ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1877
ตอนที่ ๑๘๗๗
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จ.เชียงใหม่
วันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗
ท่านอาจารย์ จะฟังพระสูตรมาเท่าไร ที่มูลนิธิ ทั้งเสาร์ ทั้งอาทิตย์ อย่างไร แต่ว่าฟังแล้วเพิ่มความเข้าใจที่มั่นคง ว่าไม่ใช่เรา นั่นคือประโยชน์ที่สูงที่สุด
อ.ธีรพันธ์ คำว่า ธรรมทั้งหมดเป็นเรื่องของการละ มีความหมายกว้างขวางลึกซึ้งอย่างไร ทำไมถึงต้องละ อย่างเดียว
ท่านอาจารย์ มีอะไรขณะนี้ที่ไม่ควรละ ลองคิด คือเรื่องของธรรม เป็นเรื่องที่คิดไตร่ตรอง แล้วก็จะเป็นการเข้าใจขึ้น แม้แต่คำที่เราได้ยินแล้ว แต่ถ้าถามอีกแบบหนึ่งลองคิดดูว่าจะเข้าใจสิ่งที่ได้ฟังแล้วแค่ไหน เช่น ปัญหาที่คุณธีรพันธ์กล่าว เป็นเรื่องละ ใช่ไหม ขณะนี้ก็มีสิ่งที่กำลังปรากฏ แล้วอะไรไม่ควรละ แทนที่จะพูดเรื่องควรละ ขอเปลี่ยนเป็นคำถามว่า มีอะไรที่ไม่ควรละหรือเปล่า คงไม่เคยคิดมาก่อน เพราะว่าเราไม่เคยคิดที่จะละอะไรเลยใช่ไหม ขณะนี้กำลังเห็น ไม่คิดที่จะละ เพราะไม่รู้ แต่เวลาที่มีความเข้าใจขึ้น ก็จะรู้ว่าควรละอะไร ควรละความไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ขณะนี้ใครรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏว่าเกิดขึ้นเห็น แล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้น นี่คือละความไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ
เพราะฉะนั้น ไม่เคยคิดเลย ว่าชีวิตวันหนึ่งๆ ก็มีสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วหมดไปโดยไม่รู้อะไรเลย ยังคงเป็นเรา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพราะความติดข้อง เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรม ก็ให้เกิดความเข้าใจจริงๆ ว่าพระธรรมทั้งหมด เพื่อละความไม่รู้ เพราะว่าความไม่รู้เป็นเหตุให้ติดข้อง ยึดถือสิ่งที่พอใจและเห็นผิดด้วย เห็นผิดว่าสิ่งที่ปรากฏ ไม่ดับเลย มีตอนเกิดก็ไม่รู้ ตอนดับก็ไม่รู้ ในขณะนี้สภาพธรรม ซึ่งเกิดดับเร็วนับไม่ถ้วน ก็ไม่รู้สักอย่างหนึ่ง เมื่อไม่รู้ ก็ไม่สามารถที่จะละความไม่รู้ด้วยตัวเอง แต่ต้องรู้ว่าสามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้ เมื่อมีการได้ฟังคำซึ่งเป็นวาจาสัจจะที่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว ก็ยังคงมีอยู่ว่าคำนั้นเป็นวาจาสัจจะตลอด ไม่มีที่จะไม่จริง ไม่ว่าในกาลไหน ในในอดีตก็เป็นอย่างนี้ ปัจจุบันนี้ก็เป็นอย่างนี้ อนาคตก็ต้องเป็นอย่างนี้ คือเกิดมาชั่วคราว แล้วก็จากโลกนี้ไป และก็เมื่อเกิดมาแล้ว ก็ต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องลิ้มรส ต้องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ต้องคิดนึก ต้องสุข ต้องทุกข์ เดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวเสียใจ เดี๋ยวป่วยไข้ เดี๋ยวสบายดี แล้วก็จากโลกนี้ไป โดยที่สิ่งต่างๆ ที่มีในโลกนี้ ไม่ได้ติดตามไปด้วยเลยสักอย่าง แม้แต่สมบัติเห็นว่าเป็นสิ่งภายนอก ก็ติดตามไปไม่ได้เลยสักอย่าง บ้านช่อง เงินทอง ทรัพย์สิน หรือ ลูกหลาน เพื่อนฝูงมิตรสหาย แต่ว่าแม้ร่างกายของตัวเอง ซึ่งเคยยึดถือว่าเป็นเรา ในขณะนี้ทุกคนยึดถือว่าเป็นเราใช่ไหม ไม่ใช่คนอื่น ก็ไม่สามารถที่จะเอาไปด้วยได้ ไม่มีอะไรสักอย่างเดียวที่ยังเหลือ
