ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1888


    ตอนที่ ๑๘๘๘

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมเอเชี่ยน หาดใหญ่ จ.สงขลา

    วันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗


    ท่านอาจารย์ มีความรู้สึก นี่แสดงให้เห็นว่าความรู้สึกไม่ใช่จิต กว่าเราจะแยกโดยมีความเข้าใจจริงๆ ว่า จิตเป็นธาตุรู้เท่านั้น เป็น ปัณฑระ ถึงแม้ว่าเป็นจิตที่มี อกุศล โลภะ โทสะ เกิดร่วมด้วย ก็เปลี่ยนสภาพของจิตไม่ได้ จิตยังคงเป็นจิต เจตสิกก็ยังเป็นเจตสิก แต่ว่าจิตที่มีสภาพธรรม ที่เป็นกุศลเกิดร่วมด้วย ก็เป็นกุศลจิต ถ้าจิตมีสภาพธรรม ที่เป็นอกุศลเกิดร่วมด้วย จิตนั้นก็เป็นอกุศลจิต แต่อกุศลเป็นเจตสิก แต่จิตเป็นจิต แต่จิตนั้นประกอบด้วยอกุศล

    เพราะฉะนั้น จิตนั้นแยกไม่ได้เลย ก็เป็นอกุศลจิต เพราะว่ามีเจตสิกนั้นๆ เกิดร่วมด้วย ความรู้สึกมีกี่อย่าง นี่คือความละเอียดของธรรม ความรู้สึก ดีใจ เสียใจ หรือว่าเจ็บทางกายก็มี ใช่ไหม แล้วก็เจ็บทางใจ โทมนัส แล้วก็ไม่ทุกข์ไม่สุข ในวันหนึ่งๆ อย่างเห็นเนี่ย ไม่ได้ทุกข์ ไม่ได้สุขเลยใช่ไหม เกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป

    เพราะฉะนั้น ต้องแยกละเอียดยิบ ละเอียดมาก ว่าความรู้สึกเนี่ย เป็นเจตสิกประเภทหนึ่ง ไม่ใช่จิต และ ไม่ใช่เจตสิกอื่น เจตสิกนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติคำให้รู้ว่า เป็นเวทนา ไม่ใช่ (เวด - ทะ - นา) คนไทยพูดว่า (เวด - ทะ - นา) รู้สึกว่าน่าสงสารมากเลย แต่ว่าเวทนา (เว - ทะ - นา) เนี่ย เป็นความรู้สึกที่ต้องเกิดกับจิตทุกประเภท จิตเกิดแล้วจะไม่มีความรู้สึกเกิดร่วมด้วยไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้น บางครั้งเป็นสุขเวทนา บางครั้งเป็นทุกขเวทนา บางครั้งเป็นโสมนัสเวทนา บางครั้งเป็นโทมนัสเวทนา กายไม่เดือดร้อนเลย ไม่เจ็บ ไม่ปวด แต่ใจโทมนัส ได้ไหม เสียใจ น้อยใจ พวกเนี่ย ไม่ใช่เรา อย่าลืม พูดตรง คือ ต้องตรงตั้งแต่คำแรกจนถึงคำสุดท้าย สภาพธรรม เปลี่ยนไม่ได้ ความรู้สึกจะเป็นจิตไม่ได้ แต่ความรู้สึกเกิดกับจิต เสียใจเป็นเจตสิก ไม่ใช่จิต แต่ต้องเกิดกับจิต ถ้าไม่มีการรู้ การเห็นเลย จะเสียใจเรื่องอะไร จะดีใจเรื่องอะไร ใช่ไหม แต่ธาตุที่เกิดขึ้นเห็น ก็เห็น ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย แต่เมื่อเห็นแล้วเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยเนี่ย รู้สิ่งเดียวกับจิต รู้อารมณ์เดียวกับจิตแต่ว่าไม่ใช่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง ลักษณะของจิต ของสภาพธรรมที่ปรากฏ เช่น ท้องฟ้า กับ น้ำทะเล ยังสามารถแบ่งได้ ไกลแสนไกล ก็รู้ว่า นั่นมหาสมุทร นั่นทะเล โน่นขอบฟ้า เห็นไหม เพราะเป็นสภาพที่รู้แจ้งจริงๆ เพชรเทียม กับ เพชรแท้ รู้ได้ไหม จิตรู้แจ้ง แต่ความจำ แล้วแต่ว่าจะจำได้มากน้อยแค่ไหน จะมีความรู้ประการใด

