ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1875


    ตอนที่ ๑๘๗๕

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗


    ท่านอาจารย์ เพราะเกิดดับอย่างเร็ว จึงปรากฏรูปร่างสัณฐานต่างๆ ที่ดอกไม้มีตาไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ แต่คนมีไหม ก็เป็นนิมิตของรูปที่ต่างกัน คนรูปร่างหน้าตาเหมือนกันไหม

    ผู้ฟัง ไม่เหมือน

    ท่านอาจารย์ เหมือนดอกไม้ ผลไม้ ก็มีลักษณะที่ไม่เหมือนกัน

    ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้น นิมิต แค่สิ่งที่เราจำได้

    ท่านอาจารย์ ขอประทานโทษ คำว่า นิมิต หมายความถึง สภาพธรรมทุกอย่าง ไม่เว้นเลยที่เกิดดับ เพราะว่าเร็วสุดที่จะประมาณได้ แม้แต่จิตเห็นขณะนี้ก็เป็นวิญญาณนิมิต จักขุวิญญาณนิมิต เพราะเหตุว่าเกิดดับจนไม่ปรากฏเลย เหมือนเห็นตลอดเวลา เพราะฉะนั้นมีทั้งรูปะนิมิต รูปนิมิตทั้งหลาย

    ความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงหนึ่งขณะจิต แต่เกิดจนกระทั่งปรากฏว่าเดี๋ยวนี้สุข หรือทุกข์ หรือเฉยๆ เพราะฉะนั้นก็เป็น เวทนานิมิต แม้แต่ความจำ สัญญาเจตสิกที่จำ มากมายเหลือเกิน จำสิ่งที่ปรากฏทางตาว่าไม่ใช่เสียง และยังจำนิมิตของสิ่งที่เกิดดับอย่างเร็ว รู้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นความจำนี้ก็ไม่ใช่หนึ่งขณะ จึงเป็น สัญญานิมิต และขณะนี้กำลังถูกปรุงแต่งด้วยความจำ ด้วยความเคยเห็น ชอบ ไม่ชอบ เป็นต้น สภาพธรรมอื่นๆ ทั้งหมดเป็น สังขารนิมิต และจิตแต่ละขณะที่กำลังเกิดดับขณะนี้ หนึ่งขณะรู้ไม่ได้ ใครจะรู้จักขุวิญญาณที่กำลังเห็นหนึ่งขณะเดี๋ยวนี้บ้าง ที่จะปรากฏว่ามีก็เป็น วิญญาณนิมิต ให้รู้ว่าขณะนี้เป็นจิตประเภทใด

    เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่เกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมาก ก็มีทั้งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เราใช้คำว่า ขันธ์ ๕ เพราะเกิดดับอย่างเร็วมาก ทุกอย่างปรากฏเป็นนิมิตทั้งหมด

    ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้นนิมิตนี่ก็เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ เครื่องหมายของสิ่งที่มีจริงซึ่งเกิดดับสืบต่อ จนปรากฏให้รู้ได้ ว่าเป็นอะไร แต่ละหนึ่ง สัญญาความจำ เวทนาความรู้สึก วิญญาณเป็นสภาพรู้

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นลักษณะที่แท้จริงของนิมิต ก็รวมทั้งหมดที่ท่านอาจารย์กล่าวมาเมื่อกี้

    ท่านอาจารย์ ลักษณะของนิมิต พอใช้คำว่า นิมิต ไม่ใช่หมายความถึงหนึ่ง เร็วสุดที่จะประมาณได้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่ปรากฏ เมื่อเกิดดับสืบต่อ จนปรากฏเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