เพราะฉะนั้น ขณะนี้ ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ละความไม่รู้ ว่าขณะนี้มีสิ่งที่เกิดขึ้น และดับไป แล้วไม่เหลือ เพราะฉะนั้น ห้ามไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ ห้ามไม่ให้ดับก็ไม่ได้ เพราะกำลังมีในขณะนี้ เพราะฉะนั้น ก็ฟังให้เข้าใจความจริง เพื่อที่จะได้รู้ว่าสิ่งที่เคยเป็นที่พอใจมากๆ ไม่ว่าจะจากการเห็น การได้ยิน ปรากฏแล้วหมดไป เพราะฉะนั้น ยังติดข้องอยู่ ด้วยความจำในสิ่งที่ไม่เหลือ เพราะฉะนั้นชอบสิ่งที่ไม่เหลือมากเลย ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้เลยว่า ไม่เหลือแล้ว ไม่มีแล้ว แต่โลภะความติดข้องก็ยังติดตามไป เหมือนกับว่าทุกอย่างยังมีอยู่
เพราะฉะนั้น ก็เป็นความไม่รู้อย่างยิ่งในสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ควรละก็คือความไม่รู้ ขณะนี้กำลังไม่รู้จริงๆ จะบอกสักเท่าไร ก็ยังไม่รู้ว่าเห็นขณะนี้เกิดขึ้น แล้วดับไป ฟังอีก อีกหลายๆ ครั้ง จนกว่าจะมีความเข้าใจมั่นคง ค่อยๆ เข้าใจ เห็น ว่าขณะนี้ เห็นสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็นได้ แม้แต่เพียงสิ่งซึ่งปรากฏตลอดเวลาที่เห็น ก็ยังไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วก็เป็นแต่เพียงสิ่งที่สามารถกระทบตาปรากฏรูปร่างสัณฐานให้จำว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้เท่านั้นเอง แล้วก็หมดไป เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่ควรละ แต่ก็ละยาก เพราะเหตุว่าใครก็ละไม่ได้ นอกจากความเห็นที่ถูกต้องเกิดขึ้น ค่อยๆ ละความเห็นที่หลงเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะมีความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น จนกระทั่งรู้ความจริงว่าเดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็น เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏแล้วเพิ่มขึ้นนิดหน่อย หรือยังเลย เพียงแต่ได้ฟังเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ความจริงเป็นอย่างหนึ่ง และความที่ไม่เคยเข้าใจความจริงก็ยังคงมีอยู่เรื่อยๆ ถ้าไม่มีการสะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูกในสิ่งที่จริง
อ.คำปั่น วันนี้มาฟังธรรมครั้งแรก ได้ยินคำว่าละความไม่รู้ ในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เป็นสิ่งที่ยากมากเลย
ท่านอาจารย์ ฟังใครก็มากแล้ว ฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วจะยากหรือจะง่าย
อ.คำปั่น ยากมาก
ท่านอาจารย์ เมื่อรู้ว่ายาก คือ กำลังเริ่มฟังพระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ต้องยากแน่นอน ถ้าใครคิดว่าธรรมง่ายๆ คำง่ายๆ ไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าไม่ได้แสดงความลึกซึ้ง ความจริงของสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ เพราะว่าจากการที่ได้ทรงตรัสรู้ ก็ตรัสรู้ความจริงเดี๋ยวนี้ของสิ่งที่มี และใครจะรู้ได้โดยตลอดเมื่อได้ฟังแล้ว แม้แต่คำว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง เพราะว่าคิดว่าธรรมต้องเป็นเรื่องอื่นไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏ พูดถึงเรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา หลายเรื่อง แล้วเห็นก็เช่นเดียวกัน กำลังเห็น และกำลังได้ยินแท้ๆ อย่างนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้หรือเปล่า ถ้าไม่ทรงแสดงก็แปลก ไปทรงแสดงเรื่องอื่น แต่ไม่ใช่เรื่องสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้
เพราะฉะนั้น ถ้าตราบใดที่ยังไม่รู้ว่าพระธรรมที่ทรงแสดงกล่าวถึงสิ่งที่มีจริง ทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติ จะเว้นเรื่อง การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ การคิดนึก ในขณะนี้ได้ไหม ทั้งหมดที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ตั้งแต่ตื่นจนหลับ และตื่นอีก หลับอีก ตื่นอีก หลับอีก ตลอดชีวิต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความละเอียดยิ่งของสิ่งที่มีโดยไม่เว้นเลย ถ้าจะกล่าวเรื่องศีล และก็ไม่รู้ว่าขณะนี้ ศีลคืออะไร ก็จะมีการพูดโดยความคิดของตัวเองว่าเมื่อได้อ่าน หรือว่าได้ฟังคำหนึ่งคำใดที่ทรงแสดงไว้ เผินมาก ประมาทมาก เพราะเหตุว่าไม่ได้เข้าใจความจริงของแต่ละหนึ่งที่ได้ทรงแสดง ไม่ว่าจะเป็นคำอะไรก็ตามแต่