    เพราะฉะนั้น สภาพที่จำ มีจริงไหม จำได้ไหม ว่าใครนั่งอยู่ตรงนี้ มีจริงๆ ไหม สภาพจำ เป็น รูปธรรม หรือ นามธรรม เป็นนามธรรม เป็นจิต หรือ เป็นเจตสิก เห็นไหม ต้องแยกแล้ว เจตสิกมี ๕๒ ประเภท แต่จิตมี ๑ แล้วแต่ว่าจะมากน้อยตามเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย

    เพราะฉะนั้น โดยประมาณ ที่ประมวลแล้วเนี่ย จิตทั้งหมดมี ๘๙ ประเภท เพราะเจตสิกที่เกิดต่างๆ กัน โดยชาติต่างๆ กัน โดยความละเอียดลึกซึ้งอีกมาก แต่ให้รู้ว่านี่คือ ชีวิตประจำวัน อภิธรรม ถ้าฟังแล้วก็สามารถที่จะเข้าใจได้ ถึงชาติหน้ามีโอกาสได้ฟังอีกด้วย และ ก็มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะว่าเคยได้ฟังมาแล้วเนี่ย คือ เป็นประโยชน์สูงสุด ว่าสิ่งอื่นตามเราไปไม่ได้เลย แต่ดีชั่วตามไปได้ และ ที่สุดของความดีก็คือ ปัญญา ในบรรดาธรรมทั้งหลายซึ่งเกิด ไม่มีอะไรประเสริฐเท่ากับความเห็นที่ถูกต้อง ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็น ปัญญา สามารถจะดับกิเลสได้ เพราะว่ากิเลสเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ถ้าไม่มีกิเลสไม่เดือดร้อนเลย ใครว่าเราพูดไม่เพราะ ต่างๆ นานา เรื่องไม่จริงต่างๆ นานา ไม่มีกิเลสเดือดร้อนไหม ไม่เดือดร้อน แต่ทุกข์เหลือเกิน เพราะอะไร ไม่ใช่เราด้วย แต่เป็นอะไร ธรรมที่เป็นเจตสิก ทั้งหมดเนี่ยการฟังก็คือว่าเล็กน้อยไม่พอที่จะละการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน แต่ถ้าละเอียดขึ้น ทีละเล็ก ทีละน้อยสะสมไป เป็นอารักขโคจร ได้ยินชื่อในพระไตรปิฎกมีชื่อเยอะ แต่ว่าไม่ใช่จำชื่อ แต่เข้าใจว่า โคจร เป็นอีกคำหนึ่งของคำว่า อารมณ์ของจิต เพราะว่าจิต ไปเรื่อยๆ ไม่มีการกลับเลย โคจร อารมณ์ คือ สิ่งที่จิตไปสู่สิ่งนั้น หรือ ที่นั่น ใช่ไหม อย่างโคจร ภาษาไทยก็บอกว่า ไป แต่ว่าจิตไม่อยู่กับที่เลย เกิดขึ้นไปทันที ไปใหน ไปที่อารมณ์ แล้วแต่ว่าขณะนี้ ไปที่เสียง รู้เสียง หรือไปที่สิ่งที่ปรากฏทางตา ไป คือ รู้แล้วดับไป ไม่กลับมาอีก น่าติดข้องไหม ทั้งหมด ชีวิตนี่ก็คือ จิตหนึ่งขณะเท่านั้น จะไม่มากกว่าหนึ่งขณะเลย ทีละหนึ่งขณะ

