ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1886
ที่ ๑๘๘๖
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมเอเชี่ยน หาดใหญ่ จ.สงขลา
วันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
ท่านอาจารย์ ปุถุชน คือ ผู้ที่หนาด้วยกิเลส เมื่อสักครู่นี้ อาหารอร่อยไหม เห็นไหม ดอกไม้นี่สวยไหม เห็นไหม เพราะฉะนั้น ทั้งวันนี่โปรยธุลี คือ กิเลส ลงในจิต หนาขึ้นๆ ๆ ยากที่จะถ่ายถอนออกไปได้ แต่ว่าผู้ที่ได้ยินได้ฟังธรรม จากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ต้องบำเพ็ญบารมีถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แค่ สาวก ได้ยินได้ฟัง และก็สามารถค่อยๆ เข้าใจขึ้น ก็จะเปลี่ยนจากความเป็นผู้ไม่รู้ จึงทำให้กิเลสหนามาก ด้วยความรู้เนี่ย ก็ค่อยๆ ละความไม่รู้ ในวันหนึ่งๆ เช่น ขณะนี้ ความเข้าใจธรรม ต่างกับขณะที่ไม่ได้ฟัง ใช่ไหม กำลังสะสมปัญญา ที่จะค่อยๆ ละความไม่รู้ไป เพราะฉะนั้นโอกาสเดียวที่จะทำให้รู้ความจริง ก็คือได้ฟังพระธรรมที่รู้เลย ใครก็แสดงไม่ได้นอกจากผู้ที่ตรัสรู้ความจริงอย่างนี้ จึงกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ตรงตามความเป็นจริง จนกว่าผู้ฟังซึ่งเป็นสาวก จะมีโอกาสได้อบรมเจริญปัญญารู้ตามได้ อย่างพระสาวกในครั้งที่พระผู้มีพระภาคยังไม่ปรินิพพาน ท่านฟังธรรม ท่านเข้าใจธรรม ในภาษาของท่าน เพราะฉะนั้นเราก็พูดถึงสิ่งที่มีจริงในภาษาที่เราเข้าใจได้ ง่ายๆ แต่ก็ตรงกับภาษาอื่นที่ทรงแสดงเป็น ภาษามคธี ภาษาบาลี แต่ทุกคำก็ตรงกัน แล้วก็ค่อยๆ สะสมไป
เพราะฉะนั้น ให้ทราบว่าขณะนี้ เป็นโอกาสที่ประเสริฐ เพราะว่าไม่ได้ทำให้ความไม่รู้เพิ่มขึ้น เหมือนโอกาสอื่นๆ แต่ว่าทำให้ความไม่รู้เนี่ย ค่อยๆ ละไปได้ ทีละเล็ก ทีละน้อย ด้วยความเข้าใจขึ้น ทีละเล็ก ทีละน้อย จนกว่าความเข้าใจนี้จะมากพอ ที่สามารถที่จะรู้ความจริง เมื่อนั้นจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ มีศรัทธา สภาพจิตที่ผ่องใส มั่นคง ไม่คลอนแคลน เพราะว่าได้ประจักษ์ความจริง ตรงตามที่ได้ฟัง วันหนึ่งก็ถึง แต่ต้องเป็นผู้ที่ไม่ละเลยการเห็นประโยชน์ว่า จะจากโลกนี้ไป จะไปด้วยการเข้าใจความจริงของสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจมาเลยในสังสารวัฏฏ์ นานแสนนาน จนกว่าจะได้ฟังพระธรรมเมื่อไร ก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เป็นการสะสมสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดในชีวิตทุกชาติ หรือใครคิดว่าอย่างอื่นมีประโยชน์กว่า ทรัพย์สินเงินทองเนี่ยจากไปได้เร็วมาก ไฟไหม้ น้ำท่วม ถูกโจรลักขโมยไป อะไรก็ได้หมด แต่ว่าความเห็นถูก หรือความเข้าใจถูก สะสมอยู่ในจิตแล้ว ก็จะติดตามไป เพิ่มพูนขึ้น