เพราะฉะนั้น จากการที่ได้มีโอกาสได้ฟังพระธรรมจากพระโอษฐ์ ที่ได้ทรงแสดงไว้นานแสนนาน แต่ก็จารึกสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ให้ทุกคนได้พิจารณาว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไร ก็ทรงแสดงความจริงของสิ่งที่ทรงตรัสรู้นั่นแหละ เพราะฉะนั้น เราจะข้ามเห็นขณะนี้ แล้วคิดว่าเราจะไปรู้อย่างอื่น ก็คือว่าขณะนั้นไม่ได้ฟังพระธรรมที่ทรงแสดง
ผู้ฟัง เรื่องของสัญญา จิต และความคิดเห็นที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงที่ว่า เห็นในสิ่งที่ไม่งามว่างาม ท่านมุ่งหมายถึง เฉพาะรูปธรรม ที่เห็นทางตาใช่ใหม
ท่านอาจารย์ สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาก็คือว่า เราไม่ได้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่เราคิดมากเรื่องอื่น คำอื่น เพราะฉะนั้น ถ้ายังไม่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏถูกต้อง การที่เราจะคิดคำอื่นก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจคำนั้นได้ เช่นขณะนี้ เห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง เพียงแค่นี้ ยังไม่ต้องถึงงามหรือไม่งาม สิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยงก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ไม่เที่ยงงามไหม ความไม่เที่ยงของสิ่งซึ่งเพียงเกิดขึ้นชั่วคราว และกระทบ แล้วก็ดับไป งามไหม ยังไม่ทันที่จะเป็นนิมิตสัณฐานอะไรเลย เพียงแค่สามารถกระทบตา สามารถกระทบหู สามารถกระทบจมูก เพราะฉะนั้น การที่จะรู้ความจริงที่ค่อยๆ คลาย ค่อยๆ ละ ก็ต้องมาจากการที่รู้ก่อนว่าสิ่งนี้ที่กำลังปรากฏ ยังไม่ต้องงามหรือไม่งามเลย แต่เข้าใจผิดแล้วว่าเที่ยง
เพราะฉะนั้นต่อไปก็คือว่าเมื่อมีความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏว่าไม่เที่ยงแล้ว การเกิดดับของสิ่งนั้นที่สั้นมาก งามไหม เพราะเหตุว่าไม่ได้มารวมกันเป็นรูปนิมิตต่างๆ เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรม ก็ต้องเป็นการรู้ความจริงตามลำดับขั้นด้วย เพียงเท่านี้ก็รู้แล้วใช่ใหม ถ้ารู้จริงๆ สิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นแล้วดับไป ถ้าสามารถจะรู้ได้ ก็ละการที่เคยเห็นผิดว่าไม่ดับ ละการเห็นผิดว่าเที่ยง ละการเห็นผิดว่าเป็นเรา ก่อนที่จะไปถึงงามหรือไม่งาม
เพราะฉะนั้น การดับกิเลสต้องตามลำดับขั้นเลย พระโสดาบัน ไม่มีความเห็นผิดว่าเที่ยง ไม่มีความเห็นผิดว่าสุข ไม่มีความเห็นผิดว่าอัตตา เพราะเหตุว่าเพียงเกิดแล้วดับตลอดเวลา มีประโยชน์อะไร นอกจากทำให้หลงผิด เข้าใจผิด ว่าสิ่งนั้นมีจริงๆ แล้วดูเหมือนงามด้วย
เพราะฉะนั้น ที่จะดับการยึดถือสภาพธรรมที่ไม่งาม เห็นว่างาม ก็คือพระอนาคามีบุคคล เมื่อถึงพระอรหันต์ก็ดับหมดเลย แต่เราก็คงจะไม่ต้องไปเพียงจำเรื่องราว แล้วก็คิดมากเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ต้องเป็นผู้ที่ตรงว่าขณะนี้กำลังเข้าใจถูกต้องหรือเปล่า ว่าสภาพธรรมขณะนี้เพียงปรากฏ จะได้รู้จริงๆ ว่างามหรือเปล่า เพียงกระทบ และปรากฏ แล้วดับ งามไหม จากไม่เที่ยง แล้วก็ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เพราะไม่ยั่งยืน และก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาด้วย แล้วก็ยังไม่งามด้วย เพราะเพียงปรากฏแล้วก็ดับไป ยังไม่ทันที่จะเป็นนิมิตต่างๆ