    เพราะฉะนั้น ชีวิตดำรงอยู่ ก็เมื่อจิตยังเกิดขึ้น ทีละหนึ่งขณะ สืบต่อกัน แต่พอจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้เกิด สิ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ แต่ก็ไม่สิ้นสุดสังสารวัฎฏ์ เพราะว่าจิตขณะก่อน คือจุติจิต ซึ่งเป็นจิตขณะสุดท้ายของชาติก่อน เป็นปัจจัยให้จิตขณะแรกของชาติหน้า เกิดสืบต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่นเลย น่ากลัวไหม น่ากลัว หรือ ไม่น่ากลัว เพราะว่าตายแล้วก็เกิด ไม่เห็นมีอะไรที่จะสูญหาย ต้องเสียดายอะไร ในเมื่อเมื่อวานนี้ เสียดายไหม จิตก็หมดแล้ว เจตสิกก็หมดแล้วเมื่อวานนี้

    เพราะฉะนั้น ถ้าชาตินี้จะหมดไป เป็นธรรมดา คือ หมดความเป็นบุคคลนี้ แต่ก็เป็นคนใหม่ ตามกรรมหนึ่งที่ได้กระทำไว้ ตามเหตุตามปัจจัยว่า ทันทีที่จิตหนึ่งขณะดับ ต้องมีจิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันที แม้แต่จิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ดับ เป็นปัจจัยให้จิตขณะแรกของชาติต่อไปเกิดสืบต่อ เป็นคนใหม่ ทีนี้คนใหม่จะเป็นอย่างไร มาจากไหน ก็มาจากคนนี้แหล่ะ ชาตินี้แหล่ะ คนนี้มาจากไหน ก็มาจากชาติก่อน แล้วก็มาจากสังสารวัฎฏ์ ซึ่งสืบต่อมาสะสมมาจนกระทั่งแต่ละคนก็เป็นแต่ละหนึ่งจริงๆ ไม่เหมือนกันเลย มีแค่ คิ้ว ตา จมูก ปาก เหมือนกันที่ไหน ทั้งโลกเนี่ย แต่ละคน แต่ละคนแล้วจิต ซึ่งละเอียดกว่านั้นอีก จะเป็นอย่างไร

    เพราะฉะนั้น ความหลากหลายมีมาก แล้วก็จิตก็เกิดแล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก แต่ประมวลประเภทได้ว่าเป็น ๘๙ ประเภท แต่ว่าละเอียดมากเลย แต่ละหนึ่งๆ ประมาณไม่ได้ แต่ว่าโดยประเภทใหญ่ๆ ก็คือ ๘๙ หรือว่าถ้าโดยพิเศษก็คือ ๑๒๑ ซึ่งประกอบด้วยจิตอีกประเภทหนึ่ง เช่น ฌานจิตเป็นต้น ก็แสดงให้เห็นว่า ณานจิตที่เกิดพร้อมโลกุตตรจิต กับ โลกุตตรจิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ แต่ไม่มีฌานจิตเกิดร่วมด้วย แสดงโดยละเอียดทั้งหมด นี่คือ อภิธรรม มีจริงๆ แต่ว่าต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้น

    เพราะฉะนั้น ความรู้สึกเป็นจิตหรือเปล่า เป็นอะไร เจตสิก ต้องแยกเลย จิต คือสภาพที่รู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ เกิดขึ้นมาแล้วก็รู้ คือ เห็น เกิดขึ้นมาแล้วก็รู้ คือ ได้ยินเสียง เกิดขึ้นมาก็รู้ กลิ่น เกิดขึ้นมาก็ ลิ้มรส เกิดขึ้นมาก็รู้ อ่อน แข็ง เย็น ร้อน ที่กระทบเท่านั้นเอง แต่สำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งต่างๆ เหล่านี้เลย จะมีเหตุการณ์ต่างๆ ไหม จะมีโลกไหม จะมีเรา มีเขาไหม จะมีซื่อสัตย์ ทุจริต มีอะไรๆ ต่างๆ ไหม ก็ไม่มี ใช่ไหม แต่ทั้งหมดก็เป็นธรรม ทั้งฝ่ายดี หรือว่า ฝ่ายชั่ว หรือ ฝ่ายที่ไม่ดีไม่ชั่วก็ยังมีอีก นี่คือผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง คือ สามารถรู้จิตหนึ่งขณะ ลองคิดดู พร้อมทั้งเจตสิกมากที่เกิดกับจิตหนึ่งขณะ ว่าจิตนี้ประกอบด้วยเจตสิกอะไรบ้าง จิตนั้นประกอบด้วยเจตสิกอะไรบ้าง และ เจตสิกแต่ละหนึ่งที่เกิดกับจิตเป็นปัจจัยแก่จิต โดยสถานใด ไม่เหมือนกัน เพราะว่าเจตสิกต่างกัน

