ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1884
ตอนที่ ๑๘๘๔
สนทนาธรรม ที่ สวนสามพราน ริเวอร์ไซด์ จ.นครปฐม
วันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
ท่านอาจารย์ มีปัจจัยพอที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏจากการฟัง เมื่อไรก็เมื่อนั้น แต่ว่าอยากรู้เร็วๆ เดี๋ยวเราจะกลายเป็นคนเกียจคร้าน แต่ว่าโลภะเก่งมาก หลอกเก่ง ลวงเก่ง ชวนเก่ง ทำทุกอย่างเก่งหมด แต่ว่าไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม นี่เป็นสิ่งซึ่งต่างกันมาก โลภะอยู่ที่ไหน ปัญญาไม่อยู่ตรงนั้น ตรงไหนที่มีความเข้าใจ ตรงนั้นไม่มีโลภะ
เพราะฉะนั้น กว่าที่เราจะได้ฟังจนกระทั่งมีความเข้าใจที่มั่นคงขึ้นว่า ปัญญา คือเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏตามปกติ โดยความเป็นอนัตตา อันนี้ลืมไม่ได้เลย เพราะว่าปกติโดยความเป็นเราจะรู้ โดยการเป็นเราตั้งใจ เป็นเราเลือก เป็นเราทำ เพราะฉะนั้นเป็นหนทางที่เสียเวลาที่สุด เพราะเหตุว่าจะทำอย่างนี้ไปกี่วัน กี่เดือน กี่ปี กี่ชาติ ก็คือเป็นเรา เพราะว่าขณะนั้น รู้ไม่เท่าทันโลภะ ปัญญาอย่างเดียว ที่สามารถจะรู้โลภะ รู้สภาพธรรมทุกอย่างตามความเป็นจริง จึงสามารถที่จะละโลภะได้
ด้วยเหตุนี้ อริยสัจธรรม ทุกขอริยสัจจะ เมื่อไร เดี๋ยวนี้ เมื่อเช้านี้เราพูดว่า ทุกอย่างเป็นธรรม แต่ไม่มีสักอย่างที่เป็นนี้ ธรรม ได้แต่บอกว่าทุกอย่างเป็นธรรม แต่ถ้าเป็นธรรมจริงๆ ที่เข้าใจ นี้คือ เห็น เห็นเดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้น ขณะนั้นก็มีการเริ่มเข้าใจว่า ต้องเข้าใจเห็น ไม่ใช่ไปทำอะไรหมด แต่ว่าต้องเข้าใจให้ถูกต้องตามความเป็นจริงว่า เห็นเกิดแล้วไม่มีใครไปทำเลย แล้วเห็นก็แค่เห็น แล้วเห็นก็ดับไป อย่างนี้ สะสมไป เข้าใจไป โดยไม่หวังอะไรเลยทั้งสิ้น
แต่ว่าชีวิตประจำวัน ถ้ามีความเข้าใจถูก จะเข้าใจความหมายของคำว่า อดทน มีในพระไตรปิฎกแน่นอน แล้วก็เป็นบารมีด้วย และเราจะอดทนอะไร ที่จะมีประโยชน์ นอกจากฟัง ไม่ให้โลภะเกิด ที่จะทำให้เราพ้นจากการที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ ไปหาสิ่งอื่นทันที เหมือนเวลานี้ ทุกคนก็บอกว่าเห็น แต่ก็ไม่รู้จักเห็นแน่ๆ เพราะอะไร เห็นเกิดแล้วดับ ใครรู้จัก ใช่ไหม นี่ก็ได้แต่ฟัง เรื่องสิ่งที่มี ฟังไป ฟังไป สุตมยญาณ ปัญญาที่สำเร็จจากการฟัง ไม่ใช่เพียงฟังแล้วก็ปล่อยไป ไม่คิด ไม่ไตร่ตรอง ฟังคำไหน เข้าใจว่า เดี๋ยวนี้สิ่งที่มีที่กำลังปรากฏเป็นอย่างนั้น นี้ทั้งนั้นเลย นี้เสียง ใช่ไหม ไม่มีใครทำเสียงให้เกิดขึ้น และเสียงก็ดับไป
เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่มีในชีวิตประจำวัน แต่ละหนึ่ง ละเอียดมาก โดยไม่ตั้งใจจะรู้ แต่มีปัจจัยที่เมื่อเข้าใจแล้วจะไม่ให้เข้าใจขึ้นหรือ ในสิ่งที่มี ซึ่งตอนแรกไม่เข้าใจเลย แต่พอฟังก็เริ่มเข้าใจ ทีละเล็กทีละน้อย ทีละเล็กทีละน้อย จนถึงวันที่เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้น ฟังและความเข้าใจที่สะสมมา เอาไปทิ้งที่ไหน ไม่ได้หายไปไหนเลย สะสมจนกระทั่งถึงกาล คือขณะที่สามารถเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏตรงตามที่ได้ฟัง โดยความเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องทำ ทำได้อย่างไร ไม่มีการทำได้เลย นอกจากขณะนั้น เข้าใจว่ามีเรา ที่ต้องการจะรู้ได้เร็ว
เพราะฉะนั้น การฟังธรรมจึงไม่เผิน แม้แต่โอวาทปาติโมกข์ ซึ่งบอกว่าเป็นคำสอนที่ประมวลรวมคำสอนทั้งหมดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ คือ ไม่ประมาท เว้นชั่ว ต้องรู้เลยว่า ไม่ใช่เรา แล้ววันนี้ เห็นไหม ไปอยู่ในหนังสือหมด ไปอยู่วันมาฆบูชาใช่ไหม พอถึงวันมาฆบูชาก็พูดสักทีหนึ่ง อยู่ตรงนั้นแหละ แต่ว่าทุกวันนี้ เว้นชั่วเมื่อไร ถ้าไม่รู้จักชั่ว เว้นไม่ได้ ใช่ไหม แต่ขณะใดก็ตาม ที่ไม่ฟังธรรม ไม่เข้าใจ สิ่งที่สะสมมาเป็นปกติ ไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ ความติดข้องมากมายมหาศาล ไม่เคยแม้คิดที่จะเข้าใจ จะละไหม ฝันมากเลย แสนไกล ละโลภะ เป็นไปไม่ได้เลย ติดมากมายทุกวัน แต่เริ่มด้วยความเข้าใจว่าสิ่งนี้มี แล้วก็เริ่มจากคำที่เริ่มค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่า เป็นสิ่งที่มีจริงชั่วคราว กว่าจะไม่ใช่เรา หรือไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ต้องตรงตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้น บารมี ๑๐ เข้าใจชัดเจนทุกบารมี ตั้งแต่อดทน ถ้ามีคำถามว่าเมื่อไร ทำอย่างไร ไม่ได้อดทนเลยใช่ไหม ต้องการเร็วๆ แต่อดทนคือรู้ว่ายากแน่นอน ผู้ที่ทรงตรัสรู้ ตรัสคำที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย เป็นหนึ่งไม่เป็นสอง คือ สิ่งนี้ที่กำลังปรากฏเกิดดับ เพราะฉะนั้น คนที่จะรู้ความจริงจะไปรู้อื่นจากนี้ได้ไหม ก็ต้องรู้อย่างนี้แหละ แต่เวลานี้ เมื่อไม่เป็นอย่างนี้ก็เข้าใจคำว่า อดทน ซึ่งเป็นบารมี ถ้าขาดบารมีคือความอดทน ไม่มีทาง ก็เดี๋ยวนี้กำลังปรากฏแล้วไม่รู้ แต่ผู้รู้ รู้ได้โดยการทรงบำเพ็ญบารมี ไม่ใช่หมายความว่า เราจะไม่มีคุณความดีอะไรเลย เหมือนเดิมทุกวัน จิตใจที่สะสมโลภะ โทสะ โมหะ ริษยา มานะ สำคัญตน อะไรต่างๆ นานา มากมายหมด ยังเต็มที่ และก็เพิ่มขึ้นอีกด้วย แล้วก็จะไปประจักษ์สภาพธรรม ซึ่งเดี๋ยวนี้กำลังเกิดดับ เป็นไปไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้น ต้องรู้ว่าจิตระดับไหนที่สามารถจะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะว่าแม้การฟังก็ยาก ไม่ต้องไปถึงการที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับ แค่ฟังก็ยากที่จะรู้ว่า อดทนหมายความว่าอย่างไร อดทนก็คือว่า มีสิ่งที่ตั้งแต่เกิดมาก็มีทุกวัน ไม่รู้สักวัน แต่เมื่อมีผู้ที่ตรัสรู้และทรงแสดง ควรฟัง ควรสะสม ควรเห็นถูกเข้าใจถูก ทีละเล็กทีละน้อย และต้องเป็นผู้ที่มั่นคงด้วย