    เห็น มีแน่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็มีแน่ ทุกคนไม่ปฏิเสธใช่ไหม แต่ว่า เห็นอะไร นี่เป็นปัญหา คือว่า เห็นเป็นคน เห็นเป็นสัตว์ แต่ว่าตามความเป็นจริง คน สัตว์ ปรากฏเมื่อไหร่ ถ้าไม่เห็นจะมีไหม ในห้องนี้ไม่มีอะไรเลยถ้าไม่มีเห็น แต่ว่าเมื่อเห็นมี แล้วจะให้เห็นนั้น เห็นอะไร ก็จะเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น พูดธรรมดาเหมือนกับว่ากำปั้นทุบดิน ไม่เรียกชื่ออะไรก็ได้ เพราะมีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นจริงๆ ใครจะปฏิเสธว่าไม่เห็นไม่ได้ แต่ว่าเพราะไม่มีความรู้ที่ถูกต้อง มีอวิชชา ความไม่รู้มานานแสนนาน ที่ไม่รู้ก็เพราะเหตุว่าเกินวิสัยที่จะรู้ได้ เพราะว่าสภาพธรรมเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ นี่เป็นการแสดงให้รู้แล้วว่า ที่ปรากฏเป็นนิมิตนี่ ต้องมีสภาพธรรม แต่ว่าทำไมปรากฏเหมือนไม่ดับเลย

    เพราะฉะนั้น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า การศึกษาธรรมคือ เพื่อเข้าใจพระปัญญาคุณ และรู้จักความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า สิ่งที่เกิดดับแสนเร็ว พระองค์สามารถที่จะตรัสรู้ความจริงของหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ว่าเห็นขณะนี้ก็นับไม่ถ้วน เพราะว่าเหมือนไม่ดับเลย จึงแสดงว่านับไม่ถ้วน ถ้าเห็นว่าดับ ก็นับได้ใช่ไหม ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แต่นี่เกิดดับสืบต่อจนไม่รู้ได้ ก็ปรากฏเหมือนว่าเห็นตลอดเวลา แต่ทรงแสดงพระธรรมโดยละเอียดว่า เห็นเพียง ๑ ขณะเท่านั้นเอง แล้วจิตนั้นดับ แล้วก็มีจิตอื่นๆ เกิดสืบต่อแต่ละวาระ จนกระทั่งปรากฏเป็นนิมิต สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาก็เกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้

    ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ ใครจะเข้าใจความหมายของคำว่า อนัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยจริงๆ แต่ว่าสิ่งนั้นมีจริงเมื่อเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดขึ้นจะบอกว่าจริงได้อย่างไร เพราะไม่มี แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะบอกว่าไม่จริงก็ไม่ได้ เพราะว่ามีจริงๆ กำลังปรากฏอย่างนั้นจริงๆ แต่เพราะความรวดเร็ว เหมือนแกว่งก้านธูปหนึ่งก้านให้เป็นวงกลม ไม่เห็นการเกิดดับตั้งแต่จุดแรกจนกระทั่งกว่าจะเป็นวงกลม แต่ว่าเห็นเป็นวงกลมแล้ว

    เพราะฉะนั้นรูปขณะนี้ก็เช่นเดียวกัน รูปทุกรูป หรือสภาพธรรมทั้งหมด เกิดขึ้นและดับไปเร็วสุดที่จะประมาณได้ จึงลวงเพราะอวิชชา ให้ไม่รู้ความจริง จนกว่าจะมีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญบารมี จนสามารถเข้าใจจิตหนึ่งขณะ ประกอบด้วยสภาพธรรมที่เกิดกับจิตคือเจตสิกเท่าไหร่ และอาศัยกันเกิดขึ้นเป็นไปโดยแต่ละหนึ่งนั้นเป็นปัจจัยซึ่งกันและกันอย่างไร นี่คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้นผู้ที่มีโอกาสได้ฟัง คิดเองไม่ได้ ฟังธรรมแค่คำเดียวคิดเองต่อ ผิดหมด เพราะจะเข้าใจไหมว่าขณะนี้เห็นอะไร ไม่ได้มีการพูดถึงสิ่งที่ปรากฏเลย ไม่มีการพูดถึงเห็นซึ่งเกิดดับเลย ซึ่งเป็นพระธรรมคำสอนที่จะทำให้เรารู้ความจริงว่า คำว่า ตรัสรู้ หมายความถึง รู้ความจริงถึงที่สุด ถึงที่สุดของสิ่งที่ปรากฏทางตา ก็คือว่ามีสิ่งที่สามารถกระทบตา เสียงกระทบตาไม่ได้ เสียงกระทบหูได้ ในขณะนั้นต้องไม่มีเห็น คนละหนึ่งขณะเลย เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า ความไม่รู้ ก็ค่อยๆ รู้ขึ้นว่า เพราะอะไรจึงไม่รู้ เพราะว่าสภาพธรรมเกิดดับเร็วมาก เพราะฉะนั้นความละเอียดก็คือ ต้องฟังจนเข้าใจความละเอียด จึงสามารถที่จะเข้าถึงธรรมและรู้ในความเป็นอนัตตา