    เพราะฉะนั้น จิตเป็นสภาพที่เกิดขึ้น แล้วก็ไป ไปตลอดไม่เหลือเลย ความรู้สึก และเจตสิกซึ่งเกิดกับจิตก็เช่นเดียวกัน อาหารอร่อยมากเมื่อวานนี้ คิดถึงได้ไหม ได้ แต่ไม่เหมือนขณะที่รสอร่อยนั้นกำลังปรากฏ รสอร่อยปรากฏชั่วขณะที่จิตกำลังลิ้มรสอร่อยที่ปรากฏ และ ยังไม่ดับ แต่พอดับไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย เพียงแค่จำไว้ แต่ก็ไม่ใช่รสที่เคยปรากฏ เพราะว่าแต่ละหนึ่ง เกิดแล้วดับไป แล้วไม่กลับมาอีก กว่าคำนี้จะทำให้ค่อยๆ สลด ค่อยๆ คลายความยึดมั่น ในแต่ละภพ แต่ละชาติ เพราะว่าจริงๆ แล้วไม่มีอะไร ไม่มีเรา ไม่มีใคร แต่เป็นธรรมทั้งหมด

    เพราะฉะนั้น ถ้ายังไม่รู้อย่างนี้ เป็นพระโสดาบันไม่ได้ จะไปปฏิบัติอะไร แล้วจะไปรู้อะไร ไม่ได้เฉียดใกล้ความเข้าใจเลยสักนิด เพราะว่าสภาพธรรมที่กำลังปรากฏนี่ต่างหาก ที่แสดงว่ามีความเข้าใจหรือเปล่า ฟังธรรมหรือเปล่า รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ขอรบกวนอีกคำถาม อยากจะรู้ว่า เมื่อเวทนาเกิดขึ้น ตัวสัญญา กับ ตัวสังขารนี้เกิดขึ้นพร้อมกันไหม หรือว่าเป็นการสืบเนื่องกัน หรือว่าเชื่อมโยงกัน

    ท่านอาจารย์ ก็ต้องเข้าใจความหมายของสัญญาด้วยใช่ไหม เราจะศึกษาธรรม ศึกษาทีละหนึ่ง สำหรับเวทนา ตอนนี้ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า หมายความถึงสภาพความรู้สึก เวทนาเป็นจิต หรือ เจตสิต เป็นเจตสิก เป็นสภาพที่เดี๋ยวนี้มีไหม มี ขณะนี้เวทนาอะไร เห็นไหม คำตอบเนี่ยจะต้องไม่จบ แสดงว่ารู้จริงๆ ในสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ตามความเป็นจริง ไม่ใช่เดาด้วย เดี๋ยวนี้ ก็คือ ต้องเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เมื่อกี้นี้ เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ เวทนาความรู้สึกอะไร เมื่อย ถูกต้องเลย เมื่อย เป็นความรู้สึก ถ้าไม่มีร่างกายจะเมื่อยไหม ไม่เมื่อย เพราะฉะนั้น เป็นทุกขเวทนา สภาพความรู้สึกเป็นทุกข์ซึ่งต้องอาศัยกาย ไม่ว่าจะเมื่อย จะคัน จะเจ็บ จะปวด อย่างไรก็ตามแต่ ถ้าไม่มีกายไม่มีเพราะฉะนั้น เวทนาเนี่ย ไม่ใช่ว่าเราเอาตำรามาคิด แล้วก็มาพยายามคำนวณ บวก ลบ คูณ หาร ว่ามันเป็นอะไร แต่ต้องเข้าใจจริงๆ ว่าความรู้สึกอย่างเนี้ย มันอาศัยกายถ้าไม่มีกายแล้วไม่เมื่อย อย่างไรก็ไม่เมื่อย