ผู้ฟัง กราบเรียน ยังคิดว่า มันขัดแย้ง ในเมื่อจิตมันเกิดดับ ดวงโน้นไปแล้ว ดวงใหม่เกิดแล้ว แล้วในเมื่อมันเกิดมาใหม่แล้ว มันไปจำของเก่าได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ ก่อนอื่น เรากำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงหนึ่ง ใช้คำว่า จิต ไม่ได้พูดถึงใครสักคน แต่พูดถึงธาตุชนิดหนึ่ง มีด้วย โดยที่ใครก็ไปบังคับบัญชาให้เกิดขึ้นก็ไม่ได้ ให้ไม่เกิดก็ไม่ได้ เพราะว่ามีปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้น เป็นธาตุรู้ แม้แต่คำว่าธาตุรู้เนี่ย เราเปลี่ยนจากจิต เพื่อที่จะเข้าใจว่า เดี๋ยวนี้จิตอยู่ที่ไหน และ จิตทำอะไร ก่อนที่จะไปคิดเรื่องชาติหน้า จิตดวงใหม่จะมีอะไรจากจิตดวงก่อน แต่ให้ทราบว่า ธาตุนี้มีไหม ธาตุที่สามารถรู้ คือ เห็น ได้ยิน คิดนึก เพราะว่ารูปไม่รู้อะไรเลย ใช้คำว่า รูป หมายความถึง สิ่งที่มีจริง ที่อ่อนบ้าง แข็งบ้าง เป็นเสียง เป็นอะไรก็ตาม รวมความว่า ลักษณะที่มีจริงที่ไม่รู้เนี่ย ต้องแยกขาดออกจากกัน จากธาตุ หรือ สิ่งที่มีจริงอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาพรู้ ซึ่งไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น คนตายมีร่างกาย จับดูก็แข็ง เป็นรูปชนิดหนึ่ง คนเป็นก็มีรูป จับดูก็แข็ง แต่รูปเป็นรูป ธรรมที่ไม่รู้อะไร ต้องไม่รู้อะไร ไม่สามารถจะเปลี่ยนเป็นสภาพรู้ได้เลย
เพราะฉะนั้น ในขณะนี้ ธาตุรู้ก็เป็นอย่างหนึ่ง แยกขาดออกไปจากสภาพธรรมที่มีจริงแต่ไม่รู้ ธาตุรู้เนี่ย เวลานี้ถ้าไม่มีการเกิดขึ้นเลย อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏ โลกไม่ปรากฏหาดใหญ่ไม่มี ดอกไม้ไม่มี อะไรไม่มี แต่ที่มีมากมายหลายอย่าง ก็เพราะเหตุว่าธาตุรู้ เกิดขึ้นจึงรู้ ซึ่งแยกออกไป รู้โดยการที่ว่าอาศัยตาเกิดขึ้นเห็น เดี๋ยวนี้เลย ชีวิตธรรมดาจริงๆ แต่เราจะพูดเฉพาะธาตุรู้ ขณะนี้กำลังเห็น เห็นอะไร เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้ทางตาเท่านั้น ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่กลิ่น ไม่ใช่แข็ง
เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรมเนี่ยยาก แต่ว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏให้พิจารณาว่า กว่าเราจะเข้าใจว่าพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเนี่ย กว่าเราจะค่อยๆ เข้าใจได้ในพระปัญญาที่ทรงตรัสรู้ความจริงที่ถึงที่สุด ว่าไม่มีอะไรเลยในขณะที่กำลังเห็น มีเฉพาะเห็นกับสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้น จริงไหม เริ่มเข้าใจแล้ว ธาตุนี้กิดขึ้นจึงมีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น เวลาที่เสียงปรากฏ ถ้าไม่มีธาตุที่เกิดขึ้นรู้เฉพาะเสียงนั้น คือได้ยินเสียงนั้นก็ปรากฏไม่ได้ เห็น กับ ได้ยิน ไม่ใช่พร้อมกันขณะเดียวกัน แล้วก็จะเกิดตามใจชอบไม่ได้ คนหูหนวกอยากได้ยิน ได้ยินได้ไหม (ไม่ได้) คนตาบอดอยากเห็นเห็นได้ไหม (ไม่ได้) เพราะฉะนั้น แม้เห็นเดี๋ยวนี้เราก็ไม่เคยคิดเลย ถ้าไม่มีเพียงตาหมายความถึงรูปพิเศษ ไม่ใช่ ตาดำ ตาขาว ที่มองเห็น แต่เป็นรูปที่อยู่กลางตา ซึ่งไม่สามารถจะมองเห็นเลย เพราะสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็เป็นเพียงสิ่งที่เป็น สีสันวัณณะต่างๆ ที่สามารถกระทบตา และ ปรากฏให้รู้ว่า เปล่งแสง หรือ สี ออกมาเป็นสิ่งต่างๆ ที่สีสันวัณณะ ที่ทำให้รู้ว่าเป็นอะไร แต่ว่าประสาทตา จักขุปสาทเนี่ย ถ้ากระทบสัมผัสก็อ่อน หรือ แข็ง มองดูก็เป็นสีต่างๆ แต่นั่นไม่ใช่จักขุปสาท ไม่ใช่รูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น