    เริ่มต้นใหม่อีกครั้งว่า ต้องมีสิ่งที่กระทบตา เกิดดับเร็วมาก จนปรากฏเป็นนิมิตตะ “นิมิตตะ” หมายความถึง รูปร่างสัณฐาน คน ไม่มีคิ้ว ไม่มีตา ไม่มีจมูก แล้วเป็นคนได้ไหม เพราะฉะนั้นมีนิมิตของตา มีนิมิตของคิ้ว จมูก ปาก ทั้งหมดเลย ก็คือรูปซึ่งเกิดดับสืบต่อ แค่หนึ่งคน แต่ว่าโลกทั้งโลกมีคนเท่าไหร่ นอกจากสิ่งที่เข้าใจว่าเป็นคน ยังมีโต๊ะ มีเก้าอี้ มีสารพัดอย่าง ก็แสดงว่าการเกิดดับของสภาพธรรมทั้งหมด เร็วแค่ไหน เพราะฉะนั้นเข้าใจพระปัญญาคุณ ทรงตรัสรู้อย่างไรทรงแสดงความจริงอย่างนั้น ให้ไม่หลงทาง ให้ไม่หลงเข้าใจผิด คิดว่าไปรู้อย่างอื่น แต่ว่าสิ่งอื่นซึ่งดับแล้ว รู้ไม่ได้ สิ่งที่ยังไม่เกิด ก็รู้ไม่ได้

    เพราะฉะนั้นขณะนี้ฟังสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง ว่าขณะนี้เห็นนิมิต เพราะรูปที่กระทบตาได้นี้เกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณ จนไม่เห็นการเกิดดับ เห็นเพียงนิมิต รูปร่างสัณฐาน ซึ่งทำให้มีการรู้ในสิ่งที่ปรากฏ รู้ได้โดยประการนั้นๆ คือโดยนิมิตอย่างนั้น โดยสิ่งที่ปรากฏอย่างนั้น ก็เลยรู้ว่าเป็นคนบ้าง เป็นอาหารบ้าง เป็นผลไม้ เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้บ้าง

    นี่ก็คืออยู่ในโลกของความไม่รู้ จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม ค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ที่เราเคยได้ยินคำว่า ทุกขอริยสัจจะ "ทุกขะ” ที่นี่หมายความถึง สภาพธรรมที่ไม่เที่ยง จะเป็นสุขได้อย่างไร เพราะเหตุว่าสุขของเราก็คือ สิ่งนั้นเที่ยงพอที่จะทำให้ความรู้สึกของเราเกิดขึ้น แล้วแต่ว่าจะนานมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เพียงเกิดแล้วดับไป ความไม่เที่ยงนั้นสั้นมาก เพราะฉะนั้นถ้ารู้ความจริงอย่างนั้นเมื่อไหร่ ยังไม่รู้แจ้งอริยสัจจธรรมทั้ง ๔ เพียงแค่ ๑