    เพราะฉะนั้น ขณะนี้ไม่ใช่ทุกข์ใจ แต่ว่าเพราะทุกข์กายแล้วทุกข์ใจต่อทันที ลูกศรดอกที่หนึ่ง ความเมื่อย ตามมาด้วยลูกศรดอกที่สอง คือ ไม่ชอบ ไม่สบาย เห็นไหม เพราะฉะนั้น ทางใจที่ไม่สบายเนี่ย ไม่เหมือนกับ ความเจ็บ หรือ ความเมื่อย หิวเป็นอะไร ตอบตามไหน ตามความเป็นจริงในขณะที่หิวเกิดได้ไหม แต่ไม่เป็นอย่างนั้นเลยใช่ไหม พอหิวก็ไม่ได้คิดถึงอะไรเลย แต่ฟังมาแล้วนี่ หิวมีจริงๆ เพราะฉะนั้น ลักษณะของหิว ปัญญาสามารถเข้าใจได้ แต่ว่าลืมเสมอ ฟังแล้วก็ลืม พอพบหน้ากันก็ถามได้เลย ลืมอะไรหรือเปล่า คำตอบว่าอะไร ลืม หรือ ไม่ลืม ลืมว่าเป็นธรรม ทุกวัน ใช่ไหม บางทีเราอาจจะคิดว่า ลืมโน่น ลืมนี่ แต่ลืมที่สุดก็คือว่า ลืมว่าเป็นธรรม ประเดี๋ยวก็ลืม แล้วใช่ไหม เพราะฉะนั้น ความเข้าใจจริงๆ เนี่ยไม่ลืม หิว เมื่อย เป็นความรู้สึกที่ต้องอาศัยกาย เป็นทุกขเวทนา เพราะไม่ชอบ ไม่สุข แต่ถ้าสบายดีเมื่อไร จากทุกข์ เป็นสุขเวทนา ทางกาย

    เพราะฉะนั้น ขอย้อนไปถึงคำถามที่ว่า วันนี้เนี่ยต้องการอะไรบ้าง ต้องการความสุขเห็นไหม เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ต้องการในวันนี้ตั้งแต่เช้าไม่พ้นจากต้องการสิ่งที่ปรากฏให้เห็น รูป ต้องการ เสียง ต้องการ กลิ่น ต้องการ รส ต้องการ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ที่มีกาย ก็ยังต้องการ ให้เป็นสุข เพราะฉะนั้น ชีวิตทั้งชีวิตเนี่ย ไม่พ้นจากความติดข้องต้องการ สิ่งที่ปรากฏทางตา ให้เห็นสวยๆ งามๆ เป็นดอกไม้ เป็นเสื้อผ้าเป็นอะไรก็แล้วแต่ สีสันวรรณะต่างๆ ตามที่ต้องการ แล้วก็ทางหู เสียงดนตรี เสียงอะไรก็แล้วแต่ บางคนชอบเสียงพิณ บางคนชอบเสียงขลุ่ย ก็แล้วแต่ กลิ่นก็เหมือนกันกลิ่นดอกไม้ กลิ่นอาหาร สารพัดอย่าง รสยิ่งมากใช่ไหม สิ่งที่กระทบสัมผัส