เกิดมาแล้วจะรู้อะไร อยู่ในโลกนี้ไม่นาน บางคนก็บอกว่านาน ถึงแม้ตั้งหลายหมื่นปี ก็ยังต้องจากโลกนั้นไป ใช้คำว่าไม่นานก็ได้ เพราะว่าไม่ตลอดกาล ไม่มีเลยที่เกิดแล้วจะไม่ตาย แต่เกิดมาทั้งทีแล้วก็เป็นมนุษย์ด้วย และก็สามารถที่จะมีโอกาส บุญที่ได้สั่งสมไว้แต่ปางก่อน ทำให้ได้ยินได้ฟัง แล้วก็เป็นโอกาสที่จะได้เข้าใจธรรม เพราะฉะนั้น โอกาสมาถึงแล้ว คือ โอกาสที่ได้ฟังธรรม ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ว่าสูงที่สุดในชีวิต ไม่มีอะไรประเสริฐเท่าคือ ความเห็นที่ถูกต้องในสิ่งที่มี แล้วก็มีจริงๆ ไม่ใช่หลอกลวงเอาสิ่งที่ไม่มีมาบอกว่ามี ทุกคนรู้ว่ามี แต่ก็ยากที่จะรู้ความจริง แต่ฟังแล้ว ไม่ลืม ไตร่ตรอง เห็นถูก เป็นสิ่งที่มีจริง และค่อยๆ เข้าใจขึ้น
เพราะฉะนั้นจากวันหนึ่งๆ เรื่องมากมาย เดี๋ยวเรื่องนั้น เดี๋ยวเรื่องนี้ พอออกจากห้องนี้ก็ลืมแล้ว ไปเรื่องอื่นทันที หรือทั้งๆ ที่กำลังอยู่ตรงนี้ ก็ยังคิดเรื่องอื่นได้ เห็นไหม แล้วอย่างไรถึงจะค่อยๆ เข้าใจขึ้นในสิ่งที่กำลังปรากฏ ซึ่งเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้น จากการได้ฟัง เริ่มรู้ความจริงที่แต่ละหนึ่งจิตสะสมมาไม่เหมือนกันเลย แต่ละหนึ่งจิต ที่เรียกว่า เป็นคนนั้นบ้าง คนนี้บ้าง สะสมมาที่คนนั้นเท่านั้นที่สามารถจะรู้ได้ เพราะขณะนี้ ใครคิดอะไร ไม่มีใครรู้ได้เลย นอกจากจิตที่กำลังคิดในขณะนั้น ซึ่งไม่ใช่จะไปรู้จิตอื่นได้ แต่ต้องรู้สภาพธรรมที่เป็นธาตุรู้ ซึ่งเกิดหนึ่งขณะเท่านั้นเอง แล้วก็ดับ แล้วก็เกิดต่ออีกหนึ่งขณะ ทีละหนึ่งขณะ หนึ่งขณะ เป็นสังสารวัฏฏะ เพราะเหตุว่า วัฏฏะ หมายความถึงอะไร คุณคำปั่น
อ. คำปั่น โดยความหมายก็คือ หมายถึงการท่องเที่ยว วนเวียนไป ซึ่งท่านอาจารย์ ก็สรุปเป็นที่เข้าใจแล้วก็คือ สภาพธรรมที่เกิดดับ เป็นไปอยู่แต่ละขณะ แต่ละขณะ นี่คือ วัฏฏะ
ท่านอาจารย์ คือเดี๋ยวนี้ เห็นไหม เพราะฉะนั้นทุกคำไม่พ้นจากขณะนี้เลย เห็นดับ ได้ยินเกิด คิดนึกต่อ วนเวียนอยู่ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยไม่รู้เลยว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใคร แต่เป็นธาตุรู้ ซึ่งต้องเกิดตามเหตุตามปัจจัย แล้วก็ดับไป สืบต่อมานานแสนนานในสังสารวัฏ แล้วก็ต้องจากโลกนี้ไป แต่ว่าสืบต่อไปอีกเรื่อยๆ อีกต่อไป อีกนานไม่รู้จบ ตราบใดที่ยังไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ นี่คือความจริง และสิ่งที่มีจริงก็ปรากฏให้เห็นจริงๆ ว่าเป็นอย่างนี้
เพราะฉะนั้น นอกจากอดทนแล้ว ยังต้องมีความมั่นคง อธิษฐาน เป็นบารมีด้วย หวังอะไรในชีวิต ได้แล้ว รู้ไหม หวังอะไรแล้วได้อะไร หวังเห็น ก็เห็นแล้วอย่างไร มีใครไม่หวังเห็นบ้าง หวังได้ยิน ก็ได้ยินแล้วอย่างไร จะเอาอะไรอีก ไม่จบ ก็แค่เห็น แค่ได้ยิน แค่ได้กลิ่น แค่ลิ้มรส แค่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แล้วก็คิดนึก ถูกต้องไหม เป็นสิ่งที่เคยหวัง ไม่อยากให้หมดเลย แม้เดี๋ยวนี้ก็ยังหวัง อย่าเพิ่งจากโลกนี้ไปเพื่ออะไร จะเห็น จะได้ยิน จะได้กลิ่น จะลิ้มรส จะรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส หวังแล้วได้แล้วหมด ยังไม่พอ เพราะคิดว่า เป็นสิ่งที่ควรต้องการ แต่ความจริงผู้ที่ทรงตรัสรู้เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง ตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น