    เบื้องต้นคือ ทุกขอริยสัจจะ ซึ่งกว่าจะรู้ได้ก็คือว่า ฟังจนคลายความไม่รู้และความติดข้อง จนกระทั่งปัญญาสามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรม ที่เราใช้คำว่า รู้แจ้งความจริง คือ วิปัสสนาญาณ ถึงจะเริ่มเกิด แต่ว่ามีมาก หลายขั้น ไม่ใช่เพียงขั้นที่หนึ่งก็จะไปละการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนและก็รู้แจ้งนิพพาน

    เพราะฉะนั้นการฟังธรรมละเอียดอย่างยิ่ง เพื่อเข้าใจความจริงซึ่งละเอียดยิ่ง เพื่อค่อยๆ สะสมความเห็นถูก จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ด้วยตัวเอง ว่ามีความเข้าใจในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังระดับไหน เช่น ได้ยินได้ฟังว่าขณะนี้มีรูปที่สามารถกระทบตาได้ อยู่ที่ธาตุดินน้ำไฟลมนี่เอง แต่ว่าสิ่งที่ปรากฏกระทบตานั้น หลากหลาย เพราะว่าส่วนผสมของธาตุดินน้ำไฟลม หลากหลาย รสก็ต่างกัน สีสันวรรณะก็ต่างกัน ความอ่อนความแข็งของสิ่งที่ปรากฏเมื่อกระทบสัมผัสก็ต่างกัน ต่างกันอย่างละเอียดยิ่ง จนกระทั่งปรากฏเป็นสิ่งต่างๆ ซึ่งหลากหลายมาก

    เพราะฉะนั้นกว่าจะรู้ความจริงอย่างนี้ เข้าใจอย่างนี้ว่า นี่คือ ธรรม มีสภาพจริงๆ ซึ่งทรงแสดงความจริงของสิ่งนั้นโดยละเอียดยิ่ง ให้รู้ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่วัตถุสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืน เพียงเกิดขึ้นและดับไป เพราะฉะนั้นการฟังธรรมใครยังหวังว่าจะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้เร็วบ้าง ไม่มีทางเป็นไปได้เลย แต่สะสมการละความไม่รู้ และสะสมความรู้ซึ่งค่อยๆ ทำให้ละคลายความเป็นตัวตน เพราะรู้ว่าสภาพธรรมนั้นจริงๆ แล้วปรากฏทีละหนึ่ง สภาพธรรมที่ปรากฏทางตา ปรากฏทางอื่นไม่ได้ สภาพธรรมที่ปรากฏทางหูหนึ่งอย่าง ก็ปรากฏทางอื่นไม่ได้ สภาพธรรมที่ปรากฏทางจมูก ก็ปรากฏทางอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งเกิดขึ้นโดยมีปัจจัย โดยธาตุรู้เกิดขึ้น และกำลังรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ พร้อมด้วยสภาพธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้นอีกมาก

    ก็เป็นสิ่งซึ่งค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ รู้ว่า ธรรมคืออย่างนี้ ไม่หลงว่าธรรมคืออย่างอื่น สอนให้ติดข้อง ไม่ใช่ธรรมแน่นอน สอนให้ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ก็ไม่ใช่ธรรม แต่ต้องเป็นสิ่งที่มีจริงทุกขณะ ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา เพราะรู้ว่าอัธยาศัยของแต่ละคนหลากหลายมาก สะสมมาที่จะมีโมหะมาก มีโลภะมาก มีโทสะมาก ใคร คนอื่นหรือเรา หรือทุกคน จนกว่าความเข้าใจจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น

