้วย

    ผู้ฟัง ก่อนหน้านี้ท่านพูดถึง พรหมวิหาร ๔ แล้วท่านพูดถึง เมตตา แล้ว อยากให้ท่านขยายถึง กรุณา มุทิตา อุเบกขา ด้วย

    ท่านอาจารย์ เมตตา คือ ความหวังดี เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะที่ทำงาน หรือไม่ได้ทำงาน แต่ทุกคนที่พบเรา เรามีความหวังดีต่อเขา หวังดีคือพร้อมที่จะเป็นประโยชน์เกื้อกูล ไม่รีรอเลย ถ้าสามารถที่จะทำประโยชน์ให้ใครได้ และลองคิดถึงสภาพจิตในขณะนั้น ไม่โกรธ เพราะว่าโกรธจะช่วยได้ไหม กำลังโกรธใคร จะช่วยคนที่เรากำลังโกรธได้ไหม ก็ไม่ได้ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นความหวังดี ขณะนั้นใจของผู้ที่หวังดีก็สบาย และคนที่กำลังรอความหวังดี ก็ได้รับความหวังดีด้วย เป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย นี่คือเมตตา ในที่ทั้งปวง ไม่ใช่จำกัดเฉพาะแต่ละบุคคล เราจะได้ยินคำว่าแผ่เมตตา แต่ไม่ได้คิดเลย ว่ามีเมตตาหรือเปล่า ไม่มีแล้วไปแผ่ได้อย่างไร นี่คือการที่เราใช้คำที่ไม่ถูกต้อง แต่ถ้าเราเริ่มรู้ว่าวันนี้เรามีเมตตาไหม ในบ้าน มีเมตตากับทุกคน ไม่ว่าจะผู้ที่ช่วยการงานบ้าน หรืออะไรก็ตามแต่ แม้เล็กน้อยให้เขามีความสุข ออกไปนอกบ้าน เจอใครก็มีความหวังดี พร้อมที่จะเกื้อกูล ถ้าทุกคนเป็นอย่างนี้ ไม่มีปัญหา โลกมีความสุข แต่ถ้าไม่มีพระธรรมที่จะให้ศึกษา ให้เห็นประโยชน์ เราก็จะรู้ได้ยากไหม เพราะว่าเป็นอนัตตา ทำไมยังโกรธ ใช่ไหม ขณะที่โกรธ นี่คือขณะที่ไม่เมตตา

    เพราะฉะนั้นถ้ารู้จักเมตตาจริงๆ ก็จะมีเมตตาเพิ่มขึ้น เมื่อมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ทุกอย่างที่ดี จะดีขึ้นเมื่อมีความเข้าใจยิ่งขึ้น แม้แต่การรักษาศีล บางทีเราก็งดเว้นทุจริต ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่อะไรก็ตามแต่ แต่ไม่มีปัญญา แต่พระพุทธศาสนาไม่ได้บอกให้ทำ แต่ให้เข้าใจให้ถูกต้อง ว่าสิ่งนั้นจะนำมาซึ่งผลอะไร เพราะฉะนั้นก็อยู่ที่บุคคลนั้น ที่เมื่อเริ่มเห็นประโยชน์ ก็ทำสิ่งที่ดีขึ้น แม้แต่ในเรื่องของศีล เพราะฉะนั้น เรื่องเมตตาโดยตรง ก็คือเป็นเรื่องของศีล เพราะเหตุว่าถ้าเราเมตตาใคร เราทำทุจริตไม่ได้เลย ไปเอาทรัพย์ของคนอื่นมาได้อย่างไร ถ้าเราเมตตาเขา ไปฆ่าเขาได้อย่างไร ไปทำร้ายเขาได้อย่างไร ถ้าเราหวังดีต่อเขา เพราะฉะนั้นพื้นฐานของจิตใจ แม้แต่ที่เราจะพูดถึงเรื่องแต่ละเรื่อง ก็สืบเนื่องกันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเมื่อมีความเข้าใจเมตตาแล้ว ประโยชน์ของความเข้าใจแม้น้อยนิดวันนี้ ก็จะทำให้เมตตาเพิ่มขึ้น ได้ไหม ถ้าไม่ลืม แล้วถ้าเข้าใจขึ้นถึงประโยชน์ พอเห็นใครพร้อมที่จะช่วยได้ทันที เก็บดินสอตก ปากกาตก หรือว่าช่วยชี้ทาง หรืออะไรทั้งหมด ก็เป็นสิ่งซึ่งทำด้วยความหวังดี เป็นประโยชน์เกื้อกูล ในยามซึ่งเขาไม่มีทุกข์ เราก็ยังสามารถที่จะหวังดีต่อเขาได้ แต่ว่าในยามใดที่ใครมีทุกข์ กรุณา พรหมวิหาร ที่สอง ช่วยให้เขาพ้นจากทุกข์ มดตกน้ำ เคยคิดช่วยไหม แค่นั้น เป็นสิ่งที่ดีงามแล้ว แล้วถ้าเราตกน้ำล่ะ จะมีคนช่วยไหมกำลังทุกข์ ตกลงไปในน้ำ น้ำเชี่ยว แต่ถ้ามีผู้ที่มีจิตกรุณา เขาช่วย

    เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นขณะใดก็ตาม น้อยหรือมากก็ตาม ความดีเป็นความดี แล้วมีผล ถ้าอ่านพระไตรปิฎก ก็จะพบข้อความที่แสดงถึงชาติต่างๆ เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น เพราะการกระทำต่างๆ เหมือนเดี๋ยวนี้เลย แต่เราไม่สามารถที่จะย้อนไปรู้ว่า ขณะนี้เป็นผลของเมตตา หรือว่าเป็นผลของกรุณา หรือว่าเป็นผลของฝ่ายอกุศล แต่ต้องไม่ลืมว่า เหตุกับผลต้องตรงกัน ถ้ารู้ว่าขณะไหนเป็นผล ก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าอะไรเป็นเหตุ เพราะฉะนั้นยามใดที่ใครต้องการความช่วยเหลือ ให้เขาพ้นจากความยากลำบาก กรุณาขณะนั้นก็เป็นกุศล ซึ่งเมตตาไม่ต้องคอยจนกระทั่งเขาลำบาก เมื่อไหร่ ขณะไหนก็ได้ แล้วจริงๆ แล้ว ถ้าไม่มีเมตตา กรุณาก็เกิดไม่ได้ แต่เพราะเรามีความหวังดี ไม่ว่าจะในยามที่ไม่มีทุกข์ ก็หวังดีได้ ช่วยได้ ในยามทุกข์ความที่เป็นผู้ที่หวังดี ก็สามารถที่จะช่วยได้ เพราะฉะนั้นจากเมตตา ก็มีความกรุณาด้วย บางคนดูชีวิตจริงๆ ของเราก็ได้ คงไม่ต้องดูคนอื่น เป็นผู้ที่มากด้วยเมตตา หรือว่ายังมีกรุณาน้อย มีความหวังดีจริง แต่ขี้เกียจช่วย ก็เป็นไปได้ ใช่ไหม