เพราะฉะนั้นโลกนี้ก็มี ๒ อย่าง โลกของความไม่รู้ กับโลกของความรู้ จะอยู่ฝ่ายไหนเท่านั้นเอง ถ้าอยู่ฝ่ายรู้ บารมี ๑๐ ขาดไม่ได้เลย สัจจะ คือ ความจริง ใครจะให้ไปทำอย่างอื่นแล้วไม่รู้สิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ ไปไหม ทำไหม เอาไหม สัจจะอยู่ที่ไหน อธิษฐาน อยู่ที่ไหน เพราะฉะนั้นก็ไม่มีทางที่จะกลับมาสู่ความเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งเป็นอนัตตา เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย
ผู้ฟัง ก่อนที่จะฟังธรรม ก็จะอยากไปตามอกุศล แต่พอมาฟังธรรม ก็เปลี่ยนความอยาก เหมือนกับจะได้ปัญญามากกว่าที่จะสามารถรู้ได้ ในตรงนี้ก็เหมือนกับทุกขั้นตอนจะมีเครื่องกั้น แทนที่จะเป็นเรื่องของความอดทน หรือว่า มีสัจจะ จริงใจ แล้วก็ถ้าอธิษฐานก็มั่นคง ตั้งใจมั่น
ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นผู้ไม่ตรง จะไม่ได้สาระจากพระธรรม ธรรมตรงใช่ไหม ผิดจากธรรม คือ ไม่ตรง ไม่ได้สาระ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้ มีธรรมปรากฏ ความจริงใจ สัจจะก็คือว่ารู้หรือยัง ยังก็คือยัง รู้แค่ไหน เปลี่ยนได้ไหม แค่นี้มีนิดเดียว แค่นี้แล้วให้มีมากๆ ได้ไหม เมื่อไม่ได้ก็คือบารมี อดทน ที่รู้ว่าไม่ได้รู้อย่างอื่นเลย แต่รู้สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้เอง เพราะฉะนั้นขณะนี้ แม้แต่ว่ากำลังมีเดี๋ยวนี้เองอยู่ที่ไหน ใช่ไหม ในเมื่อทุกอย่างเป็นธรรม อยู่ที่กำลังเห็น เดี๋ยวนี้เองที่กำลังเห็น รู้จริงๆ เข้าใจจริงๆ คือเข้าใจเห็น ไม่ต้องไปทำอะไร เพราะไม่มีเราจะทำเลย แต่มีจิต เจตสิก มีรูป มีธรรม ทั้งหมดเลย
เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเห็นถูก เข้าใจถูกอย่างนี้ เราก็ไม่ขวนขวายไปรู้ผิด ทำผิด หันหลังให้พระสัทธรรม ไม่มีทางที่จะกลับมาเจออีกเลย แต่การที่เรามีความมั่นคงว่าเดี๋ยวนี้เห็นมี และกำลังเห็นจริงๆ ตอนนี้กำลังอยู่ตรงเห็น นิดหนึ่ง แต่รู้ความจริงว่า ไม่ได้เข้าใจเห็น แต่มีเห็น เพราะฉะนั้น อาจหาญร่าเริง ที่จะเข้าใจเห็น นี่คือผู้ที่ตรง สัจจะ อธิษฐาน วิริยะ ทุกอย่างหมด เพราะว่าอะไร ต้องรู้จักจิตที่สะสมมา ไม่ใช่ไปเอาจิตของผู้ที่ใกล้จะเป็นพระโสดาบันมาเป็นจิตเรา ใช่ไหม แต่ว่าจิตนี้ ซึ่งทุกคนตรง แล้วใครจะรู้ใคร นอกจากตัวเองว่า วันนี้มีอกุศลมากมาย รับประทานอาหารเมื่อสักครู่นี้เท่าไรแล้ว แค่มื้อเดียว ใช่ไหม แล้วกี่มื้อ และไม่ใช่แต่เฉพาะอาหาร เพราะฉะนั้น จิตที่ไม่สะอาดอย่างนี้ แล้วจะไปรู้แจ้งอริยสัจธรรม คิดดูเป็นไปได้ไหม