    เพราะฉะนั้นมีสภาพธรรมซึ่งเกิดดับเร็วมาก ประมาณไม่ได้เลย จนปรากฏเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยนิมิต อย่างเห็นคน เห็นดอกไม้ มีเห็นจริง มีสิ่งที่ปรากฏจริง แต่ความหลากหลายก็ทำให้เป็นนิมิต เครื่องหมายต่างๆ ที่ปรากฏว่า นี่ไม่ใช่คน เป็นดอกไม้ นั่นคือ นิมิตของสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้น ปัญญัตติ ก็คือว่า สามารถรู้ได้โดยนิมิตของสิ่งนั้น จึงรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร ถ้าไม่มีนิมิตก็รู้ไม่ได้ จะไปรู้การเกิดดับทันทีเป็นไปไม่ได้เลย ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ แม้ผู้ที่ประจักษ์การเกิดดับแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่ามีปัจจัยที่จะรู้แจ้งการเกิดดับตลอดเวลา เพราะว่าขณะที่เห็น แล้วก็พูด แล้วก็คิด ขณะนั้นไม่ใช่การประจักษ์แจ้ง นอกจากผู้ที่มีปัญญาอย่างผู้ที่หมดกิเลสแล้ว อย่างพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ไม่มีกิเลสใดๆ เลย ก็สามารถที่จะรู้ได้ว่า ขณะที่กำลังได้ยิน ปัญญาสามารถที่จะรู้ทันทีพร้อมกับขณะที่ได้ยินว่า ไม่ใช่เรา แต่ปัญญาก็ต่างกันไปหลากหลาย ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของพระอรหันต์ ของพระอนาคามี ของพระสกทาคามี ของโสดาบัน ก็หลากหลายกันไป แล้วแต่กำลังของผู้ที่สะสมมาด้วย ว่าจะเป็นเลิศคือเอตทัคคะในทางหนึ่งทางใด หรือไม่

    ผู้ฟัง ที่แปลนิมิตว่า เครื่องหมาย นั้น มาได้อย่างไร คำว่า เครื่องหมาย มาเกี่ยวข้องกับนิมิตอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เห็นอะไรเดี๋ยวนี้

    ผู้ฟัง เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็น

    ท่านอาจารย์ มีเครื่องหมายไหม ปรากฏให้เห็น

    ผู้ฟัง ตอบไม่ได้จริงๆ อันนี้ผมตอบไม่ได้จริงๆ

    ท่านอาจารย์ ก็มีใครบ้างนั่ง อยู่ที่นี่ เป็นเครื่องหมายหรือเปล่า

    ผู้ฟัง นี่เป็นชื่อ

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ ไม่ต้องเรียกชื่อเลย บางทีไม่รู้จักชื่อ แต่รู้แล้วว่าเป็นคน รู้ส่วนที่ละเอียด นิมิตต่างๆ ด้วยว่าคนนี้ไม่ใช่คนนั้นที่เคยเห็น เพราะฉะนั้นมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ใช่ไหม ต้องอยู่ที่มหาภูตรูป ใช่ไหม ธาตุดินน้ำไฟลม แต่ธาตุดินน้ำไฟลมกระทบตาไม่ได้ ต้องมีสิ่งที่เกิดพร้อมกับที่มหาภูตรูปนั้นเกิดอีกรูปหนึ่ง เป็นรูปพิเศษที่สามารถกระทบตา “ตา” ที่นี่คือ จักขุปสาท

    เห็นความละเอียดว่า กว่าธาตุรู้จะเกิดขึ้นรู้ได้ ต้องมีปัจจัย ถ้าคนตาบอดไม่มีจักขุปสาท จะไม่มีการรู้เลย ไม่มีการเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น เพราะฉะนั้นนิมิตของสิ่งที่ปรากฏก็ไม่มี เพราะเหตุว่าไม่มีรูปที่สามารถทำให้เห็นได้

    เพราะฉะนั้น เห็นอะไร ถ้าเป็น คุณอรรณพ ก็เลยสิ่งที่กระทบตาได้แล้ว เพราะเกิดดับเร็วมาก จนปรากฏเป็นนิมิต มีแน่ๆ คือธาตุดินน้ำไฟลม มีแน่ๆ คือสิ่งที่อยู่ที่มหาภูตรูปที่กระทบตาได้ แต่ว่ามหาภูตรูปนี่หลากหลาย อ้วน ผอม สูง ต่ำ สีต่างๆ ผิวต่างๆ พวกนี้ล้วนแต่เป็นส่วนผสมของมหาภูตรูปที่หลากหลาย แม้แต่สิ่งไม่มีชีวิตอย่างดอกไม้ มีตั้งหลายประเภท ผัก ผลไม้ทุกชนิด ก็มีมหาภูตรูป แต่สิ่งที่กระทบตาก็หลากหลาย เพราะเกิดดับเร็วจนปรากฏเป็นนิมิต หรือสัณฐาน เครื่องหมายของสิ่งที่มี ว่าสิ่งนั้นเกิดดับ ไม่ใช่สิ่งอื่นเกิดดับ