เพราะฉะนั้น มีรูปต่างกันแล้วใช่ไหม ๒ รูป แต่จิตยังไม่เกิดเลย แต่ต้องมี ตา กับ สิ่งที่กระทบกัน เป็นปัจจัยให้จิตเกิดขึ้นรู้ คือกำลังเห็นเดี๋ยวนี้ แล้วก็ดับทันทีเลย เพียงแค่เกิดขึ้นเห็นแล้วดับ จิตหนึ่งขณะสั้นมากเลย และกิดขึ้นรู้เฉพาะอย่างหนึ่งอย่างใดเพียงอย่างเดียว ไม่มากกว่านั้นเลย
เพราะฉะนั้น จิตเห็น ไม่ใช่จิตคิด จิตเห็นดับก่อน แต่จิตคิดเกิดต่อจากที่จิตเห็น เห็นแล้ว คิดถึงสิ่งที่จิตเห็น เห็น เพราะฉะนั้นจิตที่เกิดแล้วดับไป เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด ไม่ใช่ว่าเกิดได้เอง แต่ต่อเมื่อจิตนั้นดับ ท่านใช้คำว่าโดย อนุขณะ คือ จิตหนึ่งขณะ ถ้าย่อยลงไปอีก ทั้งๆ ที่เกิดดับอย่างเร็วมาก ก็ต่างกันเป็นขณะที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ขณะที่ดับ ขณะที่เกิดขึ้น และ ก็ตั้งอยู่ ขณะที่ตั้งอยู่ ไม่ใช่ขณะที่เกิดและดับ ขณะที่ดับก็ไม่ใช่ขณะที่ตั้งอยู่ และ เกิด
เพราะฉะนั้น จิตหนึ่งขณะแม้ว่าจะดับไปเร็วแสนเร็ว แต่ทรงย่อยเป็น อนุขณะ ๓ ขณะ ซึ่งต่อไปความละเอียดจะมีว่า รูปเกิดในขณะไหนของอนุขณะของจิต นี่คือการตรัสรู้สภาพธรรม จนกว่าเราจะเห็นตาม ว่าไม่มีเรา ยิ่งรู้ๆ ก็คือเข้าใจถูกต้องว่า เป็นแต่เพียงธรรม แต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้น จิตหนึ่งขณะที่เกิดขึ้น ดับปราดไปไม่เหลือเลย ทั้ง ๓ ขณะ เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด
เพราะฉะนั้น จิตขณะที่เกิด จะไปเกิดต่อจากจิตขณะอื่นไม่ได้ ต้องจากจิตขณะที่ดับไป เพราะฉะนั้นแต่ละคนเนี่ย ก็มีจิตแต่ละหนึ่ง สองไม่ได้ พร้อมกันไม่ได้เลย โดยสภาพของปัจจัย ซึ่งจิตทุกขณะต้องเกิดพร้อมกับเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น และ ก็เกิดกับจิต เป็นสภาพที่ตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่ง
เพราะฉะนั้น จิตเกิดขึ้นหนึ่ง รู้อารมณ์หนึ่ง เพราะสภาพธรรมที่เกิดร่วมกับจิต ที่ใช้คำว่าเจตสิก มีเจตสิกชนิดหนึ่ง ซึ่งตั้งมั่นในอารมณ์เดียว อารมณ์ คือ สิ่งที่ถูกจิตรู้ เมื่อจิตเป็นสภาพรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้
เพราะฉะนั้น พระธรรมที่ทรงแสดงไม่เลื่อนลอย ไม่ใช่กล่าวไปแล้วก็ไม่รู้ว่าอะไร ถ้ารู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ แต่ละหนึ่ง เช่น เสียงขณะนี้ จิตได้ยินเท่านั้น เกิดขึ้น รู้เสียง แล้วก็ดับ จิตเห็นจะรู้เสียงไม่ได้ จิตที่คิดนึก ในขณะนั้นต้องไม่มีสิ่งที่ปรากฏ ทางตา ทางหู เพราะว่า ถ้าปรากฏเป็นเห็น ก็ดับ เป็นเห็น ถ้าเกิดขึ้นเป็นได้ยิน ก็ดับ เป็นได้ยิน ไม่ใช่คิดนึก แต่ว่าการเกิดดับของจิตเนี่ยเร็วสุดที่จะประมาณได้ ยิ่งกว่ามายากล นักเล่นกลเนี่ยเค้าทำอะไรเก่งมากเลย คนไม่รู้ก็สงสัยว่าทำได้อย่างไร แต่ว่าจิตเร็วกว่านั้นมาก สามารถที่จะลวงให้เห็นว่าขณะนี้มีคนเยอะ แต่ความจริงจิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะ รู้เพียงสิ่งเดียว แล้วก็ดับ และ สิ่งที่ปรากฏทางตา มองเหมือนว่า สงสัยเหลือเกิน เสาทั้งต้นจะดับไปได้อย่างไร แต่ว่าความจริงไม่ใช่เสา เป็นสิ่งที่เพียงปรากฏ