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทุกคนลืม ลืมชำระจิตให้ค่อยๆ สะอาดขึ้นก่อน ด้วยความเข้าใจธรรม จึงสามารถที่จะเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏได้ เพราะว่าไม่มากด้วยโลภะ ด้วยโทสะ ด้วยอกุศลใดๆ ที่สะสมมาแล้วมากมาย แล้วก็กำลังสะสมต่อๆ ไปด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อเห็นอันตราย และโทษของอกุศลซึ่งกั้นไม่ให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมี ก็จะรู้ได้ว่าการฟังเท่านั้น ไม่พอใช่ไหม สีลมยญาณ ศีล สำเร็จจากการฟัง คือ ปัญญา เพราะฉะนั้น มีศีล ธรรมดาปกติ แต่ไม่เข้าใจ อย่างนั้นจะถึงการดับกิเลสไหม
ที่บางคนเข้าใจผิดว่า ต้องตั้งต้นด้วยศีล สมาธิ ปัญญา แล้วอย่างไร ศีลอะไร สมาธิอะไร ปัญญาอะไร ไม่ศึกษาด้วยความละเอียด ด้วยความเคารพ ก็คิดว่าต้องไปทำศีล แต่ว่าศีลเป็นเราใช่ไหมถ้าไม่มีปัญญา และศีลที่เป็นเรานั่นหรือที่จะดับกิเลสได้ เพราะฉะนั้น ศีล แม้แต่ศีล หรือคำใดคำหนึ่งในพระธรรม ไม่ประมาท คือ เข้าใจจริงๆ ในแต่ละคำ ซึ่งน่าสนใจกว่าอย่างอื่นมากเลย พระไตรปิฎกไพเราะมาก เป็นคำจริงทั้งหมด ภาษาของพระสูตรไพเราะ
ยุคนี้สมัยนี้เราไม่ได้พูดตามอย่างนั้นเลย แต่ถ้าอ่านพระไตรปิฎกจะพูดอย่างนั้นได้ไหม ไม่ได้สะสมมาที่จะพูดอย่างนั้นได้เลย คำทักทายแม้แต่เรื่องที่สนทนากัน แสดงถึงสภาพจิตบุคคลในครั้งนั้น จิตเป็นอย่างไร ที่สามารถที่จะมีคำทักทาย มีการสนทนากัน มีการไต่ถามกัน มีการที่จะสงเคราะห์เอื้อเฟื้อกันด้วยปัญญา เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ประเสริฐ ถ้ามีในชาตินี้ คือ ความเห็นถูก ความเข้าใจถูก เพราะว่าตรงกันข้ามกับที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ไม่เคยรู้นี่มืดจริงๆ อยู่ไปวันๆ ไม่มีการรู้เลยว่าอะไร แล้วก็มีความติดข้อง พอไม่ได้สิ่งที่พอใจก็โกรธ และก็สามารถที่จะประทุษร้ายเบียดเบียนได้
เพราะฉะนั้น พระธรรมทุกคำในพระไตรปิฎกเป็นคำจริง แล้วก็เป็นคำที่ไพเราะมาก อย่างเช่น ไม่คบคนพาล ฟังเผินๆ ใช่ไหม พระไตรปิฎกละเอียดกว่านั้น ไม่เข้าไปหาด้วยกาย ห่างไกลกัน ไม่ใกล้กัน แล้วก็ไม่พึงเข้าใกล้แม้ด้วยใจ คิดดู ละเอียดไหม แม้แต่ไม่คบคนพาล ไม่พึงเข้าไปหาด้วยกาย และไม่พึงเข้าใกล้ด้วยใจ ใจไปเรื่อย เดี๋ยวไปทางนั้น เดี๋ยวไปทางนี้ ทางโน้น ทางนี้ ทิศนั้น ทิศนี้ คนนั้น คนนี้ เรื่องนั้น เรื่องนี้ แต่ว่าพาล คือ สิ่งที่ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย
ต้องศึกษาธรรม ที่ละเอียดจริงๆ แล้วความเข้าใจก็ทำให้ชีวิตประจำวัน ซึ่งเคยมากด้วยกิเลส ก็จะค่อยๆ เป็นไปตามความเห็นถูก คือ ความดีค่อยๆ เพิ่มขึ้น กว่าจะรู้ธรรมที่กำลังปรากฏ ที่ได้ฟังมาแล้วกี่ชาติ บอกไม่ได้เลยใช่ไหม เพราะพรุ่งนี้อาจจะเป็นชาติหน้า ชาตินี้ฟังแล้วใช่ไหม เพราะฉะนั้น ต่อไปอีกกี่ชาติ ก็จะรู้ได้ว่าสะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก และคุณความดีที่เป็นบารมี มิฉะนั้นไม่มีทางที่จะเข้าใจสภาพธรรม ที่แม้เป็นจริงขณะนี้ อวิชชา ความไม่รู้ ปิดกั้นมืดสนิท ม่านที่ดำสนิท ไม่ให้เห็นความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ
ผู้ฟัง อย่างท่านอาจารย์กล่าวถึงเรื่องศีล ก็ถ้าไม่ลืมว่า ไม่ใช่เรา เป็นสภาพธรรม ตรงนี้จะมีประโยชน์มาก ว่าก็จะไม่มีตัวตนที่จะไปพยายามรักษาศีล เคร่งครัดกับตัวเอง ให้ละสิ่งเหล่านี้ด้วยความเป็นตัวตน ซึ่งก็ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ถ้าเคร่งครัดแบบนั้น ก็เป็นโลภะ ใช่ไหม แต่แม้แต่คำว่า ทุกอย่างเป็นธรรม เป็นคำจริง แล้วทำอะไร แล้วก็อ่านพระไตรปิฎก แล้วก็ฟังธรรม เพื่อรู้ขึ้น นี่ถึงจะถูกต้อง เพราะคำที่ว่า ทุกอย่างเป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง ถ้าไม่รู้ ก็ไม่สามารถจะเข้าใจสิ่งที่ปรากฏได้เลย แต่เมื่อได้ยินได้ฟังแม้น้อย เป็นความจริง ขณะนี้มีจริงๆ
เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นผู้ที่สะสมความเห็นถูก ทำอะไร ไม่ได้ไปพยายามขวนขวายที่จะรู้มากๆ เข้าใจมากๆ ด้วยความเป็นตัวตนให้ประจักษ์การเกิดดับ แต่ฟังธรรมต่อไปอีก เพราะฟังแล้วเข้าใจต่อไปอีก อ่านพระไตรปิฎก อรรถกถา หรืออะไรก็ได้ เพราะมีความไพเราะที่ลึกซึ้งมากต่อไปอีก นี่คือหนทางของผู้ที่รู้ว่า การที่จะเข้าใจธรรม ไม่ใช่เพียงแต่ได้ยินคำเดียวว่า ทุกอย่างเป็นธรรม ไม่พอ
เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีความเข้าใจมั่นคงจริงๆ ไม่ได้ฟังครั้งเดียว แล้วก็ไม่ใช่ว่าไม่อ่านข้อความที่สมควรอย่างยิ่งที่จะอ่าน เช่น ข้อความที่ว่า ไม่เข้าไปหาคนพาลด้วยกาย เห็นไหม ใครจะไปคิดถึงอย่างนี้ แล้วก็ไม่พึงเข้าไปใกล้ด้วยใจ เพราะใจชอบไปใกล้โน่นบ้าง นี่บ้าง ใช่ไหม แต่ว่าสำหรับคนพาล แม้แต่ใจก็ไม่พึงเข้าใกล้ด้วยใจ ทั้งหมดเราคิดเองไม่ได้ คำทุกคำที่ได้ยินและเป็นคำจริง เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสไว้ด้วยพระโอษฐ์ ไม่ว่าจะเป็นท่านพระสารีบุตร หรือท่านพระอนุรุทธะ หรือใครก็ตามในครั้งนั้น ที่ท่านสนทนากัน คำจริงทั้งหมดเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อ.คำปั่น ที่บอกว่า ไม่เข้าใกล้แม้ด้วยใจ ก็คือพูดถึงความเป็นพาล คืออกุศลธรรม เพราะมีอกุศลธรรมมากๆ เกิดขึ้นเป็นไป ก็สมมติกล่าวว่าเป็นคนพาล ทีนี้เวลาที่กล่าวถึงว่า ไม่เข้าใกล้แม้ด้วยใจ ในความเป็นจริงก็คือ ไม่คิดที่จะเข้าใกล้ความเป็นอกุศลธรรม หรือว่าไม่คิดที่จะเข้าไปหาบุคคลคนนั้น ซึ่งเป็นคนพาล
ท่านอาจารย์ ทั้งหมด เมื่อศึกษาเข้าใจแล้วคือ ไม่มีใครเลยนอกจากธรรม ไม่มีอะไรนอกจากธรรม แม้แต่ประโยคที่ว่า คนพาล ไม่ไปหาด้วยกาย ไม่เข้าใกล้ด้วยใจ ถ้าเข้าใกล้ความเห็นผิดเมื่อไร ใจไปแล้ว
อ.คำปั่น ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องของคนอื่น แต่จริงๆ ก็คือชีวิตของแต่ละคนจริงๆ
ท่านอาจารย์ เพราะจริงๆ แล้วจิตเกิดแล้วดับ ไม่มีใครเลย ถ้าไม่คิด ชาตินี้รู้จักใครบ้าง
อ.คำปั่น รู้จักคนนั้นคนนี้มากมายไปหมด