    เพราะฉะนั้น ตลอดชีวิตต้องการ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ซึ่งเป็นที่ใคร่ ที่ยินดี ที่น่าปรารถนา เพราะฉะนั้น จึงใช้คำว่า กาม กามะ ที่ติดข้อง ที่ต้องการ ขณะใดก็ตามที่มีความติดข้องเกิดขึ้น ขณะนั้นพอใจในสิ่งที่น่าพอใจ ด้วยเหตุนี้ รูป เสียง กลิ่นรส โผฏฐัพพะ หมายความว่า สิ่งที่กระทบกายได้ มี ๓ อย่าง เย็น ร้อน ๑ อ่อน แข็ง ๑ ตึง ไหว ๑ เป็นที่พอใจ เพราะฉะนั้น ไม่ได้พอใจอย่างอื่นใช่ไหม อาหารอร่อย ทางลิ้น รสปรากฏ พอใจในรส พอใจความสุข ที่เกิดจากการลิ้มรสที่อร่อย เพราะฉะนั้น กาม มี ๒ อย่าง กามกิเลส กับ วัตถุกาม วัตถุกามเป็นที่ตั้งของกิเลสของความติดข้อง ทุกอย่างหมด เว้นสิ่งที่โลภะติดข้องไม่ได้ แต่ว่ายังไม่มีใช่ไหม มีแต่สิ่งที่ต้องการทั้งนั้น

    เพราะฉะนั้น ธรรม ก็เป็นเรื่องที่ละเอียด เป็นชีวิตประจำวัน ทำให้เรารู้จักตัวเอง และ ก็รู้ว่าสิ่งใดเป็นโทษ สิ่งใดเป็นประโยชน์ และ ก็ต้องรู้จริงด้วย มีความติดข้องต้องการในอะไรบ้างไหม เพราะจำใช่ไหม จำ ในภาษาไทย คือ สัญญาเจตสิก เกิดกับจิตทุกขณะ เพราะฉะนั้น ค่อยๆ ก้าวไปสู่ความเข้าใจ แม้แต่ว่า สัญญาคืออะไร สังขารคืออะไร เพราะว่าคำแต่ละคำในภาษามคธี ซึ่งเป็นภาษาบาลี ก็เหมือนๆ กับภาษาไทย คือ มีความหมายหลายอย่าง ไม่ใช่อย่างเดียว ขันธ์ อะไรคือขันธ์ รู้จักใช่ไหม ที่หัวเราะเนี่ย ใช่ไหมขันธ์ และ ขันตักนำ้ก็มี คนละขันธ์ เพราะฉะนั้น คำเดียวก็มีความหมายหลายอย่างด้วย เหมือนๆ กันทุกภาษา แต่เราจะต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่า ขณะนั้นหมายความถึงอะไร พอที่จะต่อไปถึงพรุ่งนี้ได้ใช่ไหม ถ้าเรามีพื้นฐานที่มั่นคง ว่านี่คือธรรม นี่คือสิ่งที่มีจริง เป็นปรมัตถธรรม ใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และ ลึกซึ้งมากมากกว่าวันนี้อีกมาก ที่ได้ยินได้ฟัง เป็นความลึกซึ้งอย่างยิ่ง ซึ่งผู้ที่ทรงตรัสรู้ คือ พระอรหันตมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมถึง ๔๕ พรรษา สำหรับให้ศึกษา ให้เข้าใจไม่ใช่แค่สวดในงานศพ

    ผู้ฟัง จะมีการสนทนา มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ก็จะเป็นการสะสมความรู้ ความเข้าใจที่ยากที่จะเกิดขึ้นได้ สำหรับการอบรมเจริญปัญญาของชีวิตนี้ ในชาตินี้