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เป็น รูปธรรม หมายความถึง สภาพที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ ซึ่งต่างกับจิตโดยสิ้นเชิง มีอายุเท่ากับจิต เกิดดับ ๑๗ ขณะ เพราะฉะนั้น รูปเกิดดับเร็วมาก จิตได้ยิน กับ จิตเห็น ห่างกันเกิน ๑๗ ขณะ
เพราะฉะนั้น ใครไปคิดว่ายังมีรูปเหลืออยู่เนี่ย ผิด เพราะไม่รู้ ไม่ปรากฏก็ยังไปจำว่ามี นี่แสดงถึงความหลงแค่ไหน เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏจริงๆ เพราะฉะนั้นให้ทราบว่า รูปก็เกิดดับเร็ว แต่จิตเกิดดับเร็วกว่านั้น เพราะฉะนั้นใครจะรู้ว่า ขณะนี้ ไม่มีเรา แต่จิตที่เกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วดับเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น ตั้งแต่ขณะแรกที่เกิดขึ้นที่เราเรียกว่า เกิดเป็นคนเนี่ย ต้องมีจิตขณะแรก ไม่ได้เกิดมา ๒ ขณะ เกิดมาขณะเดียวแล้วก็ดับ แต่ว่าสิ่งที่มีอยู่ในจิตขณะนั้น สะสมสืบต่อเหมือนที่คำถามที่ว่าเนี่ย แล้วก็จะไปสะสมอย่างไร อะไรต่างๆ แต่จิตหนึ่งขณะที่เกิดแล้วดับไปก็ทำให้จิตขณะต่อไปเกิด โดยจิตขณะก่อนมีอะไร สิ่งที่เกิดต่อก็สืบต่อจากจิตขณะก่อน เมื่อวานนี้ทำอะไรบ้าง จำ แต่ไม่มีเลย เมื่อวานนี้หายไปหมดเลย วันนี้ก็จะเป็นเมื่อวานนี้ของพรุ่งนี้ เวลานี้ทุกคนกำลังนั่งอยู่ที่นี่ พรุ่งนี้จะไม่มีเลย เพราะฉะนั้นก็สืบต่อไปทุกขณะ ตั้งแต่ทุกชาติมา เพราะฉะนั้นจิตนี้เก่าแก่มาก ไม่รู้สะสมอะไรมามากแค่ไหน แต่ก็ปรากฏให้หลากหลายเป็นแต่ละคน
ผู้ฟัง คำว่า สัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏฏ์ คือ ส่วนที่กล่าวมาเมื่อกี้
ท่านอาจารย์ ถ้าเข้าใจแล้ว ก็ตรงกับภาษาบาลีทุกคำ เช่น คำว่าสังสารวัฏฏะ ขอเชิญคุณคำปั่นให้คำแปลด้วย เพราะคุณคำปั่น จบเปรียญ ๙ ตั้งแต่เป็นสามเณร
อ.คำปั่น ความหมายของสังสารวัฏฏะ ก็มีคำ ๒ คำ คือ สังสาระ คำหนึ่ง แล้วก็ วัฏฏะ คำหนึ่ง สังสาระ คือ การท่องเที่ยว วัฏฏะ คือ การวนเวียน การท่องเที่ยว วนเวียนไป นี่คือความหมายของสังสารวัฏฏะ แล้วอะไรหล่ะที่ท่องเที่ยว วนเวียนไป ก็ไม่พ้นไปจากธรรม ที่มีจริงๆ ที่เกิดขึ้นเป็นไป ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และ ทางใจ ไม่พ้น ๖ ทาง นี้เลย เพราะฉะนั้น เมื่อกล่าวถึงสังสารวัฏฏ์ จึงกล่าวถึงสภาพธรรม ที่มีจริงๆ แม้แต่ในขณะนี้ ที่กำลังเห็น ก็เป็นหนึ่งในสังสารวัฏฏ์ เพราะว่ากล่าวถึงสภาพธรรม ที่มีจริงๆ ที่เกิดขึ้นเป็นไป ตามเหตุตามปัจจัย
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้จะไม่พูดคำที่ไม่รู้จัก ใช่ไหม ได้ยินคำว่า สังสารวัฏฏ์ ก็รู้พอเลาๆ วนเวียน ท่องเที่ยว แต่อะไรหล่ะ ก็คือ จิต ซึ่งเกิดแล้วก็ดับ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เก็บหมดทุกอย่างเลย แม้สิ่งนั้นดับไปแล้ว ก็ยังคิด ยังจำได้ เพราะฉะนั้น จะไม่พ้นเลย เกิดมาเนี่ย ๖ ทาง ตา ๑ หู ๑ จมูก ๑ ลิ้น ๑ กาย ๑ ใจ ๑ เมื่อวานนี้กี่ทาง ๖ ทาง วันก่อนโน้นกี่ทาง ก็ ๖ ทาง ชาติก่อนโน้น ก็ ๖ ไม่พ้น ถ้าชาติไหนตาบอด เหลือเท่าไร ก็เหลือ ๕ เนี่ยก็คือ ธรรมดา คือสิ่งที่มีจริงๆ แล้วไม่เคยรู้ คิดว่าธรรม เป็นเรื่องอื่นเนี่ย ไม่ใช่ ธรรม ในภาษาบาลีหมายความถึงสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้น ก็คือทุกขณะของชีวิต เป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งไม่มีใครรู้มาก่อน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และ ทรงแสดงความจริงให้คนอื่นได้เข้าใจ