อ.ธีระพันธ์ ได้ยินท่านอาจารย์พูดถึงเรื่อง เห็น ได้ยิน เป็นต้น ดูเหมือนเป็นคำที่เหมือนไม่มีอะไร เป็นปกติ
ท่านอาจารย์ เวลานี้อะไรมีจริงๆ
อ.ธีระพันธ์ มีการเห็น
ท่านอาจารย์ แล้วจะไม่พูดถึงเรื่องเห็น แล้วจะพูดเรื่องสิ่งที่ไม่มีหรือ หรือว่าพูดถึงสิ่งที่ไม่จริงหรือ เพราะฉะนั้น กว่าจะรู้จักความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องฟัง ถ้าไม่ฟังจะไม่มีทางที่จะรู้จักพระองค์เลยทั้งสิ้น และก็พระธรรมที่ทรงแสดง ทั้งหมดทั้ง ๓ ปิฏก มีอะไรที่ไม่เกี่ยวกับสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้บ้าง เพราะฉะนั้น ก็เริ่มรู้จักว่า ธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ทรงแสดงสิ่งที่มีจริง ซึ่งคนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้เข้าใจได้ แต่คิดเอง เช่น คำว่า อนัตตากับธรรม ธรรม คือสิ่งที่มีจริง และสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งเป็นของใคร ใครทำให้เกิดขึ้น หรือว่าอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ถ้าไม่มีความละเอียดจริงๆ ที่จะเข้าใจถูก ไม่ได้ฟังพระธรรม แต่ว่าคิดเองจากคำที่ได้ยิน
เพราะฉะนั้น แม้แต่อนัตตา เราก็อาจจะพูดง่าย มีอะไรเกิดขึ้นก็บังคับบัญชาไม่ได้ไฟไหม้ น้ำท่วม แล้วสภาพเห็นอย่างนี้ ถ้าไม่มีเห็น จะรู้ไหมว่าไฟไหม้ ถ้าไม่มีได้ยินจะรู้ไหมว่าน้ำท่วม ถ้าไม่มีการกระทบสัมผัส จะมีชีวิตที่แต่ละหนึ่งขณะ ผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยคนอื่นรู้ไม่ได้เลย ว่าจริงๆ แล้ว ความจริงอยู่ตรงไหน และความจริงสั้นแค่ไหน ความจริงเร็วแค่ไหน จนรู้ยาก เริ่มเห็นความต่างของผู้ที่คิดเอง แต่ว่าผู้ที่ศึกษาพระธรรมโดยเคารพอย่างยิ่ง อย่างละเอียด อย่างไม่ประมาท ที่จะเข้าใจในแต่ละคำให้มั่นคง เมื่อวานนี้เราก็ได้ยินเรื่องธรรม แล้วก็ได้ยินคำว่าอนัตตา แล้ววันนี้เข้าใจอะไรที่เป็นธรรมที่เป็นอนัตตาบ้าง ฟังอีก ฟังอีก แล้วเมื่อไรจะรู้ว่า เห็นเดี๋ยวนี้มีจริงๆ เกิด ดับ ไม่ใช่เรา แล้วก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา
เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรม จึงมีลำดับของปัญญาคือ ความเห็นที่ถูกต้องตามลำดับจริงๆ ไม่ใช่ว่าจะไปละกิเลสโดยไม่มีความรู้อะไรเลย เพราะฉะนั้น ลำดับแรกคือ ปริยัติ เรามีหู มีจิตได้ยินเสียงมามากมาย แต่เสียงที่สามารถจะทำให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ต้องต่างกับเสียงอื่น เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีการฟังเลย หรือว่าเวลาที่อ่าน เหมือนฟังหรือเปล่า อ่าน ตาเห็นตัวหนังสือ ไม่ใช่เห็นเปล่าๆ อย่างเห็นแก้ว เห็นโต๊ะ แต่ตัวหนังสือทุกคำ เป็นเสียงที่เคยได้ยิน เช่น คำว่าพระนครสาวัตถี อ่านได้ใช่ไหม ทุกคนที่อ่านออก เริ่มอ่านหนังสือก็อ่านออก พระนครสาวัตถี แต่เข้าใจความหมายหรือไม่ เพราะว่าเพียงเห็น แล้วก็ไม่ได้อ่านจะไม่มีเสียงหรือความจำเสียงใดๆ เลยทั้งสิ้น แต่แม้แต่ กอไก่ ตัวเดียว ก็มีเสียงแล้วใช่ไหม เพราะฉะนั้น ขอไข่ อีกตัวหนึ่งจนกระทั่งเต็มไปหมด ขณะใดที่อ่านนึกถึงเสียงทั้งนั้น
เพราะฉะนั้น เวลาที่ฟังพระธรรมในครั้งกระโน้น ณ กาลครั้งหนึ่ง นานแสนนานมาแล้วจากพระโอษฐ์ เป็นเสียงที่ได้ยิน แต่ภายหลังก็มีตัวหนังสือ ที่ทำให้สามารถอ่านได้ และรู้ว่าคำนั้นหมายความว่าอะไร เช่น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ในสมัยโน้นไม่มีตัวหนังสือก็พูดกันได้ แต่สมัยนี้ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่มีตัวหนังสือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเสียงแล้ว พระ ต้องอย่างนี้ ตัวนี้ผสมกับตัวนั้น ถึงจะออกเสียงว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น การอ่านก็คือการจำเสียง ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าเราจะได้ยินเสียงซึ่งทำให้เราสามารถเข้าใจว่าหมายความถึงอะไร เพราะว่าถ้าไม่มีการฟังพระธรรมเลย เสียงทั้งหลายไม่สามารถทำให้เกิดความเข้าใจสิ่งที่กำลังมี ไม่ว่าจะในภาษาที่เป็นชาวโลกนับถือว่าเป็นวิชาการต่างๆ มากมาย มีคำใหม่ๆ เพิ่มขึ้น มีคอมพิวเตอร์ มีซอฟต์แวร์ มีอะไรๆ ตั้งหลายอย่าง แต่ว่าคำเหล่านั้นต้องหมายความถึงสิ่งที่มีจริง