    เพราะฉะนั้นธรรมนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดจริงๆ เป็นประโยชน์จริงๆ เกื้อกูลต่อสัตว์โลกจริงๆ ให้เข้าใจความจริง เพื่อที่จะได้รู้ว่า อะไรเป็นเหตุเป็นผลที่ถูกต้อง ต่อจากนั้นก็คือเขาก็ไม่มีทุกข์ใดๆ แต่เขามีสุขล่ะ เราจะรู้สึกอย่างไร บางคนได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ เขาเป็นใครไม่สำคัญ แต่ว่ามีความเข้าใจที่ถูกต้อง ว่าเหตุดีต้องนำมาซึ่งผลดี เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องไปกลัวลำบากยากเข็ญ ถ้าถึงผลของกุศล ทุกอย่างก็เป็นไปในทางที่ดีได้ ด้วยเหตุนี้ ใครก็ตาม ได้ลาภ ได้ยศ สรรเสริญ สุข รู้ว่าเหตุที่ได้กระทำแล้ว ทำให้ผลอย่างนี้เกิดขึ้น ไม่ใช่คนอื่นทำให้เลย คนอื่นทำให้ไม่ได้ จิตใจของแต่ละคนเป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งคนอื่นเกี่ยวข้องด้วยไม่ได้เลย ไม่สามารถที่จะทำให้จิตของผู้ที่หมดกิเลส อย่างพระอรหันต์ เกิดความทุกข์หรือความเดือดร้อน ไม่ว่าใครจะไปทำร้ายท่าน หรือเบียดเบียนท่าน หรือกล่าววาจาที่ไม่เหมาะต่อท่าน ไม่เดือดร้อนเลย สบายไหม หมดกิเลส เพราะฉะนั้นเวลาที่ใครก็ตาม ได้ลาภ ได้ยศ สรรเสริญ สุข ชั่วคราว เพราะไม่ได้มีแต่เฉพาะกรรมเดียว ที่ทำให้เป็นอย่างนั้น กรรมอื่นยังมี เตรียมรอไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เมื่อไหร่ก็ตาม ผลของกรรมไม่สิ้นสุด เพราะว่ากรรมที่ได้กระทำมาแล้ว มากมายไม่จบสิ้น เมตตา กรุณา มุทิตา อันดับที่สำคัญมาก คือ อุเบกขา ไม่หวั่นไหว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับใคร หรือแม้กับตัวเอง เพราะรู้ว่าตามเหตุ และตามผล

    ผู้ฟัง อุเบกขา นี้ต่างจากการดูดาย อย่างไร

    ท่านอาจารย์ แน่นอน เพราะเหตุว่า เมื่อช่วยไม่ได้แล้ว ไม่หวั่นไหว ไม่เดือดร้อน ไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องทำร้ายตัวเอง แต่ทำความดีก่อน เมตตาก่อน กรุณาก่อน มุทิตาก่อน แต่ถ้าไม่อยู่ในอำนาจที่เราสามารถจะทำอะไรได้ ทำแล้วอย่างดีที่สุด ก็ไม่เป็นอย่างที่สมควรจะเป็น แล้วจะหวั่นไหวทำไม ในเมื่อรู้แล้วว่าอะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด เพราะเหตุว่าไม่มีเราจะไปบันดาลอะไรได้เลย แต่ธรรมตรง อย่างคราวที่แล้ว ก็พูดที่มูลนิธิ ฯ เรื่องช่วยชาติให้พ้นภัย ดีไหม รู้สึกน่าสนใจขึ้นมาหน่อย แต่ต้องรู้ว่าชาติ ชาติ คืออะไร และ ภัยคืออะไร เพราะทั้งหมด ต้องแก้ด้วยความรู้ถูก ความเข้าใจถูก ถ้าไม่รู้จริงๆ แก้อะไรไม่ได้เลย แต่ว่าเมื่อยังไม่มีปัญญา ที่จะรู้ปัญหา หรือเหตุที่จะให้เกิดสิ่งนั้นขึ้น แล้วพยายามแก้กันสักเท่าไร ไม่มีทางสำเร็จ เพราะว่าไม่ได้รู้ว่าเหตุที่แท้จริงมาจากไหน เพราะฉะนั้น ชาติ หมายความถึงการเกิด ภัย คือสิ่งที่น่ากลัว ที่เป็นอันตราย ที่ทำร้าย ไม่มีใครต้องการเลย แต่เกิดมาแล้วจะเป็นอย่างไร อยู่ที่เหตุ