เพราะฉะนั้น ทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริง ตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่ไม่มี แล้วไปตรัสรู้ได้อย่างไร ใช่ไหม เพราะฉะนั้น คนอาจจะไม่เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้สิ่งที่มี และ ก็ทรงแสดงธรรม คือ ความจริง ซึ่งมีอยู่เดี๋ยวนี้ ให้เข้าใจ เพราะฉะนั้น น่าศึกษามาก เพราะเหตุว่า ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนเลย พร้อมเมื่อไหร่ คือ ฟังเมื่อนั้น เข้าใจเมื่อนั้น มีจริงเมื่อนั้น รู้ได้เมื่อนั้น และ ก็เป็นความจริงอย่างนี้ ไม่สิ้นสุดจนกว่าปัญญาจะถึงการดับกิเลสหมด เมื่อไม่มีกิเลสจึงไม่มีการท่องเที่ยวไปอีก คือ ไม่มีการเกิดขึ้น เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ทุกชาติไม่ว่าจะเกิดใน นรก ที่สวรรค์ พรหมโลก หรือ ที่ไหนก็ตาม
เพราะฉะนั้น ให้ทราบว่า จิต ไม่ใช่เรา จิตเป็นจิต จิตเป็นธาตุรู้ เกิดขึ้นรู้แล้วก็ดับไปไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้เราก็พูดคำที่เรารู้จัก สังสารวัฏฏ์ แล้วก็จิตเป็นสภาพรู้ และ สิ่งที่จิตรู้ภาษาบาลีใช้คำว่า อารัมมณะ หรือ อาลัมพนะ แต่คนไทยจะชินกับคำว่า อารมณ์ ถ้าพูดสั้นๆ ทุกขะ คนไทยก็บอกว่า ทุกข์ สุขะ คนไทยเก็บอกว่า สุข เพราะฉะนั้น อารัมมณะ คนไทยก็บอกว่า อารมณ์ ใช่ไหม แล้วก็เลยเข้าใจผิดไป เพราะเหตุว่าไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจจริงๆ ว่า อารมณ์ อารัมมณะ ในภาษาบาลีเนี่ยหมายความถึงอะไร วันนี้อารมณ์ดีไหม เห็นไหม ตอบได้ วันนี้อารมณ์ไม่ดี แต่รู้ไหม อะไรหล่ะ อารมณ์ ก็สิ่งที่ไม่ดีนั่นแหล่ะ ทำให้เราพูดคำว่า อารมณ์ไม่ดี แต่ว่าเราไม่ได้เข้าใจว่าอารมณ์ คือ สิ่งที่จิตรู้ แต่เราบอกว่าอารมณ์ไม่ดี เหมือนกับตัวเราใช่ไหม ที่วันนั้นไม่สบาย แต่เพราะอะไร เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ได้ยินเสียงไม่น่าพอใจ ได้กลิ่น ลิ้มรส ทุกอย่างที่ไม่น่าพอใจ วันนั้นอารมณ์ไม่ดี อารมณ์เสีย ถ้าสิ่งนั้นไม่ดีมากๆ แต่แท้ที่จริงอารมณ์ คือ สิ่งที่จิตรู้ ถ้าไม่มีสิ่งนั้นให้จิตรู้ จะเกิดทุกข์ จะเกิดไม่พอใจได้ไหม แต่ที่สำคัญ ละเอียดยิ่งกว่านั้นอีก คือ จิต ไม่ใช่ความรู้สึก ต้องแยกกัน
เพราะฉะนั้น พระธรรม ละเอียดมาก ทรงแสดงว่า จิต เป็นเพียงธาตุรู้ แล้วก็เป็นใหญ่ เป็นประธาน ในการรู้ ใช้คำว่า เป็นใหญ่ เป็นประธาน ต้องหมายความว่า มีอย่างอื่นเกิดกับจิต แต่ว่าสิ่งที่มี จิตเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดร่วมกับจิตที่เป็นนามธรรมด้วยกัน แต่ว่าต่างกัน คือ จิตเพียงเกิดขึ้นรู้ เป็นใหญ่ เป็นประธาน ในการรู้ แต่นามธรรมอื่นๆ เช่น โลภ โกรธ หลง พวกนี้ เกิดกับจิต แต่ไม่ใช่จิต เพราะฉะนั้น ใช้คำว่า เจตสิก หมายความถึง สภาพที่เกิดพร้อมจิต