    ท่านอาจารย์ บ้านธัมมะ ก็เป็นบ้านใหญ่ เพราะฉะนั้น ทุกคนกำลังอยู่บ้าน เหมือนบ้านเลย สนทนาธรรมที่บ้าน แล้วเราก็ย้ายบ้านไปเรื่อยๆ ตอนนี้บ้านนี่ก็อยู่ที่หาดใหญ่ เพราะฉะนั้น การสนทนาธรรม ประโยชน์สูงสุดเนี่ยเพื่อเข้าใจ อันนี้ลืมไม่ได้ เวลาที่มีค่า คือ การที่ได้เข้าใจ ไม่ว่าเราจะคิดอย่างไร หรือ เราเคยฟังธรรม เคยได้ยินคำต่างๆ ประโยชน์ก็คือว่า ไม่ใช่ผ่านไป เหมือนรู้ เหมือนเข้าใจ แต่ว่าพระธรรม ที่ได้ยินได้ฟัง จะไม่เป็นเหมือนคำอื่นๆ ตั้งแต่เด็กมาเนี่ย ตอนที่เราจะเริ่มหัดพูดใช่ไหม เราก็ค่อยๆ ชินกับเสียง แล้วก็ค่อยๆ รู้ความหมาย แต่พระธรรม แต่ละคำ มีความลึกซึ้งมาก เพราะเหตุว่า เป็นสิ่งที่มีจริงทุกขณะ เดี๋ยวนี้เอง เป็นธรรม เพราะฉะนั้น การที่ได้ยินคำนี้แล้วไม่ผ่านเลยไป ก็จะรู้ประโยชน์ว่า คำนี้แม้ว่าเราจะแปล หรือ มีความเข้าใจ หมายความถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้เอง ตามปกติ ตามความเป็นจริง ทุกคำที่ได้ยิน ถ้ารู้ว่าเป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง คำนั้นมีความหมายมาก ลึกซึ้งกว่าที่เราคิดว่าจะเป็น อย่างที่เราคนหนึ่งคนใดสามารถจะคิดได้เลย

    เพราะฉะนั้น การที่จะมีโอกาส ได้ยิน ได้ฟัง แต่ละคำเนี่ย ก็คือไม่เผิน ขอให้มีความเข้าใจจริงๆ และ ความเข้าใจจริงๆ เนี่ย ก็จะนำมาสู่ การที่ได้เป็นสาวกโพธิสัตว์ คือ ได้สะสมปัญญาที่จะรู้ความจริงตามที่ได้ฟัง แม้จะนานสักเท่าไร แต่ก็เป็นสิ่งที่มีจริงซึ่งทุกคนเนี่ย ต้องตรงกับตัวเองตามความเป็นจริง ว่ามีความเข้าใจ ในสิ่งที่กำลังปรากฏที่มีจริง ซึ่งยากกว่าจะได้มีโอกาสฟัง เพราะเหตุว่า ถ้าไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ ที่บ้านก็คงจะมีสัตว์หลายชนิด นก หนู จิ้งจก ตุ๊กแก ได้ยิน เสียงเดียวกัน มีโสตปสาท มีการได้ยิน เสียงที่ได้ยินเป็นเสียงเดียวกัน แต่ว่าการที่สามารถที่จะเข้าใจเสียงนั้น เป็นคำๆ ก็อย่างหนึ่ง แม้ว่าจะเข้าใจเป็นคำๆ และ คำนั้นหมายความว่าอะไร ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง และ คำนั้นที่หมายความว่าอย่างนั้น เดี๋ยวนี้อยู่ไหน เป็นคำจริงแท้ระดับไหน นี่ก็เป็นสิ่งซึ่งถ้ามีการไตร่ตรอง แต่ละคำที่ได้ยินเนี่ย ก็จะทำให้มีความเข้าใจความจริง แล้วก็เข้าใกล้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทีละเล็ก ทีละน้อย จากการอยู่ห่างสุดแสนไกล ก็มีโอกาสที่จะได้เข้ามาใกล้ ได้แว่วเสียงพระธรรม ได้ฟังเสียงพระธรรม ได้ค่อยๆ เข้าใจธรรม ซึ่งลึกซึ้ง

    เพราะฉะนั้น ประมาทไม่ได้เลย และ อีกอย่างหนึ่ง ทุกคนก็ทราบว่า การที่เราไม่ได้ศึกษาพระธรรม เพียงแต่ว่าทำตามประเพณีหลายอย่าง แต่ว่าที่สำคัญที่สุด พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี เพราะรู้ว่า สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เป็นสิ่งที่รู้แสนยาก แม้ว่าจะกำลังเห็น กำลังได้ยิน คิดนึก เกิดมา รับประทานอาหารอร่อย ไปเที่ยวสนุกสนาน ทั้งหมดตลอดชีวิต ไม่สามารถที่จะเข้าใจความจริง แต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นไม่ปะปนกันเลย แล้วก็ไม่สับสนด้วย แล้วก็ปรากฏสั้นที่สุด เล็กน้อยที่สุด เกินกว่าที่ใครจะประมาณได้ แล้วก็ดับไป เหมือนนักเล่นกล ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเร็ว ถ้าไม่เร็วก็จะไม่ปรากฏว่าลวง เหมือนอย่างที่กำลังปรากฏในขณะนี้