    เพราะฉะนั้นขณะนี้ ทุกคน เพียงพอที่จะพิจารณา ง่ายๆ สั้นๆ ได้ ระหว่างความดีกับความชั่ว อะไรดี ความดี ใช่ไหม แน่นอนมั่นคง สัจจะ แล้วก็ตรง ด้วยอธิฐาน มั่นคง แล้วก็จริงใจด้วย เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตาม ที่ช่วยให้อกุศลไม่เกิด เพราะว่าธรรมดา ถ้าเข้าใจจริงๆ จะรู้ว่าอกุศลเกิดเร็วมาก เราไม่คิดฝันเลยว่านั่นเป็นอกุศล แต่พระธรรมที่ทรงแสดง ทรงตรัสรู้ความจริงที่ละเอียดลึกซึ้งยิ่ง เพราะฉะนั้นรู้ว่าขณะไหนเป็นอกุศล เดี๋ยวนี้มีไหม ไม่ต้องไปถึงทุจริตใดๆ เลย เพียงแค่อยู่ตรงนี้ มีอกุศลไหม ถ้าไม่รู้ ไม่เข้าใจ สิ่งที่กำลังปรากฏถูกต้องตามความเป็นจริง เป็นอวิชชา เป็นโมหะ เป็นความไม่รู้ เป็นรากเหง้า เป็นมูลของอกุศลทั้งหลาย

    เพราะฉะนั้นอกุศลทั้งหลาย เกิดขึ้นเพราะความไม่รู้ เพราะฉะนั้นช่วยให้ไม่เป็นอกุศล ช่วยไม่ให้อกุศลเกิด นั่นคือการช่วยแล้ว ช่วยที่เหตุ เมื่อเหตุคืออกุศลไม่เกิด ผลของอกุศลไม่มี พ้นภัยแล้วใช่ไหม เพราะฉะนั้นถ้ามีความมั่นคงจริงๆ ว่ากุศลนำมาซึ่งเหตุที่ดี อกุศลนำมาซึ่งเหตุที่ไม่ดี เพราะฉะนั้น ใครล่ะจะช่วยให้พ้นภัย ก็คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะทำให้รู้ความจริงในเหตุในผล ภัยมีหลายอย่าง ภายในโลกนี้ ภายในชาตินี้ ก็เห็นกันอยู่ แต่ภัยหลังจากที่จากโลกนี้ไปแล้ว น่ากลัวมาก ถ้าเป็นผลของอกุศล แต่ถ้าเป็นผลของกุศล เราก็เคยพูดกันบ่อยๆ ใช่ไหม สวรรค์ เพราะเหตุว่า เป็นที่บันเทิง ไม่ต้องเดือดร้อน ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องหุงข้าว ไม่ต้องซักผ้า อะไรๆ หลายอย่าง เรียกว่าใครอยากจะมีความสุขมากๆ ก็คือว่าโลกนี้ไม่สามารถจะเทียบกับสวรรค์ได้เลย

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า ช่วยตั้งแต่ไม่ให้อกุศลเกิด จนกระทั่งช่วยภัยใหญ่ ว่าจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ไม่ไปสู่อบายภูมิ นี่คือการช่วยชาติ คือสิ่งที่เกิดขึ้นถ้าเป็นสภาพรู้ คือ จิตจะมี ๔ ชาติ เกิดขึ้นเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด ชา-ติ คือการเกิด เกิดเป็นอกุศลหนึ่ง เปลี่ยนไม่ได้ เกิดแล้ว ดับแล้ว เกิดเป็นกุศลหนึ่ง ตรงกันข้าม แล้วก็เกิดเป็นผลของกุศลและอกุศล ซึ่งใช้คำว่า วิปากะ อีกหนึ่ง และอีกหนึ่งประเภทของจิต ซึ่งคนส่วนใหญ่ถ้าไม่ศึกษา จะไม่รู้ว่าชาติที่ไม่ใช่กุศลก็มี ไม่ใช่อกุศลก็มี ไม่ใช่ผลของกุศลและอกุศลก็มี เป็นชาติกิริยา เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงชาติของจิต ก็จะไม่พ้นจาก กุศล อกุศล วิบากซึ่งเป็นผล และกิริยา เพราะฉะนั้น ช่วยชาติให้พ้นภัย ก็รู้ว่าไม่ให้เกิดเป็นอกุศล เพราะเหตุว่า ภัยคือผลของอกุศล นั่นเอง และถ้าแต่ละหนึ่งเป็นอย่างนี้ เป็นกุศลทั้งนั้นเลย พ้นภัยทั้งนั้นเลย แต่ถ้ามีแต่อกุศลมากๆ แล้วจะให้พ้นภัยได้อย่างไร เหตุกับผลต้องตรงกัน เพราะฉะนั้นคงไม่ลืม เกิดมาแล้ว เรามีอะไรเป็นที่พึ่ง มีคำสอนของผู้ที่ประเสริฐเป็นที่พึ่ง หรือเราจะคิดเอง ทำเอง