    เพราะฉะนั้นสัณฐานของการเกิดดับของมหาภูตรูปก็ต่างกัน และเพราะมีการเกิดดับจึงมีนิมิตเพราะไม่สามารถที่จะรู้การเกิดดับ ถ้ารู้การเกิดดับจะไม่มีการที่จะหลงยึดถือว่าเป็นเรา แต่แม้การเกิดดับก็เป็นนิมิตของสิ่งที่มี เพราะเร็วมาก เมื่อมีนิมิตแล้วว่าก็ปรากฏให้รู้ได้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร เป็นปัญญัตติ ไม่ต้องพูดเป็นคำก็มีบัญญัติ สุนัข แมว เห็นเจ้าของ รูปร่างสัณฐาน สิ่งที่ปรากฏ จำได้ เห็นคนแปลกหน้าที่มา สุนัขและแมวก็ยังรู้บัญญัติ ใช่ไหม คนนี้ไม่ใช่คนที่เคยเห็น นี่ไม่ใช่เจ้าของ เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดเลย ก็มีปัญญัตติ เมื่อนิมิตนั้นปรากฏให้รู้ได้ จำได้ว่าเป็นอะไร เพราะฉะนั้นอาจจะไม่มีคนที่รู้จักชื่อของใครก็ตาม แต่เห็นนิมิตว่าไม่เหมือนกับคนที่เคยรู้จักหรือจำได้

    เพราะฉะนั้นก็อยู่ในโลกของปรมัตถธรรม อยู่ในโลกของนิมิต อยู่ในโลกของบัญญัติ กว่าจะรู้ความจริงว่าแท้ที่จริงทั้งหมดเป็นความไม่รู้ เป็นความไม่เข้าใจสิ่งที่มีจริง จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม และการฟังพระธรรมต้องละเอียดอย่างยิ่ง รอบคอบ พิจารณาความลึกซึ้ง จึงสามารถที่จะเข้าใจจริงๆ ได้ มิฉะนั้นไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ยินชื่อ มีเป็นที่พึ่ง แต่ว่าพึ่งอย่างไร ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมจะรู้จักคนที่เราพึ่งหรือปล่า แต่ถ้ารู้จักก็จะพึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระรัตนตรัยต่อไปตลอดชีวิต แล้วแต่ว่าชาติไหนมีโอกาสจะได้ยินได้ฟัง ก็รู้ว่าเป็นบุคคลที่สามารถจะพึ่งได้จริงๆ พึ่งให้เกิดความรู้ถูก ความเห็นถูก ในสิ่งที่มีจริง ในชาติที่เกิดมาแต่ละชาติ

    ผู้ฟัง คือว่าถ้าเราเห็นกุหลาบ ไม่คิดถึงการเกิดดับ อันนี้เราเห็นรูปใช่ไหม แต่ถ้าเราเห็นนิมิต นิมิตนี่ไม่ใช่รูปแล้ว เป็นความทรงจำ

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีรูป จะมีนิมิตไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี แต่ขณะที่เราเห็น ในเห็นทุกครั้งเป็นนิมิตทุกครั้งไป เพราะเหตุว่าเกิดดับเร็วๆ

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมจะรู้ไหมว่าเห็นนิมิตของรูป

    ผู้ฟัง ไม่ทราบ แต่เกิดความสงสัยขึ้นว่า แล้วแท้จริงเราเห็นอะไร

    ท่านอาจารย์ เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้

    ผู้ฟัง สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ และสิ่งนั้นเป็นนิมิต เป็นความทรงจำ ใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ มีรูปร่างสัณฐานหรือเปล่า เพราะเพียงกระทบตา ปรากฏและดับ