เพราะฉะนั้น ในขณะนี้ การที่ได้ยินเสียงซึ่งตรัสจากพระโอษฐ์ แม้แต่คำว่า จักขุวิญญาณ จักขุคือตา วิญญาณคือสภาพรู้ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยตา คนไทยเราก็มีจักขุแพทย์ หรือจักษุแพทย์ ก็แล้วแต่ คือเอาคำที่เราได้ยินได้ฟังมานานแสนนานสืบทอดกันมา แต่ว่าไม่ได้เอาความหมายที่แท้จริงมาด้วย เพราะฉะนั้น เราก็เข้าใจคำที่เป็นภาษาบาลี ผิด หรือ เพี้ยน หรือ งูๆ ปลาๆ คือว่านึกเอาเองบ้าง แต่ว่าตามความจริง ความลึกซึ้งของแม้แต่คำว่าจักขุวิญญาณ จักขุหมายความถึงตา เป็นรูปพิเศษ ซึ่งแล้วแต่ว่ากรรมจะทำให้เกิดขึ้นหรือไม่ทำให้เกิดขึ้น คนตาบอดก็มี ไม่มีใครอยากตาบอดเลย อยากเห็น แต่ว่าไม่สามารถที่จะเห็นได้ เพราะไม่มีตา ทุกอย่างเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยที่ทรงแสดงไว้โดยละเอียดยิ่ง มาจากเสียงทั้งนั้นที่ตรัสจากพระโอษฐ์ เมื่อมาถึงกาลสมัยนี้ก็เป็นพระไตรปิฎก เป็นอรรถกถา แล้วก็อ่าน คือจำ เสียงที่หมายความถึง ธรรม ที่ได้ตรัสแล้ว ทรงแสดงไว้แล้ว
เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีเดี๋ยวนี้ ตั้งแต่เกิด ทรงแสดงความละเอียดยิ่งของสิ่งที่มีจริงที่ใช้คำว่าธรรม ธรรมไม่ใช่สิ่งที่ไม่มี สิ่งที่มีจริงๆ หลากหลายมาก และเกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่กลับมาอีกเลย เมื่อวานนี้อาจจะมีคนจุดเทียน แสงไฟก็ดับไปแล้ว กลับมาอีกได้ไหม ไม่ได้ เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ดับแล้วไม่กลับมาอีก และก็เป็นชีวิตประจำวันของแต่ละคนด้วย ทำไมเกิดมาเป็นอย่างนี้ไม่เป็นอย่างอื่น พวกสัตว์ต่างๆ วัว ควาย สุนัข ม้า นก ปลา พวกนี้ก็ทำให้เกิดเป็นอย่างนั้น แล้วก็เห็นเหมือนกัน
เพราะฉะนั้น เห็นเป็นเห็น ถ้าไม่อาศัยรูปร่างบอกไม่ได้เลยใช่ไหมว่าอะไรเห็น ผู้หญิงเห็น หรือผู้ชายเห็น ก็บอกไม่ได้ เพราะเห็นเป็นเห็น เห็นจะไม่เป็นอย่างอื่นเลยกว่าจะเข้าใจความจริง ตั้งแต่เกิดจนตาย มีทางเดียวคือฟังพระธรรมด้วยความเคารพยิ่ง ไม่ใช่ฟังแล้วคิดว่าเราเข้าใจแล้ว คำนี้หมายความว่าอย่างนั้น แต่ไม่พอเลย แม้แต่คำว่าเห็น พูดคำว่าเห็นในภาษาไทย มีใครบ้างที่ไม่รู้จัก ก็รู้จักกันทุกคน แต่รู้ไหมว่าเห็นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และก็ไม่ใช่เรา หรือว่าไม่ใช่ใครเลยสักอย่างเดียว แต่เป็น ธรรม หรือธาตุ ซึ่งไม่เกิดไม่ได้ เมื่อมีเหตุปัจจัยก็เกิดเดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมไม่ว่าจะฟังเรื่องอะไร เช่น คำว่า วิปลาส หรือ วิปัลลาส ก็เดี๋ยวนี้ ทุกอย่างคือเดี๋ยวนี้ ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อน แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น
เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ยังยึดถือสภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใด ว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นของเราหรือเปล่า เพราะว่าทุกข์ทั้งหลายเกิดมาจากความยึดมั่นเมื่อยึดมั่นในสิ่งที่มีว่าเป็นเรา พอเกิดมีสิ่งที่ไม่น่าพอใจก็เป็นทุกข์ แต่ทั้งหมดแม้แต่ทุกข์ก็เป็น ธรรมอย่างหนึ่ง ถ้าไม่มีปัจจัยที่ทุกข์นั้นจะเกิด ทุกข์นั้นก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้น ธรรม ก็เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องยาว เรื่องละเอียด แล้วก็ทุกชาติด้วย ไม่ใช่แต่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว ความเข้าใจธรรมต้องตามลำดับทุกคำ แล้วก็เป็นผู้ตรง เห็นมีจริง รู้จักเห็นหรือยัง