    เพราะฉะนั้น ก็ควรที่จะได้รู้ โอกาสที่แสนยาก ที่น้อยคนจะมีโอกาสได้ฟังในสังสารวัฎฏ์ด้วย เพราะเหตุว่า ทุกคนเกิดมาเนี่ย อายุไม่นาน ดูเหมือนนาน เพราะว่าใครๆ ก็บางคนก็อายุ ยุคนี้ร้อยปีกว่าก็มี แต่ใครจะถึง และ ถ้าร้อยปีกว่า ไม่มีโอกาสได้เข้าใจธรรม มีประโยชน์อะไร เพราะว่าทุกอย่างไม่ใช่ของใครอย่างแท้จริงเลย แม้แต่ร่างกายซึ่งทุกคนก็เชื่อใช่ไหม ว่าไม่ใช่ของคนอื่นแน่ เป็นของเรานี่แหละ แต่ความจริงก็หาใช่ไม่ วันหนึ่งก็ต้องจากไป แล้วก็ไม่มีใครต้องการด้วย เอาไปให้ใครเปล่าๆ ไม่ต้องซื้อ ก็ไม่มีใครต้องการเลย ไม่มีประโยชน์อะไรเลยทั้งสิ้น

    เพราะฉะนั้น ชีวิตที่มีค่าระหว่างที่ยังเดินได้ ทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ ไปไหนมาไหนได้แล้วก็ฟังพระธรรมได้ แต่ว่าถ้าไม่ฟังพระธรรมชีวิตนั้นก็สูญเปล่า หมายความว่า เกิดมาแค่ เห็น ได้ยิน สนุกสนาน แล้วก็ต้องจากไป แล้วได้อะไรติดตามไป นอกจากกิเลสความเศร้าหมอง หมายความถึง สภาพที่ไม่สะอาด ติดจิต เพิ่มขึ้น มากขึ้น ยากที่จะไถ่ถอน ละคลายให้หมดไปได้ โอกาสที่จะละกิเลสน้อยมาก เพราะว่าโอกาสที่จะเข้าใจธรรม มีหรือเปล่า มากน้อยแค่ไหน

    เพราะฉะนั้น แต่ละคำเนี่ย เป็นคำที่มีประโยชน์จริงๆ อย่าเผิน และ อย่าคิดว่าเราเข้าใจแล้ว เพราะถ้าเข้าใจแล้วไม่ว่าจะพระผู้มีพระภาคตรัสคำอะไร ขณะนี้ผู้ที่ได้เข้าใจแล้ว สะสมมาแล้ว สามารถที่จะรู้จริงตรงตามที่ได้ฟัง แต่ขณะนี้เราได้ฟังคำจริง ทุกสิ่งทุกอย่างมีขณะนี้เพราะเกิดขึ้น แต่อาการเกิดไม่ปรากฏ และก็ได้ยินได้ฟังด้วยว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิด และ ปรากฏ สิ่งนั้นหมดไป ค่อยๆ พิจารณาว่าจริงหรือเปล่า เหมือนไม่มีอะไรเกิดดับเลย แต่ต้องไม่ลืมว่าเพราะเกิดดับเร็วมาก จึงปรากฏเหมือนไม่ได้เกิดดับเลย อีกความหมายหนึ่งของวัฏฏะ ก็คือ ลูกข่าง ธรรมดามากเลยใช่ไหม ตอนเด็กๆ มีใครไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้จักลูกข่างบ้าง บางคนก็เล่นเป็น บางคนก็เล่นไม่เป็น แต่ลูกข่างธรรมดาอย่างเนี่ย สามารถที่จะทำให้หมุนจนกระทั่งตั้งอยู่นิ่ง ก็เหมือนสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ เกิดดับเร็วมากเหมือน ไม่เกิด ไม่ดับเลย


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 201
    30 ก.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