    ผู้ฟัง ตอนที่เป็นนิมิตนี่ กระทบตาจริงหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่กระทบตาจะปรากฎได้ไหม

    ผู้ฟัง ตัวเองเข้าใจว่าเกิดจากความจำ

    ท่านอาจารย์ จำอะไร

    ผู้ฟัง จำรูปร่างสัณฐานอันนั้น

    ท่านอาจารย์ รูปร่างสัณฐานอยู่ที่ไหน

    ผู้ฟัง อยู่ที่ของจริง

    ท่านอาจารย์ แล้วก็มองเห็นหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ตรงนี้แหละที่ไม่เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเราพูดถึงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ แต่ละทางไป ทางตาก็ปรากฏให้เห็นได้ ทางหูก็ปรากฏให้ได้ยินได้ ทางจมูกก็ปรากฏให้รู้ว่าจะเรียกกลิ่นหรือไม่เรียกก็ตาม กลิ่นก็หลากหลาย เป็นนิมิตของธาตุดินน้ำไฟลม ในที่นั้นมีกลิ่นอยู่ด้วย นอกจากมีสิ่งที่สามารถกระทบตารูปหนึ่ง ยังมีกลิ่นอีกรูปหนึ่ง ที่สามารถกระทบจมูกได้

    ผู้ฟัง ถ้าไม่มีการเกิดดับและไม่มีนิมิต ถ้าอย่างนั้นแล้วเราก็สัมผัส

    ท่านอาจารย์ ขอประทานโทษ ไม่มีการเกิดดับ มีไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ มีนิพพานอย่างเดียว

    ผู้ฟัง เนื่องจากมีการเกิดดับ สิ่งที่เราเห็น ที่เราคิดว่าเราเห็นทุกครั้งจึงเป็นนิมิต เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเห็น เราเห็นนิมิต เราไม่ได้เห็นของจริงไม่ใช่หรือ

    ท่านอาจารย์ นิมิตของอะไร

    ผู้ฟัง ของสิ่งที่เราเห็น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นอะไรจริง

    ผู้ฟัง ก็เห็นก็จริง นิมิตก็จริง

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่ปรากฏเกิดดับ จนกระทั่งปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ จึงใช้คำว่า นิมิตของสิ่งที่เกิดดับ เกิดอีกดับอีก เกิดอีกดับอีก เกิดอีกดับอีก จนปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ

    อ.คำปั่น เพราะเหตุใดธรรมที่มีจริงๆ จึงเป็นสภาพธรรมที่ลึกซึ้งอย่างยิ่งยากที่จะรู้ตามความเป็นจริง

    ท่านอาจารย์ เพราะว่าถ้าเป็น “เรา” รู้ไม่ได้แน่ แต่ต้องเป็นคำที่ภาษาบาลีใช้คำว่า ปัญญา ความเห็นที่ถูกต้อง ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ซึ่งไม่ใช่เราเลย ถ้าไม่มีการฟังและยังมีความเป็นเรา ไม่สามารถที่จะคิดแม้ความลึกซึ้งของสิ่งที่กำลังปรากฏอย่างถูกต้องได้ เพราะฉะนั้นทางเดียวก็คือ สาวก หรือ สาวะกะ คือ ผู้ฟังพระธรรม จากผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ และจะเห็นความลึกซึ้ง ละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้น แม้ในขั้นฟัง ซึ่งใช้คำว่า ปริยัติ เพราะว่าพระธรรมที่ทรงแสดงถึงพร้อมทั้งขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นที่สูงที่สุด จากการได้ฟังปริยัติ แล้วเข้าใจพอที่จะมั่นคง ที่จะทำให้รู้ความจริงของสิ่งที่ได้ฟังแล้วว่าเป็นจริงอย่างที่ได้ฟังทุกอย่าง เป็นขั้นปฏิปัตติ จนกระทั่งถึงประจักษ์ความจริงตรงตามที่ได้ทรงแสดง เป็นปฏิเวธ