หรือว่า เกิดในจิต ไม่แยกจากจิตเลย เพราะฉะนั้นจิตหนึ่งขณะที่เกิดขึ้น ก็จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยทุกครั้งไป มากน้อยแล้วแต่ประเภทของจิตนั้นๆ เป็นเราหรือเปล่า ไม่ใช่ เริ่มเข้าใจความหมายของอนัตตาตามความเป็นจริง ที่มั่นคงขึ้น ไม่ใช่พูดลอยๆ หรือว่าไม่ใช่พูดเป็นข้อแก้ตัว ทำอะไรก็ได้เป็นอนัตตานั่นผิด ทำอะไรก็ได้ เพราะไม่เข้าใจความเป็นอนัตตาว่า ทำไม่ได้ แต่สิ่งนั้นเกิดขึ้น เพราะมีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่มีใครทำได้ ต้องฟังไปตลอดชีวิตไหม นี่คือการเริ่มต้นจริงๆ แล้วจะไม่สะสมที่จะให้เข้าใจขึ้นหรือ ในเมื่อยาก แสนยากที่จะมีโอกาสได้ยิน ได้ฟังพระธรรม เพราะอีกไม่นานพระธรรมอันตรธาน จากมนุษย์แน่ แต่สวรรค์ยังมี เพราะอะไร ทราบไหม ทำไมพระธรรมอันตรธาน หมดไปเพราะอะไร ไม่ฟัง ไม่เข้าใจ ไม่ศึกษา
เพราะฉะนั้น ชาวพุทธเนี่ยจะมีประเพณีมากมาย หลายอย่าง แต่ขาดประเพณีที่สำคัญที่สุด คือ การฟังพระธรรม แล้วจะเข้าใจได้อย่างไร แล้วจะเป็นชาวพุทธ หรือ เป็นสาวก ได้อย่างไร แต่ก็ลืม ทำอย่างอื่นหมด สวดมนต์ ไหว้พระ ทำบุญ ตักบาตรแต่ว่าไม่ฟังพระธรรม ก็ไม่เข้าใจพระธรรม เพราะฉะนั้นอันตรธานแน่ ตราบใดที่ไม่มีการเข้าใจธรรม
เพราะฉะนั้น เมื่อมีความเข้าใจยังอยู่ พระศาสนาก็ไม่อันตรธาน แต่ก็ยังไม่พอ ก็ยังต้องศึกษาต่อไปอีก เพราะว่าจริงๆ แล้ว สิ่งที่ได้ยิน ได้ฟังทั้งหมด ปัญญาสามารถที่จะอบรมเจริญจนกระทั่งประจักษ์แจ้งได้ เป็นความเข้าใจที่ละเอียดขึ้น ลึกซึ้งขึ้น เพราะเหตุว่าขณะนี้ เพียงฟังเข้าใจ แต่ตัวธรรมจริงๆ กำลังเกิดดับ
เพราะฉะนั้น เวลาที่มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ก็สามารถจะค่อยๆ รู้จัก สภาพธรรม ทีละหนึ่ง ไม่ใช่พร้อมๆ กันอย่างนี้ ถ้าไม่รู้จักธรรมที่ปรากฏทีละหนึ่ง จะไม่สามารถเข้าใจว่า สภาพธรรมนั้นเกิดแล้วดับ แต่ละหนึ่งไม่ปะปนกันเลย เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องที่ปัญญา ที่ผู้ได้ศึกษาแล้วรู้ ต้องอบรมเจริญ ไม่ใช่ไปทำ หรือ ไม่ใช่ไปหวัง แต่เพราะเหตุว่าความเข้าใจนั่นเองจะค่อยๆ ละ ความหวัง และ ความต้องการ เพราะเหตุใด ถ้ายังมีตัวเราที่ หวัง หรือ ต้องการ เมื่อนั้นก็จะตรงกันข้ามกับคำที่ทรงแสดงไว้ว่า ไม่ใช่เรา เป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริง ที่มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมยาก ตรงที่ว่าตั้งจิตไว้ชอบ ไม่ใช่เรา แต่การที่ ได้ยินได้ฟัง แล้วก็พิจารณาไตร่ตรอง เห็นความลึกซึ้งเนี่ย ก็สามารถที่จะรู้ได้ ว่าแท้ที่จริงแล้วตราบใดยังเป็นความต้องการด้วยความเป็นเรา ขณะนั้นก็ยังอีกไกล เพราะเหตุว่า ทั้งหมดเนี่ยต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ว่าเป็นลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่าง การติดข้องค่อยๆ คลาย ด้วยความรู้ ความเข้าใจถูก แต่ถ้าไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจถูก อะไรๆ ก็ไปละคลายความติดข้อง ซึ่งติดข้องมานานในความเป็นเรา และ ในความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ได้ ต้องเป็นไป ด้วยความเห็นถูกว่า พระธรรมทั้งหมดเพื่อละ ละความไม่รู้ จึงสามารถที่จะละความติดข้อง จนกระทั่งสามารถที่จะดับกิเลสได้ ต้องด้วยปัญญาจริงๆ