    ผู้ฟัง ที่ท่านอาจารย์พูดถึงโลก แต่หลายท่านก็คงจะอยากทราบว่า โลกคืออะไร

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ศึกษาธรรม ต่างคน ต่างคิด แต่ว่าเราลองพิจารณา ถ้าไม่มีอะไรเกิดเลย มีโลกไหม ไม่มีอะไรเกิดเลย มีโลกได้ไหม ไม่ได้ แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น นั่นแหละโลก เพราะฉะนั้นโลกหมายความถึง สิ่งที่เกิด และสิ่งที่เกิดแล้ว ต้องดับ สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตามที่เกิดแล้ว สิ่งนั้นไม่ดับไม่มี เห็นเมื่อกี้นี้ก็หมดแล้ว ได้ยินเมื่อกี้นี้ก็หมดแล้ว คิดนึกเมื่อกี้นี้หมดแล้ว ทุกอย่างเร็วมาก สืบต่อ จนกระทั่งไม่เห็นการเกิดดับของสภาพธรรม เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิด เป็นโลกทั้งหมด แต่ว่าโลกที่เราเห็นใหญ่โตมาก เพราะว่าแต่ละหนึ่งๆ นี่เกิดขึ้นอย่างเร็วมาก แล้วก็รวมกัน จนกระทั่งปรากฏเป็นนิมิต รูปร่าง สันฐาน คิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ไม่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ต้องมีสิ่งที่เกิด แล้วก็ดับ อย่างละเอียดมาก รวมกันแล้วโดยไม่รู้ ก็ปรากฏเหมือนสิ่งที่ยั่งยืน

    เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวซึ่งพ้นโลก เหนือโลก ใช้คำว่า โลกุตระ คือ นิพพาน เพราะไม่มีการเกิด แล้วจะดับได้อย่างไร เพราะฉะนั้นโลกก็คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดแล้ว เริ่มเข้าใจความหมาย ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลย ใช่ไหม เห็นเป็นโลกหรือเปล่า ถ้าไม่มีเห็นเลย ไม่มีอะไรเลย จะเป็นโลกได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ก็จริงๆ แล้วก็มาจากขณะที่สภาพธรรมเกิดขึ้น แล้วก็เป็นธาตุรู้อย่างหนึ่ง ไม่ใช่สภาพที่รู้อีกอย่างหนึ่ง

    ผู้ฟัง ไปสะดุดกับคำว่า พระอภิธรรม ซึ่งตามความเข้าใจ เรามักจะนึกถึงงานศพทั่วๆ ไป ซึ่งจะมีการสวดพระอภิธรรม หลายๆ คนไปฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่าพระสวดอะไร อยากให้อาจารย์อธิบายความหมาย คำว่า พระอภิธรรม