    เพราะฉะนั้นก็ต้องตามลำดับขั้น ใครที่คิดว่าจะไม่ฟังแล้วก็จะรู้สภาพธรรม เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย ธรรมละเอียดขึ้นแม้ในขั้นการฟัง ธาตุหนึ่งก็เป็นเรื่องของการเห็น กับสิ่งที่กำลังปรากฏ แล้วทำไมเราต้องพูดถึงสิ่งนี้ ก็มีจริงๆ ถ้ามีจริงแล้วพระพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริงอย่างไร ไม่ใช่ให้เราไปคิดเอาเองได้ เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ทรงแสดง ก็สามารถทำให้เริ่มเข้าใจความลึกซึ้งตั้งแต่ขั้นต้น

    อย่างที่ได้กล่าวถึงว่าขณะนี้มีเห็น ถูกต้องไหม แล้วเห็นอะไร คนไม่รู้ว่าต้องมีสิ่งที่สามารถกระทบตาได้ แล้วปรากฏ เกิดแล้วก็ดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ จึงปรากฏว่าเป็นรูปร่างสัณฐานอย่างที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ แต่นั่นก็คือว่ารูปร่างสัณฐานที่ปรากฏ ไม่ใช่จิตเห็น เห็นไหมว่าเพิ่มความละเอียดขึ้นมาอีก ว่าจิตที่เห็นไม่รู้อะไรเลย แม้เป็นรูปร่างสัณฐานก็ไม่รู้ เพราะเหตุว่าสิ่งที่ปรากฏทางตา เกิดดับ ก็ไม่มีการรู้ และจิตเกิดดับ ก็ไม่มีการรู้

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ใครรู้บ้าง ว่าขณะนี้จิตเห็นมีจริงๆ แล้วเห็นอะไร เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ นี่คือจิตหนึ่ง คือ จิตเห็น แต่ว่าจิตเห็นรู้อะไรไม่ได้ ว่าเป็นคน เป็นสัตว์ หรือว่าเป็นวัตถุสิ่งต่างๆ เพียงแค่เกิดเห็นแล้วดับ ความละเอียดอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้จิตจึงมีมากมาย หลายประเภท เรากำลังเห็นเดี๋ยวนี้ เราไม่รู้ว่าทันทีที่จิตเห็นดับ จิตอื่นเกิดสืบต่อทันที ไม่เห็น จิตที่เกิดต่อ ไม่เห็น ชั่วขณะเดียวที่เห็นดับ จิตขณะต่อไปเกิด ไม่เห็น แต่รู้สิ่งที่จิตเห็นรู้ สืบต่อ จนกระทั่งขณะใดที่ปรากฏเป็นนิมิตสัณฐาน ก็หมายความว่าขณะนั้นไม่ใช่เพียงแค่จิตเห็น แต่ยังมีจิตที่คิดถึงรูปร่างสัณฐาน เกิดสลับจนไม่รู้ว่าขณะไหนเห็น ขณะไหนคิด เพราะว่าเห็นเป็นคนเลย เห็นเป็นวัตถุสิ่งต่างๆ เลย แต่ขณะนั้นต้องมีจิตอื่นซึ่งไม่ใช่จิตเห็น เกิดดับสืบต่อเร็ว ทรงแสดงไว้โดยละเอียด คือทรงแสดงการเกิดดับของจิตแต่ละหนึ่งขณะ จนกระทั่งถึงขณะที่รู้ ขณะนี้นิมิตปรากฏกับจิตที่ไม่ใช่จิตเห็น แต่เป็นจิตที่เกิดสืบต่อ เพราะเหตุว่าสิ่งที่ปรากฏทำให้รู้ว่าเป็นอะไร เพราะฉะนั้นการรู้ว่าขณะนี้เห็นอะไร ไม่ใช่จิตเห็น


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 201
    19 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