อ.ธีรพันธ์ ยัง
ท่านอาจารย์ แล้วจะรู้จักได้เมื่อไร
อ.ธีรพันธ์ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น
ท่านอาจารย์ จะเข้าใจได้อย่างไร
อ.ธีรพันธ์ จากการได้ยินได้ฟัง
ท่านอาจารย์ ได้ยินได้ฟังแล้วก็เห็นไม่สำคัญ หรือว่าเห็นเพียงแค่หนึ่งขณะที่เกิดขึ้นก็ไม่รู้ความจริงแล้ว เพราะฉะนั้น เกิดมาเป็นความไม่รู้จึงเกิดมา แล้วก็เกิดมาแล้วก็ยังไม่รู้ต่อไปอีก ก็แล้วแต่อัธยาศัยที่จะเกิดมา แล้วก็ไม่รู้ต่อไป ก็เป็นเรื่องของคนที่ไม่ยอมจะรู้ ไม่อยากจะรู้ หรือคิดรู้แล้วจะได้ประโยชน์อะไร คิดว่าอย่างอื่นจึงจะเป็นประโยชน์ แต่ความจริง เห็น ใครเห็น
อ.ธีรพันธ์ เรา
ท่านอาจารย์ ไม่เห็นได้ไหม
อ.ธีระพันธ์ ไม่ได้
ท่านอาจารย์ อยากเห็นหรือเปล่า
อ.ธีระพันธ์ ก็อยากเห็นเหมือนกัน
ท่านอาจารย์ แล้วถ้าไม่เห็นจะเป็นอย่างไร
อ.ธีรพันธ์ ถ้าไม่เห็นก็รู้สึกจะขุ่นข้องใจ
ท่านอาจารย์ เป็นทุกข์แล้วใช่ไหม นี่ก็เรื่องทั้งหมด นี่เป็นทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแต่ไม่เคยรู้เลย
อ.ธีรพันธ์ ทุกข์ที่เกิดขึ้นจะไม่มาจากการเห็นได้ไหม
ท่านอาจารย์ ลองคิดถึงความจริง ค่อยๆ คิด ถ้าไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้นสักอย่างเดียวในโลกนี้ จะมีทุกข์ไหม
อ.ธีรพันธ์ ไม่มี
ท่านอาจารย์ จะมีเห็นไหม
อ.ธีรพันธ์ ไม่มี
ท่านอาจารย์ ไม่มีอะไรเลยใช่ไหม แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นแหละ เป็นโลก หรือ โลกะ หมายความถึง สิ่งนั้นเกิดแล้วก็ดับ จริงไหม เพียงแค่หนึ่งอย่าง แต่ว่าเวลานี้ ทั้งโลก ธาตุ นาๆ ธาตุมากมายหลายอย่าง แล้วก็เกิดพร้อมกันมากมายอย่างนี้ก็รวมกัน ลวงให้เห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กว้างใหญ่มาก เป็นประเทศต่างๆ เป็นน้ำ เป็นภูเขา เป็นผู้คน มากมาย เพราะการเกิดขึ้นของแต่ละหนึ่ง ซึ่งก็จะแยกเป็นลักษณะประเภทใหญ่ๆ คือสภาพที่เกิดขึ้นประเภทหนึ่งที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น ฟัง ธรรมต้องไตร่ตรองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ยังไม่ไปไหน ยังไม่ถึงข้างนอก เพียงแค่ที่ตัว สภาพที่ปรากฏคืออะไร ลองกระทบสัมผัสที่ทุกคนยึดถือว่าเป็นกาย หรือเป็นเรา เกิดมีแล้วนั้น ลองกระทบสัมผัสดูว่าตั้งแต่เกิด สิ่งที่ปรากฏที่กาย ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าไปนี่ อะไรปรากฏ หรือไม่มีอะไรเลย
อ.ธีรพันธ์ มีแข็ง
ท่านอาจารย์ มีแข็ง เป็นเรา หรือ แข็ง
อ.ธีรพันธ์ เป็นเรา
ท่านอาจารย์ ผิดแล้วใช่ไหม แต่ยึดถือแข็งที่กาย ว่าเป็นร่างกายของเรา แต่ว่าสิ่งอื่นก็แข็งแต่ไม่ใช่ตัวเรา เป็นคนอื่น และก็เป็นวัตถุอื่น แต่ถึงจะเป็นอะไร เมื่อไร แข็งต้องเป็นแข็ง ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตามแต่ เปลี่ยนแข็งให้เป็นอื่นได้ไหม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1861
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1862
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1863
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1864
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1865
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1866
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1867
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1868
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1869
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1870
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1871
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1872
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1873
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1874
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1875
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1876
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1877
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1878
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1879
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1880
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1881
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1882
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1883
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1884
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1885
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1886
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1887
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1888
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1889
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1890
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1891
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1892
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1893
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1894
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1895
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1896
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1897
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1898
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1899
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1900
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1901
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1902
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1903
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1904
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1905
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1906
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1907
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1908
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1909
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1910
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1911
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1912
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1913
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1914
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1915
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1916
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1917
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1918
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1919
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1920