    ท่านอาจารย์ นี่เป็นเหตุที่ถ้าเราฟังอะไรแล้วไม่เข้าใจ ก็ไม่มีประโยชน์เลย เพราะฉะนั้นประโยชน์จริงๆ ของการฟัง ไม่ว่าฟังอะไร ก็คือเข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง ไม่ใช่เข้าใจอย่างอื่น แต่เข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง เพราะฉะนั้นก็ขอให้ตั้งต้นด้วยคำว่า ธรรม มีหลายความหมาย แต่ว่าความหมายจริงๆ ก็คือ ธรรม คือ สิ่งที่มีจริง ทุกกาลสมัย สิ่งใดที่จริง ภาษาบาลีใช้คำว่า ธรรม แต่ภาษาไทยเราไม่ได้พูดภาษามคธี ซึ่งเป็นภาษาที่ดำรงรักษาพระศาสนาไว้ จึงใช้คำว่า ปาลี หรือ ปาละ เพราะภาษาไทยเราก็ไม่นิยมใช้ ป ใช้ บ ก็เป็น ภาษาบาลี เพราะฉะนั้นเราได้ยินคำว่า ธรรม สำหรับคนที่ไม่เคยเข้าวัดเข้าวาเลย อาจจะสงสัยว่าธรรมคืออะไร เพราะไม่ใช่ภาษาไทย แต่แม้คนที่เพียงเข้าไปได้ยินเผินๆ ก็ไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าธรรมคืออะไร เพราะฉะนั้นแต่ละคำ ต้องศึกษา ต้องเข้าใจจริงๆ ขอให้เข้าใจเพียงคำเดียว แต่เข้าใจจริง ไม่เปลี่ยน ไม่คลาดเคลื่อน ตรงกันในพระไตรปิฎกทั้งหมด และตรงกับความจริงด้วย เพราะฉะนั้นก่อนฟังไม่ได้รู้ความหมายของธรรม ว่าหมายความถึงสิ่งที่มีจริง เข้าใจเผินๆ ว่าเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถ้าเป็นพระพุทธเจ้า แต่ไม่ทรงแสดงพระธรรม คนอื่นก็ไม่สามารถจะรู้ในความเป็นพุทธะได้

    เพราะฉะนั้น ทั่วไปก็คิดว่า ธรรม คือ คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ถ้าจะพิจารณา แล้วพระพุทธเจ้าสอนอะไร เป็นพระพุทธเจ้า สอนอะไร สอนเรื่องสิ่งที่มีจริงทั้งหมด ละเอียดยิ่ง ทั้งเหตุที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นและสืบต่อมา ทุกขณะด้วย เพราะฉะนั้นธรรมก็คือสิ่งที่มีจริง ถ้ากล่าวอย่างนี้ ก็ยังยากสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มได้ยินได้ฟังพระธรรม ถ้าจะย้อนถามว่า แล้วเดี๋ยวนี้อะไรจริง ยากไหม หรือว่าตอบได้ง่ายๆ เดี๋ยวนี้อะไรจริง จะได้เข้าใจคำว่า ธรรม ก่อนจะถึง อภิธรรม เดี๋ยวนี้อะไรจริง เห็นจริงไหม เห็นจริง เพราะกำลังเห็น ได้ยินจริงไหม จริง เสียงจริงไหม ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม เพราะฉะนั้นเสียงเป็นธรรม เห็นเป็นธรรม ได้ยินเป็นธรรม สุขเป็นธรรม โกรธเป็นธรรม ทุกอย่างที่มีจริงมีลักษณะเฉพาะแต่ละหนึ่ง ซึ่งต่างกัน เป็นแต่ละหนึ่งจริงๆ เช่น ความโกรธ กับความรัก หรือความติดข้อง ไม่ได้เหมือนกันเลย จะว่าเป็นอย่างเดียวกันไม่ได้ ทั้ง ๒ อย่างเป็นธรรม แต่ไม่ใช่ธรรมเดียวกัน เพราะฉะนั้นธรรมจึงหลากหลายมาก ทั้งหมดเป็นธรรม อย่างเช่นขณะนี้ ถ้าถามว่าเห็นอะไร ดูเหมือนง่าย ขนาดเด็กเล็กๆ ป.๓ ป.๔ ถ้าถามว่าเห็นอะไร ก็จะตอบว่าอย่างไร คำตอบเหมือนคนที่ไม่ได้ศึกษาธรรม แต่พอได้ศึกษาธรรมแล้ว ความละเอียดยิ่ง ซึ่งทุกคนปฏิเสธไม่ได้เลย เห็นสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 201
    25 ส.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