ท่านอาจารย์ มากมายไปหมด และคนในประเทศอีกมากมายไปหมด คนในโลกอีกมากมายไปหมด และชาติก่อนก็อย่างนี้ แต่รู้ธรรมหรือไม่ รู้ความจริงหรือไม่ มิฉะนั้น เราจะไม่มีการที่จะเข้าถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย เผินไป เผินมา แต่ไม่รู้จริงๆ ว่าพระคุณมากมายระดับไหน ไม่สามารถที่จะกล่าวได้ ทั้งจักรวาลกี่จักรวาล ก็จะมีเพียงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนึ่งพระองค์เท่านั้น และลองคิดดู จิตเป็นธาตุรู้ มองไม่เห็นเลย เกิดดับเร็วมาก สุดที่จะประมาณได้ ทรงตรัสรู้จิตทุกขณะว่า หนึ่งขณะนี้มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าไร อะไรบ้าง โดยฐานะใด เพราะว่าเจตสิกแต่ละเจตสิก ไม่ใช่เจตสิกเดียว
เพราะฉะนั้น ความเป็นปัจจัยของเจตสิกแต่ละหนึ่ง ก็ต้องเป็นโดยฐานะต่างๆ กัน ก็ลองคิดดู แล้วอย่างนี้ใคร มีพระองค์เดียวจริงๆ ที่ทรงตรัสรู้และทรงแสดง และมีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังได้เข้าใจ จากฝุ่นละอองที่ปลายเล็บ และภูเขาจะเอาเล็บไปทำลายได้ไหม ภูเขา คือ ความเห็นผิดและความไม่รู้ และปัญญาแค่นี้ จะไปทำลายกองอวิชชาได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น ฟังแล้วเข้าใจขึ้น หนทางเดียว เลิกคิด คิดเมื่อไรที่จะไปรู้เร็วๆ เกินฐานะ ก็คือเอาเล็บไปขุดภูเขา ถ้าคิดอย่างนี้แล้ว หมดเรื่องโลภะเลยใช่ไหม ไม่มากั้นเพราะรู้ความจริงว่า ไม่สามารถที่จะดับกิเลสด้วยโลภะและความไม่รู้ แต่หนทางเดียวคือ เพราะรู้นั่นแหละจึงละความไม่รู้และความติดข้อง นอกจากนั้นไม่มีหนทางอื่นเลย และคิดดู อยู่มาในสังสารวัฏนานเท่าไร แล้วจะอยู่ต่อไปอีกนานเกินกว่านี้อีก ถ้ายังคงไม่รู้ต่อไป
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1861
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1862
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1863
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1864
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1865
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1866
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1867
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1868
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1869
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1870
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1871
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1872
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1873
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1874
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1875
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1876
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1877
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1878
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1879
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1880
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1881
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1882
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1883
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1884
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1885
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1886
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1887
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1888
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1889
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1890
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1891
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1892
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1893
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1894
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1895
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1896
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1897
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1898
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1899
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1900
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1901
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1902
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1903
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1904
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1905
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1906
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1907
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1908
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1909
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1910
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1911
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1912
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1913
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1914
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1915
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1916
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1917
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1918
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1919
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1920