ผู้ฟัง ปัญญา เกิดขึ้นได้อย่างไร มีหน้าที่ทำกิจกรรมอย่างไร
ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นภาษาไทย เข้าใจถูก ไม่ต้องใช้คำว่า ปัญญา ก็ได้ เพราะว่าชาวมคธเนี่ย ถ้าเราบอกว่าเข้าใจถูก เขาไม่เข้าใจ เขาต้องใช้คำว่า ปัญญา หรือ สัมมาทิฏฐิ แต่สำหรับเราธรรมดา เราเอาคำนั้นมาใช้ แต่เราไม่รู้ว่า ปัญญารู้อะไร เราพูดแต่ว่าปัญญา ที่โรงเรียนเนี่ยเด็กคนนี้สติปัญญาดี แต่ว่าปัญญาจริงๆ หมายความถึงความเห็นถูก ในอะไร ต้องมีสิ่งที่ถูกเห็นถูกด้วยใช่ไหม เพราะฉะนั้น ปัญญาความเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ
เพราะฉะนั้น เมื่อมีความเห็นถูกเข้าใจถูกเมื่อไร เมื่อนั้นก็เป็นปัญญา เริ่มตั้งแต่ขั้นการฟัง อย่างขณะนี้ มีจิตแน่นอน แต่ว่ายังไม่รู้จักจิต จริงๆ แต่ก็เริ่มรู้ว่าจิต ไม่ใช่สิ่งอื่น ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่กลิ่น ไม่ใช่จำ ไม่ใช่รัก ไม่ใช่ชัง เป็นแต่เพียงธาตุ ที่สามารถเกิดขึ้นเห็น
เพราะฉะนั้น จะมีอีกคำหนึ่งในภาษาบาลี ที่ใช้คำว่า ปัณฑระ หมายความถึงลักษณะของจิต เป็นสภาพที่ ใส ยังไม่มีอะไรมาเจือปนเลย โลภะยังไม่เกิดกับจิตนั้น โทสะยังไม่เกิดกับจิตนั้น หรือแม้ว่า โทสะเกิดกับจิตนั้น โลภะเกิดกับจิตนั้น โลภะก็เป็นโลภะไม่ใช่จิต โทสะก็เป็นโทสะไม่ใช่จิต เพราะฉะนั้น จึงแยกจิตออกจากเจตสิก เนี่ยคือความละเอียดอย่างยิ่ง เพราะว่าทั้ง ๒ อย่างเนี่ย เกิดพร้อมกัน แล้วก็ดับพร้อมกัน แต่ว่าทรงแสดงลักษณะของสภาพธรรมแต่ละหนึ่ง จิตมีหนึ่ง คือ เป็นธาตุรู้ ถ้าไม่กล่าวถึงประเภทต่างๆ เพียงลักษณะของธาตุ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นธาตุรู้ เจตสิกมีถืง ๕๒ ประเภท แต่ละหนึ่งๆ ไม่ปะปนกัน เพราะฉะนั้น จิตหนึ่งขณะที่เกิด จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากน้อยแล้วแต่ จิตนั้นเกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยอะไร
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1861
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1862
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1863
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1864
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1865
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1866
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1867
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1868
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1869
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1870
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1871
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1872
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1873
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1874
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1875
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1876
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1877
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1878
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1879
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1880
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1881
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1882
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1883
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1884
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1885
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1886
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1887
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1888
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1889
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1890
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1891
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1892
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1893
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1894
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1895
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1896
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1897
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1898
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1899
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1900
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1901
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1902
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1903
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1904
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1905
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1906
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1907
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1908
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1909
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1910
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1911
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1912
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1913
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1914
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1915
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1916
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1917
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1918
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1919
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1920